อาการและการวินิจฉัยโรคมาลาเรีย

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ก.ค. 1, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 3 นาที

อาการของโรคมาลาเรียอาจเป็นได้ตั้งแต่ระดับไม่รุนแรงจนถึงอันตรายต่อชีวิต ดังนั้นการวินิจฉัยโรคได้เร็วและให้การรักษาจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ

อาการระยะเริ่มต้นนของโรคมาลาเรียมักเริ่มต้นภายหลังจากการได้รับเชื้อประมาณ 2 สัปดาห์ (ระหว่าง 7-35 วัน) หรืออาจมีอาการได้ภายในช่วง 1 ปี ช่วงเวลาเริ่มมีอาการอาจช้าในผู้ที่มีการติดเชื้อมาลาเรียบ่อย หรือในผู้ที่รับประทานยาป้องกันการติดเชื้อมาลาเรีย

โดยระดับการเจ็บป่วยของโรคมาลาเรียสามารถแบ่งได้เป็นไม่รุนแรง หรือรุนแรง

อาการของโรคมาลาเรียระดับไม่รุนแรง

อาการที่พบได้บ่อยของโรคมาลาเรียจะเกิดขึ้นนาน 6-10 ชั่วโมง อาการเหล่านี้สามารถกลับเป็นซ้ำได้วันเว้นวันหรือวันเว้น 2 วัน

อาการระยะแรกที่พบได้บ่อยของโรคมาลาเรียระดับไม่รุนแรงประกอบด้วย

  • ไข้หนาวสั่น
  • คลื่นไส้อาเจียน
  • ปวดหัวและปวดตามร่างกาย
  • รู้สึกอ่อนเพลียและอ่อนแรง

แพทย์อาจสังเกตเรื่องของ ตับหรือม้ามโต อุณหภูมิสูงขึ้น ชีพจรเต้นเร็วขึ้น และอัตราการหายใจเร็วขึ้น รวมไปถึงอาการตัวเหลืองตาเหลืองเล็กน้อย

หากคุณมีอาการดังกล่าวและเคยเดินทางไปยังบริเวณที่มีการระบาดของมาลาเรียภายใน 12 เดือน ควรไปพบแพทย์ทันที ซึ่งบางครั้งอาการของมาลาเรียอาจเปลี่ยนจากระดับไม่รุนแรงกลายเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ภายใน 24 ชั่วโมง

ภาวะแทรกซ้อนของโรคมาลาเรียระดับรุนแรง

การติดเชื้อมาลาเรียในระดับรุนแรงมักมีเรื่องของอวัยวะเสียหายหรือเกิดความผิดปกติในกระแสเลือดหรือในกระบวนการเผาผลาญเป็นภาวะแทรกซ้อน โดยส่วนใหญ่เกิดจากการที่เซลล์เม็ดเลือดแดงที่มีการติดเชื้อจะเข้าไปยึดติดกับด้านในของผนังหลอดเลือดขนาดเล็กทำให้เกิดการอุดตัน

ภาวะแทรกซ้อนของโรคมาลาเรียระดับรุนแรงที่พบได้เช่น

Cerebral malaria: ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงทางระบบประสาทนี้มักมีอาการชักและอาจทำให้เข้าสู่ภาวะไม่รู้สึกตัวและเสียชีวิตได้หากไม่ได้รับการรักษา ภาวะนี้สามารถทำให้เกิดพฤติกรรมที่ผิดปกติ ไม่มีสติ และทำให้เกิดการทำลายของอวัยวะถาวะ เช่นตาบอดหรือหูหนวกได้โดยเฉพาะในเด็ก

ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ: ผู้ที่มีการติดเชื้อมาลาเรียอาจมีระดับน้ำตาลในเลือดต่ำมากได้ โดยเฉพาะในหญิงตั้งครรภ์และเด็ก โดยภาวะนี้อาจเกิดจากการที่เชื้อมาลาเรียเข้าขัดขวางการทำงานของตับในการกักตุนน้ำตาลและจากการใช้ยา quinine เพื่อใช้รักษาโรคมาลาเรีย

Metabolic acidosis: ภาวะนี้ทำให้เลือดและสารน้ำในเนื้อเยื่อเป็นกรดเพิ่มขึ้น และมักพบร่วมกับการมีระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ

ปอดบวม: ภาวะนี้จะทำให้สารน้ำเข้าสู่ปอดทำให้มีอาการหายใจลำบาก

ความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือดและระดับความดันเลือด: ภาวะนี้อาจไม่สามารถเห็นได้ แต่สามารถนำไปสู่การทำลายเนื้อเยื่อ

Hyperparasitemia: เป็นภาวะที่เม็ดเลือดแดงมากกว่า 5% มีการติดเชื้อมาลาเรีย

ซีดรุนแรง: การทำลายเม็ดเลือดแดงทำให้จำนวนเม็ดเลือดแดงน้อยลง

การทำงานของตับและไตผิดปกติ: ภาวะนี้อาจเกิดได้เฉียบพลันและอันตรายถึงชีวิต

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคมาลาเรียระดับรุนแรง

  • มีคนบางกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงกว่าปกติในการเกิดการติดเชื้อมาลาเรียระดับรุนแรง ประกอบด้วย
  • หญิงตั้งครรภ์และทารก
  • เด็กเล็ก (อายุระหว่าง 6-36 เดือน)
  • นักเดินทางที่มาจากบริเวณที่ไม่มีเชื้อมาลาเรีย
  • คนที่ระบบภูมิคุ้มกันมีปัญหาเช่น HIV/AIDS
  • นักเดินทางที่เดินทางไปทวีปแอฟริกาเขต sub-Saharan ซึ่งมีเชื้อมาลาเรียชนิด P. falciparum  (สายพันธุ์ที่อันตรายที่สุด) อยู่มาก

เด็กที่มีการติดเชื้อมาลาเรียระดับรุนแรงมักมีระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ, เลือดเป็นกรด, ซีดอย่างรุนแรง,ไม่รู้สึกตัว, ชัก และมีการทำลายการพัฒนาการเกี่ยวกับการรับรู้

ส่วนในผู้ใหญ่ที่มีการติดเชื้อมาลาเรียระดับรุนแรงมีแนวโน้มที่จะเกิดตัวเหลืองตาเหลืองรุนแรง ไตวาย และปอดบวม

การวินิจฉัยโรคมาลาเรีย

ต้องมีการตรวจและรักษาโรคมาลาเรียอย่างรวดเร็วเพื่อช่วยชีวิตผู้ป่วย และเพื่อป้องกันการติดต่อของโรค หากแพทย์สงสัยว่าคุณเป็นโรคมาลาเรีย จะต้องมีการตรวจเลือดเพื่อดูว่ามีเชื้อมาลาเรียหรือไม่และเป็นชนิดไหน และไม่แนะนำให้ทำการรักษาโรคมาลาเรียก่อนการยืนยันผลจากห้องปฏิบัติการยกเว้นในกรณีฉุกเฉิน

การวินิจฉัยโรคมาลาเรียและการตัดสินใจเกี่ยวกับวิธีการรักษาจะขึ้นอยู่กับ

  • อาการของผู้ป่วยและปัจจัยเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยระดับรุนแรง
  • สายพันธุ์ของมาลาเรียที่ตรวจพบในห้องปฏิบัติการ

การตรวจเลือดยังช่วยบอกให้แพทย์ทราบว่าคุณมีอาการของการติดเชื้อระดับรุนแรงเช่นภาวะซีด เลือดเป็นกรด หรือมีปัญหาที่ตับหรือไตหรือไม่

การตรวจเลือดเพื่อวินิจฉัยโรคมาลาเรีย

การตรวจเลือดที่ให้บ่อยสำหรับการติดเชื้อมาลาเรียประกอบด้วย

การวินิจฉัยจากกล้องจุลทรรศน์: การทดสอบนี้ถือเป็นการตรวจที่เป็นมาตรฐานที่สุดสำหรับการยืนยันการติดเชื้อมาลาเรียจากห้องปฏิบัติการ โดยจะนำเลือดมาป้ายและเกลี่ยบนแผ่นสไลด์ ก่อนผู้เชี่ยวชาญในห้องปฏิบัติการจะทำการตรวจดูสายพันธุ์ของเชื้อมาลาเรียและประเมินว่ามีการติดเชื้อในเม็ดเลือดแดงกี่เปอร์เซ็นต์

การทำ Rapid diagnostic test (RDTs): การทดสอบนี้ให้ผลอย่างรวดเร็วหากไม่สามารถตรวจใต้กล้องจุลทรรศน์ได้ แต่อาจไม่แม่นยำเท่าการตรวจใต้กล้องจุลทรรศน์ โดยบางโรงพยาบาลมีการใช้การตรวจวิธีนี้เพื่อบอกผลอย่างคร่าว ๆ ก่อนการส่งตรวจใต้กล้องจุลทรรศน์เพื่อยืนยันการวินิจฉัย

การวินิจฉัยจากโมเลกุล: การทดสอบนี้เป็นทดสอบโดยใช้ polymerase chain reaction (PCR) สามารถใช้วินิจฉัยสายพันธุ์ของมาลาเรียได้อย่างแม่นยำ แต่มักใช้เวลานานเกินกว่าจะสามารถช่วยเหลือผู้ป่วยที่ป่วยเฉียบพลันได้

Serology: สามารถตรวจได้ว่าคุณเคยมีการติดเชื้อมาก่อนในอดีตหรือไม่

การทดสอบการดื้อยา: การทดสอบนี้จำเป็นต้องทำเพื่อให้ทีมแพทย์ให้ยาที่ถูกต้องในการกำจัดเชื้อมาลาเรีย

ดูคำถามและคำตอบอื่นๆที่เกี่ยวกับอาการนี้

ป่วยเป็นมาลาเลีย มีเพศสัมพันธ์ได้มั้ยครับ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
โดนยุงกัดช่วง 4ทุ่ม ถึง ตี 2 เป็นประจำ ต้องตรวจเลือดเลยไหมครับ กลัวพวกเท้าช้าง มาลาเรีย ไข้สมอง หอพักอยู่ในกรุงเทพ ข้างหอ เป็นหญ้าสูงครับ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่