Doctor men
เขียนโดย
พญ. สุชาดา สมศักดิ์ แพทย์เวชกรรมทั่วไป
Doctor men
รีวิวโดย
ทีมแพทย์ HONESTDOCS
การดูแล

วัคซีนพิษสุนัขบ้า

ทุกเรื่องควรรู้เกี่ยวกับวัคซีนพิษสุนัขบ้า ตั้งแต่การปฏิบัติตัวหลังสุนัขกัด จนถึงข้อควรทำหากรับวัคซีนไม่ครบ
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 4 ก.ค. 2019 รีวิวเมื่อวันที่ 2 พ.ค. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 3 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 693,442 คน

วัคซีนพิษสุนัขบ้า

หลายคนรู้ดีว่า เมื่อถูกสุนัขกัดจะต้องไปรับวัคซีนพิษสุนัขบ้า แต่อาจยังไม่แน่ใจว่าแผลกัดแต่ละแบบต้องได้รับวัคซีนเหมือนกัน วิธีเดียวกันหรือไม่ และการรับวัคซีนพิษสุนัขบ้าซึ่งต้องรับอย่างต่อเนื่องหลายวันยังอาจมีปัญหารับวัคซีนไม่ครบ กลายเป็นข้อข้องใจว่าควรทำอย่างไรหากเกิดกรณีดังกล่าว บทความนี้จะช่วยรวบรวมทุกข้อสงสัยเกี่ยวกับวัคซีนพิษสุนัขบ้าและไขคำตอบให้คุณ

วัคซีนพิษสุนัขบ้าใช้ในกรณีใดบ้าง?

“วัคซีนพิษสุนัขบ้า” คือวัคซีนที่ฉีดเพื่อป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ใช้ใน 2 กรณี ได้แก่

โฆษณาจาก HonestDocs
เชื้อ HPV สาเหตุหลักของการเกิดมะเร็งปากมดลูก

ฉีดวัคซีน ป้องกันไว้ก่อนเลยวันนี้ เริ่มต้นเพียง 3,185 เท่านั้น

Hpv35 internal ad
  1. ป้องกันคนที่มีความเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อพิษสุนัขบ้า (Preexposure Vaccine) ควรฉีดในผู้ที่ใกล้ชิดสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหรือสัตว์เลี้ยง เช่น สุนัข แมว หนู กระต่าย เป็นต้น ผู้ที่จะไปท่องเที่ยวในพื้นที่ระบาดของโรคพิษสุนัขบ้า
  2. ป้องกันการเกิดโรคในคนที่ได้รับเชื้อเข้าสู่ร่างกายแล้ว (Post-Exposure Prophylaxis) โดยติดจากสารคัดหลั่ง เช่น เลือด น้ำลายของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ที่สงสัยว่ามีเชื้อพิษสุนัขบ้า

การสัมผัสโรคและความจำเป็นในการได้รับวัคซีนพิษสุนัขบ้า

เมื่อถูกสุนัขหรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่นๆ กัด สามารถจำแนกตามการสัมผัสโรคและความจำเป็นในการได้รับวัคซีนพิษสุนัขบ้าได้เป็น 3 ประเภท ดังนี้

  1. สัมผัส ให้อาหาร หรือถูกเลียที่ผิวหนัง : ไม่จำเป็นต้องให้วัคซีนพิษสุนัขบ้า
  2. ถูกกัดเป็นรอยช้ำ ถูกข่วนหรือรอยถลอกที่ไม่มีเลือดออก ถูกเลียบริเวณผิวหนังที่มีบาดแผล : จำเป็นต้องได้รับวัคซีนพิษสุนัขบ้า
  3. ถูกกัดหรือข่วนแบบมีเลือดออกชัดเจน หรือถูกสุนัขเลียหรือมีการสัมผัสน้ำลายบริเวณเยื่อบุต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณใบหน้า : ต้องได้รับวัคซีนพิษสุนัขบ้า และ อิมมูโนโกลบูลินป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า

ข้อปฏิบัติตนเมื่อถุกสุนัขกัด

  1. ทำความสะอาดบาดแผล โดยล้างครบทุกแผลและให้ลึกถึงก้นแผล
  2. ไม่ควรเย็บบาดแผลที่สัตว์กัด ยกเว้นเพื่อห้ามเลือด
  3. ถ้าต้องการเย็บบาดแผล ควรรอ 3-7 วัน
  4. ไปรับยาปฏิชีวนะป้องกันการติดเชื้อ
  5. ไปรับวัคซีนป้องกันโรคบาดทะยัก

ข้อบ่งชี้ในการให้วัคซีนพิษสุนัขบ้า

ไม่ให้วัคซีนพิษสุนัขบ้าในกรณีผู้ป่วยปฏิเสธ และสัตว์ที่มากัดมีเงื่อนไขต่อไปนี้ครบทุกข้อ

  1. สัตว์มีอาการปกติ ได้รับการเลี้ยงดูอย่างดี และมีโอกาสสัมผัสโรคพิษสุนัขบ้าจากสัตว์อื่นน้อย
  2. สัตว์มีอาการปกติ และได้รับวัคซีนพิษสุนัขบ้าเป็นประจำทุกปี อย่างน้อย 2 ครั้งล่าสุดไม่เกิน 1 ปี
  3. สัตว์มากัดเพราะมีเหตุโน้มนำ เช่น ไปแหย่ให้สุนัขโกรธ เป็นต้น

หากมีไม่ครบทุกข้อ ต้องเฝ้าสังเกตอาการสัตว์ได้ ในช่วง 10 วันหลังถูกกัด จำเป็นต้องรับวัคซีนพิษสุนัขบ้าไปก่อน หลัง 10 วันนั้น ถ้าสัตว์ไม่ตาย สามารถหยุดรับวัคซีนได้ แต่ถ้าสัตว์ตายหรือหายไปก่อนครบ 10 วัน ให้รับการฉีดวัคซีนต่อจนครบ

ปริมาณและกำหนดวันที่ต้องได้รับวัคซีนพิษสุนัขบ้า

  1. กรณีฉีดเข้ากล้ามเนื้อ (Intramuscular regimen (IM)) : วัคซีน 1 คอร์ส ฉีดปริมาณ 0.5 มล. วันที่ฉีดคือวันที่ 0 (วันที่ถูกสัตว์กัด), 3, 7, 14 และ 28

    ผู้ใหญ่จะฉีดบริเวณกล้ามเนื้อต้นแขน (Deltoid)
    เด็กเล็กฉีดบริเวณกล้ามเนื้อต้นขา (Antero-lateral Thigh)

  2. กรณีฉีดเข้าในหนัง (Intradermal regimen (ID)) : วัคซีน 1 คอร์ส จะฉีดเข้าในหนังบริเวณต้นแขน 2 ข้าง ข้างละ 1 จุด (รวม 2 จุด) ปริมาณจุดละ 0.1 มล. วันที่ฉีดคือวันที่ 0 (วันที่ถูกสัตว์กัด), 3, 7 และ 28

หากถูกสุนัขหรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่นกัดซ้ำ หรือลืมไปพบแพทย์ มีข้อปฏิบัติดังนี้

  • หากมาพบแพทย์หลังโดนกัดช้า จำเป็นต้องได้รับการรักษาเช่นเดียวกับเพิ่งถูกกัด
  • ถ้าจำประวัติการฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้าเดิมไม่ได้ จำเป็นต้องเริ่มฉีดเหมือนผู้ป่วยใหม่
  • หากผู้ป่วยไม่มาตามนัดฉีดวัคซีน จำเป็นต้องฉีดโดยนับต่อจากเข็มสุดท้ายที่ผู้ป่วยควรได้รับ
  • หากไม่มาตามนัด ในกรณีที่เป็นการสัมผัสโรคประเภทที่ 3 คือ เลือดออกชัดเจน สุนัขเลียหรือมีการสัมผัสน้ำลายบริเวณเยื่อบุต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณใบหน้า และได้รับวัคซีนน้อยกว่า 2 เข็ม หรือไม่ได้รับ อิมมูโนโกลบูลินป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ต้องเริ่มฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้าใหม่
  • หากได้รับวัคซีนน้อยกว่า 2 เข็ม แล้วโดนกัดใหม่ ต้องเริ่มฉีดใหม่ทั้งหมด
  • หากได้รับวัคซีนมากกว่า 3 เข็ม แล้วโดนกัดใหม่ ห้ามฉีดอิมมูโนโกลบูลินป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า เพราะจะขัดขวางการสร้างภูมิคุ้มกัน แบ่งได้เป็น 2 กรณี
    • โดนกัดมากกว่า 6 เดือน หลังเข็มสุดท้าย ต้องฉีดกระตุ้น 2 เข็มเข้ากล้ามเนื้อ วันที่ 0 (วันที่ถูกกัด) และ 3 หรือฉีดกระตุ้น 4 เข็มเข้าในหนังทันทีวันที่ถูกกัด
    • โดนกัดน้อยกว่า 6 เดือน หลังเข็มสุดท้าย ต้องฉีดกระตุ้น 1 เข็มเข้ากล้ามเนื้อทันทีวันที่ถูกกัด
  • ในเด็กที่สัมผัสโรคพิษสุนัขบ้า ต้องรับการฉีดวัคซีนเช่นเดียวกับผู้ใหญ่
  • สตรีตั้งครรภ์ที่มีการสัมผัสโรคพิษสุนัขบ้า ให้การรักษาเหมือนผู้ป่วยผู้ใหญ่ทั่วไป การตั้งครรภ์ไม่เป็นข้อห้ามของการให้วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า และอิมมูโนโกลบูลินป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า
  • ในคนที่ภูมิคุ้มกันผิดปกติ เช่น ผู้ป่วย HIV ผู้ป่วยที่ได้รับยาเคมีบำบัด หากสัมผัสโรคพิษสุนัขบ้าประเภท 2 และ 3 ต้องได้รับวัคซีนพิษสุนัขบ้าฉีดเข้ากล้ามเนื้อ และอิมมูโนโกลบูลินป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า และให้หยุดยากดภูมิคุ้มกันหากสามารถหยุดได้
  • หากมีอาการผิดปกติ เช่น มีไข้ ผื่นขึ้นตามตัว หายใจเหนื่อยหอบ คลื่นไส้อาเจียนหรือท้องเสีย ควรไปพบแพทย์เพื่อประเมินการรักษาให้เหมาะสมโดยการซักประวัติและตรวจร่างกาย

ผลข้างเคียงจากวัคซีนพิษสุนัขบ้า

  1. บริเวณที่ฉีดวัคซีนมีอาการบวมแดงหรือรู้สึกปวด
  2. ปวดกล้ามเนื้อและข้อต่อ
  3. วิงเวียนศีรษะ ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง
  4. เหนื่อยหรืออ่อนแรงมากผิดปกติ

ที่มาของข้อมูล

World Health Organization, Expert Committee on Rabies. Technical Report 931(First Report). Geneva: World Health Organization 2004.

World Health Organization, Expert Committee on Rabies. Technical Report 982 (Second Report). Geneva: World Health Organization 2013.

สถานเสาวภา สภากาชาดไทย, แนวทางการให้การดูแลรักษาผู้ป่วยสัมผัสโรคพิษสุนัขบ้า(QSMI Guideline for Pos-Exposure Rabies Treatment), (http://saovabha.redcross.or.th/download/2559/thailand%20Rabies-Free/QsmiGuidline2016.pdf), พ.ศ. 2559.

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามสัตวแพทย์

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปหรือวีดีโอของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งคำถาม