Doctor men
เขียนโดย
พญ. สุชาดา สมศักดิ์ แพทย์เวชกรรมทั่วไป
Doctor men
รีวิวโดย
ทีมแพทย์ HONESTDOCS
ความรู้สุขภาพ

ทำไมผู้สูงอายุจึงหกล้มบ่อย?

ความรู้เกี่ยวกับสาเหตุของการหกล้มง่ายในผู้สูงอายุ อาการแทรกซ้อน และข้อปฏิบัติเพื่อลดความเสี่ยงของการหกล้ม
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 12 ธ.ค. 2019 รีวิวเมื่อวันที่ 22 มี.ค. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 3 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,819,544 คน

ทำไมผู้สูงอายุจึงหกล้มบ่อย?

โดยปกติ คนหนุ่มสาวจะมีกล้ามเนื้อที่แข็งแรงและยืดหยุ่นสูง สามารถทรงตัวและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอหลังจากการบาดเจ็บได้อย่างรวดเร็ว แต่เมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงหลากหลายอย่าง กล้ามเนื้อที่แข็งแรงกลับอ่อนแอลง แม้ผู้สูงอายุบางคนจะมีไม้เท้าเป็นตัวช่วยพยุงร่างกาย แต่ก็ยังเสี่ยงต่อการหกล้มได้

ศูนย์ป้องกันและควบคุมโรค (Center for Disease Control and Prevention - CDC) ในสหรัฐอเมริกาพบว่า ผู้มีอายุอายุ 65 ปีขึ้นไป มีโอกาสหกล้มได้มากถึง 25% หรือเท่ากับ 1 ใน 4 ของประชากรผู้สูงอายุทั้งหมด และหากเคยหกล้มมาแล้ว 1 ครั้ง โอกาสที่จะหกล้มซ้ำเป็นครั้งที่ 2 มีความน่าจะเป็นเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า คือ 50% เลยทีเดียว

สิ่งที่น่ากลัวคือ การหกล้มนำไปสู่ความพิการและภาวะทุพพลภาพตามมา

อาการแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นได้จากการหกล้ม

อาการแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นได้จากการหกล้ม ได้แก่

  • ภาวะเลือดออกในสมองจากศีรษะกระแทก (Traumatic Brain Injury - TBI) เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ความรู้สึกตัวลดลง ทำให้เสียชีวิตได้ในที่สุด สิ่งที่ต้องระวังในผู้ป่วยสูงอายุที่หกล้มศีรษะกระแทกคือ หลังจากล้มแล้วผู้ป่วยมีอาการหมดสติ จำเหตุการณ์ไม่ได้ ซึมลง มีอาการชาหรืออ่อนแรงที่แขนขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยที่อายุมากกว่า 60 ปี จำเป็นต้องใช้ภาพถ่ายทางรังสีช่วยวินิจฉัยเนื่องจากมีความเสี่ยงต่อภาวะเลือดออกในสมองได้สูง
  • กระดูกหัก ข้อต่อและเอ็นได้รับบาดเจ็บ (Bone Fracture) ได้แก่ สะโพกหัก (Hip Fracture) มีผลต่อการเคลื่อนไหวและการพยุงสมดุลของร่างกาย หากมีอาการปวดบริเวณกระดูกมากหรือกระดูกผิดรูป แม้ว่าจะมีบาดแผลภายนอกหรือไม่ก็ตาม จำเป็นต้องนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลเพื่อเอกซเรย์ดูความผิดปกติของกระดูกหลังจากล้มกระแทก เพราะผู้สูงอายุมักมีภาะกระดูกพรุน ทำให้กระดูกแตกหักง่ายกว่าวัยอื่นๆ
  • ภาวะซีดหรือโลหิตจาง (Anemia) เป็นภาวะที่จำนวนเม็ดเลือดแดงลดลงภายหลังจากการเสียเลือดหรือได้รับบาดเจ็บ จำเป็นต้องได้รับการห้ามเลือดโดยด่วนเพื่อไม่ให้เลือดออกมากเกินไป มิฉะนั้นความดันจะตก จนอาจเป็นสาเหตุให้เสียชีวิตได้ สาเหตุหลักที่ทำให้เสียเลือดมากหลังการหกล้มของผู้สูงอายุ ได้แก่ ภาวะเลือดออกในอวัยวะภายใน กระดูกหัก บาดแผลฉีกขาดตามร่างกาย ซึ่งจำเป็นต้องเย็บแผลเพื่อห้ามเลือด นอกจากนี้ยังสามารถสังเกตได้จากรอยฟกช้ำจากการบาดเจ็บ อาการซีด แต่บางภาวะก็ไม่สามารถประเมินได้จากการสังเกตภายนอก เช่น เลือดออกในอวัยวะภายใน เพราะฉะนั้นหากมีผู้สูงอายุในบ้านหกล้ม ต้องรีบพาไปพบแพทย์ให้ประเมินอาการทุกครั้ง
  • ภาวะติดเชื้อ (Infection) ได้แก่ ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ (Urinary tract infection) ปอดอักเสบ (Pneumonia) เป็นผลมาจากการที่ผู้ป่วยนอนติดเตียงหรือไม่ได้เคลื่อนไหวร่างกายช่วงระยะเวลาหนึ่ง ทำให้แบคทีเรียเจริญเติบโตได้ดีในสภาวะร่างกายเช่นนี้ ร่วมกับภูมิคุ้มกันที่แย่ลงตามวัยของผู้สูงอายุ จำเป็นต้องอาศัยการกายภาพโดยเร็วหากสามารถทำได้ ก็จะลดภาวะติดเชื้อลงได้

สิ่งที่ทำให้ผู้สูงอายุเสี่ยงต่อการหกล้มได้บ่อย

  1. ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อลดลง จากปริมาณกล้ามเนื้อที่จะค่อยๆ ทยอยลดลงตั้งแต่อายุ 30 ปีขึ้นไป ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อลดลง ร่วมกับการสึกหรอของกระดูกที่เพิ่มสูงขึ้น การทำกิจกรรมต่างๆ ที่เคยใช้แรงเท่าเดิมจึงทำได้ยากลำบากมากขึ้น
  2. ความสามารถการทรงตัวถดถอย โดยทั่วไประบบต่างๆ สามารถทำงานประสานกันเพื่อให้ร่างกายมีความสมดุล ตั้งตรงอยู่ได้ ไม่จำเป็นต้องอาศัยตัวช่วยพยุงหรือไม้เท้า แต่ในผู้สูงอายุจะทำได้ยาก นอกจากนี้ยาบางชนิดยังมีผลข้างเคียงต่อการทรงตัวอีกด้วย
  3. สายตาที่แย่ลง สายตามีผลต่อการทรงตัวและหลีกเลี่ยงสิ่งกีดขวาง สายตาที่พร่ามัวหรือการมองเห็นที่ไม่ชัดเจน จึงเป็นอุปสรรคต่อการปรับสมดุลให้ร่างกายสามารถตั้งตรง และเดินได้ไม่สะดุดหกล้ม
  4. ขาดความยืดหยุ่นของข้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือข้อสะโพกและข้อเท้า การที่มีข้อติด ไม่ยืดหยุ่น ทำให้การทำงานของกล้ามเนื้อและกระดูกไม่สัมพันธ์กัน เป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่งต่อการหกล้มในผู้สูงอายุ
  5. ความอึดหรือความทนของกล้ามเนื้อลดลง การทำงานของกล้ามเนื้อโดยการหดตัว ทำให้ทำกิจกรรมต่างๆ เข่น ยืน เดิน ไม่สามารถทำได้นาน นำไปสู่ความเหนื่อยล้าของกล้ามเนื้อ และหกล้มลงได้ง่าย
  6. ความสามารถและความต้องการในการเดินลดลง ผู้สูงอายุมักปฏิเสธที่จะต้องยืนหรือเดินนานๆ จากเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ซึ่งหากไม่ได้ใช้งานกล้ามเนื้ออย่างต่อเนื่อง ก็จะนำไปสู่ความเสื่อมถอยของกล้ามเนื้อและการทรงตัวที่แย่ลงเป็นวงจรตามไปเรื่อยๆ

อาการที่ต้องสังเกตเป็นพิเศษ

หากผู้สูงอายุหกล้มแล้วมีอาการต่อไปนี้ ต้องรีบพาไปพบแพทย์โดยด่วน

  • ระดับความรู้สึกตัวลดลง เช่น ซึมลง ไม่ค่อยรู้สึกตัว หรือมีอาการเอะอะโวยวาย ไม่ทำตามสั่ง ไม่โต้ตอบ จำไม่ได้ สับสน
  • ปวดศีรษะอย่างรุนแรง คลื่นไส้ อาเจียนพุ่ง
  • มือและแขนขาอ่อนแรง มีการเกร็งกระตุกของกล้ามเนื้อ ชัก
  • ตาพร่ามัว มองเห็นภาพซ้อน พูดไม่ชัด พูดช้า ติดขัด
  • เลือดออก เกิดบาดแผลหรือรอยฟกช้ำตามร่างกาย กระดูกผิดรูป
  • หายใจติดขัด เหนื่อย จุกแน่นหน้าอก
  • ปวดท้อง อาเจียนเป็นเลือด หรืออาเจียนเป็นน้ำสีดำ

วิธีลดความเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุหกล้มในผู้สูงอายุ

วิธีลดความเสี่ยงของการหกล้มในผู้สูงอายุ มีดังนี้

  • จัดบริเวณภายในบ้านให้ปลอดภัย ไม่มีสิ่งกีดขวาง แสงสว่างส่องถึง มีราวสำหรับจับเพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถพยุงตัวเองได้
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ การทรงตัว และความยืดหยุ่นของข้อ
  • ไปพบจักษุแพทย์ เพื่อตรวจและรักษาปัญหาสายตา ลดความเสี่ยงในการพลัดตกหกล้ม
  • ตรวจร่างกายเป็นประจำ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อคัดกรองความผิดปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว และต้องรับประทานยาเป็นประจำอย่างเคร่งครัด
  • ใช้ไม้เท้าช่วยพยุง อาจเป็นแบบขาเดียวหรือสี่ขาที่เหมาะกับผู้สูงอายุแต่ละคน เพื่อให้สามารถทรงตัวได้อย่างสมดุล

3 การอ้างอิง
HonestDocs มีแนวทางการจัดหาที่เข้มงวดและอาศัยการศึกษาแบบ peer-reviewed สถาบันการศึกษาและสมาคมการแพทย์ เราหลีกเลี่ยงการใช้การอ้างอิงระดับอุดมศึกษา คุณสามารถเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีที่เรามั่นใจว่าเนื้อหาของเรานั้นถูกต้องและเป็นปัจจุบันโดยอ่านนโยบายการแก้ไขของเรา
  • Stevens JA, Ballesteros MF, Mack KA, Rudd RA, DeCaro E, Adler G. Gender differences in seeking care for falls in the aged Medicare Population. Am J Prev Med 2012;43:59–62.
  • O’Loughlin J et al. Incidence of and risk factors for falls and injurious falls among the community-dwelling elderly. American journal of epidemiology, 1993, 137:342-54.
  • Bergen G, Stevens MR, Burns ER. Falls and Fall Injuries Among Adults Aged ≥65 Years — United States, 2014. MMWR Morb Mortal Wkly Rep 2016;65:993–998. DOI: http://dx.doi.org/10.15585/mmwr.mm6537a2

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HonestDocs พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
ดูในแอป