สุขภาพตา

ตากุ้งยิง สาเหตุ อาการ วิธีรักษาป้องกันและการดูแลตนเองเมื่อเป็นโรค

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 5 นาที
Istock 169980153 %281%29

การเป็นตากุ้งยิง หากเป็นความเชื่อในสมัยก่อนอาจจะบอกถึงที่มาของโรคว่าเกิดจากการไปแอบดูคนอาบน้ำ หากแท้ที่จริงแล้ว ความเชื่อนั้นก็ไม่ใช่สาเหตุหลักของโรคตากุ้งยิงเลย วันนี้เราจึงจะมาแจกแจงรายละเอียดเกี่ยวกับโรคตากุ้งยิงให้ได้ทราบอย่างชัดเจน ตากุ้งยิงเกิดจากอะไร อาการ วิธีรักษาและป้องกันทำได้อย่างไรบ้าง ไปติดตามพร้อมๆ กันเลย

ตากุ้งยิง คืออะไร?

ตากุ้งยิง (Stye หรือ Hordeolum) คือ โรคติดเชื้อแบคทีเรียที่เกิดได้ทั่วไป โดยเฉพาะเปลือกตาด้านบนหรือเปลือกตาด้านล่าง ซึ่งลักษณะของการเป็นตากุ้งยิงนั้นจะมีความคล้ายคลึงกับการเป็นสิว จึงก่อให้เกิดอาการเจ็บปวดคล้ายๆ กัน และโอกาสในการเป็นตากุ้งยิงก็ยังสามารถที่จะเป็นกันได้ทุกเพศทุกวัยอีกด้วย

สาเหตุของตากุ้งยิง

สาเหตุของตากุ้งยิงสามารถที่จะเกิดขึ้นได้จากปัจจัยรอบข้าง ซึ่งก็มีดังนี้

1. การติดเชื้อ

การติดเชื้อถือเป็นสาเหตุหลักของการเป็นตากุ้งยิงเลยทีเดียว ซึ่งเชื้อที่ก่อให้เกิดตากุ้งยิงคือ เชื้อสแตฟีโลค็อกคัส(Staphylococcus) โดยเชื้อชนิดนี้จะเข้าไปอุดตันในท่อที่ทำการระบายสิ่งสกปรกที่มีอยู่ในดวงตาออกไป เมื่อเชื้อเข้าไปอุดตันก็จะทำให้ภูมิคุ้มกันถูกกำจัด และเกิดการอักเสบขึ้นมาเป็นตุ่มฝี

2. การไม่รักษาความสะอาด

การไม่รักษาความสะอาดก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เป็นโรคตากุ้งยิงได้ โดยเฉพาะการเอามือไปสัมผัสบริเวณดวงตาโดยที่ไม่ได้ล้างมือก่อน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะพบได้จากผู้ที่ชอบขยี้ตา ผู้ที่ใช้เครื่องสำอาง แต่ไม่ทำความสะอาดเครื่องสำอางให้สะอาดหมดจดจากใบหน้า การใช้เครื่องสำอางร่วมกับผู้อื่น การใช้อุปกรณ์แต่งหน้าที่ไม่ได้รักษาความสะอาดดีพอ และการใช้คอนแทคเลนส์ร่วมกับผู้อื่นด้วย ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้สามารถที่จะส่งผลต่อการเกิดโรคตากุ้งยิงได้ นอกจากนี้แล้วหากที่อยู่อาศัยไม่ได้ทำความสะอาด เต็มไปด้วยฝุ่นละออง เชื้อโรคหรือสิ่งสกปรกต่างๆ ก็ย่อมมีผลทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคตากุ้งยิงได้เช่นเดียวกัน

3. มีไขมันเยอะ

การมีไขมันมากถือเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ส่งผลต่อการเกิดโรคตากุ้งยิงได้ เนื่องจากต่อมใต้ไขมันบริเวณตาจะเกิดการอุดตัน ทำให้สิ่งสกปรกไม่สามารถระบายออกมาจากตาได้ และเกิดการติดเชื้อไปพร้อมๆ กันซึ่งจะทำให้เกิดการอักเสบและเป็นหนอง กระทั่งทำให้เกิดโรคตากุ้งยิงได้ในที่สุด

4. ร่างกายมีภาวะติดเชื้อง่าย

ผู้ป่วยบางรายที่ร่างกายมีความอ่อนแอหรือมีภูมิคุ้มกันต่ำย่อมเสี่ยงติดการติดเชื้อง่าย และอาจจะป่วยเป็นโรคอื่นๆ อยู่ก่อนหน้าแล้ว เช่น โรคเบาหวาน โรคพิษสุราเรื้อรัง ปัญหาเหล่านี้ทำให้เป็นโรคตากุ้งยิงได้เช่นเดียวกัน ทั้งนี้ในบางรายอาจจะมีปัญหาหนังตาอักเสบเรื้อรังซึ่งนี่ก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุ เพราะจะมีผลทำให้ภูมิคุ้มกันร่างกายต่ำลง

ชนิดของโรคตากุ้งยิง

โรคตากุ้งยิง สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ชนิด ดังนี้

  1. โรคตากุ้งยิงภายนอก (External hordeolum) โรคตากุ้งยิงชนิดที่เป็นภายนอก เป็นการอักเสบของต่อมไขมันจนทำให้เป็นตุ่มหนองบริเวณเปลือกตาที่อยู่ด้านนอก
  2. โรคตากุ้งยิงภายใน (Internal hordeolum) โรคตากุ้งยิงชนิดภายในจะมีความคล้ายคลึงกับโรคตากุ้งยิงที่เกิดภายนอก แต่จะมีตุ่มหนองในเปลือกตาซึ่งอยู่บริเวณเนื้อเยื่อในดวงตา เพราะฉะนั้น ก็อาจจะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกเจ็บได้มากกว่าการเป็นโรคตากุ้งยิงภายนอก
  3. โรคตากุ้งยิงชนิดไม่เจ็บ (Chalazion) โรคตากุ้งยิงชนิดไม่เจ็บ จะแตกต่างกับโรคตากุ้งยิงทั้ง 2 ชนิดแรกโดยสิ้นเชิง โดยจะเกิดกับบริเวณเปลือกตาด้านนอกทั้งด้านบนและด้านล่าง ในบางรายอาจจะเกิดกับเปลือกตาด้านบนหรือด้านล่างเพียงอย่างเดียว โดยภายในตุ่มนั้นจะเรียกว่าถุงน้ำ (Meibomian) ซึ่งเป็นการติดเชื้อภายในต่อมน้ำมันของเปลือกตา ดังนั้นจึงไม่มีอาการเจ็บแบบ 2 ชนิดแรก

อาการของโรคตากุ้งยิง

ผู้ที่เป็นโรคตากุ้งยิง จะมีอาการดังนี้

  • มีตุ่มบวมแดงที่บริเวณเปลือกตา
  • ในบางรายตุ่มอาจจะเป็นหนอง
  • ปวดและบวม
  • บางรายอาจมีหนองไหล
  • ขี้ตาเป็นสีเขียว (เกิดหลังจากหนองแตก)

ภาวะแทรกซ้อน

ภาวะแทรกซ้อนของโรคตากุ้งยิง อาจเกิดได้จากความผิดปกติของภูมิต้านทาน รวมไปถึงการที่ผู้ป่วยไม่ได้รักษาความสะอาดเมื่อเป็นตากุ้งยิง โดยภาวะแทรกซ้อนที่สามารถเกิดขึ้นได้คือ

  • มีการอักเสบลุกลามไปทั่วเปลือกตา
  • เบ้าตาติดเชื้อ
  • การติดเชื้อในกระแสเลือด

เพราะฉะนั้นแล้ว ทางที่ดีผู้ป่วยที่เป็นโรคตากุ้งยิง จึงไม่ควรปล่อยนิ่งเฉยจนเกิดภาวะแทรกซ้อน ควรที่จะรีบมาพบแพทย์เพื่อทำการรักษาทันที

การวินิจฉัย

สำหรับการวินิจฉัยโรคตากุ้งยิง แพทย์จะเริ่มจากการซักประวัติของผู้ป่วยเป็นอย่างแรก เพื่อหาโรคที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคตากุ้งยิงไปพร้อมกัน เช่น โรคเบาหวาน และโรคความดันโลหิตสูง เป็นต้น

นอกจากโรคที่กล่าวไปแล้ว ก็ยังมีโรคอื่นๆ ที่มีโอกาสเสี่ยงทำให้เป็นตากุ้งยิงได้ ดังนั้น หากคุณกำลังป่วยเป็นโรคใดอยู่ก็ควรแจ้งแพทย์ให้ทราบ เพราะโรคที่เป็นอยู่อาจทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้ต่ำลง ซึ่งง่ายต่อการติดเชื้อ นอกจากนี้ แพทย์อาจจะมีการซักถามในเรื่องของพฤติกรรมอื่นๆ ด้วย เช่น

  • การชอบขยี้ตา
  • การใส่คอนแทคเลนส์
  • การใช้เครื่องสำอาง
  • การรักษาความสะอาด ฯลฯ

วิธีรักษาโรคตากุ้งยิง

การรักษาโรคตากุ้งยิง สามารถรักษาได้หลายวิธี แต่ก็ขึ้นอยู่กับผู้ป่วยว่าสะดวกเข้ารับการรักษาหรือไม่ ซึ่งการรักษาก็มีวิธีดังต่อไปนี้

1. ปล่อยให้หายเองตามธรรมชาติ

ผู้ป่วยบางรายอาจจะปฏิเสธการรักษาเพื่อให้ตากุ้งยิงหายไปเองตามธรรมชาติ โดยอาจใช้ระยะเวลา 3-4 วัน ซึ่งวิธีดังกล่าวจะเหมาะสำหรับผู้ที่เป็นตากุ้งยิงชนิดที่ไม่มีความรุนแรงเท่านั้น

2. การประคบร้อน

การประคบร้อนจะต้องใช้ระยะเวลาในการประคบถึง 4 ครั้งต่อวัน แต่ละครั้งไม่ควรต่ำกว่าครึ่งชั่วโมง สาเหตุที่การประคบร้อนสามารถช่วยรักษาโรคตากุ้งยิงได้นั้น ก็เพราะความร้อนที่ประคบลงไปยังบริเวณที่เป็นตากุ้งยิงจะทำให้หลอดเลือดขยายส่งผลให้เลือดไหลเวียนได้สะดวกยิ่งขึ้น ซึ่งจะทำให้การกำจัดเชื้อโรคเป็นไปได้ง่ายขึ้นด้วย แต่ในบางรายก็อาจจะทำให้เชื้อที่อุดตันอยู่บริเวณเปลือกตาเปิดออก และหนองก็สามารถไหลออกมาเองได้ แต่ไม่แนะนำให้พยายามบีบเค้น เพราะอาจจะทำให้เชื้อที่อยู่บริเวณนั้นกระจายตัวได้ง่ายมากขึ้น

3. การรับประทานยา

การรักษาโรคตากุ้งยิงด้วยการรับประทานยาก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการรักษา โดยยาที่ใช้รักษาโรคตากุ้งยิง ได้แก่

  • ยา Tetracycline ขนาด 250 มิลลิกรัม ไม่ควรใช้กับยารักษากระเพาะและยาคุมกำเนิด เพราะจะมีผลทำให้การออกฤทธิ์ของยาคุมกำเนิดลดลง ทำให้ประสิทธิภาพของการคุมกำเนิดเป็นไปอย่างไม่เต็มที่
  • ยา Erythromycin ขนาด 250 มิลลิกรัม ไม่ควรใช้ยาร่วมกับยารักษาโรคตับ
  • ยา Diccloxacilin ขนาด 250 มิลลิกรัม

4. การใช้ยาหยอดตา

การใช้ยาหยอดตาอาจจะเป็นทางเลือกสำหรับผู้ป่วยบางราย โดยยาหยอดตาที่เหมาะสม คือ

  • ยา Tobramycin ophthalmic solution
  • ยา Bacitracin ophthalmic ointment

5. การทำความสะอาดตา

เรื่องของการดูแลรักษาความสะอาดถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากที่ผู้ป่วยโรคตากุ้งยิงไม่ควรมองข้าม ซึ่งวิธีที่ควรทำคือ การใช้สำลีชุบน้ำอุ่นมาเช็ดทำความสะอาดบริเวณรอบๆ ขอบตา และควรทำเช้า-เย็นจนกว่าตากุ้งยิงจะหายไป

6. การผ่าตัดระบายหนอง

เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ได้รับความนิยม หรืออาจจะเรียกว่าเป็นการเจาะเพื่อระบายหนองออกก็ได้ โดยแพทย์จะทำการผ่าลงไปบริเวณตุ่มที่เป็นหนอง ซึ่งในระหว่างการรักษานี้ผู้ป่วยควรหยุดพักทุกกิจกรรมที่จะต้องใช้สายตา เช่น ดูหนัง อ่านหนังสือ หรือแม้แต่ขับรถ และจะต้องปฏิบัติตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด

วิธีป้องกันโรคตากุ้งยิง

โรคตากุ้งยิงสามารถที่จะป้องกันได้ แม้ว่าจะไม่มีวัคซีนโดยเฉพาะก็ตาม โดยเริ่มจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมนั่นเอง ซึ่งทำได้ดังนี้

  • เลิกนิสัยชอบขยี้ตา
  • รักษาความสะอาดทั้งใบหน้าและมือ
  • หมั่นทำความสะอาดปลอกหมอนรวมถึงของใช้ต่างๆ
  • ไม่ใช้สายตามากเกินความจำเป็น

วิธีดูแลตัวเอง เมื่อเป็นตากุ้งยิง

การดูแลตัวเองเมื่อเป็นตากุ้งยิงนั้น อย่างแรกคือ หมั่นรักษาความสะอาดบริเวณรอบเปลือกตาอยู่เสมอ และควรปฏิบัติควบคู่กับพฤติกรรมเหล่านี้

  • หมั่นประคบด้วยน้ำอุ่น 3-4 ครั้งต่อวัน
  • ทำความสะอาดปลอกหมอนโดยทันที
  • พยายามเก็บผมไม่ให้ปรกลงมาทิ่มตา
  • ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

ตากุ้งยิง ไม่ใช่โรคที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อดวงตาอย่างมากมาย เมื่อเป็นแล้วก็สามารถหายได้เองตามธรรมชาติ เพียงแต่ผู้ป่วยจะต้องหมั่นดูแลรักษาความสะอาดของดวงตาไว้เป็นอย่างดี แต่หากมีอาการรุนแรงก็ไม่ควรปล่อยนิ่งเฉย ควรพบแพทย์เพื่อทำการักษาอย่างถูกต้องต่อไปจะดีที่สุด

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามฟรี ได้คำตอบภายใน 24 ชม.

ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

ตอบโดยแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง (คุณจะได้รับอีเมลเมื่อแพทย์ตอบคำถามของคุณ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

การันตีคำตอบจากคุณหมอภายใน 60 นาที หรือรับค่าดำเนินการคำถามด่วน 200 บาทคืนไปเลย

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน เพื่อที่คุณจะสามารถรับความคิดเห็นจากคุณหมอหลายๆท่านในคำถามของคุณ

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่