ความรู้สุขภาพ

แบกเป้เที่ยวให้ฟิต พิชิตทุกเส้นทาง

ทริคจากคุณหมอ Backpacker: 7 ส่วนของร่างกายที่ควรเช็คก่อนออกซ่า พร้อมกับยาที่ควรมีพกติดเป้
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 8 นาที
แบกเป้เที่ยวให้ฟิต พิชิตทุกเส้นทาง

ทริคจากคุณหมอ Backpacker: 7 ส่วนของร่างกายที่ควรเช็คก่อนออกซ่าพร้อมกับยาที่ควรมีพกติดเป้

บทความนี้จะขอแชร์เคล็ดลับสุขภาพสำหรับนักเดินทางที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวในต่างแดนด้วยตนเองหรือ backpacker การท่องเที่ยวแบบนี้ต้องทำการบ้านเยอะเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนท่องเที่ยว ศึกษาเส้นทาง จองตั๋วเครื่องบิน รถ เรือ ที่พักหาที่กินที่ช๊อปปิ้ง เป็นต้น จนหลายๆคนลืมเตรียมสิ่งสำคัญที่สุดไปนั่นคือเตรียมตัวเอง เนื่องจากค่าใช้จ่ายทางสุขภาพในต่างประเทศนั้นแพงมาก ดังนั้นการเตรียมร่างกายให้พร้อมก่อนเดินทางรู้จักป้องกันและรับมือกับปัญหาสุขภาพที่อาจเกิดระหว่างการเดินทางจะทำให้ท่องเที่ยวสนุกมากขึ้น เรามาดูกันเลยว่าจะเตรียมดูแลตัวเองตั้งแต่หัวจรดเท้าได้อย่างไร

1. สมอง หลายคนคงสงสัยว่าเกี่ยวอะไรกับการไปเที่ยว ลองจินตนาการว่าต้องรีบเคลียร์งานเพื่อจะได้ลาไปเที่ยวยาวๆ ระหว่างนั้นเราอาจจะต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำ พักผ่อนน้อยสุดๆ เมื่อถึงวันจัดกระเป๋าไปเที่ยวจริงแทบจะไม่เหลือพลังแล้วตั๋วโปรโมชั่นที่เป็นมิตรกับเงินในกระเป๋าอาจบังคับให้เราต้องไปสนามบินแต่เช้าตรู่ หรือรอจนดึกดื่นเพื่อ check in ปัญหาใหญ่ของการอดหลับอดนอนและความอ่อนเพลียก่อนเดินทางคือทำให้เบลอ จะเกิดอะไรขึ้นถ้าลืมเวลาบินใหม่ที่สายการบินเพิ่งแจ้งเลื่อนการเดินทาง ลืมหยิบ passport เล่มที่ยังไม่หมดอายุมา ลืมรหัสกระเป๋าที่เพิ่งล๊อคไปเมื่อสักครู่หรือลืมสัมภาระไว้ในแทกซี่ ในกรณีคงไม่มีอะไรดีไปกว่าแนะนำให้เตรียมตัวแต่เนิ่นๆและรับประทานอาหารบำรุงสมองบ้างจะช่วยให้สมองไม่อ่อนล้ามาก สำหรับคนที่เพิ่งหายป่วยจากโรคทางสมอง เช่นศีรษะได้รับความกระทบกระเทือนหลังจากรักษาตัวหายดีแล้วอยากจะไปเที่ยวต่อโดยต้องเดินทางกับเครื่องบิน กรณีนี้แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญว่าร่างกายพร้อมสำหรับบินหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าได้รับการผ่าตัดสมองเพราะจะมีอากาศที่ร่างกายยังดูดซึมไม่ หมดบางส่วนเหลือค้างอยู่ภายใน เมื่อความกดอากาศเปลี่ยนแปลง ฟองอากาศเหล่านี้จะขยายตัวและเซาะไปตามเยื่อหุ้มสมองทำให้ปวดศีรษะอย่างรุนแรง ส่วนอาการปวดศีรษะธรรมดาๆก็อาจเกิดขึ้นได้ระหว่างท่องเที่ยวเนื่องจากความเหน็ดเหนื่อย นอนดึก อดอาหารสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงและความเครียดได้เช่นกัน แต่กรณีปวดศีรษะร่วมกับมีไข้ ซึม อาเจียน เวียนศีรษะร่วมกับเดินทางไปในประเทศร้อนชื้น ต้องระวังภาวะติดเชื้อในสมองยาที่แนะนำสำหรับอาการปวดศีรษะสำหรับผู้ใหญ่ได้แก่

  • Paracetamol (500 mg) 1 เม็ดเวลามีอาการ
  • Ibruprofen (400 mg) 1 เม็ดวันละ 3 ครั้งหลังอาหารเช้า-กลางวัน-เย็น ในกรณีสงสัยเป็นไข้เลือดออกหรือไข้ออกผื่นแนะนำให้รับประทานแต่ paracetamol แล้วรีบไปพบแพทย์
  • Vitamin B complex 1 เม็ดวันละ 3 ครั้งหลังอาหารเช้า-กลางวัน-เย็น ช่วยบำรุงสมอง

2. ดวงตา การไปเที่ยวด้วยตัวเองต้องมีมีสายตาที่ดีร่วมกับทักษะในการอ่านป้ายบอกทางหนังสือคู่มือ แผนที่ บอร์ดแจ้งเที่ยวบิน หมายเลขสายพานรับกระเป๋าป้ายบอกทางไปห้องน้ำ ทางหนีไฟ ป้ายรถประจำทางหมายเลขประจำชานชลารถไฟ เลขประจำโบกี้รถไฟ ป้ายแสดงการเดินรถไฟฟ้าหรือประตูทางออกตามสถานีรถไฟฟ้าเป็นต้น ในบางสถานการณ์เช่นมาถึงสถานีรถไฟช้าและกำลังจะตกรถไฟ ตั๋วรถไฟที่สำรองที่นั่งออนไลน์ไม่ได้บอกเลขชานชาลา ต้องหาเลขที่ชลาบนบอร์หาชานชาลาว่าอยู่ตรงไหนอีกเพราะสถานีรถไฟในเมืองใหญ่มักซับซ้อนมีหลายสิบชานชาลา หากมีกระเป๋าสัมภาระใบโตๆ อาจจะต้องมองหาลิฟท์หรือบันไดเลื่อน เมื่อถึงชานชาลาแล้วจะต้องเชคว่าไม่มีการเปลี่ยนขบวนรถไฟรวมถึงมองหาเลขโบกี้รถไฟ ใครที่ตาไวจะมีโอกาสขึ้นรถไฟได้ทัน ไม่ต้องเสียเงินเสียเวลาหาขบวนรถคันต่อไปหรือตกขบวนรถไฟที่จองต่อขบวนไว้นั่นเอง การดูแลดวงตาระหว่างเดินทางให้ดีจึงมีความสำคัญการท่องเที่ยวมีโอกาสให้เกิดอาการตาแห้งและระคายเคืองเนื่องจากแสงแดดหรือ แสงสะท้อน เช่นในทะเล ทะเลทรายหรือหิมะ มลภาวะ ฝุ่น ควันและสภาพอากาศคนที่มีสวมคอนแทคเลนส์อาจเกิดแผลที่กระจกตาหรือตาแดงจากการอักเสบติดเชื้อได้ง่าย บางครั้งอาการรุนแรงจนทำให้เป็นแผลเป็นบนกระจกตาและสูญเสียการมองเห็นในที่สุด การสวมแว่นกันแดดและใช้ยาอย่างเหมาะสมสามารถช่วยได้รวมถึงหมั่นล้างมือและหลีกเลี่ยงการขยี้ตายาที่ช่วยป้องกันภาวะตาแห้งที่ควรติดตัวระหว่างเดินทางคือ

  • Vidisic eye gel เจลป้ายตาวันละ 3-4 ครั้ง ป้องกันอาการตาแห้งและระคายเคืองตา
  • Tear natural free หยอดตาครั้งละ 1-2 หยด วันละ 4 ครั้ง ป้องกันอาการตาแห้งและระคายเคืองตา
  • Hista-oph หยอดตาครั้งละ 1-2 หยด วันละ 4 ครั้ง รักษาอาการตาอักเสบจากการระคายเคืองใช้ได้ในผู้ที่เป็นต้อเนื้อและต้อลม
  • Normal saline irrigation ล้างตาเมื่อสงสัยมีสิ่งแปลกปลอมเข้าตา
  • Astaxanthin (12mg) 1 ครั้งหลังอาหารเช้า บำรุงสายตา

3. ปอดและทางเดินหายใจ การเดินทางไปเที่ยวตามภูเขาหรือที่ราบสูงมากกว่า 8000 ฟุตเหนือระดับน้ำทะเล มีความจำเป็นอย่างมากในการเตรียมตัวรับมือกับปัญหาสภาวะก๊าซออกซิเจนเบาบางซึ่งในบทความนี้จะไม่ได้กล่าวถึงแต่สำหรับการท่องเที่ยวทั่วไปก็ต้องระมัดระวังโรคที่ติดต่อทางระบบทางเดินหายใจไม่แพ้กัน เนื่องจากสภาพอากาศและอุณหภูมิของโลกที่เปลี่ยนแปลง ทำให้เกิดเชื้อที่เป็นสาเหตุของโรคติดต่อที่อันตรายมากขึ้นซึ่งส่วนใหญ่แพร่กระจายทางระบบทางเดินหายใจเช่นไข้หวัดใหญ่ไข้กาฬหลังแอ่น วัณโรคปอดอีโบลาMERV-COV คอตีบไอกรนหรือโรคไข้ออกผื่นเช่น สุกใส มือเท้าปาก ดังนั้นก่อนเดินทางควรติดตามถานการณ์โรคระบาดและโรคเฝ้าระวังเสมอ ผู้ที่มีโรคปอดและหลอดลมประจำตัวควรไปรับการตรวจสุขภาพเพื่อประเมินความรุนแรงของโรคที่เป็นอยู่และรับวัคซีนที่เหมาะสมสำหรับคนที่แข็งแรงก่อนเดินทางควรดูประวัติวัคซีนว่าได้รับครบหรือไม่และสังเกตผู้ที่อยู่รอบข้างหากพบบุคคลที่มีอาการไข้ หน้าแดง มีผื่นตามร่างกาย ไอจาม น้ำมูกไหล หรือบุคคลที่ดูผอมมาก หายใจเร็วหรือหอบเหนื่อยควรหลีกเลี่ยง กรณีต้องอยู่ใกล้ชิดเช่นอยู่ในรถคันเดียวกันควรขอร้องให้เขาสวมหน้ากากอนามัย ส่วนการดูแลตนเองทำได้โดยสวมหน้ากากอนามัย ใช้มือสัมผัสสิ่งของให้น้อยที่สุด ทำความสะอาดมือด้วยเจลแอลกอฮอล์บ่อยๆ ไม่เอามือสัมผัสใบหน้าและไม่รับประทานอาหารตลอดเวลาที่ต้องอยู่ใกล้ชิดผู้ที่สงสัยว่ามีอาการป่วย กรณีมีไข้ ไอเจ็บคอปวดเมื่อยร่างกายสามารถรับประทานยาแก้ไข้หวัดบรรเทาอาการเบื้องต้นโดยไม่จำเป็นต้องรับประทานยาปฏิชีวนะเพราะส่วนใหญ่ติดเชื้อไวรัส แต่ถ้าไอมีเสมหะสีเขียว หายใจหอบเหนื่อย หรือไม่มีอาการไอแต่เจ็บคอมากร่วมกับมีไข้สูงจะทำให้สงสัยติดเชื้อแบคทีเรียซึ่งต้องรับประทานยาปฏิชีวนะร่วมด้วยตัวอย่างยาทางระบบทางเดินหายใจที่ควรมีติดตัวได้แก่

  • Bromhexine 1 เม็ดวันละ 3 ครั้งหลังอาหารเช้า-กลางวัน-เย็น แก้ไอ ขับเสมหะ
  • Ventolin (2mg) 0.5-1 เม็ดวันละ 4 ครั้งหลังอาหารเช้า-กลางวัน-เย็น-ก่อนนอนขยายหลอดลม
  • Cetirizine (10mg) 1 เม็ดวันละ 1 ครั้ง แก้อาการภูมิแพ้ จาม ลดน้ำมูก
  • ยาอมแก้เจ็บคอมะขามป้อม
  • Nasal spray พ่นจมูกแก้อาการโรคภูมิแพ้จมูก คัดจมูก
  • Vaccine แนะนำ influenza vaccine (ไข้หวัดใหญ่), pneumococcal vaccine (ปอดบวมสำหรับคนที่อายุมากกว่า 65 ปี หรือมีโรคประจำตัว), MMR vaccine (หัด หัดเยอรมัน คางทูม), varicellar vaccine (สุกใส)

4. หัวใจและหลอดเลือด คนที่มีโรคหัวใจเป็นโรคประจำตัวควรได้รับการตรวจร่างกายก่อนเดินทางเพื่อให้แพทย์ประเมินว่าพร้อมเดินทางหรือไม่มีบ่อยครั้งที่ผู้เสียชีวิตบนเครื่องบินหรือแม้แต่นักบินเองมีอาการป่วยเป็นโรคหัวใจเฉียบพลัน สำหรับคนที่ไม่โรคประจำตัวอยู่ก่อนก็อย่าชะล่าใจหากรู้สึกเหนื่อยง่ายกว่าปกติหัวใจเต้นเร็วแรง วูบบ่อยหรือเจ็บหน้าอกควรไปตรวจกับแพทย์ก่อนออกเดินทาง กรณีตนเองหรือคนข้างเคียงรู้สึกเจ็บหน้าอกเจ็บร้าวจากกลางอกไปคอหรือบ่าด้านซ้าย หน้าซีดมือเท้าเย็นให้สงสัยว่าจะมีภาวะหัวใจขาดเลือด โรคนี้อาจทำให้หัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันได้ การศึกษาการช่วยฟื้นคืนชีพเบื้องต้น (basic life support) จะเพิ่มโอกาสรอดชีวิตระหว่างรอหน่วยกู้ชีพมาช่วยการเดินทางที่ต้องนั่งนานๆอาจทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดดำที่ขาอุดตัน (deep vein thrombosis) ซึ่งผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกิน มีโรคประจำตัวเป็นมะเร็ง โรคแพ้ภูมิตัวเอง(SLE) ผู้ที่เคยมีภาวะหลอดเลือดดำอุดตันมาก่อนหรือผู้สูงอายุจะมีความเสี่ยงกับภาวะนี้ดังนั้นก่อนเดินทางควรปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาการใช้ยาป้องกันคำแนะนำ: หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์และสารเสพติดทุกชนิด เนื่องจากออกฤทธิ์กระตุ้นหัวใจทำให้มีภาวะหัวใจขาดเลือดและหัวใจวาย ผู้ที่มีโรคฮอร์โมนไทรอยด์ผิดปกติต้องควบคุมระดับฮอร์โมนให้ดีก่อนเพราะมีความสัมพันธ์กับการทำงานของหัวใจโดยตรง ไม่มียาแนะนำสำหรับบุคคลทั่วไปที่ไม่มีโรคประจำตัวสำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัวที่ต้องพกเข็มฉีดยา เช่นเบาหวานจำเป็นต้องมีใบอนุญาตให้พกเข็มฉีดยาติดตัวระหว่างการเดินทางเพื่อแสดงแก่สายการบินด้วย

5. ทางเดินอาหาร ทุกคนทราบดีว่าอาหารและน้ำดื่มที่สุกสะอาดจะช่วยลดความเสี่ยงของการติดเชื้อในทางเดินอาหารได้ อย่างไรก็ตามมีหลายคนรับประทานอาหารหมดอายุเพราะอ่านป้ายแสดงวันผลิตและวันหมดอายุผิด จึงจำเป็นต้องเรียนรู้ว่าประเทศนั้นๆมีการเรียงลำดับวันเดือนปีอย่างไร เช่นประเทศที่ใช้ วัน-เดือน-ปี ได้แก่ ไทย อังกฤษ ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย เดือน-วัน-ปี ได้แก่ อเมริกา แคนาดา ปี-เดือน-วัน ได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลี จีน เป็นต้น สำหรับคนที่จะเดินทางไปยังประเทศฝั่งเอเชีย ตะวันออกกลาง แอฟริกาควรระมัดระวังการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอที่ปนเปื้อนจากอาหารและหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังประเทศที่มีการระบาดของอหิวาตกโรค ใครวางแผนเดินเที่ยววันละหลายๆกิโลเมตรร่วมกับแบกสัมภาระหนักๆ ควรเฝ้าระวังโรคริดสีดวงทวาร เนื่องจากเกิดเลือดดำคั่งเกิดเป็นเส้นเลือดขอดบริเวณลำไส้ใหญ่ใกล้ทวารหนัก ใครที่มีริดสีดวงทวารหนักอยู่เดิมหรือสาวๆที่ท้องผูกบ่อยๆจะมีอาการจะกำเริบได้ง่าย ควรดื่มน้ำรับประทานไฟเบอร์และใช้ยาที่เหมาะสมจะช่วยป้องกันและลดอาการไม่ให้เป็นรุนแรง อย่างไรก็ตามการดื่มน้ำเยอะๆอาจทำให้เข้าห้องน้ำบ่อยขึ้นจึงควรศึกษาว่าห้องน้ำในประเทศนั้นๆเป็นอย่างไรจะช่วยให้การเดินทางราบรื่นขึ้นมากทีเดียวตัวอย่างยาที่แนะนำคือ

  • Proctosedyl 1 เม็ดเหน็บทวารหนักก่อนนอนป้องกันและรักษาภาวะริดสีดวงทวารหนัก
  • วาสลีน ทารอบๆทวารหนักก่อนถ่ายอุจจาระจะป้องกันการเสียดสีและแผลที่จะเกิดบริเวณทวารหนัก
  • Senokot 2 เม็ด ก่อนนอน ช่วยลดอาการท้องผูก
  • Gaviscon 1 ซองหลังอาหาร เช้า-กลางวัน-เย็น หรือเมื่อมีอาการ แก้อาการกรดไหลย้อน
  • Activated charcoal แก้อาการท้องเสีย

6. ประจำเดือน บางครั้งการเดินทางในช่วงวันนั้นของเดือนอาจจะทำให้หมดสนุกเพราะนอกจากจะอารมณ์ไม่ดีแล้ว ยังต้องทนปวดประจำเดือน เข้าห้องน้ำบ่อยๆ หากใช้ผ้าอนามัยแบบสอดอาจทำให้ติดเชื้อง่ายทำกิจกรรมลุยๆ ไม่สะดวกสิ่งสำคัญกว่านั้นคือควรตรวจการตั้งครรภ์ก่อนออกเดินทาง หากทราบว่าตั้งครรภ์อยู่ควรให้แพทย์ประเมินก่อนเดินทางเสมอ สำหรับคนที่เพิ่งตั้งครรภ์อ่อนๆ อาจเกิดการตั้งควรรภ์นอกมดลูกซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนของการตั้งครรภ์ โดยจะมีอาการปวดท้องน้อยและเลือดออกทางช่องคลอดภาวะนี้อันตรายมากเพราะทำให้เลือดออกในช่องท้องจนช๊อคและต้องได้รับการผ่าตัดเร่งด่วนยาที่แนะนำสำหรับสาวๆคือ

  • ยาแก้ปวดประจำเดือนกลุ่ม NSAIDs
  • Primolut N 1เม็ด เช้า-เย็น รับประทานก่อนมีประจำเดือน 4-5 วัน ติดต่อกันไม่เกิน 2 สัปดาห์ เพื่อเลื่อนประจำเดือน
  • แนะนำให้สาวๆทำอุลตร้าซาวด์เพื่อค้นหาความผิดปกติของมดลูกและรังไข่เช่น ซีสรังไข่ บางครั้งไม่แสดงอาการแต่อาจเกิดภาวะซีสแตกหรือถุงน้ำบิดขั้วเฉียบพลันทำให้ปวดท้องรุนแรงและต้องผ่าตัด

7. กระดูกและกล้ามเนื้อ การสะพายเป้บนหลังแล้วออกเดินทั้งวันสามารถสร้างปัญหาให้กับคนที่ไม่ได้ออกกำลังกายสม่ำเสมอเช่น สายสะพายกดเส้นประสาทบริเวณไหปลาร้าทำให้ยกแขนไม่ขึ้นเลย กล้ามเนื้อคอบ่าไหล่อักเสบเกิดอาการปวดหมอนรองกระดูกคอเคลื่อนทำให้ปวดเหมือนไฟช๊อตลงแขนข้างใดข้างหนึ่ง การเลือกเป้สะพายหลังที่มีคุณภาพเหมาะสมกับเพศและความสูงการบรรจุน้ำหนักที่ไม่มากจนเกินไป รวมถึงออกกำลังกายกล้ามเนื้อหลังอย่างสม่ำเสมอสวมรองเท้าที่รับน้ำหนักได้ดีจะช่วยป้องกันได้ นอกจากนี้คนที่เลือกเดินทางด้วยกระเป๋าลากใบใหญ่ใบเดียว ควรศึกษาก่อนว่าที่ๆจะไปมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากน้อยเพียงใดเช่นบันไดเลื่อนหรือลิฟท์ตามสถานีรถไฟฟ้า รถไฟใต้ดิน ที่พักรวมถึงพื้นถนน แม้ว่ากระเป๋าใบโตจะสะดวกในการลากไปมาในสนามบินแต่มันจะเป็นปัญหาหนักถ้าต้องยกขึ้นลงบันได แนะนำให้คอยสังเกตป้ายลิฟท์ ป้ายคนพิการไว้ไม่แนะนำให้ยกกระเป๋าคนเดียวเพราะเสี่ยงต่อการปวดหลัง ควรระมัดระวังทุกๆก้าวของการเดินบางครั้งอาจเพลิดเพลินกับวิวทิวทัศน์จนเกิดอุบัติเหตุเช่น หกล้ม เท้าแพลง ชนสิ่งของอาจบาดเจ็บเล็กน้อยหรือรุนแรงถึงแก่ชีวิตได้ คำแนะนำคือ

  • ยารับประทานแก้เสบกลุ่ม NSAID ลดอาการปวดกล้ามเนื้อและใช้เป็นยาแก้ปวดศีรษะและปวดประจำเดือนได้ กรณีไม่ต้องการรับประทานยาสามารถใช้ spray หรือครีมทาบริเวณที่ปวดได้เช่นกัน
  • พลาสเตอร์ปิดแผล ยาใส่แผล เทปพันข้อเท้า ข้อเข่า(ต้องศึกษาวิธีการใช้) แผ่นเจลประคบร้อนและเย็น
  • Reparil 1 เม็ด หลังอาหารเช้า-กลางวัน-เย็น ลดอาการบวมของกล้ามเนื้อ การเตรียมตัวที่ดีจะทำให้การเดินทางประสบความสำเร็จไปกว่าครึ่ง

การป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาทางสุขภาพและรู้จักดูแลตนเองเบื้องต้นจะช่วยให้การเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่น อย่างไรก็ตามอย่าลืมรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันด้วยการทำประกันการเดินทาง ขอให้ทุกคนได้ออกไปเห็นโลกกว้าง เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ สนุกตลอดการเดินทางและกลับบ้านอย่างปลอดภัย

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่