Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
Doctor men
รีวิวโดย
ทีมแพทย์ HONESTDOCS
การคุมกำเนิด

รู้จักยาฝังคุมกำเนิด ประสิทธิภาพและผลข้างเคียงต่อสุขภาพที่ควรรู้ !

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 11 ก.ค. 2019 รีวิวเมื่อวันที่ 11 ก.ค. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 4 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,362,976 คน

รู้จักยาฝังคุมกำเนิด ประสิทธิภาพและผลข้างเคียงต่อสุขภาพที่ควรรู้ !

รู้จักยาฝังคุมกำเนิด ประสิทธิภาพและผลข้างเคียงต่อสุขภาพที่ควรรู้ !

วิธีคุมกำเนิดโดยใช้ยาฝังคุมกำเนิด หรือ ยาคุมกำเนิดแบบฝัง (Contraceptive implant หรือ Implantable contraception) เป็นวิธีคุมกำเนิดแบบชั่วคราว โดยการฝังฮอร์โมนที่ชื่อ โปรเจสติน (Progestin) ที่ใต้ผิวหนังบริเวณใต้ท้องแขนข้างใดข้างหนึ่งที่เป็นข้างที่ไม่ถนัด ซึ่งฮอร์โมนนี้จะถูกเก็บอยู่ภายในหลอดหรือแท่งพลาสติกขนาดเล็กประมาณไม้จิ้มฟันชนิดกลม ซึ่งเมื่อฮอร์โมนโปรเจสตินได้ถูกปล่อยเข้าสู่ร่างกายแล้ว ก็จะมีผลให้การเจริญเติบโตของฟองไข่ถูกยับยั้ง ทำให้ไม่เกิดการตกไข่ จึงไม่มีการตั้งครรภ์เกิดขึ้นนั่นเอง

ยาฝังคุมกำเนิดออกฤทธิ์อย่างไร

การใช้ยาฝังคุมกำเนิดจะไม่ทำให้เกิดผลข้างเคียงเหมือนการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม เนื่องจากยาฝังคุมกำเนิดจะมีฮอร์โมนโปรเจสติน (Progestin) เพียงชนิดเดียวเท่านั้น ซึ่งเมื่อซึมออกมาจากแท่งยาเข้าสู่กระแสเลือดแล้ว ฮอร์โมนนี้จะทำให้ฟองไข่หยุดการเจริญเติบโต จึงทำให้ไม่มีไข่ตกพร้อมที่จะผสมกับเชื้ออสุจิ ไม่เพียงเท่านั้น ฮอร์โมนโปรเจสตินยังส่งผลให้มูกที่ปากมดลูกมีลักษณะเหนียวข้น จึงสร้างความยากลำบากให้แก่อสุจิที่จะว่ายผ่านเข้าไป จึงเป็นอีกทางหนึ่งที่จะช่วยลดโอกาสในการผสมกันระหว่างไข่กับอสุจิ อีกทั้งยังทำให้ผนังมดลูกบางลง เป็นการลดโอกาสในการฝังตัวของไข่ที่ผสมแล้ว การตั้งครรภ์จึงไม่สามารถเกิดขึ้นได้

ยาฝังคุมกำเนิดมีประสิทธิภาพมากแค่ไหน

เมื่อเทียบกับวิธีคุมกำเนิดแบบอื่นๆ แล้วการฝังยาคุมกำเนิดถือเป็นวิธีป้องกันการตั้งครรภ์ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยจะเป็นรองก็แต่การไม่มีเพศสัมพันธ์เลยเท่านั้น ซึ่งวิธีนี้จะทำให้มีโอกาสล้มเหลวที่จะตั้งครรภ์เกิดขึ้นได้เพียง 0.05% หรือ 1 ใน 2,000 คนเท่านั้น โดยการฝัง 1 ครั้ง ยาคุมที่ฝังไว้จะค่อยๆปลดปล่อยฮอร์โมนออกมา และสามารถคุมกำเนิดได้ยาวนานถึง 3 ปี

ขั้นตอนการฝังยาทำอย่างไร

การฝังยาคุมกำเนิดสามารถทำได้ตลอดรอบเดือน แต่ก่อนจะเริ่มทำการฝังยาคุมกำเนิดจะต้องตรวจสอบให้มั่นใจว่าผู้ป่วยไม่ได้ตั้งครรภ์อยู่ หลังจากนั้นแพทย์จะทำรอยเล็กๆ เอาไว้ที่บริเวณท้องแขนด้านในข้างที่จะทำการฝังยาเข้าไป จากนั้นจะใช้น้ำยาฆ่าเชื้อทำความสะอาดผิวหนัง แล้วจึงทำการฉีดยาชาที่บริเวณใต้ท้องแขน เสร็จแล้วแพทย์จะเปิดแผลที่ท้องแขนออกโดยการใช้เข็มนำ ซึ่งแผลที่เปิดออกนี้จะมีความกว้างประมาณ 0.3 เซนติเมตร จากนั้นจึงจะนำแท่งตัวนำหลอดบรรจุยาสอดใส่เข้าไปข้างใน  พอฝังหลอดยาเข้าภายในร่างกายแล้ว แท่งนำยากับเข็มนำก็จะถูกถอนออก จากนั้นจะใช้ปลาสเตอร์เล็กๆ ปิดแผลแล้วใช้ผ้าพันแผลพันทับอีกทีหนึ่งก็เป็นอันเรียบร้อย โดยจะมีการพันแผลทิ้งไว้ประมาณ 24 ชั่วโมง เมื่อนำผ้าพันแผลออกแล้วจะปรากฏเป็นรอยฟกช้ำและมีอาการเจ็บแขนตรงจุดที่ฝังยาเล็กน้อยอยู่ราว ๆ 1 สัปดาห์ จากนั้นรอยฟกช้ำจะเริ่มหายไป และภายในระยะเวลา 3 – 5 วัน แผลก็จะค่อยๆ หายเป็นปกติ แต่ในระยะเวลา 7 วันหลังจากที่ทำห้ามให้แผลถูกน้ำ และแพทย์จะทำการนัดตรวจดูบาดแผลหลังจากที่ทำไปได้ 7 วัน

เข้ารับการฝังยาได้ที่ไหน

ผู้ที่ต้องการคุมกำเนิดแบบการฝังยา สามารถติดต่อขอรับบริการฝังยาคุมกำเนิดได้ที่โรงพยาบาลประจำอำเภอขนาดใหญ่หรือโรงพยาบาลประจำจังหวัด หรืออาจจะสอบถามไปที่คลินิกสูตินรีเวชต่างๆ ก็ได้ โดยจะใช้ระยะเวลาในการทำไม่เกิน 10 – 20 นาทีเท่านั้น

ขั้นตอนของการถอดยาออก

ในขั้นตอนการถอดยาฝังคุมกำเนิดออกจะทำให้มีแผลที่มีบาดแผลที่ใหญ่กว่าตอนใส่เข้าไปเล็กน้อย และอาจจำเป็นต้องใช้ไหมในการเย็บแผล 1 เข็ม โดยแพทย์จะทำการฉีดยาชาแต่เพียงเล็กน้อยบริเวณด้านใต้ส่วนปลายของแท่งฮอร์โมน แล้วจึงกรีดผิวหนังออกเป็นแผลขนาดเล็ก เสร็จแล้วจึงใช้อุปกรณ์ดึงเอาแท่งฮอร์โมนออกมา โดยจะกลับมามีประจำเดือนตามปกติภายในเวลา 1 – 12 เดือนหลังจากที่ได้ถอดยาออกไปแล้ว และจะเริ่มมีไข่ตกประมาณ 1 – 3 เดือน

ผู้ที่เหมาะจะฝังยาคุมกำเนิด

ผู้เหมาะกับการใช้วิธีฝังยาคุมกำเนิดนั้นก็คือผู้ที่มักจะลืมทานยาคุมกำเนิดอยู่เป็นประจำ หรือต้องการวิธีคุมกำเนิดที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการป้องกันการตั้งครรภ์และต้องการที่จะคุมกำเนิดเป็นระยะเวลา 3 – 5 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่ไม่สามารถที่จะใช้วิธีคุมกำเนิดรูปแบบอื่นซึ่งต้องใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจนได้ เช่น ผู้หญิงที่อยู่ระหว่างให้นมลูก (จะใช้วิธีฝังยาคุมกำเนิดได้เมื่อทารกอายุ 6 สัปดาห์ขึ้นไป) หรือ ผู้ที่เคยเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันมาก่อน เนื่องจากการฝังยาคุมกำเนิดซึ่งมีฮอร์โมนโปรเจสตินเพียงอย่างเดียวมีความเสี่ยงในการเกิดลิ่มเลือดอุดตันเฉียบพลันน้อยกว่ายาคุมกำเนิดแบบรวม

ผู้ที่ไม่ควรฝัง

  1. ผู้ที่มีความสงสัยหรือไม่แน่ใจว่าจะตั้งครรภ์หรือไม่ ซึ่งหากต้องการฝังยาคุมกำเนิด ก็ควรลองทดสอบการตั้งครรภ์ดูก่อน
  2. ผู้ที่บริเวณช่องคลอดหรืออวัยวะเพศมีเลือดออกผิดปกติ โดยไม่รู้สาเหตุ รวมถึงผู้ที่มีเลือดออกง่ายด้วย
  3. ผู้ที่เป็นมะเร็งบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ เช่น มะเร็งเต้านม หรือว่าเคยมีประวัติเป็นมะเร็งเต้านม
  4. ผู้ที่มีข้อห้ามในการใช้ฮอร์โมนโปรเจสโตเจน หรือมีเนื้องอกที่มีความสัมพันธ์กับการใช้ฮอร์โมนโปรเจสโตเจน เพราะการฝังยาอาจไปกระตุ้นได้นั่นเอง
  5. ผู้ที่เป็นโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคลมชัก โรคถุงน้ำดี หากต้องการฝังยาคุมกำเนิด ควรปรึกษาแพทย์ก่อนจะดีที่สุด
  6. ผู้ที่รับประทานยาบางชนิดที่ทำให้ยาคุมกำเนิดมีประสิทธิภาพลดลง เช่น ยารักษาอาการติดเชื้อ HIV ยาต้านชัก ยารักษาวัณโรค และ ยาปฏิชีวนะบางชนิด เช่น rifabutin rifampicin หรือรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบางชนิด เช่น St John's wort เป็นต้น

ผลข้างเคียง

  1. ในช่วง 2 – 3 เดือนแรก อาจพบว่าประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ หรืออาจจะมาแบบกะปริดกะปรอย หรือมีอาการตกขาวมาก หรือบางรายอาจจะมีประจำเดือนมามากติดต่อกันนานหลายวัน ไม่มีประจำเดือน หรือประจำเดือนอาจขาดไปเลยก็มีซึ่งเป็นอาการที่พบบ่อยที่สุดแต่ไม่เป็นอันตราย โดยสามารถช่วยให้อาการเลือดออกกะปริดกะปรอยลดน้อยลงได้ โดยใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจน 0.05 มิลลิกรัม วันละ 1 เม็ด ติดต่อกันประมาณ 7-10 วัน
  2. อาจมีอาการปวดท้องน้อยและปวดประจำเดือนในช่วง 2 – 3 เดือนแรก และอาจรู้สึกปวดแขนตรงบริเวณที่ฝังยาคุมกำเนิดได้
  3. แผลที่ฝังยาอาจมีอาการอักเสบหรือเกิดเป็นรอยแผลเป็นได้
  4. มีอาการปวดศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน ในช่วงแรก
  5. มีอารมณ์ไม่คงที่ หงุดหงิดและอารมณ์เสียบ่อยๆ
  6. รู้สึกปวดหรือเจ็บบริเวณเต้านม และอาจเกิดภาวะลิ่มเลือดในหลอดเลือดต่ำ
  7. หากมีการตั้งครรภ์ อาจเกิดการตั้งครรภ์นอกมดลูกขึ้นได้ง่าย
  8. อาจเกิดสิว มีขนดก และมีความต้องการทางเพศลดน้อยลง ซึ่งเป็นผลจากตัวยานั่นเอง

ฝังแล้วประจำเดือนไม่มา? น่ากลัวหรือไม่

โดยปกติแล้วหลังจากฝังยาคุมกำเนิด คนส่วนใหญ่มักจะไม่มีประจำเดือนมา เนื่องจากเป็นผลของฮอร์โมนในยาคุมที่ฝังเข้าไปนั่นเอง ซึ่งเป็นอาการข้างเคียงที่พบได้ทั่วไป ไม่เป็นอันตรายใดใด

ฝังแล้วประจำเดือนมา เป็นอะไรหรือไม่?

สำหรับบางคนอาจมีอาการเลือดออกกระปริบกระปรอยได้ แต่ปัญหาเหล่านี้จะลดน้อยลงหลังจากผ่านหนึ่งปีไปแล้ว ดังนั้นหากประจำเดือนมาก็ไม่ต้องกังวลเพราะไม่ใช่เรื่องผิดปกติ ยิ่งในคนที่มีน้ำหนักตัวมากกว่า 70 กิโลกรัมด้วยแล้ว ก็ยิ่งมีโอกาสที่ประจำเดือนจะมาได้มากกว่าบุคคลทั่วไป เว้นแต่ประจำเดือนมามากและมาแบบไม่หยุด ควรไปพบแพทย์โดยด่วน

การฝังยาคุมกำเนิด เป็นอีกวิธีหนึ่งในการป้องกันการตั้งครรภ์ที่มีประสิทธิภาพ และคุมได้ในระยะยาว เพราะฉะนั้นใครที่ต้องการคุมกำเนิดแบบระยะยาว ก็เหมาะที่จะคุมกำเนิดด้วยการฝังยาคุมกำเนิดมากที่สุด 

อย่างไรก็ตาม วิธีการฝังยาคุมกำเนิดไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ ดังนั้นควรใช้วิธีการคุมกำเนิดชนิดนี้ร่วมกับการใช้ถุงยางอนามัยจะเป็นการดีที่สุด

ที่มาของข้อมูล

NHS, Contraceptive implant (https://www.nhs.uk/conditions/contraception/contraceptive-implant/), 22 January 2018

Andrea R. Resseguie, Contraception Choices for Women at Risk for Venous Thromboembolism (https://www.pharmacytimes.com/publications/issue/2014/june2014/contraception-choices-for-women-at-risk-for-venous-thromboembolism ), 16 June 2014

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่