มะเร็งและโรคร้าย

คู่มือไวรัส RSV ในเด็กและผู้ใหญ่ ฉบับสมบูรณ์

รู้จักไวรัส RSV สาเหตุการติดเชื้อในปอดและทางเดินหายใจ อันตรายถึงชีวิต ครบที่สุดทั้งอาการ การติดต่อ การป้องกัน การวินิจฉัยโรค การรักษา และภาวะแทรกซ้อน
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ก.ย. 5, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 8 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 784,851 คน

คู่มือไวรัส RSV ในเด็กและผู้ใหญ่ ฉบับสมบูรณ์

เชื้อไวรัส RSV คือเชื้อไวรัสในระบบทางเดินหายใจ เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการติดเชื้อในปอดและทางเดินหายใจ 

หากเป็นการติดเชื้อในทารกที่คลอดก่อนกำหนด เด็กอ่อน เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้ใหญ่ที่เป็นโรคหัวใจและโรคปอด หรือผู้ป่วยที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอมาก (ภูมิต้านทานโรคต่ำ) อาจมีอาการเจ็บป่วยรุนแรงได้ และอาจมีอันตรายถึงชีวิต ซึ่งเชื้อไวรัสนี้เป็นสาเหตุหลักของโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนล่างในเด็กเล็ก

ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงที่จะติดเชื้อไวรัส RSV ขั้นรุนแรงหรือขั้นที่เป็นอันตรายต่อชีวิต ได้แก่

  • ทารกคลอดก่อนกำหนด
  • เด็กเล็กที่เป็นโรคหัวใจหรือโรคปอดตั้งแต่กำเนิด
  • เด็กที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เช่น เด็กที่ได้รับเคมีบำบัดหรือได้รับการปลูกถ่ายกระดูก
  • ทารกที่อยู่ในสถานรับเลี้ยงเด็กที่แออัด 
  • ผู้สูงอายุ
  • ผู้ใหญ่ที่เป็นโรคหอบหืด มีภาวะหัวใจล้มเหลว หรือเป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง
  • ผู้ที่เป็นโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง รวมถึงผู้ที่เข้ารับการปลูกถ่ายอวัยวะ ผู้ที่เป็นโรคลิวคิเมียหรือผู้ติดเชื้อ HIV หรือเอดส์

สำหรับเด็กวัยเรียนและผู้ใหญ่ เชื้อไวรัส RSV ไม่ถือเป็นเชื้อโรคที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างรุนแรง และมักจะเป็นการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบนซึ่งอาจทำให้มีอาการไอหรือมีอาการคล้ายโรคหวัดทั่วไปเท่านั้น เด็กโตและผู้ใหญ่จะมีระบบภูมิคุ้มกันโรคที่แข็งแรงและมีหลอดลมขนาดใหญ่ ทำให้อาการบวมและอักเสบในหลอดลมไม่ส่งผลกระทบต่อระบบการหายใจมากจนถึงขั้นที่เป็นอันตราย

อาการของการติดเชื้อไวรัส RSV

โดยทั่วไปแล้ว สัญญาณและอาการที่บ่งชี้ว่าเกิดการติดเชื้อไวรัส RSV จะแสดงออกมาหลังจากการสัมผัสกับเชื้อประมาณ 4-6 วัน สำหรับผู้ใหญ่และเด็กโต สัญญาณและอาการที่แสดงออกมาหลังการติดเชื้อไวรัส RSV จะคล้ายอาการของโรคไข้หวัด 

อาการทั่วไป

  • คัดจมูกหรือน้ำมูกไหล
  • ไอแห้ง
  • มีไข้ต่ำ
  • เจ็บคอ
  • ปวดหัวเล็กน้อย 

อาการของการติดเชื้อรุนแรง

เชื้อไวรัส RSV แพร่กระจายไปยังทางเดินหายใจส่วนล่างและทำให้เกิดโรคปอดบวมหรือโรคหลอดลมอักเสบได้ (การอักเสบบริเวณหลอดลมฝอยที่เป็นท่อนำลมเข้าสู่ปอด) สัญญาณและอาการดังกล่าว ได้แก่

  • มีไข้
  • ไออย่างรุนแรง
  • หายใจมีเสียงหวีด (เสียงดังที่มักจะได้ยินเวลาหายใจออก)
  • หายใจเร็ว หอบ หรือหายใจลำบาก (เด็กที่มีอาการมักเลือกที่จะลุกขึ้นนั่งมากกว่านอนราบ)
  • ตัวเขียวเนื่องจากขาดออกซิเจน

ทารกที่ติดเชื้อไวรัส RSV ส่วนใหญ่จะมีอาการเจ็บป่วยรุนแรง โดยกล้ามเนื้อบริเวณหน้าอกและผิวหนังของทารกจะบุ๋มลงไปอย่างเห็นได้ชัดเวลาหายใจเนื่องจากต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการหายใจแต่ละครั้ง นอกจากนี้ยังมีสัญญาณและอาการอื่นๆ ที่บ่งชี้ว่าทารกติดเชื้อไวรัส RSV อย่างรุนแรง ได้แก่

  • หายใจสั้น หายใจตื้น และหายใจเร็ว
  • ไอ
  • กินน้อย เบื่ออาหาร
  • อ่อนเพลียผิดปกติ (เซื่องซึม)
  • หงุดหงิดง่าย กระสับกระส่าย

ควรไปพบแพทย์เมื่อใด

หากลูกของคุณมีอายุน้อยกว่า 3 เดือน คลอดก่อนกำหนด มีโรคเกี่ยวกับปอดหรือหัวใจ และมีระบบภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอ คุณควรพาลูกไปพบแพทย์ตั้งแต่มีอาการของโรคไข้หวัด

เด็กและผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพแข็งแรง อาจไม่จำเป็นต้องไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการวินิจฉัยว่าได้รับเชื้อไวรัส RSV หรือไม่ เพราะส่วนใหญ่จะหายจากโรคได้เองภายใน 1- 2 สัปดาห์ แม้บางรายจะยังมีอาการหายใจมีเสียงหวีดอยู่ 

หากคนไข้เริ่มแสดงอาการของการติดเชื้อไวรัส RSV อย่างรุนแรงอย่างน้อย 1 อาการ ดังต่อไปนี้ หรือเป็นการติดเชื้อในทารกที่คลอดก่อนกำหนด เด็กอ่อนและผู้ใหญ่ที่ป่วยเป็นโรคหัวใจเรื้อรังหรือโรคปอดเรื้อรัง ควรรีบพบแพทย์ทันที

  • หายใจเร็วและลำบาก
  • หายใจแรง มีเสียงหวีดดัง
  • ไออย่างรุนแรง
  • มีน้ำมูกเหนียวสีเหลือง เขียว หรือเทา
  • อ่อนเพลียอย่างมาก
  • ผิวซีดเขียว
  • มีไข้สูง (ประมาณ 38 องศา สำหรับเด็กอ่อนที่อายุไม่เกิน 3 เดือน) 

โดยแพทย์จะสามารถวินิจฉัยโรคได้ เมื่อคนไข้เข้ารับการตรวจสุขภาพและทดสอบหาเชื้อไวรัส RSV (rapid RSV test) ซึ่งจะทราบผลได้ภายในเวลาประมาณ 10 นาที หรือแพทย์อาจส่งตัวอย่างเสมหะจากจมูกหรือทางเดินหายใจส่วนบนของคนไข้ไปตรวจหาเชื้อไวรัสในห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์

ทั้งนี้ แพทย์อาจใช้เครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้ว (pulse oximeter) ในการทดสอบระดับออกซิเจนในเลือด (โดยจะนำอุปกรณ์มาหนีบไว้ที่ปลายนิ้วมือหรือนิ้วเท้า) เพื่อตรวจดูว่าคนไข้ได้รับออกซิเจนเพียงพอหรือไม่

สาเหตุของการติดเชื้อไวรัส RSV

ผู้ติดเชื้อสามารถแพร่เชื้อได้มากที่สุดในช่วง 2-3 วันแรกหลังได้รับเชื้อ อย่างไรก็ตาม เชื้อไวรัสสามารถแพร่กระจายได้อย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 2-3 สัปดาห์ และมักจะระบาดในช่วงที่สภาพอากาศมีความเปลี่ยนแปลง

เชื้อไวรัส RSV แพร่กระจายได้ง่ายผ่านละอองเสมหะในอากาศ ผ่านการสัมผัสโดยตรง และผ่านการสัมผัสพื้นผิวที่มีเชื้อโรคปะปนอยู่ เข้าสู่ร่างกายทางตา จมูก หรือปาก เช่น เวลาจับมือ หรือเวลามีผู้ติดเชื้อจามหรือไออยู่ในบริเวณใกล้เคียง หรือเวลาที่เด็กสัมผัสสิ่งของหรือของเล่นที่มีเชื้อโรคปะปนอยู่ แล้วมาจับปาก จมูก หรือตาของตัวเอง จึงมักติดต่อกันง่ายในเนอร์สเซอรี่หรือโรงเรียน

เชื้อไวรัสมีชีวิตอยู่ได้หลายชั่วโมงบนวัตถุที่เป็นของแข็ง เช่น ลูกบิดประตู พื้นโต๊ะเคาน์เตอร์ คอกเตียง และของเล่น และสามารถอยู่ได้นานกว่าบนพื้นผิววัสดุอ่อนนุ่ม เช่น มือ หรือกระดาษชำระ

ผู้ที่เคยติดเชื้อไวรัส RSV มาก่อนสามารถกลับมาติดเชื้อซ้ำอีกครั้งได้และมักจะติดเชื้อในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกับการติดเชื้อครั้งก่อน แต่อาการเจ็บป่วยจะไม่รุนแรงเท่าเดิมและมักจะมีอาการคล้ายโรคไข้หวัดธรรมดาเท่านั้น อย่างไรก็ตาม การติดเชื้อซ้ำในผู้สูงอายุหรือผู้ที่เป็นโรคหัวใจเรื้อรังหรือโรคปอดเรื้อรังอาจมีอาการเจ็บป่วยรุนแรงได้

ภาวะแทรกซ้อนจากการติดเชื้อไวรัส RSV

ผู้ที่ติดเชื้อไวรัส RSV ส่วนใหญ่จะสามารถหายจากอาการเจ็บป่วยได้โดยไม่มีภาวะแทรกซ้อน โดยภาวะแทรกซ้อนของเชื้อไวรัส RSV ได้แก่

  • โรคปอดบวม เป็นการอักเสบติดเชื้อในปอด ซึ่งเกิดอย่างน้อย 1 ใน 4 ของเด็กที่ติดเชื้อไวรัส RSV เป็นครั้งแรก โดยทั่วไปแล้ว ภาวะปอดอักเสบ (โรคปอดบวม) หรือภาวะหลอดลมปอดอักเสบ (โรคหลอดลมอักเสบ) ในทารก มักมีสาเหตุหลักมาจากเชื้อไวรัส RSV แพร่กระจายไปยังทางเดินหายใจส่วนล่าง โดยจะปิดกั้นทางเดินหายใจโดยการทำให้หลอดลมฝอยที่เชื่อมเข้าสู่ปอดอักเสบและเต็มไปด้วยเสมหะ ภาวะปอดอักเสบจะมีความรุนแรงเมื่อเกิดในทารก เด็กเล็ก ผู้เป็นโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือผู้ที่เป็นโรคหัวใจเรื้อรังหรือโรคปอดเรื้อรัง
  • ภาวะติดเชื้อในหูส่วนกลาง หากเชื้อโรคเข้าสู่ช่องว่างหลังแก้วหูจะเกิดการติดเชื้อในหูส่วนกลาง (หูชั้นกลางอักเสบ) ภาวะนี้เกิดขึ้นบ่อยที่สุดในทารกและเด็กเล็ก
  • โรคหอบหืด การติดเชื้อไวรัส RSV อย่างรุนแรงในเด็กอาจทำให้เด็กมีโอกาสเป็นโรคหอบหืดได้ในเวลาต่อมา

การรักษาการติดเชื้อไวรัส RSV

หากผู้ที่ติดเชื้อได้เข้ารักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลก็จะสามารถหายจากโรคได้ภายในเวลาไม่กี่วัน ซึ่งโดยทั่วไปจะหายเป็นปกติได้ภายใน 2 สัปดาห์ในกรณีที่ติดเชื้อไม่รุนแรง แต่ถ้าหากมีการติดเชื้อไวรัส RSV อย่างรุนแรง แพทย์จะให้ใช้เครื่องช่วยหายใจ ให้น้ำเกลือ และทำการดูดเสมหะให้เป็นระยะ รวมถึงอาจให้ยาปฏิชีวนะในการรักษาเพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรีย หากมีภาวะแทรกซ้อนเป็นโรคปอดบวม (ยาปฏิชีวนะไม่สามารถใช้ฆ่าเชื้อไวรัส RSV ได้ เพราะไม่ใช่เชื้อแบคทีเรีย)

เชื้อไวรัส RSV นั้นไม่มีวิธีการรักษาให้หายโดยตรงเช่นเดียวกับโรคไข้หวัด แต่คุณสามารถบรรเทาอาการเจ็บป่วยให้คนไข้ได้ ดังนี้

  • ให้คนไข้ดื่มน้ำเยอะๆ เพื่อไม่ให้ร่างกายขาดน้ำ ถ้าหากเป็นเด็กวัยยังไม่หย่านม คุณควรให้เด็กดื่มนมบ่อยที่สุดเท่าที่เด็กต้องการ
  • หยอดน้ำเกลือ 2-3 หยดลงในรูจมูกเพื่อละลายน้ำมูกหรือเสมหะ จากนั้นใช้ที่บีบดูดน้ำมูกหรือเครื่องดูดน้ำมูกเพื่อนำน้ำมูกเหล่านั้นออกมา น้ำเกลือล้างจมูกนั้นมีขายตามร้านขายยาทั่วไป
  • ให้คนไข้สูดดมไอน้ำจากเครื่องทำไอระเหยเพื่อให้ทางเดินหายใจชุ่มชื้นและหายใจได้สะดวกขึ้น อย่างไรก็ตาม คุณต้องปฏิบัติตามคำแนะนำในการรักษาความสะอาดเครื่องมือดังกล่าวจากผู้ผลิต เพราะถ้าหากเครื่องมือสกปรก เชื้อโรคจะสามารถเข้าสู่ทางเดินหายใจได้ง่ายขณะสูดดมไอน้ำ
  • ระวังไม่ให้คนไข้อยู่ใกล้ควันบุหรี่ สีที่ยังไม่แห้ง ควันจากไม้ฟืน หรือฝุ่นควันอื่นๆ ที่รบกวนทางเดินหายใจซึ่งอาจทำให้หายใจลำบากมากขึ้น  การสูดดมควันบุหรี่จะทำให้อาการเจ็บป่วยจากเชื้อไวรัส RSV หรือไวรัสในระบบทางเดินหายใจอื่นๆ รุนแรงขึ้น
  • หากลูกของคุณอายุน้อยกว่า 3 เดือน คุณควรปรึกษาแพทย์ก่อนให้ยาพาราเซตามอลสำหรับทารกเพื่อบรรเทาอาการเจ็บป่วยของลูก หากลูกของคุณอายุ 6 เดือนขึ้นไป คุณสามารถให้ยาไอบูโพรเฟนหรือพาราเซตามอลสำหรับเด็กแก่ลูกของคุณได้ในปริมาณที่เหมาะสม
  • คุณไม่ควรซื้อยาแก้หวัดมาให้คนไข้รับประทานเอง ยกเว้นได้รับการอนุญาตจากแพทย์ การรักษาด้วยวิธีนี้อาจหายจากอาการป่วยได้เร็ว แต่อาจจะส่งผลเสียที่รุนแรงกว่าเดิมหรืออาจมีผลข้างเคียงที่ร้ายแรงได้

การป้องกันการติดเชื้อไวรัส RSV

ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัส RSV แต่เราสามารถดูแลรักษาสุขภาพของตนเองเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส RSV ได้ ดังนี้ 

  • ล้างมือบ่อยๆ คุณควรให้เด็กๆ และคนรอบข้างหมั่นล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ โดยเฉพาะก่อนสัมผัสตัวลูกของคุณ
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัส หลีกเลี่ยงสถานที่แออัดและสถานที่ที่มีผู้ป่วยเป็นโรคไข้หวัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากทารกดังกล่าวคลอดก่อนกำหนด หรืออยู่ในช่วงอายุ 2 เดือนแรก อาจจะให้ลูกอยู่บ้านในช่วงที่ไวรัส RSV ระบาด (ปกติจะอยู่ในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเมษายน โดยเชื้อจะระบาดมากที่สุดในช่วงเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์)
  • ทำความสะอาดสิ่งรอบตัว คุณควรหมั่นรักษาความสะอาดในห้องครัวและเคาน์เตอร์ห้องน้ำอยู่เสมอ และทิ้งกระดาษชำระที่ใช้แล้วทันที
  • ไม่ใช้ข้องใช้ เช่น แก้วน้ำจานชาม ร่วมกับผู้อื่น เวลาที่คุณหรือคนใกล้ตัวมีอาการป่วย คุณควรใช้แก้วน้ำส่วนตัวหรือใช้แก้วน้ำแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง และควรมีการติดป้ายชื่อแก้วน้ำส่วนตัวของแต่ละคน
  • ไม่สูบบุหรี่ ทารกที่ได้รับควันบุหรี่จะมีความเสี่ยงสูงขึ้นที่จะติดเชื้อไวรัส RSV และอาจมีอาการเจ็บป่วยที่รุนแรงกว่าปกติ หากคุณสูบบุหรี่ จะต้องไม่สูบในบ้านหรือในรถ
  • ทำความสะอาดของเล่นอยู่เสมอ คุณควรทำความสะอาดของเล่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่ลูกหรือเพื่อนลูกของคุณไม่สบาย 
  • ดูแลสุขภาพของตนเองอยู่เสมอ 
  • ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปี

ยาป้องกันการติดเชื้อไวรัส RSV

ยาป้องกันโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ หรือที่เรียกว่า Palivizumab (Synagis) สามารถช่วยป้องกันโรคให้แก่เด็กที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงจากเชื้อไวรัส RSV ยาดังกล่าวควรใช้ในเด็กที่คลอดก่อนกำหนด (ก่อนอายุครรภ์สัปดาห์ที่ 29) ที่อายุต่ำกว่า 1 ขวบ แต่ไม่ควรใช้กับเด็กที่คลอดหลังอายุครรภ์สัปดาห์ที่ 29 ที่มีสุขภาพแข็งแรง 

นอกจากนี้ แพทย์ยังแนะนำให้ใช้ยาดังกล่าวกับเด็กที่มีสภาวะดังต่อไปนี้

  • ทารกคลอดก่อนกำหนดที่เป็นโรคปอดเรื้อรัง
  • ทารกอายุน้อยกว่า 12 เดือนที่เป็นโรคหัวใจตั้งแต่กำเนิด
  • เด็กอ่อนและเด็กวัยหัดเดินอายุต่ำกว่า 2 ขวบ ที่ได้รับออกซิเจนอย่างน้อย 1 เดือนตั้งแต่แรกเกิด และยังคงต้องเข้ารับการรักษาเกี่ยวกับปอด
  • เด็กอายุไม่เกิน 2 ขวบที่อาจมีภูมิคุ้มกันต่ำในช่วงฤดูที่ไวรัส RSV ระบาด

แพทย์จะให้ยานี้เดือนละครั้งเป็นระยะเวลา 5 เดือนในช่วงที่ไวรัส RSV ระบาดหนัก ซึ่งยานี้จะช่วยป้องกันการติดเชื้อไวรัสเท่านั้น และยาจะไม่มีผลหากเด็กมีอาการป่วยมาก่อนแล้ว 

ปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์กำลังทำการวิจัยเกี่ยวกับวัคซีนแบบพ่นจมูก เพื่อใช้ป้องกันไวรัส RSV


บทความน่าอ่าน

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่