Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HD
การตั้งครรภ์

ทำไมความดันในช่องคลอดในระหว่างการตั้งครรภ์จึงเป็นไปอย่างปกติ

เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ: 21 ต.ค. 2018 อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 11 ก.พ. 2020 ประมาณเวลาการอ่าน: 5 นาที
ทำไมความดันในช่องคลอดในระหว่างการตั้งครรภ์จึงเป็นไปอย่างปกติ

การที่มีทารกโตอยู่ในครรภ์ มีเลือดในร่างกายเพิ่มขึ้น และแรงโน้มถ่วง สามารถทำให้อาการหน่วงที่ช่องคลอดและอุ้งเชิงกรานนั้นเป็นอาการที่พบบ่อยในผู้หญิงที่ตั้งครรภ์

อาการนี้ไม่ได้พบเฉพาะในผู้ที่ตั้งครรภ์เข้าไตรมาสที่สามเท่านั้นแต่ผู้หญิงบางคนมีรายงานว่ามีอาการดังกล่าวตั้งแต่ช่วงไตรมาสที่หนึ่งและสองได้เช่นกัน

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
หากคุณรู้สึกว่าตัวเองมีความบกพร่องในด้านของความเข้าใจ

เราอยากชวนคุณมาทดลองงานวิจัยกับเรา

Istock 541831614

สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการดังกล่าวนั้นอาจจะวินิจฉัยได้ยาก แต่ให้สบายใจได้ว่ามันเป็นเรื่องปกติ ต่อไปนี้เป็นสาเหตุที่อาจจะทำให้เกิดอาการดังกล่าว วิธีการบรรเทาอาการและเมื่อไหร่ที่คุณควรไปพบแพทย์

สาเหตุ

การพยายามทำความเข้าใจสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการหน่วงในอุ้งเชิงกรานหรือช่องคลอดนั้นไม่ได้เป็นเรื่องง่ายเสมอไป แต่ถ้าหากคุณมีอาการดังกล่าวในช่วงไตรมาสที่สองและสาม มักจะเกิดจากทารกในครรภ์

เมื่อทารกนั้นเจริญเติบโตขึ้นและมีน้ำหนักมากขึ้น ก็จะเพิ่มแรงที่กระทำต่อกล้ามเนื้อในอุ้งเชิงกราน กล้ามเนื้อเหล่านี้ทำหน้าที่พยุงมดลูก ลำไส้เล็ก กระเพาะปัสสาวะและไส้ตรง

เมื่อตั้งครรภ์ไปเรื่อยๆ ทารกของคุณก็จะเริ่มโตจนไปเบียดอวัยวะอื่นๆ สะโพกและอุ้งเชิงกราน ซึ่งก็เป็นการเพิ่มแรงที่กระทำต่อทุกสิ่งด้วยเช่นกัน

อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดอาการหน่วงในช่วงท้ายๆ ของการตั้งครรภ์ก็คือฮอร์โมน relaxin ซึ่งจะช่วยหย่อนเส้นเอ็นเมื่อเข้าสู่ช่วงใกล้คลอดมากขึ้น แต่ก็อาจจะส่งผลต่อข้อต่อที่เชิงกรานเช่นกัน ผู้หญิงบางคนมีอาการปวดใกล้กับกระดูกเชิงกรานและรู้สึกขาสั่น

แล้วมันส่งผลต่ออะไรบ้าง

ข้อต่อ กล้ามเนื้อ และกระดูกนั้นล้วนแต่ได้รับผลกระทบเวลาที่ตั้งครรภ์ และอาการหน่วงนั้นก็มักจะไม่หายไปจนกว่าจะคลอด ในความจริงแล้ว อาจจะมีอาการรุนแรงขึ้นด้วยซ้ำในช่วงที่ทารกเคลื่อนตัวลงต่ำเพื่อเตรียมคลอด

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
หากคุณรู้สึกว่าตัวเองมีความบกพร่องในด้านของความเข้าใจ

เราอยากชวนคุณมาทดลองงานวิจัยกับเรา

Istock 541831614

คุณอาจจะรู้สึกหน่วงและปวดเล็กน้อยเวลาที่มีการเคลื่อนไหวเนื่องจากการเดิน เดินขึ้นบันได หรือแม้แต่เวลานั่งรถที่ผ่านเนินนั้นจะทำให้ทารกถูกเบียดได้

อาการปวดในระยะแรกของการตั้งครรภ์

หากคุณมีอาการหน่วงที่ช่องคลอดหรืออุ้งเชิงกรานในระหว่างไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์หรือช่วงต้นของไตรมาสที่ 2 อย่าเพิ่งโทษว่ามาจากทารก ในช่วงสัปดาห์แรกๆ ของการตั้งครรภ์ ทารกนั้นมักจะตัวเล็กเกินกว่าที่จะทำให้เกิดอาการดังกล่าว แต่มีหลายอย่างที่อาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการได้

อาการปวดในช่วงระยะแรกของการตั้งครรภ์นั้นอาจจะเกิดจากการที่มดลูกขยายตัว ควรสังเกตว่ามีเลือดออกทางช่องคลอดหรือไม่หากมีอาการปวดหน่วงดังกล่าว และถ้าหากมีเลือดออกควรไปพบแพทย์ เพราะอาการปวดหน่วงนั้นเป็นอาการที่พบบ่อยในผู้ที่แท้งบุตร

อาการท้องผูกนั้นก็สามารถทำให้รู้สึกปวดหน่วงได้เช่นกัน และเมื่อฮอร์โมนเพิ่มขึ้นในระหว่างที่ตั้งครรภ์ และได้รับธาตุเหล็กเพิ่มขึ้น (จากวิตามินบำรุงครรภ์) จะทำให้ส่งผลต่อระบบย่อยอาหาร อาการหน่วงที่เชิงกรานนั้นอาจจะเป็นอาการที่แสดงว่าร่างกายอยากถ่าย

หากเกิดจากสาเหตุดังกล่าว ควรดื่มน้ำมากๆ และรับประทานอาหารที่มีเส้นใยอาหารสูง และปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับยาระบายที่ปลอดภัยในขณะตั้งครรภ์

วิธีการบรรเทาอาการ

หากต้องการบรรเทาอาการในทันที ให้ลองนอนตะแคงและตั้งสมาธิอยู่ที่การหายใจ หรืออาจจะลองใช้วิธีต่อไปนี้

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
หากคุณรู้สึกว่าตัวเองมีความบกพร่องในด้านของความเข้าใจ

เราอยากชวนคุณมาทดลองงานวิจัยกับเรา

Istock 541831614
  • ออกกำลังกายกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานเช่นการเอียงและหมุน
  • พยายามผ่อนคลายด้วยการแช่น้ำอุ่น (ไม่ใช่น้ำร้อน). หรืออาจจะยืนอาบน้ำฝักบำและให้น้ำเข้าทางด้านหลังก็ได้
  • ใช้อุปกรณ์ช่วยพยุงร่างกายขณะตั้งครรภ์ ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อพยุงท้องและช่วยบรรเทาอาการที่สะโพก เชิงกรานและหลังส่วนล่าง
  • หลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วหากเป็นไปได้ พยายามอย่าบิดเอว แต่ให้ค่อยๆ หมุนร่างกายทั้งหมดไปพร้อมกันอย่างช้าๆ
  • พยายามนั่งให้มากที่สุดและยกขาให้สูงถ้าเป็นไปได้

หากคุณออกกำลังกายเป็นประจำก่อนที่จะตั้งครรภ์ อย่าหยุด ให้ปรับตามความจำเป็นแต่ควรจะออกกำลังกายสม่ำเสมอ หากคุณไม่แน่ใจว่าจะปรับอย่างไรให้ลองถามแพทย์

อาการหน่วง vs ปวด

อาการหน่วงที่ช่องคลอดหรือเชิงกรานนั้นเป็นเรื่องหนึ่งแต่อาการปวดฉับพลันนั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง อาการหน่วงที่ท้องน้อยนั้นมีลักษณะคล้ายกับอาการปวดท้องเวลามีประจำเดือน และคุณอาจจะมีอาการปวดหลังส่วนล่างร่วมด้วย

แต่อาการปวดนั้นแตกต่างออกไป หากมีอาการปวดในบริเวณดังกล่าวมักจะเป็นอาการปวดอย่างรุนแรงที่ทำให้คุณเดินลำบากหรือแม้แต่พูดในขณะที่มีอาการ หากมีอาการเช่นนี้ควรไปพบแพทย์ทันที

สาเหตุอื่นๆ ที่ควรไปพบแพทย์ทันทีประกอบด้วย

  • ปวดท้องน้อยรุนแรงจนไม่สามารถเดินหรือพูดได้
  • ปวดหัวรุนแรง
  • เวียนหัว
  • มือ ใบหน้า เท้าบวมอย่างฉับพลัน

ควรไปโรงพยาบาลหากมีอาการหน่วงท้องน้อยร่วมกับอาการอื่นๆ เช่นมีไข้ หนาวสั่นหรือเลือดออกทางช่องคลอด

เนื่องจากอาการปวดที่ท้องน้อยในระหว่างตั้งครรภ์นั้นอาจจะเกิดจากสาเหตุที่เป็นอันตรายได้ เช่นการแท้ง การตั้งครรภ์นอกมดลูก หรือการคลอดก่อนกำหนด ภาวะแทรกซ้อนของการตั้งครรภ์เช่นครรภ์เป็นพิษหรือรกลอกตัวก่อนกำหนดนั้นก็สามารถทำให้มีอาการปวดท้องน้อยได้เช่นกันการที่มีทารกโตอยู่ในครรภ์ มีเลือดในร่างกายเพิ่มขึ้น และแรงโน้มถ่วง สามารถทำให้อาการหน่วงที่ช่องคลอดและอุ้งเชิงกรานนั้นเป็นอาการที่พบบ่อยในผู้หญิงที่ตั้งครรภ์

อาการนี้ไม่ได้พบเฉพาะในผู้ที่ตั้งครรภ์เข้าไตรมาสที่สามเท่านั้นแต่ผู้หญิงบางคนมีรายงานว่ามีอาการดังกล่าวตั้งแต่ช่วงไตรมาสที่หนึ่งและสองได้เช่นกัน

สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการดังกล่าวนั้นอาจจะวินิจฉัยได้ยาก แต่ให้สบายใจได้ว่ามันเป็นเรื่องปกติ ต่อไปนี้เป็นสาเหตุที่อาจจะทำให้เกิดอาการดังกล่าว วิธีการบรรเทาอาการและเมื่อไหร่ที่คุณควรไปพบแพทย์

สาเหตุ

การพยายามทำความเข้าใจสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการหน่วงในอุ้งเชิงกรานหรือช่องคลอดนั้นไม่ได้เป็นเรื่องง่ายเสมอไป แต่ถ้าหากคุณมีอาการดังกล่าวในช่วงไตรมาสที่สองและสาม มักจะเกิดจากทารกในครรภ์

เมื่อทารกนั้นเจริญเติบโตขึ้นและมีน้ำหนักมากขึ้น ก็จะเพิ่มแรงที่กระทำต่อกล้ามเนื้อในอุ้งเชิงกราน กล้ามเนื้อเหล่านี้ทำหน้าที่พยุงมดลูก ลำไส้เล็ก กระเพาะปัสสาวะและไส้ตรง

เมื่อตั้งครรภ์ไปเรื่อยๆ ทารกของคุณก็จะเริ่มโตจนไปเบียดอวัยวะอื่นๆ สะโพกและอุ้งเชิงกราน ซึ่งก็เป็นการเพิ่มแรงที่กระทำต่อทุกสิ่งด้วยเช่นกัน

อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดอาการหน่วงในช่วงท้ายๆ ของการตั้งครรภ์ก็คือฮอร์โมน relaxin ซึ่งจะช่วยหย่อนเส้นเอ็นเมื่อเข้าสู่ช่วงใกล้คลอดมากขึ้น แต่ก็อาจจะส่งผลต่อข้อต่อที่เชิงกรานเช่นกัน ผู้หญิงบางคนมีอาการปวดใกล้กับกระดูกเชิงกรานและรู้สึกขาสั่น

แล้วมันส่งผลต่ออะไรบ้าง

ข้อต่อ กล้ามเนื้อ และกระดูกนั้นล้วนแต่ได้รับผลกระทบเวลาที่ตั้งครรภ์ และอาการหน่วงนั้นก็มักจะไม่หายไปจนกว่าจะคลอด ในความจริงแล้ว อาจจะมีอาการรุนแรงขึ้นด้วยซ้ำในช่วงที่ทารกเคลื่อนตัวลงต่ำเพื่อเตรียมคลอด

คุณอาจจะรู้สึกหน่วงและปวดเล็กน้อยเวลาที่มีการเคลื่อนไหวเนื่องจากการเดิน เดินขึ้นบันได หรือแม้แต่เวลานั่งรถที่ผ่านเนินนั้นจะทำให้ทารกถูกเบียดได้

อาการปวดในระยะแรกของการตั้งครรภ์

หากคุณมีอาการหน่วงที่ช่องคลอดหรืออุ้งเชิงกรานในระหว่างไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์หรือช่วงต้นของไตรมาสที่ 2 อย่าเพิ่งโทษว่ามาจากทารก ในช่วงสัปดาห์แรกๆ ของการตั้งครรภ์ ทารกนั้นมักจะตัวเล็กเกินกว่าที่จะทำให้เกิดอาการดังกล่าว แต่มีหลายอย่างที่อาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการได้

อาการปวดในช่วงระยะแรกของการตั้งครรภ์นั้นอาจจะเกิดจากการที่มดลูกขยายตัว ควรสังเกตว่ามีเลือดออกทางช่องคลอดหรือไม่หากมีอาการปวดหน่วงดังกล่าว และถ้าหากมีเลือดออกควรไปพบแพทย์ เพราะอาการปวดหน่วงนั้นเป็นอาการที่พบบ่อยในผู้ที่แท้งบุตร

อาการท้องผูกนั้นก็สามารถทำให้รู้สึกปวดหน่วงได้เช่นกัน และเมื่อฮอร์โมนเพิ่มขึ้นในระหว่างที่ตั้งครรภ์ และได้รับธาตุเหล็กเพิ่มขึ้น (จากวิตามินบำรุงครรภ์) จะทำให้ส่งผลต่อระบบย่อยอาหาร อาการหน่วงที่เชิงกรานนั้นอาจจะเป็นอาการที่แสดงว่าร่างกายอยากถ่าย

หากเกิดจากสาเหตุดังกล่าว ควรดื่มน้ำมากๆ และรับประทานอาหารที่มีเส้นใยอาหารสูง และปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับยาระบายที่ปลอดภัยในขณะตั้งครรภ์

วิธีการบรรเทาอาการ

หากต้องการบรรเทาอาการในทันที ให้ลองนอนตะแคงและตั้งสมาธิอยู่ที่การหายใจ หรืออาจจะลองใช้วิธีต่อไปนี้

  • ออกกำลังกายกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานเช่นการเอียงและหมุน
  • พยายามผ่อนคลายด้วยการแช่น้ำอุ่น (ไม่ใช่น้ำร้อน). หรืออาจจะยืนอาบน้ำฝักบำและให้น้ำเข้าทางด้านหลังก็ได้
  • ใช้อุปกรณ์ช่วยพยุงร่างกายขณะตั้งครรภ์ ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อพยุงท้องและช่วยบรรเทาอาการที่สะโพก เชิงกรานและหลังส่วนล่าง
  • หลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วหากเป็นไปได้ พยายามอย่าบิดเอว แต่ให้ค่อยๆ หมุนร่างกายทั้งหมดไปพร้อมกันอย่างช้าๆ
  • พยายามนั่งให้มากที่สุดและยกขาให้สูงถ้าเป็นไปได้

หากคุณออกกำลังกายเป็นประจำก่อนที่จะตั้งครรภ์ อย่าหยุด ให้ปรับตามความจำเป็นแต่ควรจะออกกำลังกายสม่ำเสมอ หากคุณไม่แน่ใจว่าจะปรับอย่างไรให้ลองถามแพทย์


บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HD พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ผู้เขียนและผู้รีวิวบทความไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการที่นำเสนอแต่อย่างใด เว้นแต่จะระบุในเนื้อหา การแนะนำสินค้าและบริการแสดงขึ้นอัตโนมัติจากระบบของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
บทความต่อไป
ทารกมีอัตราการเต้นของหัวใจช้า อันตรายหรือไม่
ทารกมีอัตราการเต้นของหัวใจช้า อันตรายหรือไม่

เรื่องง่ายๆ ที่คุณแม่ทุกคนต้องใส่ใจเพราะอัตราการเต้นของหัวใจสัมพันธ์กับความปลอดภัยของลูกน้อย

อะไรคือสัญญาณการฉีกขาดในภาวะตั้งครรภ์นอกมดลูก?
อะไรคือสัญญาณการฉีกขาดในภาวะตั้งครรภ์นอกมดลูก?

เรียนรู้สัญญาณการตั้งครรภ์นอกมดลูกก่อนที่มันจะฉีกขาด

ทำความเข้าใจกับภาวะตั้งครรภ์ที่ไข่ที่ปฏิสนธิไม่ฝังตัว (Chemical Pregnancy) ใช่หรือไม่ใช่?
ทำความเข้าใจกับภาวะตั้งครรภ์ที่ไข่ที่ปฏิสนธิไม่ฝังตัว (Chemical Pregnancy) ใช่หรือไม่ใช่?

การตั้งครรภ์ที่เร็วเกินไปที่จะยืนยันด้วยวิธีการทางชีวเคมี

ดูในแอป