ทำอย่างไรหากพบว่า ตนเองเป็นโรคเริม

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 9 ก.ย. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 4 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,652,858 คน

รีวิวโดยทีมแพทย์และเภสัชกร HonestDocs วันที่ 10/05/2562

หากพบว่า ตนเองเป็นโรคเริม คุณอาจมีความรู้สึกอับอาย รู้สึกไม่ดี รู้สึกเป็นทุกข์ในตอนแรกๆ ที่รู้ แต่เมื่อรู้ว่า ผู้คนที่เป็นโรคเริมสามารถมีความสัมพันธ์ที่ดี ใช้ชีวิตได้ตามปกติ อีกทั้งปัจจุบันมียารักษาโรคเริม และมีวิธีป้องกันการติดต่อของโรคเริมไปยังผู้อื่น ความทุกข์นั้นก็น่าจะเบาบางลง ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ในชีวิตอีกต่อไป 

การเป็นโรคเริม หรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ไม่ได้หมายความว่า คุณเป็นคนสกปรก หรือคนไม่ดี เพราะเริมเป็นเชื้อที่พบได้บ่อยซึ่งอาจติดต่อผ่านการจูบบนริมฝีปาก ไม่ใช่เพียงการมีเพศสัมพันธ์ก็ได้

แม้ว่าเริมจะไม่ใช่โรคที่ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรงแต่อาการของเริมจะทำให้รู้สึกรำคาญและสร้างความเจ็บปวดให้ได้ ทั้งนี้อาการของโรคเริมครั้งแรกที่เป็นจะแย่ที่สุด แผลหายช้าที่สุด อย่างไรก็ตาม แม้แผลเริมจะหายแต่เชื้อไวรัสเริมก็ยังคงมีอยู่ในร่างกาย หากร่างกายอ่อนแอ เชื้อเริมก็จะเริ่มออกอาการอีกครั้ง เพียงแต่อาการของโรคเริมในครั้งที่ 2-3-4 จะลดน้อยลงเรื่อยๆ ตามเวลาที่ผ่านไป และอาจไม่เกิดอีกเลยก็ได้  

สิ่งที่ดีที่สุดเมื่อพบว่า คุณกำลังเป็นโรคเริมคือ ทำตามคำแนะนำของแพทย์เพื่อให้การรักษาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และอย่าลืมบอกคนที่คุณมีเพศสัมพันธ์ด้วยว่า คุณเป็นโรคเริม แม้ว่า เป็นเรื่องยากที่จะพูด แต่ก็เป็นสิ่งสำคัญ

ฉันจะพูดกับคนอื่นอย่างไรว่า กำลังเป็นโรคเริม

อาจฟังดูน่ากลัวที่จะบอกว่า คุณเป็นโรคเริม แต่การได้พูดคุยเรื่องนี้บ้าง ไม่ต้องคอยปกปิดจะช่วยให้คุณรู้สึกดีขึ้น คุณอาจเริ่มพูดกับคนที่คุณไว้ใจได้ก่อนก็ได้ เช่น พ่อแม่ พี่น้อง ลุง ป้า และบุคคลในครอบครัว

ฉันต้องรู้อะไรบ้างหากต้องมีความสัมพันธ์กับผู้อื่น

บางคนที่เป็นโรคเริมอาจมีความรู้สึกว่า ความสัมพันธ์ หรือความรักที่เป็นอยู่จะต้องจบลงทันทีที่พบว่า ตนเองเป็นโรคเริม แต่นั่นไม่เป็นความจริงเพราะคนที่เป็นโรคเริมยังสามารถมีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่นได้รวมถึงการมีเพศสัมพันธ์ด้วย เพียงแต่ต้องบอกคู่ของคุณก่อนว่า คุณกำลังเป็นโรคเริมเพราะจะช่วยให้คุณทั้งคู่สามารถป้องกันการติดต่อระหว่างกันได้

 คำแนะนำด้านล่างนี้อาจช่วยคุณในการสื่อสารกับคนรักได้

  1. ใจเย็นไว้และเดินหน้าต่อไป: คู่รักหลายคู่ไม่ได้มองว่า โรคเริมคือเรื่องใหญ่ ดังนั้นพยายามทำใจให้สงบและคิดบวกเข้าไว้ โรคเริมเป็นปัญหาสุขภาพที่ไม่ร้ายแรงและไม่ได้เป็นตัวตัดสินอะไรทั้งนั้น
  2. เริ่มการพูดคุยสื่อสารสองทิศทาง: จำไว้ว่า โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เป็นโรคที่พบได้บ่อย ใครจะรู้ว่า คู่ของคุณอาจเคยเป็นโรคเริมก็ได้ ดังนั้นให้เริ่มโดยการถามคำถาม หากเขาเคยมีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หรือเคยเข้ารับการตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มาก่อน
  3. เรียนรู้เกี่ยวกับโรค: ปัจจุบันมีข้อมูลเกี่ยวกับโรคจำนวนมาก บางข้อมูลก็ไม่ถูกต้อง ดังนั้นโปรดศึกษาข้อมูลจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้และบอกให้คู่ของคุณรู้เกี่ยวกับวิธีในการรักษาโรคเริม และการป้องกันการติดต่อของโรคนี้ด้วย
  4. หาเวลาที่เหมาะสม: หาเวลาที่เหมาะสมที่คุณคิดว่า จะไม่ถูกรบกวน หรือถูกขัดจังหวะ และสถานที่พูดคุยควรเป็นส่วนตัวและผ่อนคลาย หากรู้สึกกังวลมาก คุณอาจเริ่มพูดคุยกับเพื่อนก่อน หรือฝึกพูดกับตัวเองเพื่อช่วยให้คุณมีความมั่นใจในการพูดกับคู่ของคุณมากยิ่งขึ้น
  5. ปลอดภัยไว้ก่อน:  หากคุณกังวลว่า คู่ของคุณจะทำร้ายคุณหลังจากฟังเรื่องนี้ คุณอาจใช้การพูดคุยทางข้อความไลน์ แมสเซนเจอร์ หรือทางโทรศัพท์ก่อน 

ดังนั้นคุณไม่จำเป็นต้องบอกคู่ของคุณในครั้งแรกที่เจอกันก็ได้ แต่ควรบอกให้เขาทราบก่อนการมีเพศสัมพันธ์ เมื่อความสัมพันธ์ระหว่างคุณทั้งสองเริ่มไปในทิศทางที่ดี และรู้สึกว่าไว้ใจเขาได้แล้ว นั่นอาจเป็นช่วงเวลาที่ดี

การรับมือกับปฏิกิริยาของอีกฝ่าย

เป็นเรื่องปกติที่จะรู้สึกกังวลว่า คู่ของคุณจะตอบสนองต่อเรื่องนี้อย่างไร บางคนอาจรู้สึกตกใจมาก คุณต้องตั้งสติและเริ่มพูดคุยเกี่ยวกับวิธีป้องกันการติดต่อของโรคนี้ คุณอาจจำเป็นต้องให้เวลาเพื่อให้เขาเข้าใจและยอมรับในเรื่องนี้ 

ไม่พยายามจับผิดคู่ของคุณ แม้ว่าคุณ หรือคู่ของคุณจะมีอาการของโรคเริมเป็นครั้งแรกระหว่างการคบหากันนั้น ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาเป็นคนไม่ดี หรือโกหกหลอกลวงคุณ  โดยปกติแล้วโรคเริมจะใช้เวลาเป็นวัน สัปดาห์ เดือน หรืออาจเป็นปีหลังการติดเชื้อถึงจะแสดงอาการของโรค ดังนั้น จึงเป็นเรื่องยากที่จะบอกว่าคุณติดเชื้อเริมจากใครและเมื่อไร สิ่งสำคัญที่สุด คือ คุณทั้งคู่ควรเข้ารับการตรวจโรค หากมีคนเป็นโรคเริมเพียงคนเดียวต้องพูดคุยกันเกี่ยวกับวิธีป้องกันการติดต่อและการเข้ารับการรักษา

โรคเริมส่งผลต่อการตั้งครรภ์หรือไม่

หากเป็นโรคเริมที่อวัยวะเพศอยู่แล้วและเกิดตั้งครรภ์ขึ้นมา ไม่ต้องกังวลใจ เพราะโรคเริมมักไม่ติดต่อไปสู่ลูกขณะคลอด แต่ควรแจ้งให้แพทย์ทราบหากคุณกำลังตั้งครรภ์และมีโรคเริมที่อวัยวะเพศเกิดขึ้น อย่างไรก็ดี หากคุณกำลังตั้งครรภ์อยู่แล้วเกิดเป็นโรคเริมขึ้น กรณีนี้จะเกิดอันตรายมากกว่าโดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นในช่วงระยะท้ายๆ ของการตั้งครรภ์เพราะอาจทำให้เกิดการแท้งบุตร หรือทารกคลอดก่อนกำหนดได้ ถ้าคุณแพร่เชื้อเริมไปสู่ทารกขณะคลอดอาจทำให้เกิดอันตรายต่อสมองทารก หรือดวงตาของทารกได้ 

หากโรคเริมกำลังกำเริบทำให้มีแผลตุ่มน้ำ ตุ่มพองอยู่บริเวณอวัยวะเพศ และจำเป็นต้องคลอด แพทย์จะพิจารณาดูแลเพื่อไม่ให้เชื้อไวรัสนี้ติดต่อไปยังทารกโดยอาจใช้วิธีผ่าตัดคลอด (Cesarean section) แทนการคลอดธรรมชาติ

ถ้าคู่ของคุณเป็นโรคเริมแต่คุณไม่เป็น กรณีนี้จะต้องมีเพศสัมพันธ์แบบป้องกันระหว่างตั้งครรภ์เสมอไม่ว่าจะเป็นทางช่องคลอด ทวารหนัก หรือทางปาก แพทย์อาจพิจารณาจ่ายยารักษาเริมให้คู่ของคุณระหว่างที่คุณตั้งครรภ์ก็ได้เพื่อลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสเริม

ดังนั้นโรคเริมที่ปากไม่ใช่โรคที่ร้ายแรงระหว่างตั้งครรภ์ หรือคลอด แต่ถ้าคุณมีแผลตุ่มน้ำที่ปากหลังจากที่คลอดลูกแล้ว ห้ามจูบลูกด้วยปากของคุณจนกว่ารอยโรคจะหายสนิทดี

โรคเริมไม่ได้บั่นทอนความสุขในชีวิต เพียงแค่ทำความรู้จัก เข้าใจ ก็พร้อมรับมือกับโรคเริมได้ไม่ยาก 

ที่มาของข้อมูล

Genital Herpes - CDC Fact Sheet (https://www.cdc.gov/std/herpes/stdfact-herpes.htm)

Genital Herpes (https://www.nhs.uk/conditions/genital-herpes/)

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

บทความก่อนหน้า
การป้องกันโรค
การป้องกันโรค

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่

ดูในแอป