Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
Doctor men
รีวิวโดย
ทีมแพทย์ HONESTDOCS
ความรู้สุขภาพ

อุจจาระสีเขียวกับสาเหตุ การรักษา การป้องกัน และการดูแลตัวเอง

อุจจาระสีเขียวเกิดจากอะไร อันตรายหรือไม่ และมีวิธีการรักษาอย่างไร
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 20 พ.ย. 2019 รีวิวเมื่อวันที่ 20 พ.ย. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 2 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,895,316 คน

อุจจาระสีเขียวกับสาเหตุ การรักษา การป้องกัน และการดูแลตัวเอง

เมื่อเรารับประทานอาหารเข้าสู่ร่างกายแล้ว ก็จะเกิดกระบวนการย่อยอาหารและดูดซึมสารอาหาร เพื่อนำไปเลี้ยงร่างกาย ส่วนกากอาหารที่เหลือจากกระบวนการดังกล่าว จะถูกขับออกมาเป็นอุจจาระ หากสังเกตให้ดีจะพบว่า สีของอุจจาระนั้นมีหลายสี โดยสีที่เป็นปกติ คือสีเหลือง หรือสีน้ำตาล แต่ถ้าอุจจาระมีสีเขียวนั่นอาจหมายถึงการบ่งบอกถึงความผิดปกติบางอย่าง

อุจจาระสีเขียวเกิดจากสาเหตุใดได้บ้าง

สีของอุจจาระนั้นขึ้นอยู่กับลักษณะ หรือประเภทของอาหารที่รับประทานเข้าไป โดยอุจจาระสีเขียวเกิดได้จากสาเหตุต่างๆ ดังต่อไปนี้

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ใครที่มีปัญหาริ้วรอย ผิวขาดความชุ่มชื่น ขาดคอลลาเจนหรืออายุเริ่มมากขึ้น

เราอยากชวนคุณมาทดสอบ (มีค่าตอบแทนให้)

Istock 490582789
  • ท้องเสีย เกิดจากการรับประทานอาหาร เมื่ออาหารเข้าไปในร่างกายแล้วไหลผ่านช่วงลำไส้รวดเร็วจนร่างกายผลิตน้ำดีไม่ทัน พร้อมกับอาหารไหลเร็วเกินกว่าน้ำดี ทำให้อาหารที่เป็นพวกกากใยไม่ผ่านการย่อยจากน้ำดี ส่งผลให้การย่อยอาหารนั้นไม่สมบูรณ์ ดังนั้นอุจจาระที่เป็นสีเขียวก็คือสีของน้ำดีนั่นเอง
    อาการท้องเสียร่วมกับอุจจาระสีเขียวจะมีอาการถ่ายเหลวเป็นน้ำ หรือถ้าเป็นรุนแรงก็จะกลายเป็นสีขาวขุ่นหรือสีน้ำซาวข้าวได้
  • ยาบางชนิด เช่น ยาที่เป็นธาตุเหล็ก
  • อาหารประเภทผักใบเขียว เมื่อรับประทานในปริมาณมาก สีของคลอโรฟิลล์ในผักก็สามารถทำให้อุจจาระมีสีเขียวได้นั่นเอง
  • อาหารและเครื่องดื่มที่ผสมสีเขียว อาหารหรือเครื่องดื่มที่มีส่วนประกอบของสีผสมอาหารสีเขียว หรือแม้แต่ชาเขียว ชะเอมเทศ ก็สามารถเป็นสาเหตุที่ทำให้อุจจาระมีสีเขียวได้
  • น้ำนมที่ใช้เลี้ยงทารก ทารกที่กินน้ำนมส่วนหน้า (Foremilk) ปริมาณมากเกินไป มักเกิดจากคุณแม่ให้นมในแต่ละข้างไม่นานพอ ทำให้สีอุจจาระสีเขียวและเป็นฟองร่วมด้วย หรือทารกบางรายที่ได้รับนมผสมที่มีส่วนผสมของธาตุเหล็กมาก ก็ทำให้อุจจาระมีสีเขียวได้ 

การรักษาอุจจาระสีเขียว

หากอุจจาระสีเขียวเกิดจากสาเหตุที่ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายก็ไม่จำเป็นต้องรักษา แต่หากเกิดจากโรค เช่น ท้องเสีย จะต้องรักษาด้วยวิธีดังต่อไปนี้

  • หากถ่ายเหลวเป็นสีเขียว เพราะท้องเสีย แต่ไม่มีอาการขาดน้ำ ได้แก่ รู้สึกอ่อนเพลีย ไม่มีแรง กระหายน้ำ ปากและคอแห้ง หรือหน้ามืด ก็ไม่จำเป็นต้องรักษาด้วยยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อ เพราะสามารถหายได้เองภายใน 1 – 2 สัปดาห์
    ควรดื่มสารละลายเกลือแร่ ORS (Oral rehydration salt) เพื่อชดเชยน้ำและเกลือแร่ที่ร่างกายสูญเสียไป และควรดื่มในปริมาณน้อยๆ แต่จิบบ่อยๆ หากดื่มไม่หมดภายใน 24 ชั่วโมง ให้ชงใหม่เท่านั้น
    หรือทำได้เองด้วยการต้มน้ำให้เดือดและทิ้งไว้ให้เย็น ใส่น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ และเกลือแกงครึ่งช้อนชาละลายในน้ำต้มสุก ก็สามารถทดแทนได้เช่นกัน
  • ถ้าท้องเสียแล้วมีอาการขาดน้ำ จะต้องรักษาด้วยยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อจึงจะหายได้ เพราะอาจเกิดจากการรับประทานอาหารที่มีเชื้อโรคปนเปื้อนเข้าไปด้วย
  • ขณะที่มีอาการท้องเสีย ควรรับประทานอาหารที่ย่อยง่าย รสชาติไม่จัด เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก น้ำผัก หรือน้ำผลไม้คั้นสด และห้ามกินชาหรือกาแฟ
  • หากรักษาด้วยวิธีเบื้องต้นแล้วยังไม่หายขาด มีอาการอื่นร่วมด้วย หรือท้องเสียอย่างเรื้อรัง ควรไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด

การป้องกันและดูแลตัวเองไม่ให้เกิดอุจจาระสีเขียว

  • ควรเลือกรับประทานอาหารที่สด สะอาด และปรุงสุกใหม่ๆ 
  • ไม่ควรหายาสมุนไพรมารับประทานเอง หากมีอาการท้องเสียอันเนื่องมาจากการรับประทานยาสมุนไพรระบายท้อง ให้ลดปริมาณการรับประทานลง
  • คุณแม่ควรให้นมในแต่ละข้างแก่ทารก โดยใช้เวลาที่นานพอสมควร เพื่อป้องกันการกินนมส่วนหน้ามากเกินไป เพราะนมส่วนหน้าจะมีไขมันต่ำ แต่มีปริมาณน้ำสูงที่จะกระตุ้นการขับถ่ายของทารก

เนื่องจากอุจจาระสีเขียวส่วนใหญ่เกิดจากสาเหตุที่ไม่เป็นอันตราย จึงไม่ควรวิตกกังวลจนเกินไป เพราะมักเกิดจากการรับประทานอาหารเข้าไปเป็นส่วนใหญ่ แต่ถ้ามีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น ปวดท้อง ท้องเสีย ถ่ายเหลวต่อเนื่องหลายครั้ง หรือมีไข้ร่วมด้วย อาการเหล่านี้ย่อมผิดปกติอย่างแน่นอน ดังนั้นจะต้องรีบไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจหาสาเหตุและรักษาต่อไป


ที่มาของข้อมูล

Diem K, Lentner C (1970). "Faeces". in: Scientific Tables(Seventh ed.). Basle, Switzerland: CIBA-GEIGY Ltd. pp. 657–60.

Hall, John (2011). Guyton and Hall textbook of medical physiology (12th ed.). Philadelphia, Pa.: Saunders/Elsevier. p. 798. ISBN 978-1-4160-4574-8.


บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HonestDocs พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
ดูในแอป