ระวัง! อดอาหาร...วิถีทางสู่อัลไซเมอร์

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ก.พ. 14, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 12 นาที

สมองจะทำงานได้ดีเมื่อมีอาหารที่สมองต้องการมาหล่อเลี้ยงหากกินอาหารไม่ดีหรือร่างกายขาดสารอาหารก็จะทำให้สมองทำงานผิดปกติได้ พฤติกรรมการกินและปัจจัยที่ทำให้สมองถดถอยซึ่งผู้เขียนพยายามรวบรวมไว้มีดังนี้

จำกัดแคลอรี

การจำกัดแคลอรีหรือพลังงานจากอาหารไม่เพียงแต่จะทำให้อายุยืน แต่ยังช่วยป้องกันความเสื่อมที่จะเกิดกับสมองอีกด้วย โดยช่วยควบคุมการทำงานของโปรตีนที่ช่วยควบคุมอายุขัยอีกที ทำให้ดีเอ็นเอซ่อมแซมส่วนที่เสื่อม ปกป้องดีเอ็นเอไม่ให้มีอันตราย และทำให้เซลล์สมองมีอายุยืนขึ้น

การวิจัยในหนูจากโรงเรียนแพทย์เมานต์ไซนาย (Mount Sinai School of Medicine) ในประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่า การจำกัดอาหารโดยเฉพาะคาร์โบไฮเดรต จะช่วยลดสารเบต้า-แอมีลอยด์เพปไทด์ (beta-amyloid peptides) ในสมองได้ ในทางตรงกันข้าม อาหารที่มีพลังงานสูง โดยเฉพาะจากไขมันอิ่มตัว จะเพิ่มระดับสารเต้า-แอมีลอยด์ เพปไทด์ในสมอง

ฉะนั้นงานวิจัยจึงชี้แนวทางให้เห็นว่า การจำกัดแคลอรี หรือพูดง่ายๆว่ากินให้น้อยลง อย่าตามใจปาก อาจจะช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ได้

แต่ในขณะเดียวกัน การลดน้ำหนักด้วยการอดอาหาร ซึ่งเป็นการจำกัดพลังงานมากๆ จะทำให้สมองของเราขาดพลังงานไปด้วย นักวิจัยจากอังกฤษรายงานไว้ว่า ผู้หญิงที่กินอาหารซึ่งมีแคลอรีต่ำมากๆ พลอยให้สมองทำงานเฉื่อยชาลง สมองทำงานช้าลง และความจำลดลง โดยเฉพาะการลำดับความจำ เมื่อเทียบกับหญิงที่ไม่ได้ลดน้ำหนัก ในทางตรงกันข้าม การลดน้ำหนักแบบเก่า คือลดช้าๆไม่เกินสัปดาห์ละ 1 กิโลกรัม จะช่วยให้ลดไขมัน ไม่ใช่ลดกล้ามเนื้อ

ดังนั้นควรเลี่ยงการลดน้ำหนักแบบอดอาหาร ซึ่งจะทำให้สมองพลอยอดไปด้วย รวมทั้งยังเป็นการเพิ่มความเสี่ยงโรคอัลไซเมอร์ในระยะยาว

ระวัง อดอาหาร...วิถีทางสู่อัลไซเมอร์

เชื้อเพลิงสำคัญในการทำงานของสมองคือ กลูโคส ซึ่งจะต้องถูกเปลี่ยนเป็นพลังงาน โดยปกติสมองเราสามารถผลิตอินซูลินได้จากเซลล์ต้นกำเนิด (stem cells) ในสมอง เพื่อใช้เปลี่ยนกลูโคสในแระแสเลือดเป็นอาหารสมอง ฉะนั้นสมองจะมีความสัมพันธ์กับโรคเบาหวานซึ่งเป็นภาวะที่ร่างกายผลิตอินซูลินได้น้อยลง หรือร่างกายใช้อินซูลินไม่ดีพอในการที่จะเปลี่ยนกลูโคสเป็นพลังงาน

เมื่อสมองผลิตอินซูลินได้น้อยลง สมองก็จะพลอยขาดอาหารไปด้วย พลังงานที่จะผลิตจากกลูโคสก็น้อยลง ทำให้สมองไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ เวลาที่สมองทำงานอย่างปวกเปียก กรดไขมันจะถูกปล่อยออกมาและเหนี่ยวนำให้เกิดการอักเสบ ซึ่งทำให้ร่างกายดื้อต่ออินซูลินมากขึ้น การอักเสบเป็นกระบวนการธรรมชาติที่ร่างกายเริ่มรักษาตัวเองเมื่อบาดเจ็บ แต่ถ้าเกิดการอักเสบเรื้อรังก็จะก่อให้เกิดปัญหาตามมา

ในผู้ที่มีปัญหาอัลไซเมอร์ บางส่วนของสมองจะเริ่มหดเล็กลงสมองจะอดอาหาร ทำให้สมองทำงานผิดปกติ และในที่สุดก็จะสูญเสียความจำ การพูด การเคลื่อนไหว และบุคลิกภาพจะผิดปกติ สมองจะเริ่มฝ่อตั้งแต่มีการอดอาหาร ถ้าร่างกายมีปัญหาดื้อต่ออินซูลิน สมองจะไม่สามารถเปลี่ยนกลูโคสไปเป็นพลังงานได้

ปัจจุบันเป็นที่ทราบกันว่า 65 เปอร์เซ็นต์ของผู้เป็นเบาหวานมีความเสี่ยงโรคอัลไซเมอร์เพิ่มขึ้น จึงดูเหมือนว่าทั้งอัลไซเมอร์และเบาหวานจะแอบเป็นกิ๊กกัน แม้ว่านักวิจัยยังไม่สามารถบอกได้แน่ชัดถึงกลไกที่นำทั้งสองโรคมาเป็นกิ๊กกัน เพียงแต่รู้ว่ามีเรื่องของความดื้อต่ออินซูลินเป็นแม่สื่อ

สมองคนเราต้องการกลูโคสวันละ 120 กรัม ปกติเวลาที่สมองขาดกลูโคส สมองจะหันไปใช้พลังงานจากสาร คีโทนบอดี้ (ketone bodies) ซุ่งเป็นสารที่ร่างกายผลิตขึ้นจากไขมันเพื่อใช้เป็นพลังงานแทนแหล่งของคีโทนบอดี้ก็คือ กรดไขมันสายขนาดกลาง [medium chain triglyceride หรือเรียกย่อๆว่า เอ็มซีที (MCT)] ซึ่งมีมากในน้ำมันมะพร้าวถึง 65 เปอร์เซ็นต์

เอ็มซีที เป็นไขมันที่มีกระบวนการเผาผลาญแตกต่างจากไขมันสายยาวที่เรากินกันเป็นปกติ ไขมันที่เรากินเข้าไปในร่างกายจะต้องถูกย่อยด้วยน้ำดีที่ผลิตจากถุงน้ำดีให้มีขนาดเล็กลงในระบบย่อย แต่เอ็มซีทีจะตรงเข้าสู่ตับ ซึ่งจะทำหน้าที่เปลี่ยนไขมันเป็นคีโทนโดยไม่ง้อน้ำดี ตับจะปล่อยสารคีโทนเข้าสู่กระแสเลือดและเดินทางเข้าสู่สมองเพื่อใช้เป็นพลังงานต่อไป

ในคนที่เป็นเบาหวานซึ่งร่างกายขาดประสิทธิภาพในการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรตเป็นพลังงาน หรือคนที่มีโรคอัลไซเมอร์ สมองจะชอบให้ใช้คีโทนเป็นอาหาร ผู้เชี่ยวชาญด้านสมองอธิบายว่า ในคนที่เป็นอัลไซเมอร์ เซลล์สมองบางส่วนจะไม่สามารถใช้กลูโคสได้เมื่อมีความดื้อต่ออินซูลิน และจะค่อยๆตายไปอย่างช้าๆ โดยใช้เวลานานถึง 10 ปีขึ้นไปก่อนที่อาการจะปรากฏ และเมื่อเซลล์สามารถใช้คีโทนบอดี้เป็นพลังงานแทนได้ก็จะมีชีวิตอยู่ต่อและทำงานต่อไป

อีกวิธีหนึ่งที่ร่างกายจะผลิตสารคีโทนออกมาได้คือ การขาดอาหารคาร์โบไฮเดรต แต่กินอาหารโปรตีนและไขมันสูง เมื่อร่างกายมีคาร์โบไฮเดรตน้อยเกินไปในการผลิตพลังงาน ร่างกายก็จะหันไปใช้ไขมันผลิตพลังงานแทน

นี่คือเหตุผลที่อธิบายได้ว่า ทำไมคนเราอดอาหารเป็นสัปดาห์ก็ยังไม่ตาย เพราะร่างกายจะดึงเอาไขมันที่สะสมไว้มาใช้เป็นพลังงานในยามขาดแคลนกลูโคสนั่นเอง แต่คีโทนที่ผลิตได้จะถูกขับออกทางปัสสาวะ จึงมีความเข้มข้นในเลือดน้อยลง ในทางการแพทย์เราจึงใช้การตรวจคีโทนในปัสสาวะ ซึ่งบอกให้ทราบถึงสภาวะที่ร่างกายใช้ไขมันในการผลิตพลังงาน

เอ็มซีทีและอัลไซเมอร์

ร่างกายสามารถใช้เอ็มซีทีได้เหมือนคาร์โบไฮเดรตแทนที่จะใช้แบบไขมัน จึงทำให้พลังงานที่ได้จากคีโทนเข้าสู่กระแสเลือดได้โดยไม่เพิ่มระดับอินซูลิน

ปริมาณของเอ็มซีทีที่แนะนำในการใช้เป็นแหล่งพลังงานคือวันละ 20 กรัม เท่ากับน้ำมันมะพร้าว 35 มิลลิลิตร หรือ 7 ช้อนชา ซึ่งแพทย์ทางเลือกใช้เป็นการป้องกันโรคสมองเสื่อม แต่เนื่องจากแต่ละคนมีระดับความต้องการแตกต่างกัน ผู้เชี่ยวชาญในด้านนี้จึงแนะนำว่า ควรกินน้ำมันมะพร้าวทีละน้อย เริ่มจาก 1 ช้อนชาพร้อมอาหารมื้อเช้า และค่อยๆเพิ่มปริมาณทุกๆ 2-3 วัน จนกว่าร่างกายจะรับได้ถึง 4 ช้อนชา โดยไม่มีอาการผิดปกติเกิดขึ้นกับระบบย่อย ขณะเดียวกัน ควรระวังไขมันชนิดอื่นๆที่ได้จากอาหารไม่ให้เกินกำหนดที่ควรกิน หรือลดปริมาณไขมันชนิดอื่นให้เท่ากับน้ำมันมะพร้าวที่ใช้

เอ็มซีทีและอัลไซเมอร์

อาหารบางชนิดต้องสงสัยว่ามีผลในการเร่งการเกิดโรคอัลไซเมอร์หากจะลดความเสี่ยงก็ต้องหลีกเลี่ยงอาหารที่มีผลมอมเมาสมองซึ่งจะทำให้สมองทำงานผิดปกติ

อาหารต่อไปนี้เป็นอาหารต้องสงสัยที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้เลี่ยง

1. น้ำตาล

โดยเฉพาะฟรักโทส ในผู้ที่มีปัญหาดื้อต่ออินซูลินที่จะนำไปสู่โรคเบาหวานไม่ควรกินน้ำตาลและอาหารคาร์โบไฮเดรตอื่นๆ มากเกินไปควรเลือกกินคาร์โบไฮเดรตชนิดที่ดีพอประมาณ ยุทธวิธีป้องกันสมองจะเป็นวิธีเดียวกับการป้องกันเบาหวาน

ความดื้อต่ออินซูลินมีผลต่อการเกิดการอักเสบที่จะทำให้สมองเสื่อมก่อนวัย นายแพทย์โจเซฟ เมอร์โคลา (Dr.Joseph Mercola) แนะนำให้จำกัดการกินฟรักโทสไว้ที่ไม่เกินวันละ 25 กรัม รวมถึงการกินฟรักโทสในผลไม้ด้วย เพราะหากกินมากไปจะทำให้เกิดปัญหาดื้อต่อฮอร์โมนอินซูลินและฮอร์โมนเลปทิน (leptin)

 การกินฟรักโทสมากยังมีผลต่อการเพิ่มกรดยูริกอีกด้วย แต่ถ้าจะให้ปลอดภัยควรจำกัดไว้ที่ไม่เกินวันละ 15 กรัม เพราะเราอาจจะได้รับฟรักโทสแอบแฝงในอาหารอื่นๆ ที่กินในชีวิตประจำวัน เช่น เครื่องดื่ม อาหารแปรรูป

ผลไม้ที่มีฟรักโทสต่ำได้แก่ ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ยกเว้นบลูเบอร์รี่ ผลไม่ตระกูลนี้ยังมีสารแอนโทไซยานินและสารต้านอนุมูลอิสระสูงช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์และโรคสมองอื่น ๆ อีกด้วย

ตารางแสดงปริมาณฟรักโทสในผลไม้ชนิดต่างๆ

ผลไม้

ปริมาณ

ฟรักโทส

(กรัม)

มะนาว

1 ผลกลาง

0

เลมอน

1 ผลกลาง

0.6

แครนเบอร์รี่

1 ถ้วยตวง

0.7

เสาวรส

1 ผลกลาง

0.9

พรุน

1 ผลกลาง

1.2

เอพริคอต

1 ผลกลาง

1.3

ฝรั่ง

2 ผลกลาง

2.2

อินทผลัม (deglet noor date)

1 ผลกลาง

2.6

แคนตาลูป

  ผลกลาง

2.8

ราสป์เบอร์รี่

1 ถ้วยตวง

3.0

ส้มคลีเมนไทน์

 

 

กีวี

1 ผลกลาง

3.4

แบล็กเบอร์รี่

1 ถ้วยตวง

3.5

มะเฟือง

1 ผลกลาง

3.6

เชอร์รี่หวาน

 10 ผล

3.8

สตรอว์เบอร์รี่

1 ถ้วยตวง

3.8

เชอร์รี่เปรี้ยว

1 ถ้วยตวง

4.0

สับปะรด

  1 เสี้ยว

(3.5 นิ้ว  0.75 นิ้ว)

4.0

เกรปฟรุตสีชมพูหรือแดง

  ผลกลาง

4.3

บอยเซนเบอร์รี่

1 ถ้วยตวง

4.6

ส้มแทนเจอรีน/แมนดาริน

1 ผลกลาง

4.8

 

ผลไม้

ปริมาณ

ฟรักโทส

(กรัม)

เนคทารีน

1 ผลกลาง

5.4

พีช

1 ผลกลาง

5.9

ส้มนาเวล (navel)

1 ผลกลาง

6.1

มะละกอ

  ผลกลาง

6.3

ฮันนี่ดิว

  ผลกลาง

6.7

กล้วย

1 ผลกลาง

7.1

บลูเบอร์รี่

1 ถ้วยตวง

7.4

อิทผลัม (พันธุ์ medjool)

1 ผลกลาง

7.7

แอ๊ปเปิ้ล

1 ผลกลาง

9.5

ลูกพลับ

1 ผลกลาง

10.6

แตงโม

  ผลกลาง

11.3

แพร์

1 ผลกลาง

11.8

ลูกเกด

  ถ้วยตวง

12.3

องุ่นไร้เม็ด (เขียวหรือแดง)

1 ถ้วยตวง

12.4

มะม่วง

  ผลกลาง

16.2

เอพริคอตแห้ง

1 ถ้วยตวง

16.4

มะเดื่อแห้ง

1 ถ้วยตวง

12.3

ที่มา: http://articles.mercola.com/sites/articles/archive/2010/03/13/richard-johnson-interviewaspx

ธัญพืชไม่ขัดสีต่างๆเป็นคาร์โบไฮเดรตที่ดีที่แนะนำให้กินเพื่อดูแลสุขภาพ แต่สิ่งสำคัญคือ อย่าเอาความดีของอาหารเหล่านี้มอมเมาสมองด้วยการกินมากๆ เพราะจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดมีปริมาณมากขึ้น ทำให้ตับอ่อนเดือดร้อน เพราะจะต้องผลิตอินซูลินมากขึ้นกว่าปกติเพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือด
คาร์โบไฮเดรตที่ดี ได้แก่ ข้าวซ้อมมือ ข้าวกล้องงอก เส้นหมี่ ข้าวกล้อง ธัญพืชไม่ขัดสี ผักผลไม้สด นมและผลิตภัณฑ์นมไขมันต่ำ

2. น้ำตาลเทียม
ในบรรดาน้ำตาลเทียม แอสปาร์เทมถูกตำหนิว่าเป็นสารพิษที่จะทำลายเซลล์สมอง มีงานวิจัยหลายเรื่องที่บ่งบอกว่าแอสปาร์เทมเป็นอันตรายต่อสุขภาพ เช่น งานวิจัยในหนูที่ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 2000 พบว่า แอสปาร์เทมทำให้ความจำสั้น การตอบสนองทางระบบประสาทช้าลง ส่วนงานวิจัยในปี ค.ศ. 2002 ระบุว่า แอสปาร์เทมอาจจะทำให้สมองเสื่อม (mental retardation) แม้จะยังไม่สามารถอธิบายกลไกได้
งานวิจัยในสัตว์ทดลองอื่นๆพบว่า แอสปาร์เทมเกี่ยวข้องกับการเกิดเนื้องอกในสมองและทำลายสมอง แม้จะในปริมาณน้อยก็ตาม ในขณะเดียวกันก็มีงานวิจัยมากมายที่ขัดแย้งกัน เพราะชี้ให้เห็นว่าแอสปาร์เทมปลอดภัยหากใช้ในปริมาณที่แนะนำ
ถ้าหากมองในเรื่องของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแล้ว สิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญทางโภชนาการแนะนำก็คือ กินหวานให้น้อยลง อย่าตกเป็นทาสความหวาน ถ้าจะไขว่คว้าหาความหวานเทียมมาชดเชย แล้วเมื่อไรจึงจะเปลี่ยนพฤติกรรมได้สำเร็จ ในขณะที่ข้อมูลการวิจัยยังมีทั้งบวกและลบให้ผู้บริโภคสับสน ก็น่าจะฝึกตนเองให้เลี่ยงทั้งหวานธรรมชาติและหวานเทียมก็จะปรับนิสัยการบริโภคให้ไม่ต้องแคร์กับความหวานมากนัก และเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพในด้านอื่นๆ เช่น น้ำหนักตัว เบาหวาน โรคหัวใจ รวมทั้งโรคสมองเสื่อม

3. ติดกาแฟ
กาแฟสักแก้วอาจจะช่วยให้ความคิดแล่นและทำงานได้เร็วขึ้นประสิทธิภาพดีขึ้น แต่ถ้ามากเกินไปก็จะให้โทษมากกว่าให้คุณ หากรู้จักวิธีการดื่มกาแฟเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสุขภาพก็น่าจะทำได้ เพราะนักวิจัยจากฟลอริดาพบว่า เมื่อผสมพันธุ์หนูทดลองให้เกิดอัลไซเมอร์ เมื่ออายุ 18-19 เดือน (เทียบเท่ากับคนอายุ 70 ปี) จากนั้นแบ่งให้หนูครึ่งหนึ่งกินน้ำเปล่า อีกครึ่งกินน้ำผสมกาเฟอีนปริมาณ 500 มิลลิกรัม ซึ่งเท่ากับหนูได้รับกาแฟวันละ 227 กรัม ปริมาณกาเฟอีนนี้เท่ากับที่มีอยู่ในกาแฟลาเต้หรือกาแฟคาปุชชีโน 2 ถ้วย หรือชา 147 ถ้วย หรือน้ำอัดลม 20 กระป๋อง
หลังจากนั้น 2 เดือนจึงทำการทดสอบหนู ปรากฏว่ากลุ่มที่ได้กาเฟอีนผ่านการทดสอบได้ดีกว่า และทำได้ดีเท่าๆกับหนูที่มีอายุเท่ากัน แต่มีความจำเสื่อม ส่วนกลุ่มที่ได้รับน้ำเปล่าไม่ผ่านการทดสอบ
นอกจากนี้หนูที่ได้รับกาเฟอีนยังมีปริมาณโปรตีน (beta-amyloid protein ซึ่งพบมากในผู้ป่วยความจำเสื่อม) ลดลงเกือบ 50 เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้เพราะกาเฟอีนมีผลต่อเอนไซม์ที่ใช้ในการผลิตเบต้า-แอมีลอยด์ นักวิจัยคาดว่า กาเฟอีนอาจยับยั้งการอักเสบที่เกิดขึ้นในสมองได้ ซึ่งหากเกิดกรณีนี้ขึ้นจะนำไปสู่การผลิตโปรตีนในสมอมากเกินไป
ก่อนหน้านี้นักวิจัยเห็นผลเช่นเดียวกันในหนูที่ถูกผสมพันธุ์ให้เกิดอัลไซเมอร์ แต่เมื่อให้กาเฟอีนจนหนูโตเทียบเท่าวัยผู้ใหญ่ในคน พบว่าช่วยป้องกันความจำเสื่อมในหนูเหล่านั้นได้
ทั้งนี้ทั้งนั้นนักวิจัยยังไม่เห็นด้วยที่จะด่วนสรุปว่ากาเฟอีนช่วยคนไม่ให้เป็นอัลไซเมอร์ได้ จนกว่าจะได้มีการพิสูจน์ให้เห็นชัดในคน เพราะข้อมูลนี้เป็นการวิจัยในหนู อย่าลืมว่าหนูไม่ใช่คน และคนก็ไม่ใช่หนูซึ่งเราคงจะต้องติดตามกันต่อไป
ข้อควรรู้เกี่ยวกับกาเฟอีน
• กาเฟอีนจะอยู่ในระบบร่างกายได้นานถึง 15 ชั่วโมง ในบางคนที่ดื่มกาแฟหรือโคล่าในช่วงบ่ายของวัน อาจทำให้นอนไม่หลับได้ในช่วง 22.00 น. ส่งผลให้สมองล้าและทำให้ขาดการพินิจพิจารณาที่ดีได้ในวันต่อไป
• กาเฟอีนจะมีผลเมื่อออกฤทธิ์สูงสุด เมื่อเติมกาเฟอีนเข้าไปจะทำให้รู้สึกสดชื่นคึกคักขึ้น หลังจากนั้นเมื่อหมดฤทธิ์กาเฟอีนกลับจะทำให้ชีวิตเอื่อยเฉื่อยกว่าเดิม
• ทั้งกาแฟและชามีสารแทนนินที่ลดการทำงานของธาตุเหล็กซึ่งจำเป็นต่อการทำงานของสมองถึง 75 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นควรจำกัดการดื่มกาแฟไม่เกินวันละ 3 ถ้วย หรือน้อยกว่านี้ ถ้าอยากดื่มชาหรือกาแฟควรดื่มระหว่างมื้ออาหารมากกว่าที่จะดื่มหลังอาหารทันที

4. ขาดธาตุเหล็ก
ธาตุเหล็กช่วยในการนำออกซเจนไปเลี้ยงเนื้อเยื่อทุกส่วนของร่างกายรวมทั้งสมอง หากระดับธาตุเหล็กในสมองต่ำลง เนื้อเยื่อก็จะได้รับออกซิเจนลดลง ทำให้เกิดอาการล้า หลงลืม ขาดสมาธิ ขาดความกระตือรือร้น สมาธิสั้น และประสิทธิภาพงานลดลง สำหรับหญิงที่เข้าใกล้วัยหมดประจำเดือนจะต้องกินธาตุเหล็กจากอาหารให้ได้วันละ 15 มิลลิกรัม แต่คนส่วนใหญ่ควรได้รับไม่เกินวันละ 10 มิลลิกรัมหรือน้อยกว่านั้น
วิธีเพิ่มธาตุเหล็ก
เลือกกินอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง เช่น เนื้อแดงไม่ติดมัน ถั่วต่างๆ ผักใบเขียวจัด ผลไม้แห้ง เช่น ลูกเกด พรุน เอพริคอต อินทผลัม ดื่มน้ำส้มคั่นซึ่งมีวิตามินซีสูงร่วมกับการกินอาหารที่มีธาตุเหล็กสูงเพื่อเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็ก

5. ปรอท
การได้รับสารปรอทปนเปื้อนเข้าสู่ร่างกาย แม้ปริมาณเพียงเล็กน้อย ก็สามารถทำลายระบบประสาทและอาจนำไปสู่อัลไซเมอร์ได้แม้แต่ปรอทที่ใช้อุดฟัน แพทย์ที่รักษาโรคโดยใช้หลักของแพทย์ทางเลือกเตือนว่า ปรอทอุดฟันเป็นแหล่งหนึ่งของสารปรอทที่คนเราได้รับกันมาก นอกจากคนที่ไม่เคยมีฟันผุก็จะปลอดภัย ในวันข้างหน้าเราจะเห็นว่าสารที่ใช้อุดฟันก็จะต้องปลอดสารปรอท
แหล่งสารปรอทอื่นๆ ที่คนเราจะได้รับ ได้แก่ ปลาทะเล วัคซีนบางชนิด หรือวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ ซึ่งมีทั้งสารปรอทและอะลูมิเนียมเป็นส่วนประกอบ

6. อะลูมิเนียม
เรายังไม่ทราบแน่ชัดว่าการที่ร่างกายสะสมสารอะลูมิเนียมมากเกินควรจะเป็นสาเหตุของการเกิดโรคนี้หรือไม่ มีข้อมูลที่พูดถึงกันมากไม่แพ้สารปรอทก็คือ อะลูมิเนียมน่าจะเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคอัลไซ-เมอร์
ทั้งนี้เพราะก่อนหน้านั้นมีข้อมูลพบว่าผู้ป่วยโรคนี้มักมีปริมาณอะลูมิเนียมในสมองสูงกว่าปกติ และยังพบว่าคนที่ทำงานในโรงงานอะลูมิเนียมอาจเป็นมะเร็งเนื่องจากพิษของอะลูมิเนียม แต่การวิจัยกลับไม่พบโรคอัลไซเมอร์ในคนเหล่านั้น ปัจจุบันนักวิจัยเชื่อว่า อะลูมิเนียมที่เราใช้กันในชีวิตประจำวันไม่ได้เป็นสาเหตุของโรคอัลไซเมอร์ เรื่องนี้คงต้องวิจัยกันอีกนานเพื่อให้ได้คำตอบที่ชัดเจน แต่ในความเห็นของผู้เขียนคิดว่ากลัวไว้ก่อนก็น่าจะเป็นวิธีป้องกันที่ดี
แหล่งปนเปื้อนอะลูมิเนียมมาจากน้ำดื่ม ยาระงับกลิ่นตัวที่ใช้ทากัน ยาลดกรด อาหารตากแห้งจากแสงแดด รวมทั้งภาชนะหุงต้ม เช่น กาชงกาแฟ อะลูมิเนียมห่ออาหาร แต่ภาชนะประกอบอาหารจะมีปัญหาน้อยกว่าสองอย่างแรกที่อ้างถึง เพราะปัจจุบันภาชนะอะลูมิเนียมก็ใช้กันน้อยลง ส่วนใหญ่ถ้ามีเงินก็หันไปใช้ภาชนะสเตนเลสสตีลกันมากขึ้น นอกจากนี้ยังพบอะลูมิเนียมในสารปรุงแต่งอาหารที่ใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร เช่น ของดอง ผงที่ใช้ในการปรับความเป็นกรดด่างในอาหารอบ ตัวเชื่อมไขมันในการผลิตเนยแข็ง สีผสมอาหารที่ใช้ในการแต่เค้ก
แม้ว่าผลของอะลูมิเนียมต่อสุขภาพจะยังไม่ชัดเจน แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า ในปี ค.ศ. 2006 คณะผู้เชี่ยวชาญขององค์การอนามัยโลกได้ประกาศลดระดับการใช้สารปรุงแต่งอาหารจากสัปดาห์ละ 7 มิลลิกรัม/น้ำหนัก 1 กิโลกรัม เหลือเพียงสัปดาห์ละ 1 มิลลิกรัม/น้ำหนัก 1 กิโลกรัม เท่ากับว่าในหนึ่งสัปดาห์ร่างกายไม่ควรได้รับอะลูมิเนียมเกิน 63 มิลลิกรัมสำหรับผู้ใหญ่ที่มีน้ำหนักตัว 63 กิโลกรัม และสัปดาห์ละ 27 มิลลิกรัมสำหรับเด็กที่มีน้ำหนัก 27 กิโลกรัม
ช่วงปี ค.ศ.2000 ในสหรัฐอเมริกามีความพยายามที่จะให้องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (U.S. Food and Drug Administration,FDA) ยกเลิกสารปรุงแต่งรสอาหารที่ FDA เคยจัดระดับให้อยู่ในบัญชีที่มีความปลอดภัย แต่ก็ยังไม่มีผลอย่างไร
ในเดือนพฤษภาคม ปี ค.ศ.2009 มีรายงานจากนักวิจัยของฮ่องกง (Hong Kong Centre for Food Safety) พบอะลูมิเนียมในระดับสูงจากเบเกอรี่ เช่น มัฟฟิน เค้ก ทาร์ต ซาลาเปา แพนเค้ก และวอฟเฟิล ไม่เพียงเท่านั้น นักวิจัยของฮ่องกงยังพบอีกว่า มัฟฟินที่ขายตามท้องตลาดมีอะลูมิเนียมมากถึง 28 มิลลิกรัม นอกจากนี้สิ่งที่น่าตกใจก็คือมีการพบอะลูมิเนียมในนมถั่วเหลืองที่ใช้เลี้ยงทารกเช่นกัน
ข้อแนะนำก็คือ ไม่ว่าจะมีการปนเปื้อนอะลูมิเนียมจริงหรือไม่ก็ตาม ก็ไม่ควรกินมัฟฟินเป็นประจำ ควรเลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพในการเริ่มต้นของวันแทน จะช่วยลดปริมาณอะลูมิเนียมจากอาหารได้นอกจากนี้ควรอ่านฉลากอาหาร หากมีสารโซเดียมอะลูมิเนียมซัลเฟต (sodium aluminium sulfate) ก็ควรเลี่ยงเสีย สำหรับผู้ที่อยากอบขนมเองมีคำแนะนำให้ใช้เบกกิ้งโซดา 2 ส่วนผสมครีมออฟทาร์ทาร์ 1 ส่วน และแป้งข้าวโพด 1 ส่วน เพื่อเลี่ยงการได้รับสารอะลูมิเนียมจากผงฟูสำเร็จรูป
สำหรับภาชนะปรุงอาหารที่ทำจากอะลูมิเนียม จะมีอะลูมิเนียมออกมาปะปนในอาหารประมาณ 1-2 มิลลิกรัม ผักใบเขียวและอาหารที่มีฤทธิ์เป็นกรด เช่น มะเขือเทศและส้ม สามารถดูดซึมสารอะลูมิเนียมเข้าไปได้ ดังนั้นจึงควรซื้อภาชนะที่คลือบด้วยออกไซด์ของโลหะนั้นเรียกว่าอะโนไดซ์อะลูมิเนียม (anodized aluminium) ซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้อะลูมิเนียมละลายออกมาผสมกับอาหารได้
ขณะเดียวกัน อาหารที่มีแคลเซียมสูง ธาตุเหล็ก และฟลูออไรด์ สามารถลดการดูดซึมอะลูมิเนียมในร่างกายได้ ฉะนั้นการดื่มนมจึงไม่ได้ป้องกันกระดูกพรุนอย่างเดียว แต่ยังมีผลในการลดการสะสมอะลูมิเนียมในร่างกายด้วย
แม้อะลูมิเนียมจะไม่ใช่สาเหตุการเกิดอัลไซเมอร์ แต่ถ้าสะสมในร่างกายปริมาณมากก็อาจเป็นพิษต่อระบบกล้ามเนื้อได้

คุณสามารถอ่านข้อมูลดีๆมีประโยชน์แบบนี้ได้เพิ่มเติมที่หนังสือ "อาหารต้านอัลไซเมอร์" โดยศัลยา คงสมบูรณ์เวช จากสำนักพิมพ์ Amarin Health เพื่อสนับสนุนผู้แต่ง 

ดูคำถามและคำตอบอื่นๆที่เกี่ยวกับอาการนี้

กล้วยช่วยชะลอโรคอัลไซเมอร์รึเปล่าคะ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
แพทย์เชี่ยวชาญโรคด้านสมอง อัลไซเมอร์
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
โรคอัลไซเมอร์มีวิธีแก้อย่างไร
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

ดูคำถามและคำตอบอื่นๆที่เกี่ยวกับอาการนี้

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามฟรี ได้คำตอบภายใน 24 ชม.

ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

ตอบโดยแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง (คุณจะได้รับอีเมลเมื่อแพทย์ตอบคำถามของคุณ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

การันตีคำตอบจากคุณหมอภายใน 60 นาที หรือรับค่าดำเนินการคำถามด่วน 200 บาทคืนไปเลย

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน เพื่อที่คุณจะสามารถรับความคิดเห็นจากคุณหมอหลายๆท่านในคำถามของคุณ

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่