มะเร็งและโรคร้าย

เชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคในระบบทางเดินหายใจ (เชื้อไวรัส RSV)

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 10 นาที
Istock 654181896 %281%29

เชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคในระบบทางเดินหายใจ (เชื้อไวรัส RSV) เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการติดเชื้อในปอดและทางเดินหายใจ โดยทั่วไปแล้วเด็กอายุไม่เกิน 2 ขวบมักจะติดเชื้อไวรัสนี้ แต่ผู้ใหญ่ก็สามารถติดเชื้อไวรัส RSV ได้เช่นกัน

 สำหรับการติดเชื้อไวรัส RSV ในผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุ และเด็กที่มีสุขภาพแข็งแรง อาการเจ็บป่วยจะแสดงออกมาเพียงเล็กน้อยและมักจะมีอาการคล้ายโรคหวัดทั่วไป สิ่งสำคัญที่ช่วยบรรเทาอาการป่วยนี้ได้คือการดูแลสุขภาพของตนเองอยู่เสมอ

 ผู้ป่วยบางรายอาจติดเชื้อไวรัส RSV อย่างรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งทารกที่คลอดก่อนกำหนด ผู้สูงอายุ เด็กอ่อน และผู้ใหญ่ที่เป็นโรคหัวใจและโรคปอด หรือผู้ป่วยที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอมาก (ภูมิต้านทานโรคต่ำ)

 อาการ

โดยทั่วไปแล้ว สัญญาณและอาการที่บ่งชี้ว่าเกิดการติดเชื้อไวรัส RSV จะแสดงออกมาหลังจากการสัมผัสกับเชื้อประมาณ 4-6 วัน สำหรับผู้ใหญ่และเด็กโต สัญญาณและอาการที่แสดงออกมาหลังการติดเชื้อไวรัส RSV จะคล้ายอาการของโรคไข้หวัด ซึ่งได้แก่

  • คัดจมูกหรือน้ำมูกไหล
  • ไอแห้ง
  • มีไข้ต่ำ
  • เจ็บคอ
  • ปวดหัวเล็กน้อย

 ในกรณีที่มีการติดเชื้อรุนแรง

 เชื้อไวรัส RSV สามารถแพร่กระจายไปยังทางเดินหายใจส่วนล่างและทำให้เกิดโรคปอดบวมหรือโรคหลอดลมอักเสบได้ (การอักเสบบริเวณหลอดลมฝอยที่เป็นท่อนำลมเข้าสู่ปอด) สัญญาณและอาการดังกล่าว ได้แก่

  • มีไข้
  • ไออย่างรุนแรง
  • หายใจมีเสียงหวีด (เสียงดังที่มักจะได้ยินเวลาหายใจออก)
  • หายใจหอบหรือหายใจลำบาก (เด็กที่มีอาการมักเลือกที่จะลุกขึ้นนั่งมากกว่านอนราบ)
  • ตัวเขียวเนื่องจากขาดออกซิเจน

 ทารกที่ติดเชื้อไวรัส RSV ส่วนใหญ่จะมีอาการเจ็บป่วยรุนแรง โดยกล้ามเนื้อบริเวณหน้าอกและผิวหนังของทารกจะบุ๋มลงไปอย่างเห็นได้ชัดเวลาหายใจเนื่องจากต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการหายใจแต่ละครั้ง นอกจากนี้ยังมีสัญญาณและอาการอื่นๆ ที่บ่งชี้ว่าทารกติดเชื้อไวรัส RSV อย่างรุนแรง ได้แก่

  • หายใจสั้น หายใจตื้น และหายใจเร็ว
  • ไอ
  • กินน้อย
  • อ่อนเพลียผิดปกติ (เซื่องซึม)
  • หงุดหงิดง่าย

 เด็กและผู้ใหญ่โดยส่วนใหญ่จะหายจากโรคได้เองภายใน 1- 2 สัปดาห์ แม้บางรายจะยังมีอาการหายใจมีเสียงหวีดอยู่

แต่สำหรับการติดเชื้อในทารกที่คลอดก่อนกำหนดหรือเด็กอ่อนและผู้ใหญ่ที่ป่วยเป็นโรคหัวใจเรื้อรังหรือโรคปอดเรื้อรัง ระดับการติดเชื้ออาจรุนแรงถึงขั้นเป็นอันตรายต่อชีวิต และจำเป็นต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล

  เมื่อใดที่ควรไปพบแพทย์

หากลูกของคุณหรือบุคคลใกล้ตัวคุณมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อไวรัส RSV อย่างรุนแรง เช่น มีอาการหายใจลำบาก มีไข้สูง หรือเนื้อตัวซีดเขียวซึ่งจะเห็นได้ชัดบริเวณริมฝีปากและปลายนิ้ว คุณควรพาพวกเขาไปพบแพทย์ทันที

 สาเหตุ

เชื้อไวรัส RSV เข้าสู่ร่างกายทางตา จมูก หรือปาก และสามารถแพร่กระจายได้ง่ายทางอากาศในรูปแบบละอองเสมหะที่ปนเปื้อนเชื้อโรค คุณหรือลูกของคุณอาจติดเชื้อได้หากมีผู้ติดเชื้อไวรัส RSV มาไอหรือจามใกล้ๆ คุณ นอกจากนี้ เชื้อไวรัสยังสามารถติดต่อสู่ผู้อื่นได้โดยการสัมผัสโดยตรง เช่น การจับมือ

 เชื้อไวรัสมีชีวิตอยู่ได้หลายชั่วโมงบนวัตถุที่เป็นของแข็ง เช่น พื้นโต๊ะเคาน์เตอร์ คอกเตียง และของเล่น การจับปาก จมูก หรือตาของตัวเองหลังสัมผัสวัตถุที่มีเชื้อโรคก็เท่ากับว่าคุณกำลังนำเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายตัวเอง

 ผู้ติดเชื้อสามารถแพร่เชื้อได้มากที่สุดในช่วง 2-3 วันแรกหลังได้รับเชื้อ อย่างไรก็ตาม เชื้อไวรัสสามารถแพร่กระจายได้อย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 2-3 สัปดาห์

 ปัจจัยเสี่ยง

ในช่วงอายุไม่เกิน 2 ขวบ เด็กส่วนใหญ่จะติดเชื้อไวรัส RSV เด็กที่อยู่ในศูนย์ดูแลเด็กเล็กหรือเด็กที่มีพี่น้องเข้าเรียนในโรงเรียนแล้วจะมีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับการสัมผัสเชื้อโรค เชื้อไวรัส RSV มักจะระบาดในช่วงที่สภาพอากาศมีความเปลี่ยนแปลง

 ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงที่จะติดเชื้อไวรัส RSV ขั้นรุนแรงหรือขั้นที่เป็นอันตรายต่อชีวิต ได้แก่

  • ทารกคลอดก่อนกำหนด
  • เด็กเล็กที่เป็นโรคหัวใจหรือโรคปอดตั้งแต่กำเนิด
  • เด็กที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เช่น เด็กที่ได้รับเคมีบำบัดหรือได้รับการปลูกถ่ายกระดูก
  • ทารกที่อยู่ในสถานรับเลี้ยงเด็กที่แออัด
  • ผู้สูงอายุ
  • ผู้ใหญ่ที่เป็นโรคหอบหืด มีภาวะหัวใจล้มเหลว หรือเป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง
  • ผู้ที่เป็นโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง รวมถึงผู้ที่เข้ารับการปลูกถ่ายอวัยวะ ผู้ที่เป็นโรคลิวคิเมียหรือผู้ติดเชื้อ HIV หรือเอดส์

 ภาวะแทรกซ้อน

ภาวะแทรกซ้อนของเชื้อไวรัส RSV ได้แก่

  • การเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล การติดเชื้อไวรัส RSV อย่างรุนแรงอาจจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเพื่อให้แพทย์สามารถเฝ้าดูอาการเจ็บป่วย บรรเทาอาการหายใจลำบาก และให้น้ำเกลือ
  • โรคปอดบวม โดยทั่วไปแล้ว ภาวะปอดอักเสบ (โรคปอดบวม) หรือภาวะหลอดลมปอดอักเสบ (โรคหลอดลมอักเสบ) ในทารก มักมีสาเหตุหลักมาจากเชื้อไวรัส RSV ภาวะแทรกซ้อนนี้จะเกิดขึ้นเมื่อเชื้อไวรัสแพร่กระจายไปยังทางเดินหายใจส่วนล่าง ภาวะปอดอักเสบจะมีความรุนแรงเมื่อเกิดในทารก เด็กเล็ก ผู้เป็นโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือผู้ที่เป็นโรคหัวใจเรื้อรังหรือโรคปอดเรื้อรัง
  • ภาวะติดเชื้อในหูส่วนกลาง หากเชื้อโรคเข้าสู่ช่องว่างหลังแก้วหูจะเกิดการติดเชื้อในหูส่วนกลาง (หูชั้นกลางอักเสบ) ภาวะนี้เกิดขึ้นบ่อยที่สุดในทารกและเด็กเล็ก
  • โรคหอบหืด การติดเชื้อไวรัส RSV อย่างรุนแรงในเด็กอาจทำให้เด็กมีโอกาสเป็นโรคหอบหืดได้ในเวลาต่อมา
  • การติดเชื้อซ้ำ ผู้ที่เคยติดเชื้อไวรัส RSV มาก่อนสามารถกลับมาติดเชื้อซ้ำอีกครั้งได้และมักจะติดเชื้อในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกับการติดเชื้อครั้งก่อน แต่อาการเจ็บป่วยจะไม่รุนแรงเท่าเดิมและมักจะมีอาการคล้ายโรคไข้หวัดธรรมดาเท่านั้น อย่างไรก็ตาม การติดเชื้อซ้ำในผู้สูงอายุหรือผู้ที่เป็นโรคหัวใจเรื้อรังหรือโรคปอดเรื้อรังอาจมีอาการเจ็บป่วยรุนแรงได้

 การป้องกัน

ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัส RSV แต่เราสามารถดูแลรักษาสุขภาพของตนเองเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส RSV ได้ ดังนี้ 

  • ล้างมือบ่อยๆ คุณควรสอนเด็กๆ ให้หมั่นล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัส คุณควรพยายามป้องกันไม่ให้ทารกในความดูแลของคุณสัมผัสกับผู้ที่มีไข้หรือเป็นโรคไข้หวัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากทารกดังกล่าวคลอดก่อนกำหนด หรืออยู่ในช่วงอายุ 2 เดือนแรก
  • ทำความสะอาดสิ่งรอบตัว คุณควรหมั่นรักษาความสะอาดในห้องครัวและเคาน์เตอร์ห้องน้ำอยู่เสมอ และทิ้งกระดาษชำระที่ใช้แล้วทันที
  • ไม่ใช้แก้วน้ำร่วมกับผู้อื่น เวลาที่คุณหรือคนใกล้ตัวมีอาการป่วย คุณควรใช้แก้วน้ำส่วนตัวหรือใช้แก้วน้ำแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง และควรมีการติดป้ายชื่อแก้วน้ำส่วนตัวของแต่ละคน
  • ไม่สูบบุหรี่ ทารกที่ได้รับควันบุหรี่จะมีความเสี่ยงสูงขึ้นที่จะติดเชื้อไวรัส RSV และอาจมีอาการเจ็บป่วยที่รุนแรงกว่าปกติ หากคุณสูบบุหรี่ จะต้องไม่สูบในบ้านหรือในรถ
  • ทำความสะอาดของเล่นอยู่เสมอ คุณควรทำความสะอาดของเล่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่ลูกหรือเพื่อนลูกของคุณไม่สบาย 

ยาป้องกันโรค

ยาป้องกันโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ หรือที่เรียกว่า Palivizumab (Synagis) สามารถช่วยป้องกันโรคให้แก่เด็กที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงจากเชื้อไวรัส RSV ยาดังกล่าวควรใช้ในเด็กที่คลอดก่อนกำหนด (ก่อนอายุครรภ์สัปดาห์ที่ 29) ที่อายุต่ำกว่า 1 ขวบ แต่ไม่ควรใช้กับเด็กที่คลอดหลังอายุครรภ์สัปดาห์ที่ 29 ที่มีสุขภาพแข็งแรง 

นอกจากนี้ แพทย์ยังแนะนำให้ใช้ยาดังกล่าวกับเด็กที่มีสภาวะดังต่อไปนี้

  • ทารกคลอดก่อนกำหนดที่เป็นโรคปอดเรื้อรัง
  • ทารกอายุน้อยกว่า 12 เดือนที่เป็นโรคหัวใจตั้งแต่กำเนิด
  • เด็กอ่อนและเด็กวัยหัดเดินอายุต่ำกว่า 2 ขวบ ที่ได้รับออกซิเจนอย่างน้อย 1 เดือนตั้งแต่แรกเกิด และยังคงต้องเข้ารับการรักษาเกี่ยวกับปอด
  • เด็กอายุไม่เกิน 2 ขวบที่อาจมีภูมิคุ้มกันต่ำในช่วงฤดูที่ไวรัส RSV ระบาด

แพทย์จะให้ยานี้เดือนละครั้งเป็นระยะเวลา 5 เดือนในช่วงที่ไวรัส RSV ระบาดหนัก ซึ่งยานี้จะช่วยป้องกันการติดเชื้อไวรัสเท่านั้น และยาจะไม่มีผลหากเด็กมีอาการป่วยมาก่อนแล้ว

ปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์กำลังทำการวิจัยเกี่ยวกับวัคซีนแบบพ่นจมูก เพื่อใช้ป้องกันไวรัส RSV

เชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคในระบบทางเดินหายใจ (ไวรัส RSV) ในเด็กอ่อน

เชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคในระบบทางเดินหายใจ (เชื้อไวรัส RSV) คืออะไร

เชื้อไวรัส RSV คือเชื้อไวรัสในระบบทางเดินหายใจ หากเป็นการติดเชื้อในเด็กโตหรือผู้ใหญ่จะมีอาการคล้ายโรคไข้หวัดชนิดไม่รุนแรง แต่ถ้าหากเป็นการติดเชื้อในเด็กอ่อนหรือเด็กเล็กอาจมีอาการเจ็บป่วยรุนแรงได้ เชื้อไวรัสชนิดนี้เป็นสาเหตุหลักของโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนล่างในเด็กเล็ก

เชื้อไวรัส RSV แพร่กระจายได้อย่างไร

เชื้อไวรัส RSV แพร่กระจายได้ง่ายผ่านละอองเสมหะในอากาศหรือโดยการสัมผัสพื้นผิวที่มีเชื้อโรคปะปนอยู่ ตัวอย่างเช่น เด็กสามารถรับเชื้อไวรัส RSV ได้เมื่อมีผู้ติดเชื้อจามหรือไออยู่ในบริเวณใกล้เคียง หรือเวลาที่เด็กสัมผัสสิ่งของหรือของเล่นที่มีเชื้อโรคปะปนอยู่ แล้วดูดนิ้วหรือจับปาก จมูก หรือตาของตนเองในเวลาต่อมา

เชื้อไวรัสจะมีชีวิตอยู่ได้บนพื้นผิววัสดุที่เป็นของแข็ง (เช่น ลูกบิดประตู พื้นโต๊ะ และของเล่น) ได้เป็นเวลาหลายชั่วโมง โดยจะอยู่ได้นานกว่าบนพื้นผิววัสดุอ่อนนุ่ม เช่น มือ หรือกระดาษชำระ

การติดเชื้อไวรัส RSV ในเด็ก จะแสดงอาการอย่างไร

สัญญาณของเชื้อไวรัส RSV ได้แก่

  • น้ำมูกไหล
  • ไอ
  • มีไข้
  • เบื่ออาหาร
  • หงุดหงิดง่ายและกระสับกระส่าย
  • เซื่องซึม
  • หายใจเร็วและลำบาก
  • หายใจมีเสียงหวีด

เชื้อไวรัส RSV นำไปสู่การติดเชื้อที่รุนแรงขึ้นได้หรือไม่

แน่นอนว่าได้ ถึงแม้ว่าเด็กส่วนใหญ่จะสามารถหายจากอาการเจ็บป่วยได้โดยไม่มีภาวะแทรกซ้อน แต่เด็กบางรายมีแนวโน้มสูงที่อาการเจ็บป่วยจะทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งอาจจำเป็นต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล เด็กที่มีความเสี่ยงสูงที่สุด ได้แก่

  • เด็กที่คลอดก่อนกำหนด
  • เด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบที่เป็นโรคหัวใจหรือโรคปอดตั้งแต่กำเนิด
  • เด็กที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าโดยส่วนใหญ่เด็กจะติดเชื้อรุนแรงและต้องอยู่ในความดูแลอย่างใกล้ชิด แต่ถ้าหากเด็กได้เข้ารักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลก็จะสามารถหายจากโรคได้ภายในเวลาไม่กี่วัน ซึ่งโดยทั่วไปจะหายเป็นปกติได้ภายใน 2 สัปดาห์

การติดเชื้อรุนแรงใดบ้างที่มีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัส RSV

สำหรับเด็กแล้ว เชื้อไวรัส RSV เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดโรคเกี่ยวกับปอดที่สำคัญ 2 โรคได้แก่ โรคหลอดลมอักเสบ ซึ่งจะปิดกั้นทางเดินหายใจโดยการทำให้หลอดลมฝอยที่เชื่อมเข้าสู่ปอดอักเสบและเต็มไปด้วยเสมหะ และโรคปอดบวม ซึ่งเป็นการอักเสบติดเชื้อในปอด

เด็กจำนวนอย่างน้อย 1 ใน 4  จะแสดงสัญญาณความเจ็บป่วยด้วยโรคหลอดลมอักเสบหรือโรคปอดบวมเมื่อสัมผัสเชื้อไวรัส RSV เป็นครั้งแรก

หากลูกของเราติดเชื้อไวรัส RSV เราควรพาไปพบแพทย์เมื่อใด

คุณควรพาลูกไปพบแพทย์ หากลูกของคุณมีอาการของโรคไข้หวัดและ

  • มีอายุต่ำกว่า 3 เดือน
  • เป็นเด็กที่คลอดก่อนกำหนด
  • เป็นโรคเกี่ยวกับปอดหรือหัวใจ
  • มีระบบภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอ 

เด็กอ่อนที่อายุ 3 เดือนขึ้นไปหรือเด็กในช่วงอายุอื่นที่มีสุขภาพแข็งแรงอาจไม่จำเป็นต้องไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการวินิจฉัยว่าได้รับเชื้อไวรัส RSV หรือไม่ แต่คุณควรพาลูกให้เข้ามาอยู่ในความดูแลของแพทย์ทันทีหากคุณสงสัยว่าลูกของคุณอาจติดเชื้อไวรัส RSV และมีอาการอย่างน้อย 1 อาการดังต่อไปนี้

  • หายใจเร็วและลำบาก
  • หายใจแรง มีเสียงหวีดดัง
  • ไออย่างรุนแรง
  • มีน้ำมูกเหนียวสีเหลือง เขียว หรือเทา
  • อ่อนเพลียอย่างมาก
  • ผิวซีดเขียว
  • มีไข้สูง (ประมาณ 38 องศา สำหรับเด็กอ่อนที่อายุไม่เกิน 3 เดือน) 

เราจะรู้ได้อย่างไรว่ามีการติดเชื้อไวรัส RSV

แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคให้แก่ลูกของคุณได้ หากคุณพาลูกไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจสุขภาพและทดสอบหาเชื้อไวรัส RSV (rapid RSV test) ซึ่งจะทราบผลได้ภายในเวลาประมาณ 10 นาที หรือแพทย์อาจส่งตัวอย่างเสมหะจากจมูกหรือทางเดินหายใจส่วนบนของเด็กไปตรวจหาเชื้อไวรัสในห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์

ทั้งนี้ แพทย์อาจใช้เครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้ว (pulse oximeter) ในการทดสอบระดับออกซิเจนในเลือดของเด็ก (โดยจะนำอุปกรณ์มาหนีบไว้ที่ปลายนิ้วมือหรือนิ้วเท้า) เพื่อตรวจดูว่าลูกของคุณได้รับออกซิเจนเพียงพอหรือไม่

หากติดเชื้อไวรัส RSV แล้ว ต้องทำการรักษาอย่างไร

อาการเจ็บป่วยอาจหายได้เองในเวลา 1- 2 สัปดาห์ในกรณีที่ติดเชื้อไม่รุนแรง แต่ถ้าหากลูกของคุณติดเชื้อไวรัส RSV อย่างรุนแรง คุณควรพาลูกเข้ามารับการรักษาในโรงพยาบาล โดยแพทย์จะให้ใช้เครื่องช่วยหายใจ ให้น้ำเกลือ และทำการดูดเสมหะให้เป็นระยะ 

เด็กบางรายที่ติดเชื้อไวรัส RSV อาจมีภาวะแทรกซ้อนเป็นโรคปอดบวม ซึ่งจำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะในการรักษาเพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรีย (ยาปฏิชีวนะไม่สามารถใช้ฆ่าเชื้อไวรัส RSV ได้ เพราะไม่ใช่เชื้อแบคทีเรีย)

เราจะบรรเทาอาการเจ็บป่วยจากไวรัส RSV ให้ลูกได้อย่างไรบ้าง

เชื้อไวรัส RSV นั้นไม่มีวิธีการรักษาให้หายโดยตรงเช่นเดียวกับโรคไข้หวัด แต่คุณสามารถบรรเทาอาการเจ็บป่วยให้ลูกของคุณได้ ดังนี้

  • ให้เด็กดื่มน้ำเยอะๆ เพื่อไม่ให้ร่างกายขาดน้ำ ถ้าหากเป็นเด็กวัยยังไม่หย่านม คุณควรให้เด็กดื่มนมบ่อยที่สุดเท่าที่เด็กต้องการ
  • หยอดน้ำเกลือ 2-3 หยดลงในรูจมูกของเด็กเพื่อละลายน้ำมูกหรือเสมหะ จากนั้นใช้ที่บีบดูดน้ำมูกหรือเครื่องดูดน้ำมูกเพื่อนำน้ำมูกเหล่านั้นออกมา น้ำเกลือล้างจมูกนั้นมีขายตามร้านขายยาทั่วไป
  • ให้เด็กสูดดมไอน้ำจากเครื่องทำไอระเหยเพื่อให้ทางเดินหายใจชุ่มชื้นและหายใจได้สะดวกขึ้น อย่างไรก็ตาม คุณต้องปฏิบัติตามคำแนะนำในการรักษาความสะอาดเครื่องมือดังกล่าวจากผู้ผลิต เพราะถ้าหากเครื่องมือสกปรก เชื้อโรคจะสามารถเข้าสู่ทางเดินหายใจได้ง่ายขณะสูดดมไอน้ำ
  • ระวังไม่ให้เด็กอยู่ใกล้ควันบุหรี่ สีที่ยังไม่แห้ง ควันจากไม้ฟืน หรือฝุ่นควันอื่นๆ ที่รบกวนทางเดินหายใจซึ่งอาจทำให้หายใจลำบากมากขึ้น  การสูดดมควันบุหรี่จะทำให้อาการเจ็บป่วยจากเชื้อไวรัส RSV หรือไวรัสในระบบทางเดินหายใจอื่นๆ รุนแรงขึ้น
  • หากลูกของคุณอายุน้อยกว่า 3 เดือน คุณควรปรึกษาแพทย์ก่อนให้ยาพาราเซตามอลสำหรับทารกเพื่อบรรเทาอาการเจ็บป่วยของลูก หากลูกของคุณอายุ 6 เดือนขึ้นไป คุณสามารถให้ยาไอบูโพรเฟนหรือพาราเซตามอลสำหรับเด็กแก่ลูกของคุณได้ในปริมาณที่เหมาะสม
  • คุณไม่ควรซื้อยาแก้หวัดมาให้ลูกของคุณรับประทานเอง ยกเว้นได้รับการอนุญาตจากแพทย์ การรักษาด้วยวิธีนี้อาจหายจากอาการป่วยได้เร็ว แต่อาจจะส่งผลเสียที่รุนแรงกว่าเดิมหรืออาจมีผลข้างเคียงที่ร้ายแรงได้

เราจะป้องกันไม่ให้ลูกติดเชื้อไวรัส RSV ได้อย่างไร

หากลูกของคุณมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อไวรัส RSV อย่างรุนแรง คุณควรระมัดระวังรักษาสุขภาพให้ลูกของคุณด้วยวิธีการดังต่อไปนี้

  • ล้างมือคุณและลูกของคุณให้สะอาดอยู่เสมอ รวมทั้งอธิบายให้พี่เลี้ยงเด็กเข้าใจถึงความสำคัญของการล้างมือและหมั่นสังเกตว่าพี่เลี้ยงเด็กใส่ใจปฏิบัติตามที่คุณสั่งไว้หรือไม่ หากอยู่บ้าน คุณจะต้องให้แขกทุกคนล้างมือให้สะอาดก่อนสัมผัสตัวลูกของคุณ
  • หลีกเลี่ยงสถานที่แออัดและสถานที่ที่มีผู้ป่วย
  • หากเป็นไปได้ คุณควรให้ลูกของคุณที่มีความเสี่ยงสูงพักอยู่ในบ้านแทนการนำไปฝากไว้กับสถานรับดูแลเด็กในช่วงที่ไวรัส RSV ระบาด [ปกติจะอยู่ในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเมษายน โดยเชื้อจะระบาดมากที่สุดในช่วงเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์] เด็กที่มีความเสี่ยงสูงที่สุด ได้แก่ ทารก ทารกที่คลอดก่อนกำหนด และเด็กที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอหรือป่วยเป็นโรคเกี่ยวกับหัวใจหรือปอด
  • ระวังไม่ให้ลูกของคุณเข้าใกล้ควันบุหรี่
  • ห้ามไม่ให้ลูกของคุณใช้อุปกรณ์หรือภาชนะสำหรับรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำร่วมกับผู้อื่น (รวมทั้งห้ามไม่ให้ผู้อื่นใช้ร่วมกับลูกของคุณ) ลูกคนพี่ที่ป่วยเป็นไข้หวัดสามารถแพร่เชื้อไวรัสสู่ลูกคนน้องได้โดยง่าย
  • เมื่อลูกของคุณอายุ 6 เดือนขึ้นไป คุณควรพาลูกเข้ารับวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปี
  • หากลูกของคุณมีความเสี่ยงที่จะป่วยสูง แพทย์อาจแนะนำให้ลูกของคุณเข้ารับยาป้องกันโรคติดเชื้อทางเดินหายใจหรือ palivizumab โดยแพทย์จะฉีดยาให้ทุกเดือนในช่วงที่เชื้อไวรัสระบาด เพื่อช่วยป้องกันการติดเชื้อไวรัส RSV

เราควรกังวลกับการติดเชื้อไวรัส RSV ในเด็กโตหรือผู้ใหญ่มากแค่ไหน

แม้ว่าการติดเชื้อไวรัส RSV ในผู้ป่วยบางรายโดยเฉพาะผู้สูงอายุ อาจมีอันตรายถึงชีวิต แต่สำหรับเด็กวัยเรียนและผู้ใหญ่ เชื้อไวรัส RSV ไม่ถือเป็นเชื้อโรคที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างรุนแรงและมักจะเป็นการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบนซึ่งอาจทำให้มีอาการไอเท่านั้น เด็กโตและผู้ใหญ่จะมีระบบภูมิคุ้มกันโรคที่แข็งแรงและมีหลอดลมขนาดใหญ่ ทำให้อาการบวมและอักเสบในหลอดลมไม่ส่งผลกระทบต่อระบบการหายใจมากจนถึงขั้นที่เป็นอันตราย

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามฟรี ได้คำตอบภายใน 24 ชม.

ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

ตอบโดยแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง (คุณจะได้รับอีเมลเมื่อแพทย์ตอบคำถามของคุณ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

การันตีคำตอบจากคุณหมอภายใน 60 นาที หรือรับค่าดำเนินการคำถามด่วน 200 บาทคืนไปเลย

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน เพื่อที่คุณจะสามารถรับความคิดเห็นจากคุณหมอหลายๆท่านในคำถามของคุณ

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่