โภชนาการ

ไขมันพืชและไขมันสัตว์ ส่งผลต่อร่างกายต่างกันอย่างไร

เผยแพร่ครั้งแรก 30 มี.ค. 2018 อัปเดตล่าสุด 1 มี.ค. 2020 เวลาอ่านประมาณ 4 นาที
ไขมันพืชและไขมันสัตว์ ส่งผลต่อร่างกายต่างกันอย่างไร

ไขมันสำคัญอย่างไร?

รู้หรือไม่ว่าไขมันไม่ได้มีโทษต่อร่างกายเพียงอย่างเดียว หน้าที่อย่างแรกของไขมัน คือเป็นแหล่งพลังงานของร่างกายนอกเหนือจากโปรตีน และคาร์โบไฮเดรต ไขมันให้พลังงาน 9 แคลอรีต่อกรัม ซึ่งถือเป็นประมาณสองเท่าเมื่อเทียบกับพลังงานที่คาร์โบไฮเดรตและโปรตีนให้แก่ร่างกาย (ที่ 4 แคลอรีต่อกรัม) ไขมันจะสะสมอยู่ตามเนื้อเยื่อและปลดปล่อยเป็นกรดไขมันเมื่อร่างกายต้องการพลังงาน โดยปกติลำดับการใช้พลังงานของร่างกายจะเริ่มที่คาร์โบไฮเดรตก่อน แล้วจึงจะค่อยใช้พลังงานจากไขมัน และใช้พลังงานจากโปรตีนเป็นลำดับสุดท้าย นอกจากเป็นแหล่งพลังงานแล้ว ไขมันยังทำหน้าที่เป็นโครงสร้าง ได้แก่โครงสร้างของผนังเซลล์ของเซลล์ทั่วร่างกาย ในสมองมีส่วนประกอบของไขมันมากกว่าร้อยละ 60 โดย DHA เป็นกรดไขมันหลักที่อยู่ในสมอง ไขมันยังทำหน้าที่เป็นตัวพาของวิตามิน ได้แก่ วิตามินที่ละลายในไขมัน คือวิตามิน A D E และ K ช่วยส่งเสริมการดูดซึมของวิตามินเหล่านี้ที่ลำไส้

ประเภทของไขมัน ส่งผลต่อสุขภาพที่ต่างกัน

ตามหน้าที่ของไขมันที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น ดังนั้นแล้วร่างกายควรได้รับพลังงานจากไขมันประมาณร้อยละ 20 ถึง 35 ของปริมาณพลังงานที่ได้รับทั้งหมดต่อวัน ไม่ควรรับประทานไขมันต่ำกว่าร้อยละ 15 ถึง 20 ของพลังงานทั้งหมดที่ได้รับต่อวัน เนื่องจากอาจส่งผลต่อการลดลงของ HDL ซึ่งถือเป็นไขมันชนิดดีต่อร่างกาย และส่งผลต่อการเพิ่มขึ้นของไตรกลีเซอไรด์ ในที่นี้ถ้าพิจารณาจากคุณประโยชน์ของไขมัน สามารถแบ่งได้เป็นสามกลุ่มคือ กลุ่มของไขมันดี กลุ่มของไขมันเลว และกลุ่มของไขมันระหว่างกลาง

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
เข้าร่วมงานวิจัยทางการแพทย์วันนี้

ค้นหางานวิจัยที่คุณสามารถเข้าร่วมได้ เพื่อรับการรักษาใหม่ที่อาจทำให้อาการของคุณดีขึ้น และเป็นส่วนหนึ่งในการทำดีเพื่อสังคม

E02

ไขมันดี

กลุ่มของไขมันดี ส่วนมากเป็นไขมันที่ได้จากพืช ถั่ว เมล็ดพืช และปลา ไขมันประเภทนี้เป็นกลุ่มของไขมันไม่อิ่มตัว สาเหตุที่เรียกว่าไม่อิ่มตัวเนื่องจากเมื่อพิจารณาโครงสร้างของไขมันชนิดนี้จะมีปริมาณไฮโดรเจนที่เชื่อมพันธะกับโครงสร้างน้อยกว่า ทำให้มีบางตำแหน่งที่ไม่มีการเกิดพันธะของไฮโดรเจนกับโครงสร้างหลักเกิดเป็นพันธะคู่ขึ้น ไขมันชนิดนี้เป็นของเหลวที่อุณหภูมิห้อง แช่เย็นไม่เป็นไข ไม่เป็นของแข็ง แบ่งเป็นสองกลุ่มใหญ่คือ

1. กรดไขมันไม่อิ่มตัวที่มีพันธะคู่ 1 ตำแหน่ง (monounsaturated fatty acid; MUFA) แหล่งของ MUFA ได้แก่ น้ำมันมะกอก น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันดอกคาโนลา อโวคาโด ถั่ว น้ำมันดอกทานตะวัน การศึกษาพบว่าผู้คนในประเทศกรีซและเมดิเตอเรเนียนมีความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจต่ำกว่าแม้ว่าจะรับประทานไขมันในปริมาณสูง เหตุผลเนื่องมาจากไขมันส่วนใหญ่ที่พวกเขารับประทานนั้นไม่ใช่ไขมันประเภทไขมันอิ่มตัวที่มาจากสัตว์ แต่เป็นไขมันที่มาจากน้ำมันมะกอกเป็นส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตามยังไม่มีข้อแนะนำว่าควรรับประทาน MUFA ในปริมาณเท่าใดต่อวัน แต่ Institute of Medicine สหรัฐอเมริกาแนะนำว่า ปริมาณไขมันที่ร่างกายได้รับควรจะเป็น MUFA ร่วมกันกับ PUFA ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

2. กรดไขมันไม่อิ่มตัวที่มีพันธะคู่มากกว่า 1 ตำแหน่ง (polyunsaturated fatty acid; PUFA) แหล่งของ PUFA ได้แก่ น้ำมันข้าวโพด น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันดอกคำฝอย PUFA ถือเป็นไขมันจำเป็นต่อร่างกาย หมายความว่าไขมันเหล่านี้ร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์ขึ้นเองได้ ต้องได้รับจากการรับประทานอาหารเท่านั้น PUFA ใช้เพื่อเป็นส่วนประกอบในการสร้างเยื่อหุ้มเซลล์ เยื่อไมอิลินห่อหุ้มเซลล์ประสาท และยังเป็นส่วนสำคัญของการแข็งตัวของเลือด การเคลื่อนไหวของร่างกาย และเป็นสารตั้งต้นของสารต้านการอักเสบ การรับประทานไขมันประเภทนี้สามารถช่วยลดระดับ LDL และคอเลสเตอรอลได้ ไขมันประเภทนี้แบ่งได้เป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ

กลุ่มแรก คือกลุ่มของกรดไขมันโอเมก้า-3 สามารถช่วยป้องกันและช่วยรักษาโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง นอกจากนี้ยังช่วยลดความดันโลหิต เพิ่มระดับ HDL และช่วยลดไตรกลีเซอไรด์ มีหลักฐานเชิงประจักษ์สนับสนุนว่ากรดไขมันโอเมก้า-3 สามารถช่วยลดการใช้คอร์ติโคสเตียรอยด์ในผู้ป่วยโรครูมาตอยด์ การศึกษาหลายการศึกษาเชื่อมโยงถึงคุณประโยชน์ของโอเมก้า-3 ต่อสุขภาพ ได้แก่ ลดโอกาสสมองเสื่อม แต่ยังไม่สามารถชี้ชัดได้ แหล่งของกรดไขมันโอเมก้า-3 ได้แก่ แซลมอน แมคเคอเรล ซาร์ดีน เมล็ดแฟลกซ์ วอลนัท น้ำมันดอกคาโนลา

อีกกลุ่มหนึ่งเป็นกลุ่มของกรดไขมันโอเมก้า-6 มีการศึกษาว่าเกี่ยวข้องกับการป้องกันการเกิดโรคหัวใจ แหล่งของกรดไขมันโอเมก้า-6 ได้แก่ ในน้ำมันพืช เช่น น้ำมันดอกคำฝอย น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันข้าวโพด

ไขมันเลว

กลุ่มของไขมันเลว กลุ่มของไขมันเลวที่สุดในกลุ่มนี้ คือกลุ่มของไขมันทราน์ ส่วนมากเกิดจากกระบวนการเติมไฮโดรเจนลงในพันธะคู่ของไขมันดีเพื่อป้องกันการเหม็นหืน ไขมันกลุ่มนี้สามารถเป็นของแข็งที่อุณหภูมิห้องได้ ไขมันทรานส์จะส่งผลตรงข้ามกับกลุ่มแรก คือเพิ่มปริมาณของ LDL ในกระแสเลือดและลดระดับ HDL มีส่วนในการสร้างการอักเสบ ที่มีผลเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคหัวใจ และยังส่งผลต่อภาวะต้านทานอินซูลินที่เป็นสาเหตุของโรคเบาหวานชนิดที่ 2 แหล่งของไขมันกลุ่มนี้ พบได้ในไขมันที่เป็นของแข็ง เช่น มาร์การีน ชอตเทนิ่ง ซึ่งส่วนมากพบในเบเกอรี

ไขมันระหว่างกลาง

กลุ่มของไขมันระหว่างกลาง เป็นไขมันประเภทกรดไขมันอิ่มตัว (saturated fat) โดยปกติจะเป็นของแข็งที่อุณหภูมิห้อง แช่เย็นแล้วเป็นไข แหล่งของไขมันชนิดนี้ เช่น ในเนื้อแดง น้ำนม ผลิตภัณฑ์จากนม ชีส น้ำมันมะพร้าว การรับประทานไขมันอิ่มตัวในปริมาณสูงมีผลต่อการเพิ่มขึ้นของ LDL คอเลสเตอรอล เพิ่มโอกาสการเกิดโรคหลอดเลือดแดงแข็งจากการอุดกั้นของไขมัน รายงานการศึกษาในปัจจุบันมีปริมาณไม่มากที่บ่งบอกถึงความสัมพันธ์ระหว่างไขมันอิ่มตัวกับการเกิดโรคหัวใจ แต่อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนไปรับประทานไขมันในกลุ่ม PUFA แทนสามารถช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ

ควรเลือกรับประทานไขมันพืชหรือไขมันสัตว์?

การเลือกทานไขมันนั้นควรพิจารณาจากชนิดของไขมันเป็นหลัก ซึ่งสามารถพิจารณาได้จากแหล่งของไขมันเช่นกัน แม้ว่าไขมันสัตว์ (ยกเว้นไขมันจากปลา) ที่เป็นกลุ่มของไขมันอิ่มตัวยังไม่มีผลการศึกษาชี้ชัดถึงความสัมพันธ์ระหว่างการเกิดโรคหัวใจ แต่การรับประทานไขมันในชนิดนี้ส่งผลต่อการเกิดโรคหากรับประทานในปริมาณที่มากเกินไป การเปลี่ยนมาบริโภคไขมันในกลุ่มไขมันจากพืชหรือจากปลา ซึ่งเป็นกลุ่มของไขมันไม่อิ่มตัวจึงเป็นทางเลือกที่ดีสุด แต่อย่างไรก็แล้วแต่ปริมาณในการรับประทานก็ควรรับประทานให้เหมาะสม คือประมาณร้อยละ 20 ถึง 35 ของปริมาณพลังงานที่ได้รับทั้งหมดต่อวัน 


5 แหล่งข้อมูล
กองบรรณาธิการ HD มุ่งมั่นตั้งใจให้ผู้อ่านได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง โดยทำงานร่วมกับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงเลือกใช้ข้อมูลอ้างอิงที่น่าเชื่อถือจากสถาบันต่างๆ คุณสามารถอ่านหลักการทำงานของกองบรรณาธิการ HD ได้ที่นี่
These plant-based fats could help you live longer. Medical News Today. (https://www.medicalnewstoday.com/articles/321285)
Effects of dietary fats from animal and plant sources on diet-induced fatty streak lesions in C57BL/6J mice. National Center for Biotechnology Information. (https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/8409772)
Plant-based fats: Better for the heart than animal fats?. Harvard Health. (https://www.health.harvard.edu/heart-health/plant-based-fats-better-for-the-heart-than-animal-fats)

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HD พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ผู้เขียนและผู้รีวิวบทความไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการที่นำเสนอแต่อย่างใด เว้นแต่จะระบุในเนื้อหา การแนะนำสินค้าและบริการแสดงขึ้นอัตโนมัติจากระบบของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าบทความนี้มีประโยชน์มากแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลส่วนตัวของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวิดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รอยโรค (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่ดูไฟล์ได้
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เข้าถึงได้

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
บทความต่อไป
ไขมันอิ่มตัวคืออะไร?
ไขมันอิ่มตัวคืออะไร?

ไขมันจะเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการทำงานของร่างกาย แต่การรับประทานไขมันอิ่มตัวมากเกินไปอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด

ดูในแอป