สุขภาพตา

โรคตากุ้งยิงคืออะไร ป้องกันรักษาอย่างไรให้ถูกวิธี

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ มิ.ย. 24, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 10 นาที
Istock 512298278 m

โรคตากุ้งยิง (Stye หรือ hordeolum) เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่ง บางรายอาจจะเกิดจากการอุดตันของต่อมบริเวณเปลือกตา ไม่ได้เกิดจากการแอบดู หรือการถ้ำมองสาว ๆ ดังที่เป็นคำกล่าวอ้างแต่อย่างใด

การเกิดตากุ้งยิงนั้นสามารถพบได้ในทุกเพศทุกวัย เกิดจากการอักเสบของหนังตา ซึ่งอาจเกิดจากการอักเสบของต่อมไขมันบริเวณฐานของขนตาใต้เปลือกตา โดยมีอาการบวมแดงร้อน หรือมีอาการปวด แต่ไม่เป็นอันตรายต่อสายตา ซึ่งสามารถรักษาให้หายขาดด้วยยาหยอดตา หรือป้ายขี้ผึ้งใต้ตา หรือแม้แต่การรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ

โฆษณาจาก HonestDocs
พะวงเรื่องค่ารักษาพยาบาล?

ดูแบบประกันสุขภาพ คุยกับเจ้าหน้าที่เพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

เลือกซื้อ

สาเหตุที่ทำให้เกิดตากุ้งยิง

สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดตากุ้งยิงนั้น เกิดจากการอุดตันของต่อมไขมันบริเวณโคนขนตาอุดตัน แล้วทำให้มีเชื้อโรคแทรกซ้อนเข้าไป ที่เป็นเช่นนี้ก็เนื่องมาจากภูมิต้านทานของร่างกายลดน้อยลง พักผ่อนน้อย รับประทานอาหารไม่เป็นเวลา หรือออกกำลังกายน้อย สิ่งเหล่านี้ล้วนมีผลทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานต่ำลง ทำให้ร่างกายอ่อนแอ รวมไปถึงคนที่ใช้สายตามาก หรือคนที่มีสายตาผิดปกติแล้วไม่ได้รับการแก้ไข ในบางรายอาจจะเกิดจากการขยี้ตาบ่อยจนเกินไป แล้วทำให้เปลือกตาไม่สะอาด ทำให้เกิดการติดเชื้อได้ หรือเกิดจากการใช้เครื่องสำอาง แล้วล้างออกไม่หมด หรือล้างไม่สะอาด ทำให้เกิดการสะสมของเชื้อโรค หรือแม้แต่การใส่หรือถอดคอนแทคเลนส์ด้วยมือที่ไม่สามารถก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคนี้ ตากุ้งยิงนั้นเกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่เป็นเชื้อหนอง Staphylococcus aureus ในบางรายที่เป็นโรคตากุ้งยิงแล้วไม่ทำการรักษา หนองอาจจะหายเองได้ หรืออาจจะแตกออก หรืออาจจะทำให้เกิดเป็นก้อนขนาดใหญ่รบกวนการมองเห็น

ตากุ้งยิงแบ่งเป็น 2 ชนิด

  1. กุ้งยิงชนิดหัวผุด ตากุ้งยิงชนิดนี้ เป็นการอักเสบของต่อมไขมันบริเวณผิวหนังตรงโคนขนตา มีลักษณะเป็นหัวฝีผุดให้เห็นได้อย่างชัดเจน ตรงบริเวณขอบตา อีกทั้งยังลักษณะสีเหลือง ตรงกลางรอบ ๆ นูนแดง เวลากดจะรู้สึกเจ็บ
  2. ตากุ้งยิงชนิดหัวหลบใน เป็นการอักเสบของ ต่อมไขมันบริเวณเยื้อบุเปลือกตา บริเวณเนื้อเยื้อสีชมพู ที่อยู่ลึกจากขอบตาเข้าไป ต้องปลิ้นเปลือกตาออกมาจึงจะเห็น โดยหัวฝีจะหลบซ่อนอยู่ด้านในของเปลือกตา โดยจะมีอาการปวดที่บริเวณดวงตา เมื่อใช้นิ้วคลำดูจะพบตุ่มแข็งและเจ็บ หากปลิ้นเปลือกตาด้านในออกมาจึงจะเห็นหัวฝีสีเหลือง ๆ บางครั้งอาจเกิดการอุดตันของต่อมไขมันบริเวณเยื้อบุเปลือกตานี้ อาจมีการอุดตันของรูเปิดเล็ก ๆ นี้ ทำให้มีเนื้อเยื้อรวมกันอยู่อยู่ภายในต่อมกลายเป็นตุ่มนูน ไม่มีการเจ็บปวดใด ๆ ภาษาทางแพทย์เรียกว่า คาลาเซียน ภาษาชาวบ้านเรียกว่า ตาเป็นซิสต์

อาการของตากุ้งยิง

ผู้ป่วยที่เป็นตากุ้งยิงจะมีอาการปวดหนังตา เวลาที่กลอกตาหรือหลับตาจะทำให้รู้สึกปวด ในบางรายนั้นจะมีอาการบวมที่เปลือกตา จะสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเป็นก้อนที่เปลือกตา มีน้ำตาไหล และรู้สึกคันที่ตาเหมือนมีสิ่งแปลกปลอมเข้าตา และแพ้แสงแดด ในผู้ป่วยบางรายนั้นอาจเกิดอาการบวมมากจนตาปิด หรือบางรายอาจร้ายแรงมากกว่านั้นคือ มีหนองไหลออกมาจากเปลือกตา และในกรณีที่หนองแตกในตาจะทำให้ขี้ตาเป็นสีเขียว

ตากุ้งยิงเป็นโรคที่เกิดได้กับทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย ชาย-หญิงก็มีโอกาสเกิดใกล้เคียงกัน เกิดได้ทั้งเปลือกตาบนและเปลือกตาล่าง อาการที่พบโดยทั่วไปได้แก่

  • มีอาการเคืองตาหรือคันตาคล้ายมีผงอยู่ในตา  ซึ่งเป็นอาการเริ่มต้นที่ส่งสัญญาณว่าอาจเป็นตากุ้งยิง
  • อาการคันตาจะไม่หายไป มักจะคันมากขึ้นทำให้รู้สึกอยากขยี้ตาอยู่เสมอ และจะรู้สึกเจ็บมากขึ้นเรื่อย ๆ
  • ต่อมา 1-2 วันจะเริ่มเป็นตุ่มนูนบวมแดง และพัฒนาเป็นตุ่มฝีซึ่งอาจเกิดได้ทั้งตาบนหรือตาล่าง และอาจมีหัวฝีโผล่ออกมาหรืออาจซ่อนข้างในก็ได้
  • อาจมีน้ำตาไหลร่วมด้วย เกิดการระคายเคืองมาก มองไม่ถนัด อาการปวดเพิ่มมากขึ้น
  • บางครั้งปวดมากจนปวดแบบตุบ ๆ แตะก็เจ็บ  ก้มศีรษะต่ำกว่าระดับเอว จะทำให้มีอาการปวดมากขึ้น
  • ผ่านไป 3-4 วันตุ่มฝีมีขนาดใหญ่ขึ้น มีโอกาสที่หนองจะแตกได้

สำหรับใครที่รู้สึกว่าระคายเคืองมาก และกลัวว่าฝีจะแตกเองทำให้กระทบต่อดวงตา ควรไปหาหมอตั้งแต่วันแรก ๆ ที่สงสัยว่าจะเป็นตากุ้งยิง โดยมากกุ้งยิงมักจะขึ้นเพียงตุ่มเดียว ไม่เป็นอันตรายต่อดวงตาแต่จะทำให้ระคายเคือง เกิดความรำคาญเพราะใช้ชีวิตไม่สะดวก

โดยปกติโรคตาแดงจะหายได้เองภายในระยะเวลา  1 สัปดาห์ แต่อาจมีโอกาวกลับมาเป็นใหม่ได้ในระยะเวลาใกล้เคียงกัน อาจจะมีอาการกำเริบแบบเป็น ๆ หาย ๆ โดยอาจจะเป็นตรงจุดเดิม หรือย้ายที่ หรือสลับข้างไปมาก็ได้ หากสัมผัสกับสิ่งกระตุ้นเช่นเดิม

ภาวะแทรกซ้อน

ภาวะแทรกซ้อนของโรคตากุ้งยิง อาจเกิดได้จากความผิดปกติของภูมิต้านทาน รวมไปถึงการที่ผู้ป่วยไม่ได้รักษาความสะอาดเมื่อเป็นตากุ้งยิง โดยภาวะแทรกซ้อนที่สามารถเกิดขึ้นได้คือ

  • มีการอักเสบลุกลามไปทั่วเปลือกตา
  • เบ้าตาติดเชื้อ
  • การติดเชื้อในกระแสเลือด

เพราะฉะนั้นแล้ว ทางที่ดีผู้ป่วยที่เป็นโรคตากุ้งยิง จึงไม่ควรปล่อยนิ่งเฉยจนเกิดภาวะแทรกซ้อน ควรที่จะรีบมาพบแพทย์เพื่อทำการรักษาทันที

การวินิจฉัย

ตากุ้งยิงพบบ่อยในวัยรุ่นถึงผู้ใหญ่ ในผู้สูงอายุนั้นพบได้น้อยกว่า หากพบในผู้สูงอายุนั้น ต้องตรวจเช็คร่างกาย ซึ่งอาจตรวจพบ โรคเบาหวาน หรือ โรคความดันโลหิตสูง หรือโรคต่าง ๆ ที่ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายลดต่ำลง และนอกจากนั้นตากุ้งยิงจะพบบ่อยในพวกที่ชอบขยี้ตา ไม่ค่อยรักษาความสะอาดของใบหน้า ผู้ที่มีโรคผิวหนังบริเวณใบหน้าและใบหน้ามัน สำหรับการวินิจฉัยโรคตากุ้งยิง แพทย์จะทำการตรวจโดยการตรวจพบก้อนนูนที่บริเวณหนังตา ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บเวลากด และมีอาการตาแดง มีขี้ตาชัดเจน ถ้าเป็นไตแข็งก็จะเป็นเพียงก้อนนูน ไม่เจ็บ ตาไม่แดง เพียงแต่อาจสร้างความรำคาญหรือการระคายเคืองเหมือนมีก้อนอะไรติดอยู่ในดวงตา และถือว่าเป็นโรคไม่ร้ายแรง และตอบสนองต่อการรักษาได้ดี ดังนั้นไม่ว่าติดเชื้ออะไรมาก็ตาม

วิธีการรักษาตากุ้งยิง

เมื่อมีอาการของตากุ้งยิง ควรรีบปรึกษาจักษุแพทย์ให้เร็ว เพราะในระยะเริ่มแรกนั้นอาการของโรคจะยังไม่เป็นตากุ้งยิง จะมีลักษณะเป็นแบบเปลือกตาอักเสบ ยังไม่มีหนอง ถ้าหากใช้ยาได้ทันท่วงที มีข้อแนะนำว่าให้ใช้น้ำอุ่นประคบจะช่วยบรรเทาอาการให้ดีขึ้น และป้องกันไม่ให้เกิดการรวมตัวเป็นฝี ซึ่งตากุ้งยิงนั้นสามารถรักษาให้หายได้ด้วยยาเท่านั้น และการใช้ยานั้นไม่ควรซื้อยามาใช้เอง

การรักษานั้น ควรเข้ารับการตรวจตา และสั่งยาจากแพทย์เท่านั้น โดยส่วนใหญ่แล้วมักใช้กลุ่มยาปฏิชีวนะหยอดตาป้ายตา และในบางรายแพทย์อาจต้องสั่งยาปฏิชีวนะแบบรับประทานร่วมด้วย แต่ในบางราย หากเป็นฝีเป็นตุ่มขึ้นมา ก็จำเป็นต้องมีการรักษาโดยการผ่าฝีและขูดบริเวณนั้นออกให้สะอาดจริง ๆ เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำและเป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่ในผู้ป่วยบางรายสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้อีก ถ้าหนองยังออกไม่หมด หรืออาการอักเสบยังไม่หายดี สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงเป็นตากุ้งยิงนั้นได้แก่ ผู้ป่วยโรคเบาหวาน และโรคเรื้อรังอื่น ๆ ผู้ที่มีหนังตาอักเสบเรื้อรัง ผู้ที่มีระดับไขมันในเลือดสูง

ยารับประทาน

Erythromycin ให้ขนาด 250 มิลลิกรัม วันละ 4 ครั้งก่อนอาหาร ข้อควรระวังในการใช้ยาชนิดนี้คือ ไม่ควรใช้กับผู้ป่วยที่เป็นโรคตับ ไม่ควรใช้ร่วมกับยา theophyllin, digoxin, carbamazepine, cyclosporine warfarine, lovastatin, และ simvastatin ยานี้อาจทำให้เกิดอาการปวดท้องได้

  • Dicloxacillin ให้ขนาด 250 มิลลิกรัม วันละ 4 ครั้งก่อนอาหาร
  • Tetracycline ให้ขนาด 250 มิลลิกรัม วันละ 4 ครั้ง แต่มีข้อควรระวังคือหากใช้ยานี้ร่วมกับร่วมกับยารักษาโรคกระเพาะอาหาร หรือยาระบาย จะทำให้การดูดซึมของยานี้ลดลง และมีผลทำให้ระดับยาคุมกำเนิดลดลง อาจเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์ และห้ามใช้ในคนท้อง

การใช้ยาหยอดตา

  • Bacitracin ophthalmic ointment ในรายที่เป็นมาก ให้ป้ายแผลวันละ 4-6 ครั้งเป็นเวลา 7 วัน ในรายที่เป็นน้อยให้ป้ายวันละ 2-3 ครั้ง
  • Tobramycin ophthalmic solution หยอดตาวันละ 3-4 ครั้ง

การผ่าตัดระบายหนอง

วิธีการนี้จักษุแพทย์ อันดับแรกแพทย์จะทำความสะอาดบริเวณที่ต้องผ่าตัดและปูผ้า จากนั้นใช้ยาชาหยอดตา เช่น proparacain eye drop หลังจากนั้นจึงฉีดยาชาลงบริเวณที่จะลงมีด โดยใช้ 1 – 2 % lidocain with adrenarine โดยฉีดเข้าไปที่บริเวณใต้ผิวหนัง ใกล้บริเวณที่จะลงมีด ไม่ควรฉีดเข้าไปในตุ่มนั้นโดยตรง เพราะจะทำให้รู้สึกชา

การลงมีดแพทย์จะลงมีดผ่านตำแหน่งของตากุ้งยิง โดยกรณีตุ่มเห็นชัดเจนทางด้านนอกของเปลือกตาในแนวนอน ส่วนในกรณีที่สามารถมองเห็น ตุ่มในด้านในเปลือกตาได้ ให้ลงมีดตั้งฉาก ในด้านเยื้อบุตาขาว ผ่านไปยังแผ่น tarsal plate ในเปลือกตาซึ่งมี meibomain glands อยู่ โดยให้มีความยาวประมาณ 3 มม. หรือตามความเหมาะสมโดยประมาณ ให้ขนานตามทิศทางของต่อมไขมัน บริเวณเปลือกตา meibomian glands แต่ไม่ควรลงมีดผ่านไปถึงขอบเปลือกตา (lid margin) เนื่องจากเมื่อแผลหายแล้วอาจทำให้ขอบเปลือกตา ผิดรูปไปจากเดิม ภายหลังจากการรักษา แพทย์มักจะปิดตาข้างนั้นไว้เพื่อไม่ให้เลือดออก และช่วยลดอาการบวมประมาณ 4-5 ชั่วโมง ในระหว่างนี้ควรลดกิจกรรมที่เกี่ยวกับการใช้สายตา เช่น ไม่ควรขับรถเพราะอาจเกิดอุบัติเหตุได้ หากมีอาการปวดบริเวณที่เป็น ให้รับประทานยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอลครั้งละ 1-2 เม็ด ทุก 4 ชั่วโมงหรือเมื่อมีอาการ

ผลข้างเคียง

โรคตากุ้งยิงนั้น ถือเป็นโรคที่นับว่าสามารถหายเองได้ หากมีการรักษาความสะอาดที่ดี ร่วมกับการรักษาสุขภาพให้แข็งแรง หรือการใช้ยาปฏิชีวนะ ก็จะหายได้ใน 1 – 2 สัปดาห์เป็นส่วนใหญ่ แต่ในผู้ป่วยบางรายนั้นมีภูมิต้านทานต่ำ หรือมีเชื้อโรคเป็นจำนวนมาก หรือไม่มีการรักษาความสะอาดของใบหน้า จึงอาจทำให้เกิดการอักเสบและลุกลามไปทั่วหนังตาได้ และในบางกรณีอาจเกิดการติดเชื้อลึกเข้าไปในเบ้าตา ซึ่งในบางคนอาจเกิดการติดเชื้อเข้าสู่กระแสเลือดกันเลยทีเดียว และโรคอาจลุกลามเข้าไปถึงบริเวณด้านหลังของลูกตา ลามไปถึงสมอง ถ้าปล่อยไว้ถึงระยะนี้การอักเสบจะรุนแรงมากจำเป็นต้องรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล เพื่อให้ยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือด

การดูแลตัวเองของผู้ป่วยตากุ้งยิง

ประคบบริเวณที่เป็นด้วยผ้าชุบน้ำอุ่น วันละ 3 – 4 ครั้ง ครั้งละประมาณ 15 – 20 นาที ทำติดต่อกัน 3 – 4 วัน เพื่อช่วยบรรเทาอาการบวมและเจ็บ อีกทั้งวิธีการนี้จะช่วยทำให้รูของต่อมใต้เปลือกตาเปิดทำให้ไม่เกิดการอุดตัน และควรหลับตาในเวลาที่ทำการประคบด้วย ในช่วงนี้ควรล้างมือบ่อย ๆ เพื่อป้องกันการติดเชื้อ งดใช้เครื่องสำอาง หลีกเลี่ยงการใส่คอนแทคเลนส์ และสิ่งที่ไม่ควรทำคือ ไม่ควรบีบหนองที่เปลือกตาเอง เพราะอาจก่อให้เกิดอาการอักเสบมากขึ้นและเป็นอันตรายต่อดวงตา

การป้องกันโรคตากุ้งยิง

วิธีง่าย ๆ สำหรับการป้องกันคือ การรักษาความสะอาด โดยการล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง ไม่นำมือที่สกปรกไปขยี้ตา รักษาความสะอาดของใบหน้าและเส้นผม ควรสระผมบ่อยและอย่าให้ผมแยงตา เพราะอาจทำให้เชื้อโรคเข้าสู่ดวงตาได้ง่าย เมื่อเริ่มมีอาการก็ควรปรึกษาจักษุแพทย์โดยด่วน

โรคแทรกซ้อน

หากไม่รักษาอาจทำให้เกิด chalazion ซึ่งจะทำให้เกิดแผลที่บริเวณแก้วตาได้ หรือความผิดปกติที่หนังตา และถ้าหากไม่รักษาจะทำให้ตาอักเสบ และเป็นอันตรายต่อตาได้

ควรรีบปรึกษาแพทย์เมื่อมีอาการดังต่อไปนี้

  • สายตาผิดปกติ
  • อาการแย่ลงหรือไม่ดีภายใน 1-2 สัปดาห์
  • ก้อนมีขนาดใหญ่มากและเจ็บ
  • พบตุ่มน้ำเกิดขึ้นที่เปลือกตา
  • เปลือกตามีแผลตกสะเก็ด
  • เปลือกตาแดง หรือตาแดงทั่วไปหมด
  • มีอาการแพ้แสงแดด
  • กุ้งยิงกลับเป็นซ้ำหลังจากรักษาจนหายดีแล้ว
  • ก้อนที่เปลือกตาพบเลือดออก

โรคตากุ้งยิงนั้นแท้จริงแล้วเกิดจากเชื้อไวรัสตัวหนึ่งชนิดหนึ่ง หรืออาจจะเกิดจากการอุดตันของต่อมบริเวณเปลือกตา ก่อให้เกิดการอับเสบ และบวมแดง เวลากดจะมีอาการเจ็บ เกิดจากหลายสาเหตุ เช่น การขยี้ตาบ่อย ด้วยมือที่ไม่สะอาด หรือ การไม่รักษาความสะอาดของใบหน้าและเส้นผม หรือการถอดหรือใส่คอนแทคเลนส์ด้วยมือที่ไม่สะอาด ส่วนการรักษานั้นขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคด้วย ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยเมื่อมีอาการจึงควรไปพบจักษุแพทย์ให้เร็วที่สุด เพื่อสุขภาพดวงตาที่ดีต่อไป

ตากุ้งยิงชนิดไม่เจ็บ (Chalazion) คืออะไร?

โรคตากุ้งยิงชนิดไม่เจ็บนี้เป็นการเกิดก้อนในตาที่พบได้บ่อยในผู้ใหญ่ แต่อาจเกิดอาการแทรกซ้อนได้หากไม่ได้รักษา

ตากุ้งยิงชนิดไม่เจ็บ (Chalazion) หรือถุงน้ำ Meibomian เป็นก้อนถุงน้ำชนิดหนึ่งที่สามารถพบได้บนเปลือกตาด้านบนและด้านล่าง ถุงน้ำชนิดนี้อาจทำให้สับสนกับตากุ้งยิงอีกชนิดหนึ่งได้ แต่ทั้ง 2 อย่างนี้ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน โดย chalazion จะมีลักษณะเป็นก้อนนูนนิ่มและมักไม่เจ็บที่เกิดขึ้นภายในเปลือกตาเมื่อมีการอุดตันของทางเดินต่อมไขมัน โรคนี้เป็นโรคที่พบได้บ่อยแต่ไม่มีข้อมูลทางสถิติที่แน่ชัด สมาคมโรคตาแห่งสหรัฐอเมริกากล่าวว่าส่วนมากพบในผู้ใหญ่อายุระหว่าง 30-50 ปี

ตากุ้งยิงชนิดไม่เจ็บ (Chalazion) กับตากุ้งยิงด้านใน (Hordeoloum)

ตากุ้งยิงด้านใน (hordeolum) เป็นก้อนแดงและเจ็บที่บริเวณฐานของขนตา ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียโดยเฉพาะกลุ่ม Staphylococcus ในต่อมน้ำมันของเปลือกตา ตากุ้งยิงด้านในนี้สามารถกลายเป็นตากุ้งยิงชนิดไม่เจ็บ (chalazion) ได้หากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม และตากุ้งยิงชนิดไม่เจ็บ (Chalazion) ก็อาจเกิดการติดเชื้อและกลายเป็นตากุ้งยิงได้

สาเหตุของตากุ้งยิงชนิดไม่เจ็บ (Chalazion)

ต่อม meibomian หรือต่อม tarsal เป็นต่อมไขมันที่อยู่ในเปลือกตาใกล้กับขนตา ทำหน้าที่สร้างสารหล่อลื่นที่เป็นน้ำมันเบาบาง ทำหน้าที่ป้องกันการระเหยของน้ำตา หากสารหล่อลื่นนี้ไม่สามารถไหลออกไปจากต่อมไขมันได้ก็จะเกิดการอุดตันและกลายเป็นก้อนภายในเปลือกตา และเมื่อมีการสะสมขึ้นเรื่อย ๆ อาจมีการแตกออกสู่เนื้อเยื่อข้างเคียง ทำให้มีการอักเสบบริเวณเปลือกตา ภาวะนี้มักเป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้จากการอักเสบของเปลือกตาเรื้อรังเช่นเดียวกับตากุ้งยิง นอกจากนั้นภาวะที่ทำให้ต่อม meibomian หลั่งสารที่หนาขึ้นและไม่สามารถออกจากต่อมได้ เช่น ต่อมทำงานผิดปกติ (meibomian gland dysfunction) และ acne rosacea อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดตากุ้งยิงชนิดไม่เจ็บได้

ความเสี่ยงอื่น ๆ ที่อาจทำให้เกิดโรคนี้ประกอบด้วย

  • มีการอักเสบของผิวหนังที่ทำให้เกิดผื่นแดงและขุยสีขาว (การเกิดภาวะนี้ที่หนังศีรษะเรียกว่ารังแค)
  • วัณโรค
  • การติดเชื้อไวรัส

อาการและภาวะแทรกซ้อนของตากุ้งยิงชนิดไม่เจ็บ

อาการแสดงอย่างแรกของโรคนี้ คือ การมีก้อนไม่เจ็บขึ้นด้านในของเปลือกตาบน โรคนี้สามารถเจอได้ในเปลือกตาล่างเช่นกันแต่พบได้น้อยกว่า นอกจากนั้นยังอาจทำให้มีน้ำตามากกว่าปกติได้ ซึ่งหากโรคมีการดำเนินไปจนเกิดการอักเสบ จะทำให้บริเวณรอบ ๆ ถุงน้ำแดง บวม และเจ็บ และหากเป็นก้อนขนาดใหญ่อยู่ตรงกลางอาจทำให้มีการกดกระจกตาและทำให้มองเห็นไม่ชัดชั่วคราวได้ นอกจากนั้นในรายงานของวารสารการผ่าตัดตา (Ophthalmic Surgery, Lasers and Imaging Retina) ปี ค.ศ. 1997 ยังอาจทำให้เกิดสายตายาวได้และอาจทำให้เกิดความผิดปกติทางสายตาในผู้ที่เคยทำเลสิกมาก่อน เนื่องจากการทำเลสิกทำให้กระจกตาบางลง บทความในวารสาร Clinical pediatrics ปี ค.ศ. 2009 ยังระบุว่า การอักเสบเป็นเวลานานอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ได้ คือ

  • เปลือกตาผิดรูป
  • การที่ผิวหนังเจริญเติบโตในลักษณะคล้ายเนื้อในแฮมเบอร์เกอร์ (Pyogenic granuloma)
  • การติดเชื้อในเปลือกตาที่เรียกว่า preseptal หรือ periorbital cellulitis

การรักษาและการวินิจฉัยภาวะตากุ้งยิงชนิดไม่เจ็บ

การวินิจฉัยสามารถทำได้โดยการตรวจตาอย่างละเอียด นักทัศนมาตรศาสตร์จะเริ่มซักประวัติเพื่อทำความเข้าใจกับอาการและปัญหาทางสุขภาพที่คุณเป็นซึ่งอาจส่งผลต่อการเกิดความผิดปกติของหนังตา หลังจากนั้นแพทย์จะตรวจวินิจฉัยตา โดยดูโครงสร้างเปลือกตา ลักษณะผิวหนัง และขนตา ก่อนที่จะใช้ไฟและเครื่องขยายตรวจบริเวณขอบเปลือกตาใกล้กับฐานของขนตาและดูรูเปิดของต่อม meibomian ถึงแม้ว่าภาวะนี้อาจคล้ายคลึงกับโรคของเปลือกตาอื่น ๆ เช่น ตากุ้งยิงหรือมะเร็ง แต่แพทย์มักสามารถให้การวินิจฉัยโรคนี้ได้อย่างถูกต้อง

โดยส่วนใหญ่แล้วโรคนี้สามารถหายได้เองในเวลาหนึ่งเดือนโดยไม่ต้องการการรักษา คุณสามารถใช้การประคบอุ่นบริเวณเปลือกตาที่เป็นครั้งละ 10-15 นาที 4 ครั้งต่อวันเพื่อช่วยในการฟื้นตัวของถุงน้ำ เนื่องจากจะช่วยทำให้น้ำมันที่อยู่ภายในถุงมีการอ่อนตัวลงและทำให้ไหลออกมานอกต่อมได้ดีขึ้น และอาจใช้การนวดเบา ๆ บริเวณเปลือกตาหลาย ๆ นาทีต่อวันเพื่อช่วยให้สามารถขับไขมันออกมาได้ดีขึ้น แต่ไม่ควรดัน บีบ หรือเจาะถุงน้ำนั้น แพทย์อาจสั่งยาหยอดตาที่เป็นสเตียรอยด์ให้เพื่อช่วยลดอาการอักเสบ หากอาการไม่ดีขึ้นหลังจาก 1 เดือนหรือก้อนมีขนาดใหญ่ขึ้น (หรืออาจกระทบต่อการมองเห็น) คุณควรกลับมาพบแพทย์ แพทย์อาจฉีดยาสเตียรอยด์เข้าในถุงน้ำเพื่อช่วยลดอาการในผู้ที่ไม่มีการอักเสบได้

การผ่าตัดถุงน้ำ

หากก้อนถุงน้ำมีการติดเชื้อจะต้องผ่าตัดเพื่อนำก้อนถุงน้ำออก โดยจะตัดก้อนออกจากด้านในของเปลือกตาเพื่อลดการเกิดแผลเป็นบริเวณผิวหนังร่วมกับการให้ยาปฏิชีวนะเพื่อรักษาอาการติดเชื้อ





ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามฟรี ได้คำตอบภายใน 24 ชม.

ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

ตอบโดยแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง (คุณจะได้รับอีเมลเมื่อแพทย์ตอบคำถามของคุณ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

การันตีคำตอบจากคุณหมอภายใน 60 นาที หรือรับค่าดำเนินการคำถามด่วน 200 บาทคืนไปเลย

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน เพื่อที่คุณจะสามารถรับความคิดเห็นจากคุณหมอหลายๆท่านในคำถามของคุณ

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่