สุขภาพตา

ตากระตุก สาเหตุ อาการ วิธีรักษาป้องกันและการดูแลตนเองเมื่อเป็นโรค

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 5 นาที
ตากระตุก สาเหตุ อาการ วิธีรักษาป้องกันและการดูแลตนเองเมื่อเป็นโรค

ตากระตุก ตามความเชื่อของคนไทยก็อาจเป็นลางได้ทั้งเรื่องดีและเรื่องไม่ดี แต่ในส่วนของการเป็นโรค ตากระตุกก็เป็นอีกหนึ่งอาการที่ไม่ควรมองข้าม เพราะบางครั้งเราอาจจะไม่ได้มีอาการตากระตุกเพียงแค่ชั่วคราวแล้วหายเองได้เสมอไปทุกครั้ง เพราะในบางครั้งอาการดังกล่าวอาจเล่นงานเราได้ระยะยาวจนเกิดเป็นอาการเรื้อรังได้เลยนั่นเอง ซึ่งหากเป็นอาการเรื้อรังแล้ว แน่นอนว่าจะต้องเข้ารับการรักษาจากทางการแพทย์โดยที่ไม่ควรนิ่งนอนใจ

ตากระตุก คืออะไร?

ตากระตุก (eyelid twitch) เป็นอาการกระตุกที่เกิดขึ้นกับเปลือกตา โดยสามารถที่จะเป็นได้ทั้งเปลือกตาล่างและเปลือกตาบน แต่ส่วนใหญ่แล้ว มักจะเกิดขึ้นที่เปลือกตาด้านบน โดยการกระตุกเกร็งของเปลือกตานั้นจะไม่รุนแรงมากนัก แต่ใช่ว่าการที่เกิดโรคตากระตุกนั้นจะไม่มีความรุนแรง เพราะบางรายอาจมีปัญหาตากระตุกจนทำให้เปลือกตาปิดลงมาได้ และบางรายอาจจะมีอาการอื่นๆ เพิ่มเติม ซึ่งเป็นสาเหตุของความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับระบบประสาท

สาเหตุของตากระตุก

อาการตากระตุกที่เกิดขึ้น หากจะให้พูดถึงในเรื่องของสาเหตุอาจจะไม่สามารถระบุสาเหตุได้อย่างแน่ชัด เพราะในบางครั้งการเกิดอาการตากระตุกนั้นก็อาจจะเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัวหรือไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า แต่ทั้งนี้ก็ยังมีสาเหตุร่วมซึ่งสามารถที่จะอธิบายได้ดังนี้

1. ความเครียด

ถ้าหากเกิดความเครียด ร่างกายจะตอบสนองต่อความเครียด โดยทำให้เกิดอาการตากระตุกขึ้นได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกันกับฮอร์โมน และฮอร์โมนก็มีส่วนส่งผลต่อกล้ามเนื้อได้โดยตรงนั่นเอง

2. นอนไม่เป็นเวลา

โดยปกติแล้ว ช่วงเวลากลางคืนมักเป็นช่วงเวลาที่เราจะต้องนอนหลับพักผ่อน แต่บางคนอาจจะใช้เวลากลางคืนในการทำงานหรืออ่านหนังสือ ซึ่งจะทำให้กล้ามเนื้อตาต้องใช้งานมากกว่าปกติ ส่งผลให้กล้ามเนื้อเกิดอาการล้าและนำมาซึ่งอาการตากระตุกได้

3. ตาแห้ง

อาการตาแห้งสามารถที่จะเกิดได้จากการจ้องคอมพิวเตอร์นานกว่า 7 ชั่วโมงขึ้นไป ซึ่งจะทำให้เกิดการลดสารธรรมชาติที่ช่วยในการหล่อลื่นดวงตา จนทำให้เกิดอาการตาแห้งแล้วส่งผลต่ออาการตากระตุก

4. ขาดวิตามินบางชนิด

อาการตากระตุกสามารถเกิดขึ้นจากการที่ร่างกายได้รับวิตามิน B12 ไม่เพียงพอ ทำให้กล้ามเนื้อและเส้นประสาทมีปัญหาและเกิดอาการกระตุกขึ้น

5. โรคภูมิแพ้

โรคภูมิแพ้ จะมีอาการส่วนใหญ่ที่มีความเกี่ยวข้องต่อการเกิดอาการตาแห้งและคันได้ ซึ่งเป็นอาการที่ส่งผลกระตุ้นต่อการเกิดอาการตากระตุก เนื่องจากฮีสตามีนจะถูกปล่อยผ่านทางเนื้อเยื่อ อันเป็นตัวกระตุ้นที่สำคัญ

ตากระตุกแบบเรื้อรัง

แต่หากเกิดอาการตากระตุกแบบเรื้อรัง สามารถที่จะเรียกได้ว่าเป็นโรคตากระปริบ (Bleb pharospasm) ซึ่งเป็นอาการของตากระตุกเช่นเดียวกัน โดยจะเกิดการกระตุกของหนังตาทั้ง 2 ข้าง โดยมีสาเหตุคือ

  • การดื่มแอลกอฮอล์หรือคาเฟอีนมากจนเกินไป
  • เยื่อบุตาอักเสบ
  • การระคายเคืองกับสิ่งแวดล้อม
  • ภาวะไวต่อแสง

อาการตากระตุก

อาการตากระตุกมักจะเป็นกับเปลือกตาบน โดยบางรายจะมีระดับความรุนแรงในการกระตุกที่แตกต่างกันไป แต่ส่วนใหญ่มักพบอาการตากระตุกที่อยู่ในระดับไม่รุนแรง ในบางรายก็อาจจะก่อให้เกิดความรำคาญ เพราะมีการกระตุกของใบหน้าควบคู่กันด้วย อย่างไรก็ตาม อาการตากระตุกเมื่อเป็นแล้วมักจะไม่ก่อให้เกิดอาการเจ็บปวดใดๆ และไม่เป็นอันตรายต่อผู้ป่วย อีกทั้งยังสามารถหายได้เองโดยที่ไม่ต้องเข้ารับการรักษา ซึ่งในบางกรณีการเกิดตากระตุกโดยเป็นสัญญาณแฝงของโรคเรื้อรังหรือมีความรุนแรงควบคู่ ก็มักจะพบอาการเหล่านี้ได้น้อย โดยเฉพาะผู้ป่วยบางรายที่มักจะมีอาการกระตุกในส่วนอื่นๆ ของใบหน้าที่เกิดขึ้นร่วมด้วย

ภาวะแทรกซ้อนของอาการตากระตุก

อาการตากระตุกสามารถที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ โดยภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นคือ

1. โรคอัมพาตใบหน้า (Bell’s palsy) มักจะเกิดร่วมกับอาการตากระตุก โดยจะเกิดจากการที่เส้นประสาทบนใบหน้าอักเสบและบวม

2. ภาวะกล้ามเนื้อบิดเกร็ง (dystonia) เป็นภาวะที่กล้ามเนื้อเกิดความผิดปกติในการเคลื่อนไหว โดยที่ไม่สามารถควบคุมร่างกายได้และจะมีการเป็นซ้ำๆ

3. โรคคอบิดเกร็ง (cervical dystonia) อาการจะมีความคล้ายคลึงกันกับภาวะกล้ามเนื้อบิดเกร็งทั่วไป แต่ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นบริเวณกล้ามเนื้อคอ

4.โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (Multiple sclerosis) เป็นโรคที่เกิดจากปลอกประสาทในระบบประสาทอักเสบ

5. โรคพาร์กินสัน(Parkinson’s disease) เป็นโรคที่ทำให้ร่างกายเกิดอาการสั่นอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นกล้ามเนื้อบริเวณแขนขาก็จะสั่นอยู่ตลอดเวลาเช่นกัน และการควบคุมให้คงความสมดุลก็เป็นไปได้ยาก

6. โรคทูเร็ตต์ (Tourette’s syndrome) เป็นกลุ่มอาการชนิดหนึ่งที่มีความผิดปกติทางระบบประสาท จนทำให้เกิดอาการกระตุกของกล้ามเนื้อ

การวินิจฉัยตากระตุก

การวินิจฉัยอาการตากระตุก แพทย์จะเริ่มการวินิจฉัยเบื้องต้นจากการสอบถามประวัติของผู้ป่วยก่อน จากนั้นจะทำการตรวจร่างกายโดยเฉพาะการตรวจตา เพื่อที่จะช่วยแบ่งแยกโรคในดวงตาได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ก็ยังมีการตรวจในด้านอื่นๆ ร่วมด้วย ดังนี้

ตรวจสมองด้วยการทำ MRI (Brain MRI)

เป็นการตรวจดูสมองว่าภายในมีเนื้องอกหรือมีความผิดปกติใดๆ หรือไม่ โดยเฉพาะในส่วนของเส้นประสาทที่ส่งผลต่อกล้ามเนื้อกระตุก เพื่อจะได้หาหนทางในการรักษาต่อไป

การตรวจคลื่นไฟฟ้าในสมอง (Electroencephalo graphy)

เป็นการตรวจเพื่อหาบริเวณที่ปล่อยคลื่นไฟฟ้าออกมาจนส่งผลทำให้เกิดอาการตากระตุก โดยจะมีการบันทึกสัญญาณไฟฟ้าที่ถูกปล่อยออกมาร่วมด้วย

วิธีรักษาโรคตากระตุก

โรคตากระตุกสามารถรักษาได้หลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่วิธีที่ผู้ป่วยสามารถทำการรักษาได้ด้วยตนเองและวิธีจากทางการแพทย์ ซึ่งก็มีดังนี้

การรักษาด้วยทางการแพทย์

  1. การใช้ยา การรักษาโรคตากระตุกในอับดับต้นๆ แพทย์จะแนะนำให้ใช้ยาเพื่อช่วยบรรเทาอาการ โดยในบางรายสามารถที่จะใช้ยาเหล่านี้เพื่อช่วยหยุดอาการตากระตุก หากแต่ทำได้เพียงช่วยระงับอาการได้แค่ชั่วคราวเท่านั้น ซึ่งยาเหล่านั้นได้แก่ ยาลอราซีแพม (Lorazepam), ยาโคลนาซีแพม (ClonaZepam) และยาไตรเฮกซีเฟนิดิล (Trihexyphenidyl)
  2. การฉีดโบท็อกซ์ การรักษาตากระตุกด้วยการฉีดโบท็อกซ์ จะถูกนำมาใช้ก็ต่อเมื่อผู้ป่วยเป็นโรคตากระตุกแบบเรื้อรัง โดยแพทย์จะฉีดโบท็อก หรือโบทูลินั่มท็อกซิน เพื่อช่วยหยุดอาการตากระตุก อย่างไรก็ตาม หากก็ช่วยหยุดอาการดังกล่าวได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น
  3. การผ่าตัด เช่นเดียวกันกับการฉีดโบท็อกซ์ซึ่งจะใช้กับผู้ที่ป่วยเป็นแบบเรื้อรัง โดยเป็นการผ่าตัดกล้ามเนื้อและเส้นประสาทที่อยู่ในเปลือกตา เป็นการผ่าตัดเพื่อนำออก แต่เป็นวิธีที่ไม่ได้รับความนิยมในการรักษา
  4. การฝังเข็ม การรักษาอาการตากระตุกสามารถใช้การฝังเข็มเป็นตัวช่วยได้ แต่จะต้องทำโดยผู้เชี่ยวชาญในการฝังเข็มเท่านั้น ซึ่งการรักษาอาการตากระตุกด้วยการฝังเข็มนี้จะช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อบริเวณรอบดวงตาได้

การรักษาด้วยตนเอง

  1. การประคบ เมื่อเกิดอาการตากระตุก การเลือกประคบร้อนและประคบเย็นสามารถที่จะช่วยบรรเทาอาการตากระตุกได้ โดยเริ่มแรกให้เลือกจากประคบอุ่นก่อน แล้วก่อนนอนให้ใช้การประคบเย็น โดยให้ทำทีละข้างที่เกิดอาการ และใช้ระยะเวลาเพียง 10 นาทีเท่านั้น
  2. การนวด เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ผู้เป็นโรคตากระตุกสามารถทำได้ด้วยตนเอง โดยใช้การนวดกดจุด ซึ่งวิธีการนวดเริ่มจากนวดเป็นวงกลมไปบริเวณรอบดวงตา โดยใช้แค่หัวแม่มือในการนวดเท่านั้น เพียงเท่านี้ก็จะช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อบริเวณรอบดวงตาได้มากขึ้นแล้ว

วิธีป้องกันโรคตากระตุก

สำหรับวิธีป้องกันอาการตากระตุกจะไม่มีวิธีที่สามารถทำได้แบบแน่นอน เพราะหลายครั้งอาการตากระตุกมักเกิดขึ้นเองโดยที่เราไม่ทันตัว และส่วนมากก็มักจะหายไปได้เองอีกด้วย นอกจากผู้ที่เป็นแบบเรื้อรังที่มักจะเป็นระยะยาว อย่างไรก็ตาม ทางที่ดีที่สุดแนะนำให้หันมาใส่ใจดูแลสุขภาพของตนเอง โดยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่าง เช่น ลดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของคาเฟอีน เพื่อที่จะช่วยลดการกระตุ้นความเครียดให้เกิดขึ้น

วิธีดูแลตนเอง เมื่อเป็นโรคตากระตุก

โรคตากระตุกสามารถที่จะดูแลตัวเองได้ง่ายๆ ซึ่งก็มีหลายวิธีที่สามารถนำมาใช้ โดยทำได้ดังนี้

  • นอนพักผ่อนให้เพียงพอ โดยควรนอนหลับพักผ่อนให้ได้ 7-8 ชั่วโมงต่อวัน
  • จำกัดระยะเวลาในการใช้โทรศัพท์และคอมพิวเตอร์ และก่อนเข้านอนก็ควรหลีกเลี่ยงการใช้อุปกรณ์ดังกล่าว
  • จำกัดปริมาณคาเฟอีน และแอลกอฮอล์
  • พยายามกำจัดความเครียด โดยใช้กิจกรรมผ่อนคลาย เช่น เล่นโยคะ นั่งสมาธิหรือออกกำลังกาย เป็นต้น

ตากระตุก แม้เป็นโรคที่ไม่อันตราย แต่ก็สามารถสร้างความรำคาญให้กับผู้ที่เป็นได้มากพอสมควร อย่างไรก็ตาม แนะนำให้พยายามหลีกเลี่ยงปัจจัยที่เป็นตัวกระตุ้นทำให้เกิดอาการตากระตุก เพียงเท่านี้ก็จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอาการดังกล่าวได้มากขึ้นแล้ว

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่