การตั้งครรภ์

การรับประทานอาหารที่เหมาะสมขณะตั้งครรภ์

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 9 นาที
การรับประทานอาหารที่เหมาะสมขณะตั้งครรภ์

การได้รับสารอาหารที่ดีอย่างเพียงพอระหว่างตั้งครรภ์คือเรื่องที่สำคัญมากเพื่อการเจริญเติบโตและพัฒนาของทารก คุณควรได้รับพลังงานเพิ่มจากปกติวันละประมาณ 300 แคลอรี่ต่อวัน อย่างไรก็ตามอาการคลื่นไส้อาเจียนในช่วงเดือนแรกๆ ของการตั้งครรภ์อาจทำให้ยากขึ้น โดยให้พยายามรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้หลากหลาย และรับประทานวิตามินบำรุงขณะตั้งครรภ์ด้วย

ต่อไปนี้คือคำแนะนำบางประการเพื่อให้คุณและทารกมีสุขภาพที่แข็งแรง

เป้าหมายของการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ระหว่างตั้งครรภ์

  • รับประทานอาหารให้หลากหลายเพื่อได้รับสารอาหารที่จำเป็นครบถ้วน จำนวนหน่วยบริโภคที่แนะนำต่อวัน คือ 6-11 หน่วยของขนมปังและธัญพืช, 2-4 หน่วยของผลไม้, 4 หน่วยของผัก หรือมากกว่านั้น, 4 หน่วยของผลิตภัณฑ์จากนม, 3 หน่วยของโปรตีน (จากเนื้อสัตว์, สัตว์ปีก, ปลา, ไข่ หรือถั่ว) ลดการใช้น้ำมันและน้ำตาลในการปรุงอาหาร
  • เลือกอาหารที่มีใยอาหารสูง เช่น ขนมปังธัญพืชไม่ขัดสี, ซีเรียล, ถั่ว, พาสต้า และข้าว รวมถึงผักและผลไม้ต่างๆ แม้ว่าจะเป็นการดีมากกว่าหากได้รับใยอาหารจากอาหาร แต่การบริโภคใยอาหารเสริมก็สามารถช่วยให้คุณได้รับใยอาหารอย่างเพียงพอ เช่น ไซเลียม, เมทิลเซลลูโลส แต่ก่อนรับประทานอาหารเสริมใดๆ ให้ปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ ถ้าคุณรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารประเภทใยอาหาร ให้ค่อยๆ เพิ่มปริมาณการรับประทานช้าๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดแก๊สในทางอาหารและอาการปวดเกร็ง และสิ่งสำคัญคือต้องดื่มน้ำให้เพียงพอในขณะที่คุณรับประทานใยอาหารเพิ่มมากกว่าปกติ
  • คุณต้องมั่นใจว่าได้รับวิตามินและแร่ธาตุเพียงพอระหว่างการตั้งครรภ์ คุณควรเลือกรับประทานวิตามินเสริมขณะตั้งครรภ์เพื่อให้แน่ใจว่าคุณจะได้รับปริมาณวิตามินและแร่ธาตุที่เพียงพอทุกวัน แพทย์สามารถแนะนำผลิตภัณฑ์ที่มีขายที่ร้านยาหรือสั่งจ่ายวิตามินบำรุงครรภ์ให้กับคุณได้
  • รับประทานและดื่มผลิตภัณฑ์จากนมและอาหารที่มีแคลเซียมสูงอย่างน้อยวันละ 4 หน่วย เพื่อให้มั่นใจว่าคุณได้รับแคลเซียม 1,000-1,300 มิลลิกรัมต่อวัน ระหว่างการตั้งครรภ์
  • รับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูงอย่างน้อยวันละ 3 หน่วย เช่น เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ผักโขม ถั่ว เพื่อให้มั่นใจว่าคุณจะได้รับธาตุเหล็ก 27 มิลลิกรัมต่อวัน ระหว่างการตั้งครรภ์
  • ระหว่างการตั้งครรภ์ คุณยังจำเป็นต้องได้รับไอโอดีน 220 ไมโครกรัมต่อวัน เพื่อช่วยในการพัฒนาสมองและระบบประสาทของทารก โดยเลือกรับประทานจากผลิตภัณฑ์จากนมที่หลากหลาย เช่น นม, ชีส, โยเกิร์ต รวมถึงจากอาหารทะเล 226 – 340 กรัมต่อสัปดาห์ เช่น กุ้ง ปลาแซลมอน ปลาคอด เป็นต้น
  • เลือกรับประทานอาหารที่มีวิตามินซีสูงทุกวัน เช่น ส้ม สตรอเบอร์รี่ มะละกอ บล็อกโคลี่ ดอกกะหล่ำ พริกหยวก มะเขือเทศ หญิงตั้งครรภ์ต้องการวิตามินซี 80 – 85 มิลลิกรัมต่อวัน
  • เลือกรับประทานอาหารที่มีโฟเลตสูงอย่างน้อยหนึ่งอย่างทุกวัน เช่น ผักใบเขียวเข้ม, เนื้อลูกวัว และถั่ว หญิงตั้งครรภ์ทุกรายต้องได้รับโฟเลตอย่างน้อย 0.64 มิลลิกรัมต่อวัน เพื่อป้องกันการเกิดภาวะหลอดประสาทไม่ปิดในทารก สำหรับผลิตภัณฑ์เสริมโฟเลตที่ผลิตขึ้นจะเรียกว่า กรดโฟลิก ซึ่งสามารถใช้เป็นตัวเลือกที่สำคัญขณะตั้งครรภ์
  • เลือกรับประทานอาหารที่มีวิตามินเออย่างน้อยหนึ่งอย่างวันเว้นวัน แหล่งของวิตามินเอ ได้แก่ แครอท ฟักทอง มันฝรั่งหวาน ผักขม แอปริคอต และแคนตาลูป

อาหารที่ต้องหลีกเลี่ยงขณะตั้งครรภ์

  • หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ขณะตั้งครรภ์ เพราะแอลกอฮอล์มีความสัมพันธ์กับการคลอดก่อนกำหนด, สติปัญญาด้อย, เกิดความผิดปกติของทารก และน้ำหนักตัวแรกคลอดต่ำ
  • จำกัดการดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนไม่ให้เกินวันละ 300 มิลลิกรัม กาแฟหนึ่งถ้วยประมาณ 237 มิลลิลิตรจะมีคาเฟอีนอยู่ประมาณ 150 มิลลิกรัม ถ้าเป็นชาดำจะมีคาเฟอีนประมาณ 80 มิลลิกรัม ส่วนน้ำอัดลม 1 แก้ว 355 มิลลิลิตร จะมีคาเฟอีนตั้งแต่ 30-60 มิลลิกรัม และโปรดจำไว้ว่า ช็อกโกแลต (โดยเฉพาะดาร์กช็อกโกแลต) มีคาเฟอีนเป็นส่วนประกอบ บางครั้งอาจมีในปริมาณมากเลยทีเดียว
  • การใช้แซกคาริน (saccharin) ถูกกีดกันไม่ให้ใช้ระหว่างตั้งครรภ์ เพราะสามารถผ่านรกและตกค้างในเนื้อเยื่อของทารกได้ ส่วนสารให้ความหวานแทนน้ำตาลอื่นๆ ที่สามารถใช้ได้ระหว่างตั้งครรภ์ ได้แก่ แอสปาแตม (aspartame), อะซีซัลแฟม-เค (acesulfame-k) และ ซูคาโรส (sucralose) สารให้ความหวานแทนน้ำตาลเหล่านี้ถือว่ามีความปลอดภัยเมื่อใช้อย่างพอเหมาะ ดังนั้นให้ปรึกษาแพทย์ก่อนว่าปริมาณสารให้ความหวานแทนน้ำตาลเหล่านี้สามารถรับประทานได้มากเพียงใดระหว่างตั้งครรภ์
  • จำกัดปริมาณไขมันที่รับประทานเหลือ 30% ของปริมาณพลังงานทั้งหมดต่อวัน (หรือน้อยกว่านั้น) สำหรับผู้ใหญ่ที่รับประทานพลังงาน 2,000 แคลอรี่ต่อวัน ปริมาณไชมันที่ควรรับประทานคือไม่เกิน 65 กรัมต่อวัน
  • จำกัดปริมาณคอเลสเตอรอลที่รับประทานไม่เกิน 300 มิลลิกรัมต่อวัน
  • ไม่รับประทานปลาที่มีสารปรอทตกค้างสูง เช่น ปลาฉลาม
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานปลาดิบ

หากมีอาการที่เกี่ยวกับการตั้งครรภ์เกิดขึ้น ควรรับประทานอะไร

ระหว่างการตั้งครรภ์คุณอาจมีอาการแพ้ท้อง, ท้องเสีย หรือท้องผูก บางครั้งคุณอาจรู้สึกป่วยเกินกว่าที่จะรับประทานอาหารได้เลย ต่อไปนี้คือคำแนะนำบางประการ:

  • อาการแพ้ท้อง คลื่นไส้ อาเจียน: ให้รับประทานแครกเกอร์ ซีเรียล ก่อนลุกจากเตียง, ให้รับประทานอาหารมื้อเล็กๆ ให้บ่อยครั้งตลอดทั้งวัน, หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง อาหารทอด อาหารเผ็ด และอาหารมัน
  • อาการท้องผูก: รับประทานผักและผลไม้เพิ่มขึ้น ดื่มน้ำวันละ 6-8 แก้ว และอาจรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมใยอาหาร แต่ให้ปรึกษาแพทย์ก่อน
  • ท้องเสีย: รับประทานอาหารที่มีเพกติน (pectin) และ กัม (gum) (ทั้งสองชนิดนี้เป็นใยอาหาร) เพื่อช่วยดูดซับน้ำส่วนเกิน ตัวอย่างของอาหารเหล่านี้คือ แอบเปิ้ล กล้วย ข้าวขาว ข้าวโอ๊ต ขนมปัง
  • แสบร้อนกลางอก: รับประทานอาหารทีละน้อยๆ แต่ให้บ่อยครั้งตลอดวัน, ลองดื่มนมก่อนรับประทานอาหาร, จำกัดปริมาณเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน, เครื่องดื่มที่มีกรดซิตริก และอาหารรสเผ็ด

ฉันสามารถจำกัดอาหารขณะตั้งครรภ์ได้ไหม?

ไม่ได้ อย่าจำกัดอาหารหรือพยายามที่จะลดน้ำหนักระหว่างตั้งครรภ์ เพราะทั้งคุณและทารกในครรภ์จำเป็นต้องได้รับสารอาหารที่เพียงพอเพื่อให้มีสุขภาพที่แข็งแรง โปรดจำไว้ว่าน้ำหนักของคุณจะลดลงบางส่วยภายในสัปดาห์แรกหลังจากคลอดลูกแล้ว

ฉันสามารถรับประทานอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตต่ำระหว่างตั้งครรภ์ได้หรือไม่?

ยังไม่มีข้อมูลการศึกษาเกี่ยวกับผลของอาหารคาร์โบไฮเดรตต่ำต่อการตั้งครรภ์ ดังนั้นจึงยังไม่ทราบว่ามีผลต่อทารกอย่างไร ดังนั้นระหว่างการตั้งครรภ์ขอแนะนำให้รับประทานอาหารให้หลากหลายจากอาหารทั้ง 5 หมู่

ฉันยังสามารถรับประทานอาหารมังสวิรัติระหว่างตั้งครรภ์ได้หรือไม่ ?

เพียงเพราะว่าคุณกำลังตั้งครรภ์ แต่ไม่หมายความว่าคุณจะต้องเลิกรับประทานอาหารมังสวิรัติ ทารกในครรภ์สามารถได้รับสารอาหารเพื่อการเจริญเติบโตได้แม้ว่าคุณจะรับประทานอาหารมังสวิรัติ แต่คุณต้องมั่นใจว่าคุณรับประทานอาหารที่หลากหลาย และมีปริมาณโปรตีนและพลังงานเพียงพอสำหรับคุณและทารกในครรภ์

ขึ้นอยู่กับชนิดของอาหารมังสวิรัติที่คุณรับประทานอยู่ คุณอาจจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนอาหารที่รับประทานบ้างเพื่อให้มั่นใจว่าทั้งคุณและทารกได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอ คุณควรรับประทานอาหารให้มีพลังงานเพิ่มจากปกติ 300 แคลอรี่ต่อวัน ดังนั้นให้ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับชนิดของอาหารที่รับประทาน

ทำไมถึงจำเป็นต้องได้รับแคลเซียมเพิ่มขณะตั้งครรภ์

แคลเซียมเป็นสารอาหารที่จำเป็นสำหรับร่างกายในการสร้างความแข็งแรงให้กับกระดูกและฟัน แคลเซียมยังมีส่วนในการแข็งตัวของเลือด, การทำงานของกล้ามเนื้อและระบบประสาท, และการเต้นของหัวใจด้วย ส่วนใหญ่ของแคลเซียมในร่างกายจะสะสมอยู่ที่กระดูก

ทารกมีความต้องการแคลเซียมในการเจริญเติบโต ถ้าคุณรับประทานแคลเซียมไม่เพียงพอสำหรับการเจริญเติบของทารก ร่างกายของคุณจะดึงแคลเซียมมาจากกระดูกของคุณเอง ทำให้มวลกระดูกของคุณลดลง ทำให้คุณมีความเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกพรุน ซึ่งหมายถึงกระดูกมีความเปราะบางและมีโอกาสกระดูกหักได้ง่าย

การตั้งครรภ์เป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่ต้องรับประทานแคลเซียมมากกว่าปกติ แม้ว่าจะไม่เกิดปัญหาขึ้นระหว่างการตั้งครรภ์ และการรับประทานแคลเซียมที่ไม่เพียงพอระหว่างการตั้งครรภ์อาจจะลดความแข็งแรงของกระดูกและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกพรุนในอนาคตก็ตาม

แนวทางด้านล่างนี้จะช่วยให้คุณมั่นใจว่าได้รับแคลเซียมอย่างเพียงพอตลอดการตั้งครรภ์:

  • ปริมาณแคลเซียมที่แนะนำต่อวันสำหรับคนไทย: หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตรอายุ 18 ปีขึ้นไป ต้องการแคลเซียมวันละ 800 มิลลิกรัม ส่วนหญิงวัยรุ่นจนถึงอายุ 18 ปี ต้องการแคลเซียมวันละ 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน
  • รับประทานและดื่มเครื่องดื่มที่ทำจากนมและอาหารที่มีแคลเซียมสูงอย่างน้อยวันละ 4 หน่วย จะช่วยให้คุณได้รับแคลเซียมเพียงพอ
  • แหล่งของแคลเซียมที่ดีคือผลิตภัณฑ์จากนม ได้แก่ นม ชีส โยเกิร์ต พุดดิ้ง ครีมซุป และยังพบแคลเซียมในผักใบเขียว เช่น บล็อกโคลี่ อาหารทะเล ถั่วเมล็ดแห้ง และถั่วต่างๆ
  • วิตามินดีจะช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมไปใช้ได้ สามารถรับวิตามินดีได้จากการสัมผัสแสงแดด และยังพบในไข่และปลาด้วย

ฉันจะได้รับแคลเซียมเพียงพอได้อย่างไรถ้าฉันแพ้น้ำตาลแล็กโตส

อาการแพ้น้ำตาลแล็กโตส (lactose intolerance) คือร่างกายไม่สามารถย่อยน้ำตาลแล็กโตสได้ ซึ่งเป็นน้ำตาลที่พบในนม ถ้าคุณมีอาการแพ้น้ำตาลแล็กโตส คุณจะมีอาการปวดเกร็ง มีแก๊ส หรือท้องเสีย หากรับประทานผลิตภัณฑ์จากนม

ถ้าคุณแพ้น้ำตาลแล็กโตส คุณยังสามารถได้รับแคลเซียมอย่างเพียงพอได้ โดยวิธีดังนี้:

  • คุณอาจรับประทานผลิตภัณฑ์จากนมชนิดอื่นที่มีน้ำตาลน้อยได้ เช่น ชีส โยเกิร์ต
  • รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูงที่ไม่ได้ทำจากนม เช่น ผักใบเขียว บล็อกโคลี่ ปลาซาร์ดีน และเต้าหู้
  • ทดลองรับประทานนมปริมาณเล็กน้อยร่วมกับอาหาร คุณจะทนต่อนมมากขึ้นเมื่อรับประทานพร้อมอาหาร

ฉันควรรับประทานแคลเซียมเสริมระหว่างตั้งครรภ์หรือไม่

ถ้าคุณรู้สึกว่าการรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูงเป็นเรื่องยาก แนะนำให้ปรึกษาแพทย์หรือนักโภชนาการเกี่ยวกับการรับผลิตภัณฑ์เสริมแคลเซียม ปริมาณแคลเซียมที่คุณควรได้รับเพิ่มจากผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจะขึ้นอยู่กับว่าคุณได้รับแคลเซียมจากอาหารมากน้อยเพียงใด

ผลิตภัณฑ์วิตามินรวมในท้องตลาดอาจมีแคลเซียมเป็นส่วนประกอบเพียงเล็กน้อย หรือไม่มีเลย ดังนั้นคุณจึงควรรับประทานผลิตภัณฑ์ที่เป็นแคลเซียมเสริมโดยเฉพาะ

เพราะเหตุใดจึงต้องการธาตุเหล็กเพิ่มขึ้นขณะตั้งครรภ์

ธาตุเหล็กเป็นแร่ธาตุที่เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของฮีโมโกลบิน เป็นสารชนิดหนึ่งที่อยู่ในเลือดทำหน้าที่ขนส่งออกซิเจนให้กับส่วนต่างๆ ของร่างกาย ธาตุเหล็กจะขนส่งออกซิเจนในกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อทำงานได้อย่างเหมาะสม ธาตุเหล็กยังช่วยเพิ่มความต้านทานต่อความเครียดและการเกิดโรคด้วย

ร่างกายจะดูดซึมธาตุเหล็กได้มากขึ้นขณะตั้งครรภ์ ดังนั้นจึงต้องรับประทานธาตุเหล็กเพิ่มขึ้นระหว่างตั้งครรภ์เพื่อให้มั่นใจว่าทั้งคุณและทารกได้รับออกซิเจนอย่างเพียงพอ ธาตุเหล็กยังช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงจากอาการอ่อนเพลีย อ่อนแรง  อารมณ์หงุดหงิด และซึมเศร้าด้วย

การรับประทานอาหารอย่างหลากหลายที่ประกอบด้วยธาตุเหล็กจะช่วยให้คุณมั่นใจว่าได้รับธาตุเหล็กอย่างเพียงพอตลอดการตั้งครรภ์ แนวทางด้านล่างนี้จะช่วยให้คุณมั่นใจว่าจะได้รับธาตุเหล็กอย่างเพียงพอ:

  • ปริมาณธาตุเหล็กที่แนะนำสำหรับคนไทย: หญิงตั้งครรภ์ต้องการธาตุเหล็ก 24.7 มิลลิกรัมต่อวัน ส่วนหญิงให้นมบุตรควรได้รับแคลเซียมจากอาหาร 15 มิลลิกรัมต่อวัน
  • รับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูงอย่างน้อยวันละ 3 หน่วย จะช่วยให้มั่นใจได้ว่าได้รับธาตุเหล็กเพียงพอ อย่างไรก็ตาม ธาตุเหล็กที่รับประทานจะไม่เท่ากับปริมาณธาตุเหล็กที่ดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้จริง การดูดซึมธาตุเหล็กที่ดูดซึมได้ดีจะมาจากอาหารประเภทเนื้อสัตว์ เช่น ตับ
  • แหล่งของธาตุเหล็กที่ดีมาจากผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน สัตว์ปีก ปลา และผักใบเขียว

 แหล่งของธาตุเหล็กมีอะไรบ้าง

  • เนื้อสัตว์และอาหารทะเล: เนื้อวัวไม่ติดวัน, เนื้อไก่, หอย, ปู, ไข่แดง, เนื้อแกะ, ตับ, หอยนางรม, เนื้อหมู, ปลาซาร์ดีน, กุ้ง, ไก่งวง และเนื้อลูกวัว
  • ผัก: บล็อกโคลี่, มะเขือพวง, ผักโขม, ใบแมงลัก, พริกหวาน, ผักเม็ก, ใบชะพลู, ยอดอ่อนกระถิน เป็นต้น
  • ถั่ว: ถั่วแห้งและถั่วเหลือง
  • ผลไม้: ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่, แอปริคอต, ผลไม้แห้ง ได้แก่ ลูกพรุน ลูกเกด องุ่น ส้ม พลัม น้ำพรุน แตงโม
  • อาหารอื่นๆ: ถั่วลิสง, ฟักทอง

ฉันควรรับประทานธาตุเหล็กเสริมระหว่างตั้งครรภ์หรือไม่

ให้ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการรับธาตุเหล็กเสริม หญิงตั้งครรภ์ควรได้รับอาหารที่หลากหลายเพื่อที่จะได้รับธาตุเหล็กวันละ 24.7 มิลลิกรัม ในช่วงไตรมาสที่ 2 และไตรมาสที่ 3 ของการตั้งครรภ์ ส่วนใหญ่ปริมาณเท่านี้จะมีอยู่ในวิตามินบำรุงขณะตั้งครรภ์ แพทย์อาจพิจารณาเพิ่มขนาดธาตุเหล็กได้ถ้าคุณมีอาการโลหิตจาง โรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กคือโรคที่เกิดขึ้นจากการมีขนาดและปริมาณของเม็ดเลือดแดงลดลง ซึ่งโรคนี้อาจเกิดจากการได้รับธาตุเหล็กไม่เพียงพอ หรือมีการสูญเสียเลือดเกิดขึ้น

ความจริงอื่นๆ เกี่ยวกับธาตุเหล็ก

  • วิตามินซี มีส่วนช่วยในการดูดซึมธาตุเหล็ก จึงมีความสำคัญที่ต้องรับประทานวิตามินซีไปพร้อมกับอาหารที่มีธาตุเหล็กหรือพร้อมกับผลิตภัณฑ์เสริมธาตุเหล็ก
  • คาเฟอีนสามารถยับยั้งการดูดซึมธาตุเหล็กได้ ให้พยายามรับประทานธาตุเหล็กหรืออาหารที่มีธาตุเหล็กก่อนหรือหลังรับประทานอาหารที่มีคาเฟอีนอย่างน้อย 1-3 ชั่วโมง
  • ธาตุเหล็กจะสูญเสียไปกับกระบวนการทำอาหารด้วย เพื่อรักษาธาตุเหล็กไว้ในอาหาร แนะนำให้ทำอาหารด้วยน้ำจำนวนน้อยและใช้เวลาสั้นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
  • ท้องผูก คือผลข้างเคียงที่พบได้บ่อยจากการรับประทานธาตุเหล็กเสริม เพื่อช่วยป้องกันภาวะดังกล่าว แนะนำให้รับประทานใยอาหารเพิ่มขึ้นทีละน้อย ได้แก่ ขนมปังจากธัญพืชไม่ขัดสี ซีเรียล ผลไม้ และผัก ดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว และเพิ่มการออกกำลังกายระดับปานกลาง (แพทย์เป็นผู้แนะนำ) ซึ่งจะช่วยป้องกันอาการท้องผูกได้

ความอยากอาหารระหว่างตั้งครรภ์

ความอยากอาหารสามารถพบได้เป็นปกติขณะตั้งครรภ์ 2 ใน 3 ของหญิงตั้งครรภ์มีอาการดังกล่าว

ถ้าอาการอยากอาหารเกิดขึ้น ให้คุณรับประทานอาหารตามที่คุณรู้สึกชอบ ณ ขณะนั้น ถ้าการรับประทานอาหารนั้นยังคงทำให้คุรได้รับพลังงานและสารอาหารที่จำเป็นอย่างเพียงพอ แต่ถ้าความอยากอาหารเฉพาะบางประเภทยังคงเป็นอยู่อย่างต่อเนื่องและทำให้คุณขาดสารอาหารประเภทอื่น แนะนำให้พยายามรับประทานอาหารอื่นๆ ด้วย เพื่อเพิ่มความหลากหลายของสารอาหารที่จะได้รับระหว่างตั้งครรภ์

ระหว่างการตั้งครรภ์ การรับรสสำหรับอาหารบางชนิดจะเปลี่ยนแปลงไป คุณอาจรู้สึกไม่ชอบอาหารบางชนิดทันที ทั้งที่ก่อนตั้งครรภ์เคยชื่นชอบอาหารนั้น นอกจากนี้ระหว่างตั้งครรภ์ผู้หญิงบางรายจะมีความอยากรับประทานอาหารบางชนิด เช่น น้ำแข็ง สิ่งสกปรก ดินเหนียว ขี้เถ้า ชอล์ก เราเรียกภาวะนี้ว่า pica ซึ่งต้องรีบปรึกษาแพทย์ เพราะเป็นอาหารที่สัมพันธ์กับโรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก ซึ่งสามารถก่อให้เกิดอันตรายต่อคุณและทารกได้

หากคุณกำลังมีปัญหาใดๆ ที่ทำให้คุณไม่สามารถรับประทานอาหารได้อย่างสมดุลและหลากหลายเพื่อให้มีน้ำหนักตัวเพิ่มอย่างเหมาะสมขณะตั้งครรภ์ ให้พบแพทย์เพื่อขอคำปรึกษา นักโภชนาการ, นักกำหนดอาหารสามารถช่วยเหลือคุณได้ในกรณีดังกล่าวนี้

ที่มา : https://www.webmd.com/baby/guide/eating-right-when-pregnant#1

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่

บทความต่อไป
ทำความเข้าใจกับภาวะตั้งครรภ์ที่ไข่ที่ปฏิสนธิไม่ฝังตัว  (Chemical Pregnancy) ใช่หรือไม่ใช่?
ทำความเข้าใจกับภาวะตั้งครรภ์ที่ไข่ที่ปฏิสนธิไม่ฝังตัว (Chemical Pregnancy) ใช่หรือไม่ใช่?

การตั้งครรภ์ที่เร็วเกินไปที่จะยืนยันด้วยวิธีการทางชีวเคมี

ผลตรวจอัลตราซาวนด์ (ULTRASOUND) แสดงอัตราการเต้นหัวใจที่ค่อนข้างช้าของทารกในครรภ์ช่วงไตรมาสแรก
ผลตรวจอัลตราซาวนด์ (ULTRASOUND) แสดงอัตราการเต้นหัวใจที่ค่อนข้างช้าของทารกในครรภ์ช่วงไตรมาสแรก

ความเสี่ยงของการแท้งบุตรในกรณีที่มีทารกในครรภ์มีอัตราการเต้นของหัวใจที่ค่อนข้างช้าในช่วงไตรมาสแรก

อะไรคือสัญญาณการฉีกขาดในภาวะตั้งครรภ์นอกมดลูก?
อะไรคือสัญญาณการฉีกขาดในภาวะตั้งครรภ์นอกมดลูก?

เรียนรู้สัญญาณการตั้งครรภ์นอกมดลูกก่อนที่มันจะฉีกขาด