ยา

ยาสามัญประจำบ้านมีอะไรบ้าง

ทำความรู้จักกับยาสามัญประจำบ้าน มีกี่ชนิด และแต่ละชนิดใช้รักษาโรคอะไร
เผยแพร่ครั้งแรก 28 มี.ค. 2017 อัปเดตล่าสุด 12 พ.ค. 2020 เวลาอ่านประมาณ 8 นาที
ยาสามัญประจำบ้านมีอะไรบ้าง

เรื่องควรรู้

ขยาย

ปิด

  • ยาสามัญประจำบ้าน เป็นยาที่กระทรวงสาธารณสุขเห็นสมควรให้ซื้อมาไว้ประจำบ้าน ปลอดภัย ราคาไม่แพง สามารถใช้ดูแลรักษาอาการเจ็บปวดเล็กๆ น้อยๆ เช่น โรคหวัด แก้ท้องเสีย หรือแก้เมารถได้
  • ยาสามัญประจำบ้านมีทั้งหมด 53 ชนิด แบ่งออกเป็น 16 กลุ่ม
  • ควรเลือกซื้อยาที่ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และเช็กวันหมดอายุ สภาพบรรจุภัณฑ์ก่อนซื้อ
  • ก่อนใช้ยาควรอ่านข้อบ่งใช้ให้เรียบร้อย เลี่ยงการใช้ยาที่ผิดกับโรค และไม่ควรใช้ยาเกินขนาด
  • เก็บยาให้พ้นมือเด็ก ไม่โดนแดด ความร้อน ความชื้น เปลวไฟ และแยกประเภทของยาให้ชัดเจน
  • การตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปีจะช่วยให้คุณรู้เท่าทันโรค (ดูแพ็กเกจตรวจสุขภาพได้ที่นี่)

ยาสามัญประจำบ้าน คือ ยาที่กระทรวงสาธารณสุขพิจารณาว่า เป็นยาที่เหมาะสมสำหรับให้ประชาชนซื้อไว้ประจำในบ้านของตนเอง เพื่อใช้ในการรักษาอาการเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ทั่วไปในชีวิตประจำวัน 

ยาสามัญประจำบ้านเป็นยาที่มีความปลอดภัยสูง หากใช้อย่างถูกต้องก็จะไม่เป็นอันตรายแต่อย่างใด นอกจากนี้ ยาสามัญประจำบ้านยังเป็นยาที่มีราคาถูก ประชาชนทั่วไปสามารถหาซื้อได้เองตามร้านขายยา ห้าง ร้านขายของชำทั่วไป 

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่วันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 474 บาท ลดสูงสุด 1010 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

195

ปัจจุบันยาสามัญประจำบ้านมีทั้งหมด 53 ชนิด นำมาใช้รักษาโรคสามัญได้ 16 กลุ่ม ดังนี้

1. กลุ่มยาบรรเทาปวดลดไข้

เป็นกลุ่มสำหรับลดไข้ บรรเทาอาการปวดเมื่อย เช่น 

  • ยาเม็ดบรรเทาอาการปวดลดไข้พาราเซตามอล ขนาด 325 มิลลิกรัม และ 500 มิลลิกรัม ให้รับประทานหลังอาหาร หรือขณะท้องไม่ว่างทุกๆ 4-6 ชั่วโมง ไม่ควรรับประทานเกินวันละ 4-5 ครั้ง
  • พลาสเตอร์บรรเทาอาการปวด วิธีใช้ คือ ให้เช็ดผิวหนังที่เกิดอาการปวดให้สะอาด แล้วปิดพลาสเตอร์บริเวณที่ปวดลงไป ให้เปลี่ยนพลาสเตอร์วันละ 1-2 ครั้ง และระมัดระวังอย่าใช้พลาสเตอร์บริเวณเยื่อยุตา หรือแผลที่ปากแผลเปิดอยู่

2. กลุ่มยาแก้แพ้ ลดน้ำมูก

เป็นกลุ่มยาบรรเทาอาการแพ้ เช่น ผื่นลมพิษ น้ำมูก รวมถึงอาการไอ มีเสมหะมาก เช่น

  • ยาแก้แพ้ลดน้ำมูกคลอร์เฟนิรามีน เป็นยาสำหรับบรรเทาอาการแพ้ ให้รับประทานทุกๆ 4-6 ชั่วโมง ตัวยาอาจทำให้มีอาการง่วงซึม ไม่ควรขับขี่พาหนะ หรือใช้เครื่องจักรกล โดยมีปริมาณการรับประทานที่เหมาะสมดังนี้ 
    • ผู้ใหญ่ให้รับประทานครั้งละ 1-2 เม็ด แต่ไม่ควรเกินวันละ 12 เม็ด 
    • เด็กอายุ 6-12 ปี ให้รับประทานครั้งละ 1 เม็ด แต่ไม่ควรเกินวันละ 6 เม็ด
  • ยาน้ำแก้ไอขับเสมหะสำหรับเด็ก เป็นยาสำหรับบรรเทาอาการไอ และขับเสมหะให้น้อยลง มีปริมาณการรับประทานที่เหมาะสมดังนี้
    • เด็กอายุ 6-12 ปี ให้รับประทานครั้งละ 2 ช้อนชา หรือประมาณ 10 มิลลิลิตร 
    • เด็กอายุ 3-6 ปี ให้รับประทานครั้งละ 1 ช้อนชา หรือประมาณ 5 มิลลิลิตร 
    • เด็กอายุ 1-3 ปี ให้รับประทานครั้งละครึ่งช้อนชา หรือประมาณ 2.5 มิลลิลิตร

3. กลุ่มยาแก้ไอ ขับเสมหะ

  • ยาแก้ไอน้ำดำ ห้ามใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 6 ขวบ หญิงมีครรภ์ และคนชรา อีกทั้งในตัวยามีแอลกอฮอล์ผสมอยู่ จึงควรใช้อย่างระมัดระวัง และให้เขย่าขวดก่อนรับประทาน โดยควรรับประทานวันละ 3-4 ครั้ง ในผู้ป่วยแต่ละวัยจะมีปริมาณการรับประทานดังต่อไปนี้ 
    • ผู้ใหญ่ให้รับประทานครั้งละ 1-2 ช้อนชา หรือประมาณ 5-10 มิลลิลิตร 
    • เด็กอายุ 6-12 ปี ให้รับประทานครั้งละครึ่งถึง 1 ช้อนชา หรือประมาณ 2.5-5 มิลลิลิตร

ยาแก้ไอน้ำดำมีข้อควรระวังอีกอย่าง คือ ผู้ที่ไอ และมีเสมหะเหนียวมากจากหลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ ยาตัวนี้อาจทำให้เสมหะเหนียวขึ้นกว่าเดิม แล้วไปอุดกั้นทางเดินหายใจจนทำให้หยุดหายใจได้ 

เพื่อความปลอดภัย คุณอาจปรึกษาแพทย์ก่อนว่า สามารถใช้ยาตัวนี้ได้หรือไม่ หรือควรเปลี่ยนเป็นยาตัวอื่น

4. กลุ่มยาดม หรือยาทาแก้วิงเวียน หน้ามืด คัดจมูก

เป็นยากลุ่มสำหรับใช้ดม และห้ามรับประทานโดยเด็ดขาด อีกทั้งต้องปิดฝาให้สนิทหลังใช้ด้วย โดยได้แก่

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่วันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 474 บาท ลดสูงสุด 1010 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

195
  • ยาดมแก้วิงเวียนเหล้าแอมโมเนียหอม เป็นยาสำหรับบรรเทาอาการวิงเวียน หน้ามืด รวมถึงใช้ทาผิวหนังที่ถูกแมลงกัดต่อย หรือถูกพืชที่มีพิษ วิธีใช้ คือ นำสำลีมาชุบยา แล้วดม หรือทา 
  • ยาดมแก้วิงเวียน แก้คัดจมูก เป็นยาแก้อาการคัดจมูก หายใจไม่สะดวก อาการวิงเวียน หน้ามืด วิธีใช้ คือ ใช้สูดดม หรือทาบางๆ บริเวณคอกับหน้าอก 
  • ยาระเหยชนิดน้ำผึ้งเพื่อบรรเทาอาการคัดจมูก ผู้ที่เป็นโรคหวัดแล้วมีอาการคัดจมูก หายใจไม่สะดวกสามารถใช้ยานี้ทาบริเวณลำคอ หน้าอก และหลังได้ ตัวยาจะระเหยทำให้ผู้ป่วยหายใจได้ง่ายขึ้น

5. กลุ่มยาแก้เมารถ เมาเรือ

ใครที่มักมีอาการเมารถ เมาเรือ อาจหายานี้ติดกระเป๋าไว้ด้วย แต่ต้องระมัดระวังไม่ขับขี่พาหนะด้วยตนเอง เพราะตัวยาอาจทำให้ง่วงซึม อ่อนเพลีย และไม่ควรรับประทานร่วมกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้วย ซึ่งได้แก่

  • ยาแก้เมารถ เมาเรือไดเมนไฮดริเนท เป็นยาสำหรับผู้ใหญ่ โดยให้รับประทานก่อนออกเดินทางอย่างน้อย 30 นาทีในปริมาณ 1 เม็ด

6. กลุ่มยาสำหรับโรคปาก และลำคอ

ใช้สำหรับบรรเทาอาการอักเสบ และเจ็บบริเวณลำคอ ลิ้น หรือในช่องปาก เช่น 

  • ยากวาดคอ มีลักษณะเป็นยาผงที่ต้องเติมน้ำลงไป แล้วใช้นิ้วป้ายยาลงไปในลำคอของผู้ป่วย ยานี้จำกัดการใช้ในผู้ป่วยวัยผู้ใหญ่เท่านั้น อย่างไรก็ตาม ยากวาดคอไม่ค่อยได้รับความนิยมเหมือนแต่ก่อนแล้ว เพราะหากกวาดคอผิดวิธี ก็จะทำให้เกิดบาดแผลในลำคอได้
  • ยารักษาลิ้นเป็นฝ้าเยนเชี่ยนไวโอเลต ใช้รักษากระพุ้งแก้ม และลิ้นเป็นฝ้าขาว วิธีใช้คือ นำสำลีมาชุบยาทาบริเวณที่เป็นวันละ 2-3 ครั้ง เป็นยาสำหรับทาเท่านั้น
  • ยาแก้ปวดฟัน เป็นชาสำหรับใช้สำลีชุบแล้วป้ายอุดฟันที่เป็นรู หรือปวด แต่ทางที่ดี ผู้ป่วยควรไปพบทันตแพทย์เพื่อรักษาต้นตอของอาการจะดีที่สุด
  • ยาอมบรรเทาอาการเจ็บคอ เป็นยาสำหรับใช้ในเด็กอายุ 6 ขวบขึ้นไปเท่านั้น โดยให้อมครั้ง 1 เม็ดให้ยาละลายอย่างช้าๆ ในปาก ทุกๆ 2-3 ชั่วโมง

7. กลุ่มยาแก้ปวดท้อง ท้องอืด ท้องขึ้น ท้องเฟ้อ

เป็นกลุ่มยาสำหรับลดอาการไม่สบายท้อง ปวดท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ มีลมในกระเพาะมาก หรือมีกรดในกระเพาะอาหารมากเกินไป เช่น 

  • ยาเม็ดลดกรดอะลูมินา - แมกนีเซีย เป็นยาเคี้ยวก่อนกลืน ใช้ลดอาการจุกเสียด ท้องเฟ้อ ปวดท้องจากกรดในกระเพาะอาหาร หรือมีแผลในกระเพาะอาหาร และลำไส้ มีข้อควรระวัง คือ ห้ามใช้ในผู้ป่วยโรคหัวใจ โรคไต และห้ามรับประทานนานกว่า 2 สัปดาห์ มีปริมาณการรับประทานดังนี้ 
    • ผู้ใหญ่รับประทานครั้งละ 1-4 เม็ด 
    • เด็กอายุ 6-12 ปี รับประทานครั้งละ 1-2 เม็ด
  • ยาเม็ดโซดามินต์ แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ใช้บรรเทาอาการจุกเสียด ลดอาการไม่สบายตัวจากกรดในกระเพาะอาหาร ให้รับประทานหลังอาหาร โดยผู้ใหญ่ให้รับประทานครั้งละ 3-6 เม็ด ส่วนเด็กอายุ 6-12 ให้รับประทานครั้งละ 1-3 เม็ด
  • ยาธาตุน้ำแดง แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ใช้บรรเทาอาการจุกเสียด ท้องเฟ้อ หรืออาการปวดท้อง ให้เขย่าก่อนรับประทาน และรับประทานก่อนมื้ออาหารวันละ 3 ครั้ง ผู้ใหญ่ให้รับประทานครั้งละ 1-2 ช้อนโต๊ะ เด็กอายุ 6-12 ปี รับประทานครั้งละครั้งละครึ่งถึง 1 ช้อนโต๊ะ 
  • ยาน้ำโซเดียมไบคาร์บอเนต แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ลดกรดในกระเพาะอาหารที่มากเกินไปจนเกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ มักใช้รักษากลุ่มผู้ป่วยเด็ก แต่ต้องอายุไม่ต่ำกว่า 1 เดือน โดยมีปริมาณการรับประทานดังนี้ 
    • เด็กอายุ 2-3 ขวบ ให้รับประทานครั้งละ 2-3 ช้อนชา 
    • เด็กอายุ 6-12 ปี ให้รับประทานครั้งละ 2 ช้อนชา 
    • เด็กอายุ 1-6 เดือน ให้รับประทานครั้งละ 1 ช้อนชา
  • ยาขับลม ใช้บรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อจากลมในกระเพาะอาหารที่มากเกินไป ยาชนิดนี้มีแอลกอฮอล์ผสมอยู่ จึงควรใช้อย่างระมัดระวัง โดยควรให้รับประทานวันละ 3-4 ครั้ง มีปริมาณการรับประทานดังนี้ 
    • ผู้ใหญ่รับประทานครั้งละ 1-2 ช้อนโต๊ะ 
    • เด็กอายุ 6-12 ปี รับประทานครั้งละครึ่งถึง 1 ช้อนโต๊ะ

8. กลุ่มยาแก้ท้องเสีย

  • ยาแก้ท้องเสีย ผงน้ำตาลเกลือแร่ เป็นยาสำหรับทดแทนสารน้ำที่ร่างกายเสียไปจากอาการท้องเสีย ท้องร่วง หรืออาเจียนหนักมากๆ จนเสี่ยงที่ร่างกายจะช็อก วิธีรับประทาน คือ เทผงยาทั้งซองละลายในน้ำสะอาด หรือต้มสุกแล้วประมาณ 250 มิลลิลิตร

    วิธีการรับประทานผงน้ำตาลเกลือแร่จะแตกต่างกันไปตามอาการป่วย คือ ถ้ามีอาการท้องร่วง ให้ดื่มเกลือแร่มากๆ หากถ่ายบ่อยด้วยก็ให้ดื่มบ่อยครั้งขึ้นอีก แต่หากมีอาการอาเจียนเกิดขึ้น ให้ค่อยๆ ดื่มหรือจิบทีละน้อย แต่บ่อยครั้ง

9. กลุ่มยาระบาย

เป็นกลุ่มยาสำหรับรักษาอาการท้องผูก แต่ไม่ควรใช้เป็นประจำ ได้แก่

  • ยาระบายกลีเซอรีน ชนิดเหน็บทวารหนักสำหรับเด็ก ใช้สำหรับรักษาอาการท้องผูก ทำให้ขับถ่ายได้ง่ายขึ้น วิธีใช้ คือ ใช้เหน็บทวารครั้งละ 1 แท่ง โดยหลังจากเหน็บแล้วให้รอประมาณ 15 นาทีเพื่อให้ยาละลาย 
  • ยาระบายกลีเซอรีน ชนิดเหน็บทวารสำหรับผู้ใหญ่ ใช้สำหรับรักษาอาการท้องผูกเช่นเดียวกัน วิธีใช้เหมือนกัน แต่เป็นยาสำหรับผู้ใหญ่ 
  • ยาระบายแมกนีเซีย เป็นยารับประทานเพื่อให้ขับถ่ายได้ง่ายขึ้น ให้รับประทานก่อนนอน หรือเมื่อตื่นนอนตอนเช้า มีปริมาณการรับประทานดังนี้ 
    • ผู้ใหญ่ ให้รับประทานครั้งละ 2-3 ช้อนโต๊ะ หรือประมาณ 30-45 มิลลิลิตร 
    • เด็กอายุ 6-12 ปี ให้รับประทานครั้งละ 1-2 ช้อนโต๊ะ หรือประมาณ 15-30 มิลลิลิตร
    • เด็กอายุ 1-6 ปี ให้รับประทานครั้งละ 1-3 ช้อนโต๊ะ หรือประมาณ 5-15 มิลลิลิตร
  • ยาระบายมะขามแขก ใช้สำหรับรับประทานก่อนนอน หรือตื่นนอนตอนเช้าเพื่อเป็นยาระบาย ผู้ใหญ่ให้รับประทานครั้งละ 3-4 เม็ด ส่วนเด็กอายุ 6-12 ปี ให้รับประทานครั้งละ 1-2 เม็ด
  • ยาระบายโซเดียมคลอไรด์ ชนิดสวนทวาร ใช้สวนเข้าทวาารเพื่อแก้อาการท้องผูก ผู้ใหญ่ใช้ครั้งละ 20-40 มิลลิลิตร เด็กอายุ 6-12 ปีใช้ครั้ง 10-20 มิลลิลิตร และเด็กอายุ 1-6 ขวบ ใช้ครั้งละ 5-10 มิลลิลิตร

10. กลุ่มยาถ่ายพยาธิลำไส้

  • ยาถ่ายพยาธิตัวกลม มีเบนดาโซล ใช้ถ่ายพยาธิตัวกลม แต่ก็มีวิธีรับประทานที่แตกต่างกันไปตามชนิดของพยาธิด้วย ซึ่งได้แก่
    • พยาธิเส้นด้าย พยาธิเข็มหมุด ทั้งเด็กอายุ 2 ขวบขึ้นไป และผู้ใหญ่รับประทานครั้งละ 1 เม็ดหลังอาหารเพียงครั้งเดียว โดยให้เคี้ยวยาให้ละเอียดก่อนกลืนด้วย 
    • พยาธิไส้เดือน พยาธิแส้ม้า พยาธิปากขอ และพยาธิอื่นๆ ทั้งเด็กอายุ 2 ขวบ และผู้ใหญ่ให้รับประทานครั้งละ 1 เม็ดหลังอาหารวันละ 2 ครั้งติดต่อกัน ประมาณ 3 วัน

11. กลุ่มยาบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ แมลงกัดต่อย

  • ยาหม่องชนิดขี้ผึ้ง ใช้บรรเทาอาการปวด บวม อักเสบจากแมลงกัดต่อย หรืออาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เป็นยาห้ามรับประทาน ใช้สำหรับทา หรือนวดบริเวณที่มีอาการเท่านั้น

12. กลุ่มยาสำหรับโรคตา

  • ยาหยอดตา ซัลฟาเซตาไมด์ ใช้รักษาอาการตาแดง ตาอักเสบจากการติดเชื้อ วิธีใช้ คือ หยอดตาครั้งละ 1-2 หยด ประมาณ 3-4 ครั้งต่อวัน และเมื่อยาถูกเปิดใช้แล้วเกิน 1 เดือน ห้ามใช้ต่อเด็ดขาด รวมถึงหากสังเกตว่า ยามีสีขุ่น หรือตกตะกอนด้วย
  • ยาล้างตา ใช้สำหรับล้างตาที่เกิดความระคายเคือง หรือแสบจากสิ่งสกปรกที่เข้าตา ใช้วันละ 2-3 ครั้ง ห้ามรับประทานเด็ดขาด

13. กลุ่มยาสำหรับโรคผิวหนัง

เป็นกลุ่มยาสำหรับรักษาโรคเกี่ยวกับผิวหนัง หรืออาการแพ้ที่แสดงออกทางผิวหนัง การติดเชื้อราทางผิวหนัง เช่น

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่วันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 474 บาท ลดสูงสุด 1010 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

195
  • ยารักษาหิดเหา เบนซิลเบนโซเอต สำหรับรักษาโรคหิด ให้อาบน้ำให้สะอาด แล้วใช้ผ้า หรือแปรงอ่อนๆ ถูบริเวณที่มีผื่นคัน แล้วทายาทิ้งไว้ 24 ชั่วโมง แล้วค่อยอาบน้ำอีกครั้ง จากนั้นวันต่อมา ให้ทาซ้ำใหม่อีกครั้ง
  • ยารักษาหิดแบบขึ้ผึ้งกำมะถัน ใช้ทาบริเวณที่เป็นหิดวันละ 2-3 ครั้ง หากเกิดความระคายเคือง หรือมีอาการคล้ายกับแพ้ยา ให้หยุดใช้ยาทันที
  • ยารักษากลากเกลื้อน น้ำกัดเท้า มีวิธีใช้ และข้อควรระวังเหมือนยารักษาหิดแบบขี้ผึ้งกำมะถัน
  • ยารักษาเกลื้อน โซเดียมไทโอซัลเฟต มีวิธีใช้ คือ เติมน้ำสะอาดจนเต็มถึงคอขวด แล้วเขย่าจนตัวยาละลายผสมกับน้ำจนเข้มข้นประมาณ 25% หลังจากอาบน้ำแล้ว ให้ทาบริเวณที่เป็นเกลื้อน วันละหลายๆ ครั้ง มีข้อควรระวัง คือ หากผสมยากับน้ำทิ้งไว้แล้ว ควรใช้ภายใน 15 นาทีไม่นานกว่านั้น

14. กลุ่มยารักษาแผลติดเชื้อไฟไหม้ น้ำร้อนลวก

  • ยารักษาแผลติดเชื้อซิลเวอร์ ซัลฟาไดอาซีน ครีม เป็นยาทาภายนอกเพื่อรักษาการติดเชื้อของแผลไฟใหม้ โดนความร้อน หรือน้ำร้อนลวก วิธีใช้ คือ ทำความสะอาดแผลก่อน แล้วทายาลงไปทุกวัน วันละ 1-2 ครั้ง หากเป็นแผลไฟไหม้ควรใช้ทุกๆ 24 ชั่วโมง

15. กลุ่มยาใส่แผล ยาล้างแผล

เป็นกลุ่มยาสำหรับปฐมพยาบาล และดูแลแผลสดให้สะอาด เช่น 

  • ยาใส่แผล ทิงเจอร์ไอโอดีน ใช้สำหรับรักษาแผลสด โดยนำสำลีสะอาดมาชุบยาทาที่แผล พยายามหลีกเลี่ยงอย่าให้ยาเข้าตาเด็ดขาด และมีอาการแพ้ยา เช่น ผื่นแดง หรือรู้สึกระคายเคือง ให้รีบหยุดยาทันที
  • ยาใส่แผล ทิงเจอร์ไทเมอรอซอล ใช้รักษาบาดแผล วิธีใช้ และข้อควรระวังเหมือนยาใส่แผล ทิงเจอร์ไอโอดีน 
  • ยาเอทิลแอลกอฮอล์ ใช้รักษาความสะอาดรอบๆ บาดแผล ใช้สำหรับทาเท่านั้น ห้ามรับประทาน
  • น้ำเกลือล้างแผล ใช้รักษาความสะอาดรอบๆ บาดแผลให้สะอาด

16. กลุ่มยาบำรุงร่างกาย

เป็นกลุ่มยาสำหรับบำรุงไม่ให้ร่างกายขาดวิตามิน หรือแร่ธาตุที่จำเป็น เช่น

  • ยาเม็ดวิตามินบีรวม ให้รับประทานวันละ 1 ครั้งหลังรับประทานอาหาร ผู้ใหญ่ให้รับประทานครั้งละ 1-2 เม็ด เด็กอายุ 6-12 ปี รับประทานครั้งละ 1 เม็ด
  • ยาเม็ดวิตามินซี ใช้รับประทานเพื่อป้องกันการขาดวิตามินซี ผู้ใหญ่ให้รับประทานครั้งละ 2 เม็ด เด็กอายุ 6-12 ปี รับประทานครั้งละ 1 เม็ด หากยามีลักษณะเปลี่ยนสีไป ให้เปลี่ยนไปรับประทานชุดใหม่ 
  • ยาเม็ดบำรุงโลหิต เฟอร์รัส ซัลเฟต ใช้รักษาโรคโลหิตจางจากขาดธาตุเหล็กของผู้ใหญ่ ให้รับประทาน 3 ครั้ง ครั้งละ 1-2 เม็ดหลังอาหาร ในระหว่างรับประทานอาหาร อุจจาระอาจมีสีดำ รู้สึกคลื่นไส้อาเจียน คุณอาจให้แพทย์เป็นผู้แนะนำว่า ควรรับประทานขนาดไหนจึงจะเหมาะกับร่างกาย
  • ยาน้ำมันตับปลาชนิดแคปซูล ใช้รักษาเพื่อป้องกันการขาดวิตามินเอ และดี ผู้ใหญ่ให้รับประทานวันละ 1 เม็ดแต่พอดี อย่ารับประทานเกินเพราะอาจสะสมในร่างกายจนเกิดอันตราย

ข้อควรระวังในการซื้อยาสามัญประจำบ้าน

การเลือกซื้อยาสามัญประบ้าน ควรเลือกที่ขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ซึ่งจะต้องมีเลขทะเบียบตำรับยาอยู่บนฉลากของยานั้น เพราะยาที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจะเป็นยาที่ได้มาตรฐาน สามารถนำมาใช้รักษาโรคได้ 

อีกสิ่งที่ควรดูก่อนซื้อยา คือ วันหมดอายุ เนื่องจากยามีเวลาเสื่อมสภาพ จึงไม่ควรซื้อยาที่ใกล้หมดอายุ หรือหมดอายุแล้วมาใช้รับประทาน เพราะอาจจะมีอันตรายต่อร่างกายได้ 

นอกจากนี้ คุณยังควรเลือกยาที่มีสิ่งบรรจุ ผลิตภัณฑ์อยู่ในสภาพดี ครบสมบูรณ์ ยาเม็ดต้องไม่แตก สีเรียบไม่มีจุดแปลกปลอม ยาน้ำไม่ตกตะกอน แต่ถ้าแขวนตะกอนเมื่อเขย่าตัวยาแล้วต้องกระจายตัวสม่ำเสมอ

วิธีใช้ยาสามัญประจำบ้านให้ปลอดภัย

  1. ควรอ่านฉลากยา และเอกสารกำกับยาให้เข้าใจก่อนใช้ยาทุกครั้ง จะได้ไม่ใช้ยาผิด
  2. ใช้ยาให้ถูกต้องตามที่เอกสารกำกับยาระบุไว้ ไม่ควรใช้ยาเกินขนาดเด็ดขาด
  3. เลี่ยงการใช้ยาที่ผิดกับโรค เพราะโรคบางอย่างตัวยาต้องใช้ต่างชนิดกัน

การเก็บรักษายาสามัญประจำบ้านที่ถูกต้อง

การเก็บยาสามัญประจำบ้านเอาไว้นั้น ควรมีตู้สำหรับใส่ยาเหล่านี้โดยเฉพาะเพื่อให้เป็นระเบียบ และเพิ่มความสะดวกในการหยิบใช้ อีกทั้งช่วยรักษาตัวยาให้มีอายุการใช้งานได้ตามกำหนด โดยมีวิธีเก็บดังนี้

  1. ควรแยกยาออกเป็นประเภทต่างๆ อย่างชัดเจน ว่าอันไหน คือ ยาสำหรับรับประทาน และยาอันไหน คือ ยาสำหรับใช้ภายนอก
  2. ยาจะต้องมีฉลากยาที่มีความถูกต้องชัดเจน ไม่จาง หรือขาดหาย
  3. เก็บยาให้พ้นมือเด็ก
  4. เก็บยาไว้ในที่ไม่โดนแสงแดด ความร้อน ความชื้น และเปลวไฟ
  5. อย่าเก็บยาชนิดอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องเอาไว้ในตู้เก็บยาสามัญประจำบ้าน เพราะอาจจะหยิบผิดได้

ยาสามัญประจำบ้านเป็นของที่ต้องมีติดบ้านเอาไว้เสมอ เพราะรักษาโรคทั่วไปเล็กๆ น้อยๆ ที่สามารถซื้อยาทานเองได้ แต่ก็ต้องศึกษาตัวยาและข้อมูลอื่นๆ เกี่ยวกับยาให้ครบถ้วนเพื่อจะได้ใช้รักษาโรคได้อย่างปลอดภัย

ดูแพ็กเกจตรวจสุขภาพ เปรียบเทียบราคา โปรโมชั่นล่าสุดจากโรงพยาบาลและคลินิกชั้นนำได้ที่นี่ หรือไม่พลาดทุกการอัปเดตแพ็กเกจเหล่านี้ เมื่อกดเป็นเพื่อนทางไลน์ @HonestDocs และกดดาวน์โหลดแอป iOS และ Android


6 แหล่งข้อมูล
กองบรรณาธิการ HD มุ่งมั่นตั้งใจให้ผู้อ่านได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง โดยทำงานร่วมกับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงเลือกใช้ข้อมูลอ้างอิงที่น่าเชื่อถือจากสถาบันต่างๆ คุณสามารถอ่านหลักการทำงานของกองบรรณาธิการ HD ได้ที่นี่
The New Emergency Health Kit 98: Drugs and Medical Supplies for 10,000 People for Approximately 3 Months: Chapter 1: Essential drugs and supplies in emergency situations: Drug and supply management control. World Health Organization (WHO). (https://apps.who.int/medicinedocs/en/d/Jwhozip31e/3.5.html)
Your medicine cabinet. NHS (National Health Service). (https://www.nhs.uk/live-well/healthy-body/your-medicine-cabinet/)
12 Must-Have OTC Drugs: Non-Prescription First Aid Supplies. eMedicineHealth. (https://www.emedicinehealth.com/home_pharmacy/article_em.htm)

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HD พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ผู้เขียนและผู้รีวิวบทความไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการที่นำเสนอแต่อย่างใด เว้นแต่จะระบุในเนื้อหา การแนะนำสินค้าและบริการแสดงขึ้นอัตโนมัติจากระบบของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าบทความนี้มีประโยชน์มากแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลส่วนตัวของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวิดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รอยโรค (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่ดูไฟล์ได้
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เข้าถึงได้

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม