ความรู้สุขภาพ

ร้อนใน สาเหตุ อาการ กินอะไรได้บ้าง กินอะไรไม่ได้บ้าง รักษาอย่างไรให้หาย?

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 6 นาที
Istock 867956100 %281%29

โรคแผลร้อนในมักเกิดขึ้นโดยที่ไม่ทันได้ตั้งตัว นอกจากจะทำให้มีอาการปวดในช่องปากแล้ว ยังทำให้ไม่สามารถทานอาหารและเครื่องดื่มได้เหมือนปกติอีกด้วย แต่โรคดังกล่าวก็สามารถหายได้เองตามธรรมชาติ แต่หากแผลที่เกิดขึ้นมีอาการที่รุนแรงก็ควรดูแลตัวเองในระหว่างที่เป็นโรคให้ดี รวมทั้งรู้ทันการป้องกันก็จะช่วยให้หลีกเลี่ยงอาการปวดแผลร้อนในได้

ร้อนใน คืออะไร?

ร้อนใน หรือที่รู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งว่า แผลร้อนใน (Aphthous Ulcers) คือแผลที่มีขนาดเล็กและมีความตื้น สีของแผลจะมีสีเหลืองหรือขาวและล้อมรอบไปด้วยสีแดง แผลร้อนในจะเกิดที่บริเวณเนื้อเยื่ออ่อนภายในช่องปากหรือเหงือก ทั้งนี้ในบางรายก็อาจพบว่าแผลร้อนในเกิดขึ้นที่บริเวณด้านในริมฝีปาก แก้ม หรือลิ้น ส่งผลทำให้มีอาการเจ็บเมื่อมีการขยับปาก ไม่ว่าจะเป็นในช่วงรับประทานอาหารหรือกำลังพูดคุยก็ตาม

โดยปกติแล้ว อาการปวดแผลร้อนในจะหายได้เองโดยใช้เวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์ ซึ่งอาการจะสามารถหายไปเองโดยไม่ต้องรับการรักษาใดๆ ทั้งนี้ก็มีวิธีบรรเทาอาการปวดของแผลร้อนในด้วยเช่นกัน และในส่วนของแผลร้อนในที่มีขนาดใหญ่และมีอาการปวดมากกว่าปกติ สังเกตดูแล้วไม่มีทีท่าว่าจะหายได้ กรณีแบบนี้แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ เพื่อที่จะช่วยหาวิธีการรักษาที่ถูกต้องต่อไป

สาเหตุที่ทำให้เกิดแผลร้อนใน

สำหรับสาเหตุของแผลร้อนในนั้นยังไม่ทราบสาเหตุของการเกิดโรคนี้อย่างแน่ชัด แต่ทั้งนี้ก็อาจเกิดจากปัจจัยหลายๆ อย่างร่วมกัน รวมทั้งอาจมีความสัมพันธ์กับปฏิกิริยาภูมิต้านทานของร่างกายด้วย โดยเฉลี่ยแล้วพบว่าผู้ป่วยที่เป็นแผลร้อนในบ่อยประมาณ 30-40% มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคนี้ด้วย ซึ่งสาเหตุนี้เกิดจากพันธุกรรม ดังนั้นจึงทำให้เชื่อได้ว่าโรคแผลร้อนในสามารถถ่ายทอดได้ทางพันธุกรรม และส่วนใหญ่ก็เกิดอาการขึ้นมาเองโดยที่ไม่มีสิ่งใดเป็นตัวกระตุ้น ในขณะที่มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้น ที่เกิดแผลร้อนในจากสิ่งกระตุ้นจนทำให้มีอาการกำเริบ

สิ่งกระตุ้นที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดแผลร้อนใน มีดังนี้

1.ความเครียด ความกังวล และความเหนื่อยล้า รวมทั้งการมีอารมณ์ที่โมโหฉุนเฉียว ไม่ว่าจะเกิดจากการทำงาน เรื่องส่วนตัว เรื่องภายในครอบครัว รวมทั้งเครียดจากการอ่านหนังสือสอบ ล้วนเป็นตัวกระตุ้นทำให้เกิดแผลร้อนในได้ เนื่องจากการศึกษาพบว่าการเกิดแผลร้อนในนั้นมีความสัมพันธ์กับอาชีพของผู้ป่วย รวมทั้งความวิตกกังวลด้วยเช่นกัน

2.ผู้ป่วยมีเวลาพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือมีพฤติกรรมการนอนดึกและนอนน้อย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุต้นๆ ของสิ่งที่มากระตุ้นทำให้เกิดแผลร้อนในได้

3.ผู้ป่วยได้รับบาดเจ็บภายในช่องปาก ไม่ว่าจะเป็นที่เยื่อบุปากหรือลิ้นถูกกัดในขณะที่กำลังเคี้ยวอาหาร หรือแม้แต่ถูกแปรงสีฟันกระแทกจนได้รับบาดเจ็บ รวมทั้งของแข็งไปกระทบในช่องปาก

4.ใช้ยาบางชนิดที่ส่งผลทำให้เกิดแผลร้อนใน เช่น ยาแอสไพริน ยาต้านการอักเสบซึ่งไม่ใช่เสตียรอยด์ ยาอะเลนโดรเนตซึ่งเป็นยาที่ใช้รักษาโรคกระดูกพรุน

5.ทานอาหารที่มีฤทธิ์ร้อน เช่น ของมัน ของทอด เหล้า เบียร์ เนื้อติดมัน ของหวาน เบเกอรี่ ไอศกรีม และผลไม้ที่มีรสชาติหวานมากจนเกินไป

6.ทานอาหารรสจัด ไม่ว่าจะเป็นเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด เค็มจัด หรือหวานจัด ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นตัวกระตุ้นทำให้เกิดแผลร้อนในได้

7.แพ้อาหารบางชนิด เช่น เนยแข็ง นมวัว ช็อกโกแลต กาแฟ โค้ก ของเผ็ด แป้งข้าวสาลี ผลไม้จำพวกส้ม

8.ผู้ป่วยมีอาการแพ้สารบางชนิดที่อยู่ในยาสีฟัน เช่น ยาสีฟันที่มีสารเจือปนอย่าง Sodium lauryl sulfate หรือ Sodium lauryl sarcosinate

9.ผู้ป่วยมีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำ และเป็นโรคเอดส์

10.เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียบางชนิด อย่างเช่นเชื้อแบคทีเรีย Helicobacter pylori

11.เกิดจากการติดเชื้อไวรัสบางชนิด เช่น โรคเริม

12.ผู้ป่วยมีภาวะขาดวิตามินและเกลือแร่บางชนิด โดยเฉพาะธาตุเหล็ก สังกะสี กรดโฟลิก และวิตามินบี12

13.การมีประจำเดือนก็เป็นสิ่งกระตุ้นทำให้เกิดแผลร้อนใน เนื่องจากโรคแผลร้อนในอาจสัมพันธ์กับการเปลี่ยนของฮอร์โมน เนื่องจากผู้ป่วยส่วนมากเป็นผู้หญิง และโดยเฉพาะในช่วงใกล้หรือช่วงมีประจำเดือนทำให้มีแผลร้อนในเกิดขึ้นบ่อย

14.เกิดจากการเลิกบุหรี่ เนื่องจากแผลร้อนในเกิดขึ้นน้อยมากในกลุ่มผู้สูบบุหรี่นั่นเอง

15.แพ้สารเคมีที่อยู่ทั้งในสิ่งบริโภคและอุปโภค เช่น น้ำยาบ้วนปาก

อาการของแผลร้อนใน

ในส่วนของอาการแผลร้อนในนั้น จะมีแผลที่เปื่อยและมีอาการเจ็บเกิดขึ้นในช่องปาก ซึ่งเป็นแผลที่เป็นๆ หายๆ อยู่บ่อยครั้ง แต่แผลชนิดนี้ก็จะขึ้นเมื่อมีสิ่งมากระตุ้น ไม่ว่าจะเป็นความเครียด แพ้อาหาร กัดไปถูกปากตัวเอง ใช้ยาบางชนิด และมีประจำเดือน หรือบางครั้งก็อาจจะเป็นแผลขึ้นมาเองโดยไม่มีสาเหตุใดมากระตุ้นได้เหมือนกัน

แรกเริ่มของอาการ ผู้ป่วยจะมีความรู้สึกเจ็บบริเวณตำแหน่งที่จะเกิดแผลร้อนใน จากนั้นจะมีรอยแดงและมีลักษณะกลมหรือเป็นวงรี อาการเหล่านี้จะแสดงออกก่อนที่จะมีแผลเปื่อยประมาณ 2-3 วัน และหลังจากนั้นแผลเปื่อยก็จะปรากฎขึ้นตรงบริเวณที่เป็นรอยแดงก่อนหน้า ขนาดของแผลร้อนในจะมีตั้งแต่ไม่กี่มิลลิเมตรไปจนถึงหลายเซนติเมตร นอกจากนี้แผลร้อนในที่เกิดขึ้นจะมีทั้งแผลเดียวและหลายแผลขึ้นอยู่กับผู้ป่วยแต่ละคน

สำหรับอาการเจ็บแผลร้อนในจะเป็นมากในช่วง 2-3 วันแรก ซึ่งในช่วงนี้ผู้ป่วยจะมีความรู้สึกปวดและแสบที่บริเวณแผลมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงเวลาทานอาหาร รวมทั้งช่วงที่กินอาหารรสชาติเผ็ดและเปรี้ยวจัด หากมีแผลที่มีขนาดใหญ่ก็อาจจะทำให้มีความรู้สึกเจ็บมากจนไม่สามารถกลืนหรือพูดได้อย่างสะดวกเหมือนปกติ เมื่อแผลเริ่มมีอาการดีขึ้นขนาดของแผลก็จะมีขนาดเล็กลง ซึ่งตามปกติแล้วผู้ป่วยจะไม่เป็นไข้ ไม่มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย ต่อมน้ำเหลืองโต รวมทั้งไม่มีอาการผิดปกติอื่นๆ ร่วมอยู่ด้วย แต่หากผู้ป่วยมีอาการดังกล่าว ควรรีบเข้ารับการตรวจเพื่อหาสาเหตุและรับการรักษาที่ถูกต้องจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญต่อไป

วิธีรักษาโรคแผลร้อนใน

1.บ้วนปากด้วยน้ำเกลือประมาณวันละ 2-3 ครั้ง โดยน้ำเกลือที่จะใช้ในการบ้วนปากนั้น ผู้ป่วยสามารถทำเองได้โดยผสมเกลือ 1 ช้อนชา ในน้ำ 1 แก้ว ซึ่งน้ำเกลือจะช่วยรักษาแผลร้อนในได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังช่วยทำให้ปากสะอาด และช่วยให้แบคทีเรียลดลงได้อีกด้วย

2.หากผู้ป่วยมีอาการปวดแผลร้อนในในขณะที่อมน้ำแข็งหรือดื่มน้ำเย็น ให้ทานยาพาราเซตามอลเพื่อช่วยบรรเทาอาการปวด แต่ในขณะเดียวกันโรคแผลร้อนในจะสามารถหายได้เองตามธรรมชาติ ดังนั้นผู้ป่วยจึงไม่จำเป็นต้องใช้ยาชนิดอื่นช่วยรักษาอาการปวดแต่อย่างใด

3.ในกรณีที่ผู้ป่วยต้องการให้แผลหายเร็ว หรืออาจมีอาการปวดที่รุนแรงจนเกินไป ให้ใช้ยาป้ายแผลวันละ 3-4 ครั้งต่อวัน จนกว่าแผลจะหาย

4.หากผู้ป่วยเกิดความสงสัยว่าแผลอาจเกิดการติดเชื้อก็อาจใช้ยาปฏิชีวนะช่วยในการรักษา

5.หากผู้ป่วยมีอาการเจ็บแผลร้อนในมากจนไม่สามารถทานอาหารและดื่มน้ำได้เป็นปกติ ก็ต้องให้อาหารและน้ำทางหลอดเลือดดำ ทั้งนี้ก็ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์

6.ในส่วนของผู้หญิงที่มีประจำเดือน แผลร้อนในมักจะกำเริบ ดังนั้นจึงสามารถป้องกันได้ด้วยการกินยาคุมกำเนิด ในขณะเดียวกัน เมื่อมีการตั้งครรภ์อาการแผลร้อนในมักจะไม่กำเริบจนกว่าจะคลอด

7.สำหรับผู้ป่วยที่ใช้วิธีอื่นๆ ไม่ได้ผล หรือแผลร้อนในอาจจะมีอาการคล้ายโรคเริม แนะนำให้รักษาด้วยการใช้ยาเตตราไซคลีนขนาด 250 มิลลิกรัม ผสมเข้ากับน้ำประมาณ 180 มิลลิลิตร หรือใช้ยาดอกซีไซคลีนขนาด 100 กรัม ผสมเข้ากับน้ำประมาณ 10 มิลลิลิตร โดยใช้ยาดังกล่าวกลั้วคอประมาณ 3 นาที ทำประมาณวันละ 4 ครั้ง เป็นเวลา 5 วันติดต่อกัน วิธีนี้จะช่วยลดอาการปวดและยังช่วยทำให้แผลร้อนในหายเร็วขึ้นอีกด้วย

วิธีป้องกันโรคแผลร้อนใน

  • หมั่นดูแลสุขภาพและอนามัยภายในช่องปาก
  • หลีกเลี่ยงการทานอาหารที่ทำให้เกิดการระคายเคืองในช่องปาก
  • แปรงฟันหลังทานอาหารแต่ละมื้อเป็นประจำ หรือใช้ไหมขัดฟันวันละครั้งก็จะสามารถช่วยทำให้ช่องปากสะอาด ไม่มีเศษอาหารหลงเหลือที่อาจไปกระตุ้นทำให้เกิดแผลร้อนใน ทั้งนี้ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาสีฟันที่มีส่วนผสมของโซเดียม ลอริล ซัลเฟต อีกทั้งควรหลีกเลี่ยงการเคี้ยวหมากฝรั่ง

การป้องกันไม่ให้เกิดแผลร้อนในอีกวิธีหนึ่งก็คือ หลีกเลี่ยงการทานอาหารที่ทำให้เกิดการระคายเคืองในช่องปาก ไม่ว่าจะเป็นการทานถั่วทอด มันฝรั่งทอด อาหารที่มีรสจัด และอาหารที่มีรสเค็มจัด รวมทั้งผลไม้ที่มีกรดในปริมาณที่มาก นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการทานอาหารที่แพ้ และเลือกทานอาหารเพื่อสุขภาพ วิธีนี้จะช่วยป้องกันการขาดวิตามินและแร่ธาตุ และไม่ควรลืมทานผักผลไม้และธัญพืชให้มากๆ

วิธีดูแลตนเอง อาหารที่ทานได้และทานไม่ได้ เมื่อเป็นโรคแผลร้อนใน

  • หมั่นดื่มน้ำสะอาดให้มากๆ โดยดื่มเฉลี่ยวันละประมาณ 8-10 แก้ว
  • ทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ในทุกมื้อ และควรเน้นอาหารประเภทโฮลเกรน นม ถั่ว ไข่ ตับ เนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมัน ปลา และอาหารทะเล ทั้งนี้ควรแน่ใจว่าร่างกายจะได้รับวิตามินบี ธาตุเหล็ก สังกะสี และกรดโฟลิก
  • เลือกทานอาหารประเภทนึ่ง เนื่องจากอาหารประเภทนี้ถือเป็นวิธีง่ายๆ ที่ช่วยให้คุณสามารถรักษาระดับของโฟเลตหรือกรดโฟลิกไว้ได้
  • ควรหลีกเลี่ยงการทานอาหารที่ทำให้เกิดการระคายแผล เช่น อาหารทอด อาหารเผ็ด อาหารรสเปรี้ยวจัด เครื่องดื่มร้อนๆ และผลไม้ที่มีฤทธิ์เป็นกรด เช่น ส้ม และมะนาว
  • ควรทานอาหารอ่อนๆ ที่มีรสจืดหรือรสเย็น เพื่อช่วยลดการระคายเคืองในช่องปากและช่วยลดอาการเจ็บแผลในช่องปาก เช่น ผักกาดขาว แตงกวา ตำลึง ฟักเขียว ถั่วเขียว เก๊กฮวย อ้อย และใบบัวบก เป็นต้น
  • หมั่นออกกำลังกาย เพื่อช่วยให้ร่างกายสามารถผ่อนคลายความเครียดได้ และควรพักผ่อนให้เพียงพอ
  • หลีกเลี่ยงการตากแดดจัด เพราะการตากแดดจะทำให้อุณหภูมิของร่างกายสูงขึ้น
  • แปรงฟันทุกครั้งหลังทานอาหารไปแล้วอย่างน้อย 30 นาที และควรใช้ไหมขัดฟันวันละ 1 ครั้งก่อนแปรงฟันก่อนเข้านอนทุกครั้ง

และนี่ก็คือ อาการร้อนใจที่เกิดขึ้นซึ่งก็มีหลากหลายสาเหตุที่กระตุ้นให้เกิด แต่เมื่อเกิดแล้วย่อมทำให้รู้สึกเจ็บแสบหรือเจ็บปวดแผลไม่น้อยทีเดียว ดังนั้น การดูแลตนเองและศึกษาวิธีป้องกันไว้เพื่อปรับตัวก็ย่อมช่วยลดโอกาสในการเกิดแผลร้อนในในครั้งต่อไปลงได้แน่นอน

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามฟรี ได้คำตอบภายใน 24 ชม.

ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

ตอบโดยแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง (คุณจะได้รับอีเมลเมื่อแพทย์ตอบคำถามของคุณ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

การันตีคำตอบจากคุณหมอภายใน 60 นาที หรือรับค่าดำเนินการคำถามด่วน 200 บาทคืนไปเลย

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน เพื่อที่คุณจะสามารถรับความคิดเห็นจากคุณหมอหลายๆท่านในคำถามของคุณ

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่