กล้ามเนื้อหดเกร็ง ต้นเหตุของอาการปวดเมื่อย

แม้กล้ามเนื้อเป็นสิ่งที่ยืดได้ หดได้ แต่หากกล้ามเนื้อหดแล้วไม่คลายตัวออก ความเจ็บปวดจะมาเยือนในไม่ช้า
เผยแพร่ครั้งแรก 18 ก.ย. 2018 อัปเดตล่าสุด 17 พ.ย. 2020 ตรวจสอบความถูกต้อง 6 มี.ค. 2019 เวลาอ่านประมาณ 3 นาที
กล้ามเนื้อหดเกร็ง ต้นเหตุของอาการปวดเมื่อย

กล้ามเนื้อหดเกร็ง (Muscle pain syndrome) หรือที่เรียกว่า กลุ่มอาการ MPS คือ ภาวะที่กล้ามเนื้อมัดนั้นทำงานหนักและหดตัวเป็นเวลานานจนเกิดอาการปวด มักเป็นการปวดตื้อๆ หรือปวดร้าวในกล้ามเนื้อ อาการปวดอาจเกิดขึ้นตลอดเวลา หรือเฉพาะเวลาใช้งานกล้ามเนื้อมัดนั้นก็ได้ 

เกิดที่ไหน

ส่วนมากกล้ามเนื้อหดเกร็งมักเกิดกับกล้ามเนื้อคอ ไหล่ บ่า และหลัง และมักเกิดขึ้นนานกว่า 2 เดือนขึ้นไป จนกลายเป็นอาการปวดเมื่อยเรื้อรังที่รบกวนการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวัน

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
หมดปัญหาเหงื่อออกมากที่มืออย่างถาวร รักษาแล้วมือแห้ง ชีวิตง่ายขึ้น!

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / เบิกประกันได้ / ผ่อน 0% ได้ / ปรึกษาหมอก่อนผ่าตัดได้ไม่จำกัดครั้ง

กล้ามเนื้อหดเกร็งเกิดจากอะไร?

กล้ามเนื้อหดเกร็งเกิดจากการออกแรง หรือใช้งานกล้ามเนื้อส่วนนั้นอย่างหนักในท่าทางซ้ำๆ เป็นเวลานาน จนทำให้เส้นใยกล้ามเนื้อหดตัวอย่างต่อเนื่องโดยไม่ได้พักและไม่คลายตัวออก กล้ามเนื้อจึงไม่มีเลือดไปเลี้ยงอย่างเพียงพอทำให้เซลล์กล้ามเนื้อขาดพลังงานและมีของเสียคั่งค้าง ปัจจัยเหล่านี้ทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยล้าตามมาได้ หากไม่รักษา หรือไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม กล้ามเนื้อมัดนั้นอาจเกิดการอักเสบเรื้อรังกลายเป็นพังผืด หรือเมื่อคลำดูจะพบเป็นก้อนแข็งๆ ิซึ่งเรียกว่า “จุดกดเจ็บ (trigger point)" ได้

ปัจจัยเสี่ยงของภาวะกล้ามเนื้อหดเกร็ง

ปัจจัยเสี่ยงโดยมากมักเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมในชีวิตประจำวันได้แก่  

  • การออกแรงยกของหนักในท่าเดิมเป็นประจำ
  • การทำงานในท่าทางเดิมซ้ำๆ โดยไม่ได้พัก เช่น คนทำงานรับ-จ่ายของ คนทำงานในโรงงาน คนขับรถประจำทาง พนักงานออฟฟิศ
  • การใช้โทรศัพท์ในท่าก้มหน้า งอหลัง เป็นเวลานานๆ หรือชอบใช้คอและไหล่หนีบโทรศัพท์เวลาคุย
  • การนั่งทำงานกับคอมพิวเตอร์โดยที่ตำแหน่งและความสูงของโต๊ะ-เก้าอี้ไม่เหมาะสม
  • การใช้ไหล่ข้างเดียวสะพายกระเป๋าหนักๆ
  • การนอนโดยใช้เครื่องนอนที่ไม่รับกับสรีระ เช่น นอนหมอนสูง หรือต่ำเกินไป
  • การออกกำลังกายโดยไม่ยืดกล้ามเนื้อก่อนและหลัง
  • การเกิดอุบัติเหตุที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บที่กล้ามเนื้อ

นอกจากปัจจัยที่ว่ามาแล้ว ความเครียดก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่กระตุ้นให้กล้ามเนื้อหดเกร็งตัวและทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยรุนแรงได้ด้วย

กล้ามเนื้อหดเกร็งเฉียบพลัน vs กล้ามเนื้อหดเกร็งเรื้อรัง

กล้ามเนื้อหดเกร็งเฉียบพลัน (Acute myofascial pain syndrome) 

คือการเกิดอาการปวดจากกล้ามเนื้อหดเกร็งในระยะเวลาไม่เกิน 2 เดือน เช่น ปวดทันทีหลังยกของหนัก หรือปวดจากการออกกำลังกายนาน 1-2 สัปดาห์  สาเหตุมักเกิดจากการใช้กล้ามเนื้ออย่างหนักในท่าทางที่ไม่เหมาะสม หรือกล้ามเนื้อสัมผัสกับความเย็นนานๆ เมื่อได้พักกล้ามเนื้อและดูแลอย่างเหมาะสม อาการปวดมักหายได้เองในเวลาไม่กี่สัปดาห์และไม่ส่งผลให้เกิดอาการปวดเมื่อยในระยะยาว 

การปฐมพยาบาลสำหรับกล้ามเนื้อหดเกร็งเฉียบพลัน ทำได้โดยใช้ลูกประคบ หรือผ้าชุบน้ำอุ่นประคบบริเวณที่ปวดเพื่อให้กล้ามเนื้อคลายตัว หรือจะใช้สเปรย์ฉีดเพื่อคลายกล้ามเนื้อก็ได้ แต่ควรหลีกเลี่ยงการนวด หรือกดแรงๆ เพราะอาจทำให้กล้ามเนื้ออักเสบมากขึ้น

กล้ามเนื้อหดเกร็งเรื้อรัง (Chronic myofascial pain syndrome) 

คือการเกิดอาการปวดจากกล้ามเนื้อหดเกร็งยาวนานกว่า 2 เดือน มักเกิดจากการใช้งานกล้ามเนื้ออย่างหนักและไม่เหมาะสมติดต่อกันเป็นเวลานาน เช่น การทำงานในท่าทางซ้ำๆ อาการปวดของกล้ามเนื้อหดเกร็งเรื้อรังจะเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป เริ่มจากปวดเฉพาะเวลาทำงานก่อน ไปจนถึงขั้นปวดตลอดเวลาจนรบกวนการใช้ชีวิต อาการปวดนี้มักไม่หายไปง่ายๆ จนกว่าจะได้รับการรักษาทางการแพทย์อย่างถูกต้อง

การรักษากล้ามเนื้อหดเกร็ง

แนวทางการรักษากล้ามเนื้อหดเกร็ง สามารถทำได้หลายแนวทาง ดังต่อไปนี้

  • การรักษาด้วยยา เป็นการรักษาที่ปลายเหตุเพื่อบรรเทาอาการปวดและอักเสบเป็นหลัก ซึ่งมีทั้งยากินและยาฉีด เช่น ยาพาราเซตามอล ยาแก้อักเสบกลุ่ม NSAIDs ยาคลายกล้ามเนื้อชั่วคราว ยารักษาเส้นประสาทและลดอาการเกร็ง ยาฉีดชนิด steroid รวมถึงการฉีด Botulinum toxin เพื่อลดการหดเกร็งกล้ามเนื้อด้วย
  • การทำกายภาพบำบัด เป็นวิธีบรรเทาอาการปวดร่วมกับการคลายกล้ามเนื้อ และเพิ่มความยืดหยุ่นแข็งแรงให้กล้ามเนื้อ เพื่อไม่ให้เกิดอาการซ้ำ โดยการกายภาพบำบัดมีอยู่หลายขั้นตอน เช่น การรักษาด้วยความร้อน การบริหารกล้ามเนื้อและการออกกำลังกายโดยใช้ท่าอุปกรณ์ต่างๆ
  • การรักษาด้วยวิธีอื่นๆ ได้แก่ การใช้การแพทย์ทางเลือกเพื่อรักษาอาการปวด เช่น การนวดกดจุด การฝังเข็ม พบว่า การฝังเข็มนั้นสามารถสลายพังผืดในกล้ามเนื้อ ลดการอักเสบเรื้อรัง คลายกล้ามเนื้อที่หดเกร็งตัว และช่วยบรรเทาอาการปวดให้ดีขึ้นได้

การป้องกันกล้ามเนื้อหดเกร็ง

  • ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการทำงานและการใช้ชีวิตอย่างเหมาะสม เช่น หลีกเลี่ยงการยกของหนัก การทำงานในอิริยาบถเดิมนานๆ การก้มคอเล่นโทรศัพท์มากเกินไป 
  • ออกกำลังกายเป็นประจำ เพื่อบริหารกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ให้แข็งแรงและยืดหยุ่น
  • เมื่อออกกำลังกายควรยืดกล้ามเนื้อก่อนและหลังออกกำลังกาย 
  • เลือกเครื่องนอนที่เหมาะสมกับสรีระ 

2 แหล่งข้อมูล
กองบรรณาธิการ HD มุ่งมั่นตั้งใจให้ผู้อ่านได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง โดยทำงานร่วมกับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงเลือกใช้ข้อมูลอ้างอิงที่น่าเชื่อถือจากสถาบันต่างๆ คุณสามารถอ่านหลักการทำงานของกองบรรณาธิการ HD ได้ที่นี่
Myofascial Pain Syndrome (http://www.ped.si.mahidol.ac.t...)
วันทนา วีระถาวร, กลุ่มอาการ ปวดพังผืด กล้ามเนื้อ (Myofascial Pain Syndrome) (https://med.mahidol.ac.th/orth...)

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HD พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ผู้เขียนและผู้รีวิวบทความไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการที่นำเสนอแต่อย่างใด เว้นแต่จะระบุในเนื้อหา การแนะนำสินค้าและบริการแสดงขึ้นอัตโนมัติจากระบบของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าบทความนี้มีประโยชน์มากแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

บทความต่อไป
พอกันทีกับการซิทอัพ ถึงเวลาเล่นโยคะและพีลาทีสเพื่อกล้ามเนื้อหน้าท้อง
พอกันทีกับการซิทอัพ ถึงเวลาเล่นโยคะและพีลาทีสเพื่อกล้ามเนื้อหน้าท้อง

หลากหลายวิธีเพื่อช่วยสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อหน้าท้อง

อ่านเพิ่ม
6 วิธีเดินเผาผลาญพลังงาน
6 วิธีเดินเผาผลาญพลังงาน

ใช้เทคนิคต่อไปนี้มาช่วยเผาผลาญพลังงานระหว่างการเดินกันเถอะ

อ่านเพิ่ม