Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HD
ความรู้สุขภาพ

อาการวิตกกังวล (Anxiety)

ภาวะโลหิตจางเกิดจากอะไร อาการอะไรบ้างที่บอกว่าเป็นโรคโลหิตจาง และทานอาหารอย่างไรไม่ให้เป็นโรคนี้
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ: 7 เม.ย. 2019 อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 11 ก.พ. 2020 ประมาณเวลาการอ่าน: 5 นาที
อาการวิตกกังวล (Anxiety)

ภาวะโลหิตจางหรือโรคโลหิตจางคืออะไร

ภาวะโลหิตจาง จะเกิดขึ้นเมื่อจำนวนเซลล์เม็ดเลือดแดงที่มีสุขภาพดีในร่างกายของคุณมีปริมาณต่ำเกินไป โดยเซลล์เม็ดเลือดแดงจะทำหน้าที่ส่งออกซิเจนไปยังเนื้อเยื่อทั้งหมดของร่างกาย เมื่อจำนวนเซลล์เม็ดเลือดแดงต่ำ ปริมาณออกซิเจนในเลือดของคุณก็จะต่ำไปด้วย

ภาวะโลหิตจางวัดได้ด้วยปริมาณของฮีโมโกลบิน ซึ่งเป็นโปรตีนภายในเซลล์เม็ดเลือดแดงที่ทำหน้าที่ขนส่งออกซิเจนจากปอดไปยังเนื้อเยื่อต่างๆ ของร่างกาย

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
🩺 ตรวจภูมิแพ้อากาศและอาหาร รวม 40 ชนิด (ตรวจเลือด) 3,580 บาท (จากเดิม 5,600 บาท)

📌 การตรวจภูมิแพ้ด้วยการเจาะเลือด 1 ครั้ง สามารถระบุสารก่อภูมิแพ้ได้หลายชนิด พร้อมระดับความรุนแรงในการแพ้

Internal ads

สาเหตุของภาวะโลหิตจาง

ธาตุเหล็ก วิตามินบี 12 และโฟเลต เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตของเซลล์เม็ดเลือดแดงในร่างกาย ปกติแล้วจะมีการแทนที่เซลล์เม็ดเลือดแดงเดิมด้วยเซลล์ใหม่เป็นปริมาณ 0.8-1 เปอร์เซ็นต์ทุกวัน และอายุเฉลี่ยของเซลล์เม็ดเลือดแดงแต่ละเซลล์คือ 100 ถึง 120 วัน หากมีกระบวนการใด ๆ ที่ส่งผลเสียต่อความสมดุลระหว่างการผลิต และการทำลายเซลล์เม็ดเลือดแดง ก็จะทำให้เกิดภาวะโลหิตจางขึ้น

สาเหตุของภาวะโลหิตจางโดยทั่วไปแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม คือ กลุ่มสาเหตุที่ลดการผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดง และกลุ่มสาเหตุที่เพิ่มการทำลายเซลล์เม็ดเลือดแดง

ปัจจัยที่ลดการผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดง ได้แก่

  • ฮอร์โมน Erythropoietin ที่ผลิตจากไต ทำหน้าที่กระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดงไม่เพียงพอ
  • การบริโภคธาตุเหล็ก วิตามินบี 12 หรือโฟเลตที่ไม่เพียงพอ
  • เป็นโรคฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำ (Hypothyroidism)

ส่วนปัจจัยที่เพิ่มการทำลายเซลล์เม็ดเลือดแดง ได้แก่

  • โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis)
  • การเกิดอุบัติเหตุ
  • แผลในทางเดินอาหาร
  • การมีประจำเดือน
  • การคลอดบุตร
  • เลือดออกในมดลูกมากเกินไป
  • ได้รับการผ่าตัด
  • โรคตับแข็งซึ่งทำให้เกิดแผลเป็นภายในตับขึ้น
  • เกิดพังผืดหรือเนื้อเยื่อแผลเป็นภายในไขกระดูก
  • ภาวะเม็ดเลือดแดงแตก (Hemolysis) ซึ่งเป็นการฉีดขาดของเซลล์เม็ดเลือดแดงที่อาจเกิดขึ้นด้วยยาบางอย่างหรือได้รับเลือดที่ไม่เข้ากันในกลุ่ม Rh
  • ความผิดปกติของตับและม้าม
  • ความผิดปกติทางพันธุกรรม เช่น
    • การขาดกลูโคส -6- ฟอสเฟตดีไฮโดรจีเนส (G6PD Deficiency)
    • โรคโลหิตจางทาลัสซีเมีย (Thalassemia)
    • โรคโลหิตจางชนิดเม็ดเลือดแดงรูปเคียว (Sickle Cell Anemia)

แต่สาเหตุของภาวะโลหิตจางที่พบได้บ่อยที่สุด คือ การขาดธาตุเหล็ก ซึ่งการบริโภคธาตุเหล็กยังถือเป็นดัชนีที่สำคัญสำหรับการประเมินสภาวะสุขภาพของประเทศต่างๆ จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) มีคนประมาณ 2 พันล้านคนทั่วโลกที่มีภาวะโลหิตจาง และส่วนมากเกิดจากการขาดธาตุเหล็ก

ความสัมพันธ์ของโภชนาการประจำวันและโรคโลหิตจาง

วิตามินและธาตุเหล็กที่ควรได้รับต่อวัน จะแตกต่างกันไปตามเพศและอายุ ซึ่งผู้หญิงจะต้องการธาตุเหล็กและโฟเลตมากกว่าผู้ชาย เนื่องจากมีการสูญเสียธาตุเหล็กในระหว่างรอบประจำเดือน และจำเป็นต่อพัฒนาการของทารกในครรภ์ระหว่างตั้งครรภ์และให้นมบุตร

ธาตุเหล็ก

ปริมาณธาตุเหล็กที่แนะนำในแต่ละวัน แบ่งออกตามเพศและอายุดังนี้

  • ผู้หญิงอายุ 19-50 ต้องการธาตุเหล็ก 18 mg
  • ผู้ชายอายุ 19-50 ต้องการธาตุเหล็ก 8 mg
  • ผู้หญิงที่อยู่ในระหว่างตั้งครรภ์ ต้องการธาตุเหล็ก 27 mg
  • ผู้หญิงที่ให้นมบุตร ต้องการธาตุเหล็ก 9 mg
  • ผู้ชายและผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 50 ปีต้องการธาตุเหล็ก 8 mg ต่อวัน

ผู้ที่ได้รับธาตุเหล็กจากอาหารเพียงอย่างเดียว และไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย อาจต้องได้รับยาเม็ดเสริมธาตุเหล็ก หรือต้องรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยธาตุเหล็กให้มากขึ้น เช่น

  • ตับไก่และตับวัว
  • เนื้อไก่งวงสีเข้ม
  • เนื้อแดงต่างๆ เช่น เนื้อวัว
  • อาหารทะเล
  • ธัญพืชเสริมแร่ธาตุ
  • ข้าวโอ๊ตบด
  • ถั่ว
  • ผักโขม

โฟเลต

โฟเลต เป็นรูปแบบหนึ่งของกรดโฟลิกที่สร้างขึ้นตามธรรมชาติในร่างกาย เพศชายและเพศหญิงที่มีอายุเกิน 14 ปี ต้องการโฟเลต 400 ไมโครกรัมต่อวัน สำหรับผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ต้องการโฟเลต 600 ไมโครกรัม และ 500 ไมโครกรัมต่อวันตามลำดับ

อาหารที่อุดมไปด้วยโฟเลต ได้แก่

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
🩺 ตรวจภูมิแพ้อากาศและอาหาร รวม 40 ชนิด (ตรวจเลือด) 3,580 บาท (จากเดิม 5,600 บาท)

📌 การตรวจภูมิแพ้ด้วยการเจาะเลือด 1 ครั้ง สามารถระบุสารก่อภูมิแพ้ได้หลายชนิด พร้อมระดับความรุนแรงในการแพ้

Internal ads
  • ตับวัว
  • ถั่ว
  • ผักโขม
  • หน่อไม้ฝรั่ง

วิตามินบี 12

ปริมาณที่แนะนำของวิตามินบี 12 ของผู้ใหญ่อยู่ที่ 2.4 ไมโครกรัมต่อวัน ส่วนผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์ต้องการ 2.6 ไมโครกรัมต่อวัน และผู้หญิงที่ให้นมบุตรต้องการ 2.8 ไมโครกรัมต่อวัน

อาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินบี 12 ได้แก่

  • เนื้อปลา
  • เนื้อสัตว์
  • สัตว์ปีก
  • หอย
  • เครื่องในสัตว์ เช่น ตับ
  • ไข่
  • ผลิตภัณฑ์นมต่างๆ

อาการของภาวะโลหิตจาง

ผู้ป่วยที่มีภาวะโลหิตจาง จะมีอาการทั่วไปดังนี้

  • มีลักษณะซีด
  • ทนต่ออาการเย็นไม่ได้
  • มึนงงหรือเวียนศีรษะ โดยเฉพาะเมื่อออกแรง
  • มีความอยากที่ผิดปกติ เช่น อยากกินน้ำแข็ง อยากกินดินเหนียว หรืออยากกินดิน
  • เหนื่อยง่าย
  • ท้องผูก
  • ไม่มีสมาธิ
  • โรคโลหิตจางบางชนิดสามารถทำให้เกิดการอักเสบของลิ้น ส่งผลให้ลิ้นมีลักษณะเรียบมัน วาว แดง และเจ็บปวด

หากมีภาวะโลหิตจางอย่างรุนแรง อาจพบอาการดังนี้

  • เล็บเปราะแตกหักง่าย
  • หายใจหอบถี่
  • เจ็บหน้าอก
  • หรืออาจทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตายจากการขาดเลือด (Heart Attack) ในกรณีที่รุนแรงมาก

เมื่อไปพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกาย อาจพบอาการเพิ่มเติมดังต่อไปนี้

  • ความดันโลหิตสูงหรือต่ำ
  • ผิวซีด
  • ภาวะดีซ่าน (Jaundice)
  • ชีพจรเต้นเร็ว
  • เสียงหัวใจผิดปกติ
  • ต่อมน้ำเหลืองโต
  • ม้ามหรือตับโต
  • ลิ้นอักเสบ (Atrophic Glossitis)

การวินิจฉัยภาวะโลหิตจาง

การวินิจฉัยภาวะโลหิตจาง จะเริ่มจากการซักประวัติทางการแพทย์และประวัติครอบครัวของคุณ เพื่อประโยชน์ในการวินิจฉัยภาวะโลหิตจางบางชนิด เช่น โรคโลหิตจางชนิดเม็ดเลือดแดงรูปเคียว ประวัติของการสัมผัสกับสารพิษต่างๆ ในบ้าน เป็นต้น

จากนั้นแพทย์จะตรวจร่างกาย และตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม เพื่อให้แพทย์ทราบสาเหตุของภาวะโลหิตจางได้ดียิ่งขึ้น

การตรวจที่เกี่ยวข้องเพื่อวินิจฉัยภาวะโลหิตจาง ได้แก่

  • การเจาะตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count: CBC) : การตรวจนี้จะช่วยให้แพทย์ทราบถึงจำนวนและขนาดของเม็ดเลือดแดงของคุณ นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นว่าเซลล์เม็ดเลือดอื่น ๆ เช่น เซลล์เม็ดเลือดขาวและเกล็ดเลือดเป็นปกติหรือไม่
  • การตรวจระดับธาตุเหล็กในเลือด : การตรวจนี้จะแสดงให้เห็นว่าการขาดธาตุเหล็กเป็นสาเหตุของโรคโลหิตจางหรือไม่
  • การตรวจระดับเฟอร์ริติน (Ferritin Test) : การตรวจนี้เป็นการวิเคราะห์ปริมาณเหล็กที่สะสมอยู่ในร่างกาย
  • การตรวจระดับวิตามินบี 12 : การตรวจนี้จะแสดงระดับวิตามินบี 12 และระบุว่าปริมาณดังกล่าวต่ำเกินไปหรือไม่
  • การตรวจระดับโฟเลต : การตรวจนี้แสดงให้เห็นว่าระดับโฟเลตในเลือดต่ำเกินไปหรือไม่
  • การตรวจหาเลือดในอุจจาระ (Stool Test For Occult Blood) : การตรวจนี้ จะใช้สารเคมีกับตัวอย่างอุจจาระที่เก็บมา เพื่อตรวจหาว่ามีเลือดปนออกมาด้วยหรือไม่ หากผลการทดสอบเป็นบวก หมายความว่าเลือดนั้นมีการรั่วซึมมาจากตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งในทางเดินอาหารตั้งแต่ปากไปยังลำไส้ตรง เช่น แผลในกระเพาะอาหาร ลำไส้ใหญ่อักเสบเป็นแผลเรื้อรัง (Ulcerative Colitis) และมะเร็งลำไส้ใหญ่ เป็นต้น

การตรวจเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้อง

จากผลของการตรวจข้างต้น แพทย์อาจสั่งตรวจอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น การสวนแป้งแบเรียมเพื่อตรวจลำไส้ (Barium Enema) เอกซเรย์ทรวงอก หรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์บริเวณหน้าท้องของคุณ

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
🩺 ตรวจภูมิแพ้อากาศและอาหาร รวม 40 ชนิด (ตรวจเลือด) 3,580 บาท (จากเดิม 5,600 บาท)

📌 การตรวจภูมิแพ้ด้วยการเจาะเลือด 1 ครั้ง สามารถระบุสารก่อภูมิแพ้ได้หลายชนิด พร้อมระดับความรุนแรงในการแพ้

Internal ads

วิธีการรักษาภาวะโลหิตจาง

การรักษาภาวะโลหิตจางขึ้นอยู่กับสาเหตุ หากภาวะโลหิตจางเกิดจากการได้รับธาตุเหล็ก วิตามินบี 12 และโฟเลตไม่เพียงพอ สามารถรักษาได้ด้วยอาหารเสริม

ในบางกรณี หากภาวะโลหิตจางนั้นรุนแรงมาก แพทย์จะใช้การฉีดฮอร์โมน Erythropoietin เพื่อกระตุ้นการผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดงจากไขกระดูก หากมีภาวะเลือดออกรุนแรง หรือระดับฮีโมโกลบินต่ำมาก ก็อาจจำเป็นต้องได้รับการถ่ายเลือด (Transfusion)

แนวโน้มของภาวะโลหิตจางในอนาคต

แนวโน้มระยะยาวของภาวะโลหิตจางขึ้นอยู่กับสาเหตุและการตอบสนองต่อการรักษา ภาวะโลหิตจางหรือโรคโลหิตจางนั้นสามารถรักษาได้ แต่หากปล่อยไว้ไม่ได้รักษาก็สามารถเป็นอันตรายได้เช่นกัน หากคุณมีอาการของภาวะโลหิตจาง โดยที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคโลหิตจางชนิดใดก็ตาม แพทย์อาจพิจารณาให้คุณควบคุมอาหารหรือได้รับอาหารเสริมมากขึ้น

ที่มาของข้อมูล

Verneda Lights and Brian Wu, What Causes Anemia? (https://www.healthline.com/symptom/anemia), January 3, 2018


บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HD พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ผู้เขียนและผู้รีวิวบทความไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการที่นำเสนอแต่อย่างใด เว้นแต่จะระบุในเนื้อหา การแนะนำสินค้าและบริการแสดงขึ้นอัตโนมัติจากระบบของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
ดูในแอป