อยากตรวจ HIV ทำอย่างไร

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ส.ค. 26, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 5 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 483,432 คน

อยากตรวจ HIV ทำอย่างไร ? มีขั้นตอนการตรวจและข้อควรทราบอะไรบ้าง?

เอชไอวี (HIV) ย่อมาจาก Human Immunodeficiency Virus เป็นเชื้อไวรัสสาเหตุของภาวะภูมิคุ้มกัน บกพร่อง หรือที่คนไทยคุ้นหูว่าโรคเอดส์ ซึ่งไวรัสตัวนี้จะเข้าไปทำลายเซลล์เม็ดเลือดที่จำเป็นของ ร่างกายในการต่อสู้กับโรคต่างๆ (หรือที่เรียกว่า CD4) ทำให้ระบบภูมิต้านทานล้มเหลว และทำให้เกิด ภาวะโรคแทรกซ้อนตามมาได้อีกมากมาย
เรามีวิธีการสังเกตอาการของเราอย่างไรว่าเสี่ยงต่อการติดเชื้อ HIV หรือไม่?

ตามความเชื่อที่ผ่านมา เราอาจคิดว่าคนที่ติดเชื้อ HIV จะมีไข้สูง ลิ้นเป็นฝ้า ผิวหนังมีตุ่มแดง แต่ นั่นก็ไม่ใช่ข้อยืนยันว่าคนที่มีอาการเหล่านี้เป็นติดเชื้อ HIV ดังนั้นการตรวจเลือด จึงยังเป็นวิธีการเดียวที่ จะสามารถยืนยันได้ว่่าคุณมีการได้รับเชื้อมาหรือไม่ ปัจจุบันด้วยวิทยาการทางการแพทย์ ทำให้การ ตรวจผล HIV สามารถทำได้รวดเร็ว ไม่เจ็บตัว และมีค่าใช้จ่ายที่ไม่สูง
หลักการของการตรวจ HIV เป็นอย่างไร

โฆษณาจาก HonestDocs
ดูโปรแกรมตรวจสุขภาพราคาพิเศษที่นี่

ทั้งตรวจประจำปี คัดกรอง เฉพาะทาง ที่โรงพยาบาลชั้นนำ

Health checkup 02

เมื่อคุณติดเชื้อ HIV ระบบภูมิคุ้มกันภายในร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาเพื่อพยายามต่อสู้กับการติด เชื้อนี้ ซึ่งการตรวจ HIV จะใช้หลักการตรวจหาภูมิคุ้มกันนี้ในเลือด โดยปกติแล้วจะใช้เวลาประมาณ 3 เดือนหลังการติดเชื้อ HIV จึงจะตรวจพบระดับภูมิคุ้มกันนี้ได้ เราเรียกช่วงระยะเวลา 3 เดือนนี้ว่า ระยะ ฟักตัว (window period) ซึ่งอาจเป็นช่วงเวลาที่มีการติดเชื้อ HIV แล้ว แต่ตรวจไม่พบ ดังนั้นหากคุณเข้า รับการตรวจ HIV ในช่วงระยะฟักตัว (window period) จะได้ผลเป็นลบ ซึ่งทั้งที่จริงๆ แล้วคุณอาจติดเชื้อ แล้ว (ผลลบปลอม) ซึ่งจะทำให้เข้าใจผิดคิดว่าตนเองไม่ติดเชื้อ ซึ่งในทางปฏิบัติหากคุณมีภาวะเสี่ยง ก็ ควรจะต้องมาตรวจซ้ำอีก 3 เดือนหลังจากการตรวจครั้งแรก
การตรวจ HIV มีกี่วิธี อะไรบ้าง

ปัจจุบันการตรวจ HIV มี 3 วิธีหลักๆ แยกได้ดังนี้

  1. Anti HIV บริการนี้คนไทยสามารถตรวจได้ฟรีที่โรงพยาบาลของรัฐ ทั่วประเทศ โดยเพียงการยื่น บัตรประชาชนเท่านั้น และสามารถทำการตรวจโดยไม่มีค่าใช้จ่ายได้ถึงปีละ 2 ครั้ง การตรวจ ประเภทนี้จะสามารถให้ผลได้ใน 1-2 ชั่วโมงหลังตรวจ ซึ่งผลที่ได้ จะเป็นผลจากร่างกายของเรา ย้อนหลังไปประมาณ 1 เดือน กล่าวคือหากคุณไปมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อ เช่น ไปมีเพศสัมพันธ์ แล้วไม่ได้ใส่ถุงยางอนามัย มาเมื่อคืนแล้วไปตรวจ Anti HIV ผลตรวจที่ได้จะไม่ได้ยืนยันว่า เพศสัมพันธ์ที่ไม่ป้องกันเมื่อคืนของคุณนั้นปลอดภัย แม้ว่าผลเลือดจะออกมาเป็นลบ ( Negative = ไม่พบเชื้อ HIV) ซึ่งสามารถอธิบายทางการแพทย์ได้ว่า เชื้ออยู่ในระยะฟักตัว และยังตรวจไม่ พบ ด้วยวิธีการตรวจแบบ Anti HIV นอกจากโรงพยาบาลของรัฐแล้ว ในโรงพยาบาลเอกชนเอกก็สามารถตรวจ Anti HIV ได้ แต่จะมี ค่าใช้จ่าย อยู่ที่ 500 – 800 บาท สำหรับการเจาะเลือดเพื่อตรวจหา HIV ทั้งนี้อาจมีค่าแพทย์
    ตามแต่ละโรงพยาบาลที่แตกต่างกันออกไป ผู้สนใจสามารถโทรปรึกษาโรงพยาบาลเพื่อสอบถาม ราคาก่อนเข้ารับการตรวจได้
  2. การตรวจแบบ NAT หรือ Nucleic Acid Technology สำหรับการตรวจแบบ NAT จะมีข้อ แตกต่างจาก Anti HIV คือ สามารถชี้วัดผลจากร่างกายของเราย้อนหลังไปประมาณ 3-7 วัน หลังจากได้รับความเสี่ยง เช่น หากเราไปมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ป้องกันมาเมื่อ 3 วันก่อน แล้ว วิตกกังวลว่าเราอาจมีความเสี่ยงที่จะได้รับเชื้อ HIV การตรวจแบบ NAT จะทำให้เราทราบผล เลือดว่าเป็นบวก หรือ ลบ ได้แน่ชัดกว่าการตรวจแบบ Anti HIV
    ซึ่งปัจจุบัน คลีนิคนิรนามให้บริการตรวจด้วยวิธี NAT แก่ผู้ที่มารับการตรวจทุกรายฟรี ปีละ 2 ครั้งเพียงการยื่นบัตรประชาชนเพื่อรับสิทธิเท่านั้น (คลีนิคนิรนามเป็นคลีนิคเฉพาะทางที่ให้ คำปรึกษาด้านโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์)
  3. Rapid HIV Test หรือการตรวจ HIV ชนิดเร็ว ปัจจุบันการตรวจวิธีนี้ใช้เวลารอผลเพียง 20 นาที เท่านั้น ซึ่งเร็วกว่าชนิดอื่นๆ แต่ก็เป็นเพียงการตรวจเพื่อคัดกรองในเบื้องต้นเท่านั้น ปัจจุบันการ ตรวจแบบนี้สามารถตรวจได้เองที่บ้านผ่านโครงการ Adam’s Love HIV Self Testing ซึ่งหากค้นหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต เกี่ยวกับชุดการตรวจ HIV ด้วยตนเอง ก็จะพบร้านค้าออนไลน์จำนวนมาก ที่ขายชุดตรวจแบบนี้ ทั้งนี้ทาง HonestDocs ขอแนะนำว่า สำหรับผู้ที่สนใจวิธี Rapid HIV Test อยากให้ใช้วิธีทำการ ตรวจสอบผ่านโครงการ Adam’s Love หรือคลินิกที่มีผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำและอ่านผล เพราะ หากปฏิบัติเองและใส่น้ำยาตรวจสอบไม่ถูกต้อง ผลที่ได้อาจคลาดเคลื่อนและส่งผลเสียต่อผู้ตรวจ ได้ ซึ่งหากการตรวจแบบ Rapid HIV Test ให้ผลว่าเป็นบวก (พบเชื้อ HIV) คนไข้ต้องได้รับการ ตรวจซ้ำอีกครั้งเพื่อยืนยันว่าติดเชื้อจริงด้วยขั้นตอน Anti HIV หรือ NAT แล้วแต่ระยะเวลาที่ ได้รับเชืื้อมา ทั้งนี้หากเทียบเรื่องราคาและความแม่นยำ ระหว่างการซื้อ Rapid HIV Test มาตรวจเอง กับการ ไปตรวจ Anti HIV หรือ NAT เราแนะนำว่าการเดินทางไปตรวจ Anti HIV และ NAT ให้ผลที่ ชัดเจนกว่า ในค่าใช้จ่ายที่ใกล้เคียงกัน

การตรวจ HIV สามารถตรวจได้ด้วยเหตุผลใดบ้าง

คนไทยอาจคุ้นเคยกับการตรวจ HIV ว่าต้องเป็นคนที่เสี่ยงจากการมีเพศสัมพันธ์ที่สำส่อน หรือว่าไม่ได้ ป้องกัน หรือบุคคลนั้นต้องทำงานด้านค้าบริการทางเพศ ซึ่งนั้นทำให้ภาพจำในสังคมไทยต่อการตรวจ โรค HIV เป็นด้านลบ ซึ่งจริงๆ แล้ว การตรวจเชื้อ HIV สามารถตรวจได้ด้วยเหตุผลหลายประการ

  1. ตรวจเพื่อวางแผนการมีบุตร สร้างครอบครัว

    สำหรับชายหญิง ที่ต้องการมีบุตร รวมถึงชายรักชาย หรือหญิงรักหญิง ที่ต้องการมั่นคงกับ คู่รักเพื่อมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ป้องกัน การแจ้งต่อเจ้าหน้าที่พนักงานว่าต้องการตรวจเชื้อ HIV เพื่อวางแผนการมีบุตร หรือสร้างครอบครัว ก็เป็นเหตุหนึ่งที่ใครหลายคนทำกันที่เป็น
    ปกติ เพราะการสร้างครอบครัวที่ดี ควรมีการวางแผนและสร้างความมั่นใจต่อคนทั้งสอง ซึ่ง เราสามารถพบเห็นการแนะนำเพื่อตรวจประเภทนี้ได้ทั่วไปในแผนกสูตินารีเวชย์

  2. ตรวจเพื่อเข้าสมัครงาน

    หลายบริษัทมีการตรวจเช็คความพร้อมของบุคลากรที่จะเข้ามาทำงานโดยการให้ตรวจ สุขภาพต่างๆ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือเรื่องการการตรวจเชื้อ HIV ในเลือด การตรวจประเภทนี้ เราก็สามารถพบเห็นได้บ่อยและเป็นเรื่องปกติในสถานพยาบาล

    โฆษณาจาก HonestDocs
    ดูโปรแกรมตรวจสุขภาพราคาพิเศษที่นี่

    ทั้งตรวจประจำปี คัดกรอง เฉพาะทาง ที่โรงพยาบาลชั้นนำ

    Health checkup 02
  3. ตรวจเพื่อเช็คสุขภาพ คนไทยอาจไม่คุ้นเคย และมีความเขินอายต่อการเดินเข้าไปขอตรวจเชื้อ HIV เพื่อเช็ค สุขภาพและความแข็งแรงของร่างกาย หลายคนชอบใช้วิธีการไปขอบริจาคเลือดเพื่อจะ ได้ทำการตรวจเช็คว่าเลือดตนเองนั้นปลอดภัยต่อการบริจาคหรือไม่ ซึ่งนั่นเป็นวิธีที่ไม่ ถูกต้อง และอาจส่งผลเสียต่อผู้อื่นได้ หากการตรวจเช็คเกิดความผิดพลาด หรือผู้บริจาร มีพฤติกรรมเสี่ยงยังไม่พ้นระยะฟักตัวของเชื้อที่ทำให้ตรวจพบได้ ดังนั้นตรวจเช็ค และบอกข้อมูลสำคัญและความจริงต่อเจ้าหน้าที่จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำ ให้การรักษามีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

เมื่อไหร่ที่ควรตรวจ HIV ?

การตรวจ HIV นั้นเราสามารถตรวจได้เมื่อเราประเมินแล้วว่ามีความเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อ ซึ่ง ความเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อนั้นสามารถแจกแจงได้ดังนี้

  1. การมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ได้ป้องกัน กับคู่นอนที่เราไม่ทราบผลเลือด
  2. การใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น
  3. การที่บาดแผลของเราได้สัมผัสกับเลือด หรือสารคัดหลั่งจากผู้ที่เราไม่ทราบผลเลือด ในกรณี นี้หมายรวมถึง การมีบาดแผลในช่องปากขนาดเล็กแล้วทำการ Oral Sex การหลั่งภายใน ทางทวารหนัก หรือบาดแผลทางร่างกายที่โดนกับสารคัดหลั่ง หรือเลือดของผู้ที่เราไม่ทราบ ผลเลือด
  4. การถูกล่วงละเมิดทางเพศ การตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (รวมถึงการตรวจ HIV) ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการตรวจ ร่างกายประจำปี หรือการตรวจทางสูตินรีเวช ดังนั้นหากคุณต้องการเข้ารับการตรวจ HIV คุณจะต้อง แจ้งให้แพทย์และพยาบาลทราบก่อนเสมอ ซึ่งแพทย์จะช่วยเลือกวิธีในการตรวจที่เหมาะสมสำหรับคุณ ไม่จำเป็นต้องเขินอาย ทั้งนี้จงจำไว้เสมอว่าการให้ข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นความจริง จะส่งผลดีกับตัวคุณ มากกว่าการปกปิด
    สำหรับคำแนะนำให้ตรวจ HIV อาจฟังดูน่ากังวลและเขินอายสำหรับสังคมไทย แต่ผู้ที่มีความ เสี่ยงไม่ควรกังวลจนเกินไป เพราะการตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ใดๆ ถือเป็นส่วนหนึ่งในความ รับผิดชอบต่อการมีสุขภาพที่ดี รู้ก่อนมีสิทธิรักษาให้ดีขึ้นได้

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

บทความก่อนหน้า
ยา PEP หรือยาต้านไวรัส HIV แบบฉุกเฉิน คืออะไร
ยา PEP หรือยาต้านไวรัส HIV แบบฉุกเฉิน คืออะไร

ดูคำถามและคำตอบอื่นๆที่เกี่ยวกับอาการนี้

สงสัยคะทำไมคนไข้ส่วนใหญ่จะติดเชื้อในกระแสเลือดคะ
คำถามนี้ได้การตอบจากพยาบาลผู้เชี่ยวชาญ
ปัญหาสิวในวัย30+
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
การใส่เหล้ก จำเป้นไหมไม่ที่ไม่ผ่าออก
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่