Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
Doctor men
รีวิวโดย
ทีมแพทย์ HONESTDOCS
ความรู้สุขภาพ

ตรวจเลือด HIV ขั้นตอนเป็นอย่างไร? เมื่อไหร่ถึงควรไปตรวจ?

ตรวจ HIV ไม่ได้ยุ่งยากและน่ากลัวอย่างที่คิด อ่านขั้นตอนการตรวจ HIV และประโยชน์ที่มีมากกว่าที่คุณคิด
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 19 พ.ย. 2019 รีวิวเมื่อวันที่ 19 พ.ย. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 5 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,370,158 คน

ตรวจเลือด HIV ขั้นตอนเป็นอย่างไร? เมื่อไหร่ถึงควรไปตรวจ?

เอชไอวี (HIV) ย่อมาจาก Human Immunodeficiency Virus เป็นเชื้อไวรัสสาเหตุของโรคภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือที่คนไทยคุ้นหูว่า "โรคเอดส์"  ไวรัส  HIV จะเข้าไปทำลายเซลล์เม็ดเลือด` ขาวของร่างกาย (หรือที่เรียกว่า CD4) ที่ทำหน้าที่ต่อสู้กับโรคต่างๆ ทำให้ระบบภูมิต้านทานล้มเหลว และทำให้เกิดภาวะโรคแทรกซ้อนตามมาได้อีกมากมาย

มีวิธีสังเกตอาการอย่างไรว่า เสี่ยงต่อการติดเชื้อ HIV หรือไม่ 

ตามความเชื่อที่ผ่านมา เรามักจะคิดว่าผู้ที่ติดเชื้อ HIV จะมีไข้สูง ลิ้นเป็นฝ้า ผิวหนังมีตุ่มแดง แต่นั่นก็ไม่ใช่ข้อยืนยันว่า ผู้ที่มีอาการเหล่านี้เกิดจากการติดเชื้อ HIV เท่านั้น เนื่องจากผู้ที่ติดเชื้อบางรายหากสุขภาพยังแข็งแรงดีก็อาจไม่มีอาการแสดงใดๆ เลยก็ได้เป็นเวลาหลายปี  ดังนั้น "การตรวจเลือด" จึงยังเป็นวิธีการเดียวที่จะสามารถยืนยันได้ว่า "คุณได้รับเชื้อ HIV หรือไม่"  ปัจจุบันด้วยวิทยาการทางการแพทย์ ทำให้การตรวจผล HIV สามารถทำได้รวดเร็ว ไม่เจ็บตัว และมีค่าใช้จ่ายที่ไม่สูง

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
กว่า 100 โปรแกรมตรวจสุขภาพ ลดสูงสุด 40%

รายการตรวจครบทุกช่วงวัย พร้อมจองคิวให้ ไม่ต้องรอนาน เลือกดูและสอบถามเราวันนี้

Istock 989108042

หลักการตรวจ HIV เป็นอย่างไร

เมื่อคุณติดเชื้อ HIV ระบบภูมิคุ้มกันภายในร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาเพื่อพยายามต่อสู้กับการเชื้อไวรัสนี้  การตรวจ HIV จะใช้หลักการตรวจหาภูมิคุ้มกันนี้ในเลือด โดยปกติแล้วจะใช้เวลาประมาณ 3 เดือนหลังการติดเชื้อ HIV จึงจะตรวจพบระดับภูมิคุ้มกันนี้ได้ เราเรียกช่วงระยะเวลา 3 เดือนนี้ว่า "ระยะฟักตัว (window period)" ซึ่งอาจเป็นช่วงเวลาที่มีการติดเชื้อ HIV แล้ว แต่ยังตรวจไม่พบ ดังนั้นหากคุณเข้ารับการตรวจ HIV ในช่วงระยะฟักตัว (window period) จะได้ผลเป็นลบ ซึ่งทั้งที่จริงๆ แล้วคุณอาจติดเชื้อแล้วก็ได้  ผลที่ออกมานี้จะทำให้เข้าใจผิดคิดว่า ตนเองไม่ติดเชื้อ ซึ่งในทางปฏิบัติหากคุณมีภาวะเสี่ยงก็ควรต้องมาตรวจซ้ำอีก 3 เดือนหลังจากการตรวจครั้งแรก  ทั้งนี้ระยะ window period ของการตรวจแแต่ละวิธีก็ไม่เท่ากันด้วย 

การตรวจ HIV มีกี่วิธี อะไรบ้าง

ปัจจุบันการตรวจ HIV มี 3 วิธีหลักๆ แยกได้ดังนี้

  1. Anti HIV บริการนี้คนไทยสามารถตรวจได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายได้ถึงปีละ 2 ครั้งที่โรงพยาบาลของรัฐทั่วประเทศ เพียง``ยื่นบัตรประชาชนเท่านั้น  การตรวจประเภทนี้จะสามารถให้ผลได้ใน 1-2 ชั่วโมงหลังตรวจ ผลที่ได้จะเป็นผลย้อนหลังไปประมาณ 1 เดือน กล่าวคือหากคุณไปมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อมาเมื่อคืนแล้วไปตรวจ Anti HIV ผลตรวจที่ได้จะไม่ได้ยืนยันว่า เพศสัมพันธ์ที่ไม่ป้องกันเมื่อคืนของคุณนั้นปลอดภัย  แม้ว่าผลเลือดจะออกมาเป็นลบ ( Negative = ไม่พบเชื้อ HIV) ซึ่งสามารถอธิบายทางการแพทย์ได้ว่า เชื้ออยู่ในระยะฟักตัว และยังตรวจไม่พบด้วยวิธีการตรวจแบบ Anti HIV   นอกจาก`นี้ในโรงพยาบาลเอกชนเอกก็สามารถตรวจ Anti HIV ได้ แต่จะมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 500 – 800 บาทต่อครั้ง สำหรับการเจาะเลือดเพื่อตรวจหา HIV ทั้งนี้ยังอาจมีค่าแพทย์ ตามแต่ละโรงพยาบาลที่แตกต่างกันออกไป ผู้สนใจสามารถโทรปรึกษาโรงพยาบาลเพื่อสอบถาม ราคาก่อนเข้ารับการตรวจได้
  2. การตรวจแบบ NAT หรือ Nucleic Acid Testing  สำหรับการตรวจแบบ NAT จะมีข้อแตกต่างจาก Anti HIV คือ สามารถชี้วัดผลจากร่างกายของเราย้อนหลังไปประมาณ 1-2 สัปดาห์หลังจากได้รับความเสี่ยง เช่น หากไปมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ป้องกันมาเมื่อ 7 วันก่อน แล้ววิตกกังวลว่า อาจมีความเสี่ยงที่จะได้รับเชื้อ HIV การตรวจแบบ NAT จะทำให้เราทราบผลเลือดว่า เป็นบวก หรือลบ ได้แน่ชัดกว่าการตรวจแบบ Anti HIV   ปัจจุบันคลีนิคนิรนาม (คลีนิคเฉพาะทางที่ให้คำปรึกษาด้านโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์)  ให้บริการตรวจด้วยวิธี NAT ฟรี ปีละ 2 ครั้ง เพียงการยื่นบัตรประชาชนเพื่อรับสิทธิ
  3. Rapid HIV Test หรือการตรวจ HIV ชนิดเร็ว ปัจจุบันการตรวจวิธีนี้ใช้เวลารอผลเพียง 20 นาที เท่านั้น แม้จะได้ผลเร็วกว่าการตรวจวิธีอื่นๆ แต่ก็เป็นเพียงการตรวจเพื่อคัดกรองในเบื้องต้นเท่านั้น ปัจจุบันการตรวจแบบนี้สามารถตรวจได้เองที่บ้านผ่านโครงการ Adam’s Love HIV Self Testing   หากค้นหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต เกี่ยวกับชุดการตรวจ HIV ด้วยตนเอง ก็จะพบร้านค้าออนไลน์จำนวนมากที่ขายชุดตรวจแบบนี้   ทั้งนี้ทาง HonestDocs ขอแนะนำว่า สำหรับผู้ที่สนใจวิธี Rapid HIV Test อยากให้ใช้วิธีตรวจสอบผ่านโครงการ Adam’s Love หรือคลินิกที่มีผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำและอ่านผลเพราะหากปฏิบัติเองและใส่น้ำยาตรวจสอบไม่ถูกต้อง ผลที่ได้อาจคลาดเคลื่อนและส่งผลเสียต่อผู้ตรวจได้  หากการตรวจแบบ Rapid HIV Test ให้ผลเป็นบวก (พบเชื้อ HIV) คนไข้ต้องได้รับการตรวจซ้ำอีกครั้งเพื่อยืนยันว่า ติดเชื้อจริงด้วยขั้นตอน Anti HIV หรือ NAT แล้วแต่ระยะเวลาที่ได้รับเชืื้อมา   ทั้งนี้หากเปรียบเทียบราคาและความแม่นยำระหว่างการซื้อ Rapid HIV Test มาตรวจเอง กับการไปตรวจ Anti HIV หรือ NAT แนะนำว่า การเดินทางไปตรวจ Anti HIV และ NAT จะให้ผลที่ชัดเจนกว่าในค่าใช้จ่ายที่ใกล้เคียงกัน

การตรวจ HIV สามารถตรวจได้ด้วยเหตุผลใดบ้าง 

คนไทยอาจคุ้นเคยกับการตรวจ HIV ว่า ต้องเป็นคนที่เสี่ยงจากการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย หรือว่าไม่ได้ป้องกัน หรือบุคคลนั้นต้องทำงานด้านค้าบริการทางเพศ นั่นทำให้ภาพจำในสังคมไทยต่อการตรวจโรค HIV เป็นด้านลบ ทั้งที่จริงๆ แล้วการตรวจเชื้อ HIV สามารถตรวจได้ด้วยเหตุผลหลายประการ

  1. ตรวจเพื่อวางแผนการมีบุตร สร้างครอบครัว

    สำหรับชายหญิงที่ต้องการมีบุตรรวมถึงชายรักชาย หรือหญิงรักหญิง ที่ต้องการมั่นคงกับคู่รักเพื่อมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ป้องกัน การแจ้งต่อเจ้าหน้าที่พนักงานว่า ต้องการตรวจเชื้อ HIV เพื่อวางแผนการมีบุตร หรือสร้างครอบครัว ก็เป็นเหตุหนึ่งที่หลายคนทำกันเป็นปกติ  เนื่องจากการสร้างครอบครัวที่ดีควรมีการวางแผนและสร้างความมั่นใจต่อคนทั้งสอง เราสามารถพบเห็นการแนะนำเพื่อตรวจประเภทนี้ได้ทั่วไปในแผนกสูตินรีเวช

  2. ตรวจเพื่อเข้าสมัครงาน

    หลายบริษัทมีการตรวจเช็คความพร้อมของบุคลากรที่จะเข้ามาทำงานโดยการให้ตรวจสุขภาพ หนึ่งในนั้นคือการการตรวจเชื้อ HIV 

  3. ตรวจเพื่อเช็คสุขภาพ คนไทยอาจไม่คุ้นเคยและมีความเขินอายต่อการเดินเข้าไปขอตรวจเชื้อ HIV เพื่อเช็คสุขภาพและความแข็งแรงของร่างกาย หลายคนชอบใช้วิธีบริจาคเลือดเพื่อจะได้ตรวจเช็คว่า เลือดตนเองนั้นปลอดภัยต่อการบริจาคหรือไม่ ซึ่งเป็นวิธีที่ไม่ถูกต้อง และอาจส่งผลเสียต่อผู้อื่นได้ หากการตรวจเช็คเกิดความผิดพลาด หรือผู้บริจาคมีพฤติกรรมเสี่ยงยังไม่พ้นระยะฟักตัวของเชื้อที่ทำให้ตรวจพบได้ ดังนั้นการตรวจเช็คและบอกข้อมูลสำคัญรวมทั้งความจริงต่อเจ้าหน้าที่จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้การรักษามีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

เมื่อไรที่ควรตรวจ HIV 

การตรวจ HIV สามารถตรวจได้ เมื่อประเมินแล้วว่า มีความเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อ ทั้งนี้สามารถแจกแจงความเสี่ยงได้ดังนี้

  1. การมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ได้ป้องกัน กับคู่นอนที่เราไม่ทราบผลเลือด
  2. การใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น
  3. การที่บาดแผลของเราได้สัมผัสกับเลือด หรือสารคัดหลั่งจากผู้ที่เราไม่ทราบผลเลือด ในกรณีนี้หมายรวมถึง การมีบาดแผลในช่องปากขนาดเล็กแล้วทำการ Oral Sex การหลั่งภายใน ทางทวารหนัก หรือบาดแผลทางร่างกายที่โดนกับสารคัดหลั่ง หรือเลือดของผู้ที่เราไม่ทราบ ผลเลือด
  4. การถูกล่วงละเมิดทางเพศ
  5. ชายรักชาย หรือหญิงรักหญิง 
  6. บุคลากรทางการแพทย์ที่เสี่ยงต่ออุบัติเหตุที่นำไปสู่การติดเชื้อ HIV ได้  
  7. หญิงตั้งครรภ์ที่มาฝากครรภ์
  8. ติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ 
  9. ป่วยด้วยวัณโรค
  10. ทารกที่เกิดจากมารดาติดเชื้อ HIV 

การตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (รวมถึงการตรวจ HIV) ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการตรวจร่างกายประจำปี  ดังนั้นหากต้องการเข้ารับการตรวจ HIV คุณจะต้องแจ้งให้แพทย์และพยาบาลทราบก่อนเสมอซึ่งแพทย์จะช่วยเลือกวิธีในการตรวจที่เหมาะสมสำหรับคุณ ไม่จำเป็นต้องเขินอาย ทั้งนี้จงจำไว้เสมอว่า การให้ข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นความจริงจะส่งผลดีกับตัวคุณ มากกว่าการปกปิด

สำหรับคำแนะนำให้ตรวจ HIV อาจฟังดูน่ากังวลและเขินอายสำหรับสังคมไทย แต่สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงไม่ควรกังวลจนเกินไปเพราะการตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ใดๆ ถือเป็นส่วนหนึ่งในการมีสุขภาพที่ดี รู้ก่อนมีสิทธิรักษาให้ดีขึ้นได้

ที่มาของข้อมูล

Armstrong WS, Taege AJ (April 2007). "HIV screening for all: the new standard of care". Cleve Clin J Med. 74 (4): 297–301. doi:10.3949/ccjm.74.4.297. PMID 17438679.

"Blood Testing". American Red Cross. Retrieved 12 October 2013.


บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HonestDocs พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
ดูในแอป