มะเร็งและโรคร้าย

8 ปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้คุณเป็นโรคไต

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ก.ค. 25, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 7 นาที
8 ปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้คุณเป็นโรคไต

8 ปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้คุณเป็นโรคไต

1. กรรมพันธุ์ / ครอบครัว

โรคไตบางชนิดเป็นเพราะกรรมพันธุ์ เช่น โรคไตเป็นถุงน้ำ (Polycystic Kidney Disease) เพราะฉะนั้นคนที่มีพ่อแม่ปู่ย่าตายายเป็นโรคนี้ ก็มีโอกาสสูงที่จะเป็นโรคนี้เช่นกัน โรคนี้มี 2 แบบ ได้แก่ แบบทารก (Infantile PKD) มักจะเสียชีวิตตั้งแต่เกิด ส่วนแบบผู้ใหญ่ (Adult PKD-APKD) มักพบความผิดปกติเมื่ออายุ 20-30 ปีขึ้นไป

ครอบครัวเป็นอีกปัจจัยหนึ่ง เราพบว่า มีสมาชิกของครอบครัวเดียวกันเป็นโรคไตชนิดเดียวกัน พิสูจน์ไม่ได้ว่าเป็นจากกรรมพันธุ์หรือไม่ อาจเป็นเพราะกินอยู่ในสภาพเดียวกันหรืออุปนิสัยคล้าย ๆ กัน


2. ความดันโลหิตสูง

ผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตสูงจะมีผลกระทบต่ออวัยวะที่สำคัญ คือ หัวใจ หลอดเลือด ไต และสมอง คนที่มีความดันโลหิตสูงนาน ๆ จะมีผลทำให้ไตเสื่อมลง แรก ๆ จะมีไข่ขาวออกมาในปัสสาวะ นาน ๆ จะทำให้เกิดไตวายจนไปถึงไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย

  • ขณะเดียวกัน คนที่เป็นไตวายหรือโรคไตบางชนิดก็ทำให้เกิดความดันโลหิตสูงได้
  • นอกจากนี้ยังพบว่าถ้าเกิดความดันโลหิตสูงชนิดร้ายแรง (malignant hypertension) อยู่นาน 1 ปี จะทำให้จากไตปกติกลายเป็นไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายได้
  • การรักษาควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ จะทำให้การเกิดโรคไตช้าลงหรือไตเสื่อมช้าลงได้
  • ความดันโลหิตสูงนี้มีความสำคัญ เพราะเป็นสาเหตุของไตวายเรื้อรัง ไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายประมาณ 30-50%

3. โรคเบาหวาน

เป็นสาเหตุของไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายราว ๆ 30% ผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน เมื่อเป็นมาราว ๆ 10-15 ปี ก็จะมีการเปลี่ยนแปลงที่ไต โดยเฉพาะที่หลอดเลือดของไต มีไข่ขาวออกมาในปัสสาวะ ต่อไปก็จะเกิดไตเสื่อม ไตวายเรื้อรัง และไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายในที่สุด

โรคเบาหวานยังมีผลทำให้เกิดความดันโลหิตสูง ซึ่งจะมีผลกระทบต่อไตอีกด้วย นอกจากนี้ ผู้ป่วยโรคเบาหวานยังติดเชื้อได้ง่าย โดยเฉพาะการติดเชื้อของทางเดินปัสสาวะและกรวยไตอักเสบ ซึ่งถ้าเป็นบ่อย ๆ และ/หรือรุนแรง ก็มีผลทำให้ไตเสื่อม ไตวายได้

4. ภูมิลำเนา

เป็นที่ทราบกันดีว่าในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย จะมีผู้ป่วยเป็นโรคนิ่วในไตและทางเดินปัสสาวะมาก สาเหตุอาจเกี่ยวเนื่องจากอาหาร น้ำ และปัจจัยอื่น เพราะฉะนั้นคนที่มีภูมิลำเนาอยู่ในบริเวณนี้ก็จะมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคไตได้


5. ความอ้วน

คนอ้วนจะมีเมตาบอริซึมสูงกว่าคนปกติ เกิดของเสียต่าง ๆ มากขึ้น ทำให้ไตและอวัยวะอื่น ๆ ของร่างกายทำงานมากขึ้น ทั้งหัวใจ ปอด ความดันโลหิตสูง ไตต้องทำงานรับภาระมากขึ้น เปรียบเสมือนรถบรรทุกน้ำหนักเกิน จะมีไข่ขาวในปัสสาวะก่อน แล้วต่อมาไตจะเสื่อมหรือวายได้

6. อายุ

ไตของคนปกติจะเจริญเติมที่เมื่ออายุประมาณ 2 ปีและจะเริ่มเสื่อมเมื่ออายุ 35 ปี เพราะฉะนั้นสมรรถภาพการทำงานของไตจะเสื่อมไปตามอายุ นอกจากนี้ในผู้ชายผู้สูงอายุมีโอกาสสูงที่จะเป็นต่อมลูกหมากโต อาจทำให้เกิดการอุดตันของทางเดินปัสสาวะ ทำให้การทำงานของไตเสื่อมลงได้ การรับประทานยา / ฉีดยาต่าง ๆ ที่มีพิษต่อไตจำเป็นต้องลดขนาดลงด้วย มิฉะนั้นก็อาจทำให้เกิดไตวายได้


7. ยา / อาหาร

ยาหลายชนิด อาหารบางประเภท มีพิษต่อไต ถ้าเลี่ยงได้ก็ควรเลี่ยง ถ้าจำเป็นต้องใช้ก็ต้องปรับขนาดของยาให้พอเหมาะ และหมั่นติดตามการทำงานของไตอย่างใกล้ชิด มิฉะนั้นกว่าจะรู้ก็ไตวายเสียแล้ว เช่น ยาแก้ข้อ-กระดูกอักเสบ (พวกเอนเสด – NSAID) เป็นต้น

อาหารพิเรนทร์บางชนิด เช่น ดีงู เป็นต้น ก็ทำให้เกิดไตวายได้ นอกจากนี้ สายทึบรังสี ที่ใช้ฉีดให้ผู้ป่วยเวลาตรวจทางเอกซเรย์ ก็อาจมีผลทำให้ไตวายได้ โดยเฉพาะผู้ป่วยเบาหวานต้องเลี่ยง ใช้สารที่ปลอดภัยมาก ๆ หรือให้น้ำอย่างเพียงพอเมื่อต้องใช้สารจำพวกนี้

8. อาชีพ / อุบัติเหตุ

อาชีพบางอย่างอาจมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคไตได้ เช่น นักมวย อาจถูกต่อย ถูกเตะบริเวณไตจนเกิดอันตรายได้ หรือบางคนทำงานในโรงงานซึ่งได้รับสารพิษต่อไตสะสมยาวนาน ก็เสี่ยงต่อการเป็นโรคไตได้

เพราะฉะนั้น บุคคลใดที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคไตก็ควรมีสติรู้ตัว รวมทั้งพยายามหลีกเลี่ยงหรือลดความเสี่ยงต่าง ๆ ความเสี่ยงหลาย ๆ อย่างสามารถหลีกเลี่ยงได้ เช่น การให้ยา การกินอาหาร อาชีพ อุบัติเหตุ แต่ความเสี่ยงบางอย่างก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น กรรมพันธุ์ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และความอ้วน แต่สามารถลดความรุนแรงได้ เช่น โรคที่เป็นกรรมพันธุ์ ก็รีบตรวจกับแพทย์เป็นระยะ ๆ เพื่อให้รู้ตั้งแต่โรคเป็นน้อย ๆ จะสามารถดูแลรักษาให้ชีวิตยืนยาวได้ รวมทั้งโรคความดันโลหิตสูงและเบาหวานได้รับการพิสูจน์แล้วว่า ถ้าควบคุมความดันโลหิตและเบาหวานได้ดีอย่างต่อเนื่อง โรคไตที่จะเกิดหรือจะเป็นก็จะช้าลง หรือรุนแรงน้อยลง

ผู้ป่วยโรคไตควรหลีกเลี่ยงอาหารแบบใดและสามารถรับประทานอาหารอะไรได้บ้าง

ในผู้ป่วยโรคไตนอกจากจะต้องลดอาหารเค็มแล้ว ยังจะต้องควบคุมอาหารที่มีแร่ธาตุอื่น ๆ ให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสมต่อความต้องการของร่างกายด้วย ได้แก่

อาหารที่มีโพแทสเซียมสูง

หากไตเสื่อม ไตจะกรองเอาโพแทสเซียมออกจากร่างกายได้น้อยลง ทำให้ร่างกายมีปริมาณโพแทสเซียมสูงเกินไป จนอาจทำให้มีอาการเหนื่อยหอบ อ่อนเพลีย ใจสั่น คลื่นไส้ เป็นตะคริว ชีพจรเต้นช้าลงหรือจนถึงขั้นหัวใจหยุดเต้นได้  การได้รับโพแทสเซียมในระดับที่เหมาะสมจะช่วยลดอาการบวมน้ำในร่างกายของผู้ป่วย ช่วยปรับสมดุลของน้ำในร่างกายให้เป็นปกติ และป้องกันไม่ให้ร่างกายเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว  

อาหารที่มีโพแทสเซียมสูง ได้แก่ ผักสด โดยเฉพาะผักสีเข้ม ๆ  นมไขมันต่ำ หรือไม่มีไขมัน ถั่วต่าง ๆ และธัญพืช ผงโกโก้ ลูกพรุนอบแห้ง ลูกเกด เมล็ดทานตะวัน อินทผลัม ปลาแซลมอน ผักโขมสด เห็ด กล้วย ส้ม 

ดังนั้น อาหารที่ผู้ป่วยโรคไตสามารถรับประทานได้ คืออาหารที่มีโพแทสเซียมต่ำ ได้แก่ ผักผลไม้ที่มีสีซีด ๆ เช่น ชมพู่ องุ่นเขียว แตงโม บวบเหลี่ยม เห็ดหูหนูขาว ฟักเขียว ผักกาดขาว กะหล่ำปลี แตงกวา และสามารถรับประทานสลับระหว่างอาหารที่มีโพแทสเซียมสูง-ต่ำ เพื่อรักษาสมดุลของโพแทสเซียมในร่างกายได้เช่นเดียวกัน

นอกจากนี้มีเคล็ดลับในการลดปริมาณโพแทสเซียมในผัก คือการลวกในน้ำร้อนก่อนรับประทาน จะช่วยลดปริมาณโพแทสเซียมได้ 30-40 %  แต่หากพบปริมาณโพแทสเซียมในเลือดสูงผิดปกติควรงดผลไม้ทุกชนิด แล้วรับประทานแต่ผักที่มีโพแทสเซียมต่ำ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์

ควบคุมอาหารที่มีโปรตีนสูง 

โดยเฉพาะเนื้อสัตว์  ปริมาณโปรตีนที่แนะนำคือ 0.6-0.8 กรัมต่อน้ำหนักตัวที่เหมาะสม 1 กิโลกรัม หรือขึ้นอยู่กับระยะของโรค และควรเลือกรับประทานโปรตีนคุณภาพสูงประเภทเนื้อปลา โดยเฉพาะปลาทะเลน้ำลึก เนื่องจากมีไขมันต่ำและยังมีกรดไขมันโอเมก้า 3 สูง ไข่ขาว เนื้อหมู เนื้อไก่ที่ไม่ติดหนังหรือมัน  นมไขมันต่ำ เป็นต้น แต่ควรหลีกเลี่ยงเครื่องในสัตว์ เนื้อสัตว์แปรรูป เนื้อสัตว์ที่มีไขมันสูง

ควบคุมคาร์โบไฮเดรต

ควบคุมคาร์โบไฮเดรตจำพวกข้าว-แป้ง ซึ่งเป็นแหล่งให้พลังงานที่สำคัญ เช่น ข้าวเจ้า ขนมจีน ก๋วยเตี๋ยว มักกะโรนี เป็นต้น แต่ในแป้งเหล่านี้ยังคงมีโปรตีนอยู่บ้าง หากผู้ป่วยต้องจำกัดโปรตีนต่ำมาก ๆ อาจต้องใช้แป้งปลอดโปรตีน เช่น วุ้นเส้น ก๋วยเตี๋ยวเซี่ยงไฮ้ หรือรับประทานขนมที่ทำจากแป้งปลอดโปรตีน เช่น ซาหริ่ม สาคูเปียก เพื่อให้ได้รับพลังงานที่เพียงพอ แต่หากผู้ป่วยเป็นเบาหวานด้วยก็ควรใช้น้ำตาลเทียมหรือน้ำตาลจากหญ้าหวานแทน

ควรเลี่ยงอาหารที่มีไขมันทั้งหลาย 

ควรเลี่ยงอาหารที่มีไขมันทั้งหลาย ได้แก่ ไข่แดง เครื่องในสัตว์ และจำกัดไขมันอิ่มตัวทั้งจากพืชและสัตว์ จำพวกกะทิ น้ำมันปาล์ม มันหมู มันไก่ รวมถึงไขมันทรานส์ เช่น เนยเทียม เนยขาว ที่เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ประกอบเบเกอรี่ต่าง ๆ ควรใช้น้ำมันแบบไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (MUFA) เช่น น้ำมันรำข้าว น้ำมันมะกอก น้ำมันคาโนลา ในการประกอบอาหาร

ควรเลี่ยงอาหารที่มีโซเดียมมาก

ได้แก่ เครื่องปรุงรสต่าง ๆ รวมถึงอาหารแปรรูป อาหารหมักดอง อาหารตากแห้ง และอาหารกึ่งสำเร็จรูป เช่น ไส้กรอก แฮม เบคอน บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ขนมขบเคี้ยว หากผู้ป่วยมีความดันโลหิตสูงหรือมีอาการบวม ต้องจำกัดโซเดียมให้น้อยกว่า 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน คือให้ใช้ซีอิ๊วปรุงอาหารได้ประมาณ 3 ช้อนชาต่อวัน หรือใช้เกลือ 1 ช้อนชาต่อวัน โดยสามารถใช้เครื่องเทศ สมุนไพร มะนาว และน้ำตาล ในการช่วยชูรสอาหาร เป็นต้น ในกรณีที่ต้องจำกัดปริมาณโซเดียมต่ำมากอาจส่งผลให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารได้น้อยลง แนะนำให้ใช้เครื่องเทศและสมุนไพรเป็นตัวแต่งกลิ่นอาหารให้น่ารับประทานมากยิ่งขึ้น เช่น หอมแดง ใบมะกรูด กระเทียม ใบโหระพา ข่า ใบแมงลัก ตะไคร้ ใบสะระแหน่ กระชาย รากผักชี ขิง ผักชี พริกไทยดำ ใบกระวาน อบเชย กานพลู เป็นต้น 

ควรเลี่ยงอาหารที่มีฟอสฟอรัส 

หากมีระดับฟอสฟอรัสในเลือดสูงเกินเกณฑ์ ต้องหลีกเลี่ยงไข่แดง นมทุกรูปแบบ รวมทั้งผลิตภัณฑ์จากนม เช่น โยเกิร์ต เนยแข็ง งดรับประทานเครื่องในสัตว์ ปลาทั้งกระดูก ช็อกโกแลต น้ำอัดลมสีดำ รวมถึงเมล็ดพืช ถั่วต่าง ๆ เช่น เมล็ดแตงโม เมล็ดทานตะวัน ฯลฯ งดอาหารที่ใช้ยีสต์ เช่น ขนมปังปอนด์ แป้งซาลาเปา หมั่นโถว โดนัท เพราะยีสต์มีฟอสเฟตอยู่มาก งดอาหารที่ใช้ผงฟู เช่น เค้ก คุกกี้ ขนมหน้าแตก 

เลี่ยงอาหารที่มีพิวรีนสูง

ในกรณีที่มียูริกในเลือดเกินเกณฑ์ เช่น เครื่องในสัตว์ทุกชนิด สัตว์ปีก น้ำสกัดจากเนื้อสัตว์ ยอดผักอ่อน ๆ พวกยอดตำลึง ยอดฟักแม้ว ยอดฟักทอง หน่อไม้ฝรั่ง และต้องรับประทานอาหารไขมันต่ำควบคู่กันด้วย เพราะอาหารไขมันสูงทำให้กรดยูริกขับถ่ายทางปัสสาวะได้ไม่ดี 

ควรเลี่ยงขนมหวาน 

ควรเลี่ยงขนมหวาน เช่น ขนมใส่กะทิ หรือขนมอบที่มีเนย เนยแข็ง เพราะขนมอบมักใส่ผงฟูซึ่งมีสารฟอสเฟตสูง ถ้าผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานด้วยและระดับน้ำตาลในเลือดสูง ควรหลีกเลี่ยงขนมหวานจัดซึ่งมีน้ำตาลมาก และไม่ควรใช้น้ำตาลเกิน 6 ช้อนชาต่อวัน

น้ำเปล่า 

น้ำเปล่า  เป็นเครื่องดื่มที่เหมาะกับผู้ป่วยโรคไตมากที่สุด หากมีอาการบวมน้ำ มีความดันโลหิตสูง ให้ดื่มน้ำไม่เกินวันละ 700-1,000 cc. หรือ 3-4 แก้วต่อวัน แต่หากผู้ป่วยไม่มีอาการบวมน้ำ สามารถดื่มน้ำได้ตามปกติ และสามารถดื่มน้ำสมุนไพรที่ไม่หวานจัดได้บ้าง เช่น น้ำใบเตย น้ำอัญชัน น้ำเก๊กฮวย น้ำกระเจี๊ยบ ทั้งนี้ต้องควบคุมปริมาณน้ำให้เหมาะสมกับระดับความเสื่อมของไตด้วย

เป็นโรคไต ดื่มนมได้หรือไม่

ในน้ำนม 1 กล่อง (240 มิลลิลิตร) มีโปรตีนคุณภาพดีประมาณ 8 กรัม เท่ากับเนื้อหมูหรือเนื้อไก่หั่น 2 ช้อน แต่ในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังบางราย การดื่มนมอาจจะไม่เหมาะ เพราะในน้ำนมยังมีโพแทสเซียม และฟอสฟอรัส จึงรับประทานได้ในจำนวนจำกัด ผู้ป่วยที่ต้องจำกัดโปรตีน เมื่อดื่มน้ำนมก็ต้องลดปริมาณเนื้อสัตว์ที่ได้รับในวันนั้นลงด้วย อาหารประเภทนมและผลิตภัณฑ์นม ได้แก่ นมทุกประเภท นมผม นมแพะ โยเกิร์ต นมเปรี้ยว เนยแข็ง และไอศกรีม

โพแทสเซียมและฟอสฟอรัสคืออะไร

 โพแทสเซียม เป็นเกลือแร่ชนิดหนึ่งที่มีอยู่ในธรรมชาติทั่วไป รวมทั้งในเลือดและในกล้ามเนื้อ ทำหน้าที่เกี่ยวกับการหดและการคลายตัวของกล้ามเนื้อทั่วไป รวมทั้งกล้ามเนื้อหัวใจ ปกติไตจะขับโพแทสเซียมส่วนเกินทิ้งไปในปัสสาวะ แต่เมื่อมีไตวาย โพแทสเซียมจะคั่งและมีผลทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะจนถึงหยุดเต้นได้ ดังนั้นผู้ป่วยที่มีอาการไตวายและมีโพแทสเซียมในเลือดสูง ต้องควบคุมอาหารที่มีโพแทสเซียมเป็นส่วนประกอบ เช่น ผลไม้  ฟอสฟอรัส เป็นเกลือแร่อีกชนิดหนึ่งที่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับกระดูก โดยทำงานร่วมกับแคลเซียม หากมีอาการไตวายและระดับฟอสฟอรัสสูง กระดูกจะปล่อยแคลเซียมออกมาในเลือดเพื่อควบคุมระดับของฟอสฟอรัส ถ้าเกิดฟอสฟอรัสสูงนาน ๆ กระดูกจะบาง เปราะ และหักง่ายในที่สุด



ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่