Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
การตั้งครรภ์

ภาวะที่เกิดขณะตั้งครรภ์

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 18 พ.ย. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 10 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 2,265,322 คน

ภาวะที่เกิดขณะตั้งครรภ์

โรคพิษแห่งครรภ์ระยะก่อนชัก

ในระหว่างตั้งครรภ์ คุณอาจได้รับการตรวจความดันโลหิตและปัสสาวะทุกครั้งที่มีนัดตรวจครรภ์ เพราะว่าการเพิ่มขึ้นของความดันโลหิตหรือโปรตีนในปัสสาวะสามารถเป็นสัญญาณเบื้องต้นของโรคพิษแห่งครรภ์ระยะก่อนชัก แม้ว่าโดยทั่วไปแล้วผู้ที่ป่วยด้วยโรคดังกล่าวมีความดันโลหิตสูงและมีโปรตีนในปัสสาวะ แต่ผู้ป่วยก็สามารถมีอาการอื่นๆ เช่นกัน

โรคพิษแห่งครรภ์ระยะก่อนชักส่งผลกระทบต่อแม่และเด็กอย่างไร?

โรคพิษแห่งครรภ์ระยะก่อนชักสามารถถ่ายทอดสู่คนในครอบครัว และส่งผลกระทบต่อการตั้งครรภ์ประมาณ 3-5% อย่างไรก็ตาม ปัญหาดังกล่าวมักเกิดขึ้นตลอดการตั้งครรภ์ หรือเกิดขึ้นจนถึงภายหลังสัปดาห์ที่ 28 แต่ก็สามารถเกิดขึ้นเร็วกว่านั้น นอกจากนี้มันยังสามารถเกิดขึ้นหลังจากคลอดลูกเช่นกัน ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะรุนแรงมากขึ้นหากเกิดขึ้นช่วงแรกๆ ของการตั้งครรภ์
แม้ว่ากรณีส่วนใหญ่แล้วโรคดังกล่าวอยู่ในระดับเบาและไม่ทำให้เกิดปัญหา แต่อาการของโรคก็สามารถแย่ลงและเป็นอันตรายร้ายแรงต่อทั้งแม่และเด็ก ซึ่งมันสามารถทำให้คุณแม่มีอาการชัก หรือที่เราเรียกว่า Eclampsia อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของเด็ก หากคุณเป็นโรคพิษแห่งครรภ์ระยะก่อนชัก แพทย์อาจทำอันตราซาวด์เพื่อดูว่าเด็กเติบโตตามปกติและมีสุขภาพดี
โรคพิษแห่งครรภ์ระยะก่อนชักเป็นโรคที่ทำให้เกิดอันตรายต่อแม่และเด็กในครรภ์ถึงชีวิตหากปล่อยไว้โดยไม่รักษา นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการตรวจครรภ์เป็นเรื่องที่สำคัญเพื่อที่เราจะได้รู้ว่าตัวเองตกอยู่ในภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ และมีโปรตีนในปัสสาวะผิดปกติหรือไม่
อย่างไรก็ดี มีผู้หญิงหลายคนที่มีความดันโลหิตสูงที่สามารถคลอดผ่านทางช่องคลอดหลังจากมีอายุครรภ์ 37 สัปดาห์ แต่หากคุณเป็นโรคพิษแห่งครรภ์ระยะก่อนชักระดับรุนแรง คุณอาจจำเป็นต้องคลอดลูกก่อนกำหนดโดยใช้วิธีผ่าคลอด

ปัจจัยเสี่ยงของโรคพิษแห่งครรภ์ระยะก่อนชัก

หากคุณมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคพิษแห่งครรภ์ระยะก่อนชักสูงขึ้น แพทย์อาจแนะนำให้คุณทานแอสไพริน 75 มิลลิกรัมต่อวันตั้งแต่สัปดาห์ที่ 12 ของการตั้งครรภ์จนกว่าเด็กจะคลอดเพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดโรคดังกล่าว อย่างไรก็ดี คุณมีความเสี่ยงมากขึ้นหากคุณมีปัจจัยเสี่ยงที่เรากำลังจะกล่าวหลังจากนี้หนึ่งข้อหรือมากกว่า

  • ตั้งครรภ์ครั้งแรก
  • มีอายุ 40 ปี หรือมากกว่านี้
  • การตั้งครรภ์ครั้งล่าสุดเกิดขึ้นนานกว่า 10 ปี
  • มีน้ำหนักมากกว่ามาตรฐาน
  • มีคนในครอบครัวที่เป็นโรคนี้
  • มีเด็กอยู่ในท้องมากกว่า 1 คน
  • มีความดันโลหิตสูงก่อนตั้งครรภ์
  • มีความดันโลหิตสูงตอนตั้งครรภ์ครั้งก่อน
  • เป็นโรคไตเรื้อรัง โรคเบาหวาน หรือโรคที่ส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน เช่น โรคลูปัส

อาการของโรคพิษแห่งครรภ์ระยะก่อนชัก

โดยทั่วไปแล้วไม่มีอาการที่ส่งสัญญาณเตือนว่าคุณมีความดันโลหิตสูงหรือเป็นโรคพิษแห่งครรภ์ระยะก่อนชัก และวิธีที่ช่วยให้เราตรวจเจอปัญหาดังกล่าวคือ การตรวจความดันโลหิตและปัสสาวะเป็นประจำ หากคุณเป็นโรคพิษแห่งครรภ์ระยะก่อนชัก คุณก็อาจไม่ได้มีอาการใดๆ ที่ร้ายแรง แต่หากคุณมีอาการ สิ่งที่คุณอาจเผชิญมีดังนี้

  • ปวดศีรษะ
  • มีปัญหาเกี่ยวกับการมองเห็น เช่น มองเห็นไม่ชัด หรือเห็นแสงวาบก่อนที่มีอาการปวดตาโดยเห็นแสงเพียงแค่บริเวณด้านล่างของซี่โครง
  • อาเจียน
  • ใบหน้า มือ และเท้าบวม

อย่างไรก็ตาม คุณสามารถเป็นโรคพิษแห่งครรภ์ระยะก่อนชักโดยที่ไม่มีอาการใดๆ หากคุณมีอาการใดอาการหนึ่งตามที่เรากล่าวไป หรือมีเหตุผลอื่นๆ ที่ทำให้คิดว่าตัวเองเป็นโรคดังกล่าว ให้คุณไปพบแพทย์ทันที

การรักษาโรคพิษแห่งครรภ์ระยะก่อนชัก

ผู้หญิงที่เป็นโรคพิษแห่งครรภ์ระยะก่อนชักจำเป็นต้องนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาล และต้องทานยาบ่อยครั้งเพื่อลดความดันโลหิต ในบางครั้งการเป็นโรคดังกล่าวเป็นเหตุผลที่ทำให้ผู้หญิงต้องคลอดก่อนกำหนด และอาจต้องคลอดโดยใช้วิธีชักนำการคลอดหรือผ่าคลอด

การเฝ้าสังเกต

การไปพบแพทย์เพื่อตรวจครรภ์ตามนัดทุกครั้งเป็นเรื่องสำคัญ เพราะการเป็นโรคพิษแห่งครรภ์ระยะก่อนชักระดับรุนแรงสามารถส่งผลกระทบต่อสุขภาพของคุณและลูก หากปล่อยไว้โดยไม่รักษา มันก็สามารถทำให้คุณเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดสมอง ไตและตับทำงานบกพร่อง มีปัญหาเกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือด มีของเหลวในปอด และชัก
นอกจากนี้ลูกของคุณอาจคลอดก่อนกำหนดหรือตัวเล็ก หรือแม้แต่เสียชีวิตตอนคลอด อย่างไรก็ดี เรายังไม่ทราบสาเหตุของการเป็นโรคพิษแห่งครรภ์ระยะก่อนชัก แต่มีงานวิจัยชี้ให้เห็นว่าความเสี่ยงจะยิ่งเพิ่มขึ้นหากคุณมีน้ำหนักเกินมาตรฐานเมื่อตั้งครรภ์ ดังนั้นการควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมก่อนที่คุณจะพยายามมีลูกจึงเป็นเรื่องที่ดี
เราจะยิ่งพบโรคพิษแห่งครรภ์ระยะก่อนชักได้ทั่วไปหากคุณมีความดันโลหิตสูงก่อนตั้งครรภ์ หรือเป็นโรคดังกล่าวเมื่อตั้งครรภ์ครั้งก่อน ในกรณีนี้การไปตรวจร่างกายเป็นประจำเพื่อตรวจความดันโลหิตและปัสสาวะจะยิ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมากขึ้น

ภาวะ Obstetric Cholestasis

การมีอาการคันในขณะตั้งครรภ์ถือเป็นเรื่องปกติ โดยทั่วไปแล้วคนเชื่อกันว่ามันเกิดจากการเพิ่มขึ้นของสารเคมีบางชนิดในเลือด เช่น ฮอร์โมน ทั้งนี้หลังจากที่ท้องของคุณมีขนาดใหญ่ขึ้น ผิวที่ท้องจะยืดออกและอาจทำให้คุณรู้สึกคัน อย่างไรก็ตาม อาการคันสามารถเป็นหนึ่งในอาการของภาวะที่เกี่ยวกับตับที่เรียกว่า Intrahepatic Cholestasis of Pregnancy (ICP) หรือที่เรียกว่า Obstetric Cholestasis (OC)

ผู้ป่วยที่ตกอยู่ในภาวะ ICP จำเป็นต้องรีบไปพบแพทย์ ซึ่งเราสามารถพบภาวะดังกล่าวในผู้หญิงที่ประเทศอังกฤษ 1 ใน 140 คน โดยคิดเป็นประมาณ 5,500 คนต่อปี

อาการคันระดับเบา

การใส่เสื้อผ้าที่หลวมอาจช่วยป้องกันไม่ให้คุณรู้สึกคัน เพราะเสื้อผ้ามีแนวโน้มที่จะเสียดสีกับผิวของคุณและทำให้เกิดการระคายเคืองน้อยลง นอกจากนี้คุณควรหลีกเลี่ยงการใส่เสื้อผ้าที่ผลิตมาจากวัตถุดิบสังเคราะห์ และให้เลือกใส่เสื้อผ้าที่ทำมาจากวัตถุดิบจากธรรมชาติอย่างผ้าฝ้ายแทน ซึ่งผ้าประเภทนี้ช่วยให้ผิวได้หายใจและทำให้อากาศหมุนเวียนใกล้กับผิว ทั้งนี้การแช่น้ำเย็นหรือการทาโลชั่นหรือมอยส์เจอไรเซอร์ก็สามารถช่วยบรรเทาอาการคันเช่นกัน อย่างไรก็ดี ผู้หญิงบางคนพบว่าผลิตภัณฑ์ที่ใส่น้ำหอมเยอะสามารถทำให้ผิวระคายเคือง ดังนั้นให้คุณหันมาใช้โลชั่นหรือสบู่ที่ปลอดน้ำหอม
โดยทั่วไปแล้วอาการคันที่อยู่ในระดับเบาไม่ทำให้เกิดอันตรายต่อทั้งคุณและลูก แต่บางครั้งมันก็สามารถเป็นสัญญาณของโรคหรือภาวะที่ร้ายแรงบางประเภท โดยเฉพาะหากคุณสังเกตว่าตัวเองมีอาการดังกล่าวในช่วงหัวค่ำหรือตอนกลางคืน ดังนั้นคุณควรแจ้งแพทย์ให้ทราบว่าคุณมีอาการคันเพื่อที่เขาจะได้ตัดสินใจว่าคุณจำเป็นต้องได้รับการตรวจร่างกายเพิ่มเติมหรือไม่

ภาวะน้ำดีคั่งในตับ

ภาวะน้ำดีคั่งในตับ หรือ Intrahepatic Cholestasis of Pregnancy (ICP) เป็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับตับที่ร้ายแรง ซึ่งสามารถเกิดขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์ โดยทั่วไปแล้วกรดน้ำดีจะไหลจากตับมายังลำไส้เพื่อช่วยย่อยอาหาร แต่หากเป็น ICP กรดน้ำดีจะไหลมายังลำไส้ได้ไม่เต็มที่และก่อตัวขึ้นในร่างกายแทน อย่างไรก็ดี ภาวะดังกล่าวควรจะหายไปเมื่อคุณคลอดลูก
ICP เป็นภาวะที่ถ่ายทอดสู่สมาชิกคนอื่นๆ ในครอบครัว แต่มันก็สามารถเกิดขึ้นแม้ว่าไม่มีคนในครอบครัวเคยตกอยู่ในภาวะดังกล่าวเช่นกัน และเรามักพบ ICP ในผู้หญิงชาวแอฟริกาใต้ อินเดีย และปากีสถาน หากคุณเคยเป็น ICP ตอนตั้งครรภ์ครั้งก่อน คุณก็จะมีโอกาสตกอยู่ในภาวะดังกล่าวอีกครั้ง มีบางงานวิจัยพบว่า เด็กที่มีแม่เป็น ICP มีโอกาสที่จะคลอดก่อนกำหนดสูงขึ้น หรือคลอดตาย (Stillborn)
อย่างไรก็ดี มีงานวิจัยเมื่อไม่นานมานี้ชี้ให้เห็นว่าความเสี่ยงของการคลอดตายอยู่ในช่วง 1 และ 2 ใน 100 คนสำหรับผู้หญิงที่มีกรดน้ำดีมากกว่า 40µmol/L และความเสี่ยงของการคลอดตายจะเพิ่มขึ้นเป็น 4 และ 5 ใน 100 คน เมื่อมีกรดน้ำดี 80µmol/L
ด้วยความที่ ICP มีความเชื่อมโยงกับการคลอดตาย ดังนั้นหากคุณเป็น ICP แพทย์อาจใช้วิธีชักนำคลอดช่วงที่คุณมีอายุครรภ์ประมาณ 37-38 สัปดาห์ ทั้งนี้แพทย์บางคนอาจทำคลอดให้คุณเร็วกว่านี้หากภาวะดังกล่าวอยู่ในระดับที่รุนแรง หรือมีค่ากรดน้ำดีมากกว่า 40µmol/L

อาการ

โดยทั่วไปแล้วอาการของ ICP เริ่มตั้งแต่อายุครรภ์ประมาณ 30 สัปดาห์ แต่ก็เป็นไปได้ว่าอาการเกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ 8 ของการตั้งครรภ์ สำหรับอาการหลักที่พบได้คือ การมีอาการคันที่มักไม่มีผื่นเกิดขึ้น และมักเกิดขึ้นที่มือและเท้า แต่ก็สามารถเกิดขึ้นได้ทั่วทั้งร่างกาย
ผู้หญิงหลายคนที่เป็น ICP มีอาการคันที่ไม่สามารถทนได้ และอาการสามารถแย่ลงตอนกลางคืน ส่งผลให้นอนไม่หลับ ในขณะที่บางคนอาจมีอาการคันในระดับเบา สำหรับอาการอื่นๆ ที่พบได้ เช่น ปัสสาวะเป็นสีเข้ม อุจจาระสีอ่อน ผิวและตาขาวเป็นสีเหลือง

การวินิจฉัยและการรักษา

แพทย์จะวินิจฉัย ICP  โดยตัดสาเหตุอื่นๆ ที่ทำให้มีอาการคัน แพทย์อาจถามคุณเกี่ยวกับประวัติการเป็นโรคหรือประวัติการเป็นโรคของสมาชิกในครอบครัว และอาจให้คุณตรวจเลือด ตรวจการทำงานของตับ และวัดระดับของกรดน้ำดี 

การติดตาม

หากแพทย์วินิจฉัยว่าคุณเป็น ICP คุณจะได้รับการตรวจการทำงานของตับเพื่อที่แพทย์จะได้สามารถติดตามอาการของโรค แม้ว่าไม่ได้มีแนวทางกำหนดถึงความถี่ของการตรวจเหล่านี้ แต่ Royal College of Obstetricians andGynaecologists (RCOG) และ British Liver Trust แนะนำให้ตรวจเป็นรายสัปดาห์ นอกจากนี้กลุ่มนักวิจัยที่ใหญ่ที่สุดของประเทศอังกฤษที่ทำการศึกษาเกี่ยวกับ ICP ก็แนะนำให้ตรวจกรดน้ำดีทุกสัปดาห์ ซึ่งผลที่ได้จะช่วยให้แพทย์แนะนำได้ว่าคุณควรคลอดลูกเมื่อไร
หากค่าการทำงานของตับและกรดน้ำดีอยู่ในระดับปกติ และคุณยังคงมีอาการคันอย่างรุนแรง คุณจำเป็นต้องตรวจเลือดทุกสัปดาห์หรือสองสัปดาห์เพื่อที่จะได้เฝ้าดูอาการ

ครีมและยาสำหรับใช้รักษา ICP

ครีม เช่น Aqueous Cream ที่มีส่วนผสมของเมนทอลนับว่าปลอดภัยสำหรับใช้ในช่วงตั้งครรภ์ และสามารถช่วยบรรเทาอาการคัน นอกจากนี้มียา เช่น Ursodeoxycholic Acid (UDCA) ที่ช่วยลดกรดน้ำดี และบรรเทาอาการคันเช่นกัน ทั้งนี้ UDCA เป็นยาที่ถือว่าปลอดภัยสำหรับทานในช่วงตั้งครรภ์แม้ว่ายังไม่ได้มีการทดสอบอย่างเหมาะสมในผู้หญิงตั้งครรภ์ 
นอกจากนี้แพทย์อาจจ่ายวิตามินเคแบบอาหารเสริมให้คุณ เพราะ ICP สามารถส่งผลต่อการดูดซึมของวิตามินเค ซึ่งเป็นสารอาหารที่สำคัญต่อกระบวนการแข็งตัวของเลือด แต่แพทย์อาจจ่ายวิตามินเคให้คุณแม่ที่มีอุจจาระสีซีดเท่านั้น หรือเป็น ICP ระดับร้ายแรงตั้งแต่ช่วงตั้งครรภ์แรกๆ

ภาวะแพ้ท้องอย่างรุนแรง (Hyperemesis Gravidarum (HG))

การมีอาการคลื่นไส้อาเจียนถือเป็นเรื่องปกติที่พบได้ในช่วงตั้งครรภ์ และมีผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ทุก 7 ใน 10 คนที่มีอาการคลื่นไส้และอาเจียน หรือมีอาการใดอาการหนึ่ง และไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในตอนเช้าเท่านั้น อย่างไรก็ดี ผู้หญิงส่วนมากพบว่าอาการเหล่านี้ดีขึ้นหรือหายไปช่วงที่มีอายุครรภ์ประมาณ 14 สัปดาห์ แต่ผู้หญิงบางคนก็สามารถมีอาการเกิดขึ้นนานมากกว่านี้
ผู้หญิงบางคนมีอาการคลื่นไส้และอาเจียนมากกว่าปกติ และอาจมีอาการดังกล่าวหลายครั้งต่อวันและไม่สามารถทานอาหารหรือดื่มน้ำ ซึ่งสามารถส่งผลเสียต่อการใช้ชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ดี การมีอาการคลื่นไส้และอาเจียนมากเกินไปเป็นที่รู้จักในชื่อของ Hyperemesis Gravidarum (HG) และบ่อยครั้งที่ผู้ป่วยจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาล
อย่างไรก็ดี ไม่มีใครรู้จำนวนที่แน่ชัดของผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ที่มีอาการแพ้ท้องอย่างรุนแรง เพราะอาจมีบางรายที่ไม่ได้แจ้ง แต่คาดว่ามีผู้หญิงทุก 1 ใน 100 คนที่มีอาการแพ้ท้องอย่างรุนแรง หากคุณมีอาการเหล่านี้บ่อยครั้งและไม่สามารถทานอาหาร ให้คุณไปพบแพทย์ให้เร็วที่สุดเท่าที่สามารถทำได้  เพราะคุณมีความเสี่ยงที่จะตกอยู่ในภาวะขาดน้ำ

อาการ

ผู้ที่มีภาวะแพ้ท้องอย่างรุนแรงมีอาการคลื่นไส้และอาเจียนรุนแรงกว่าผู้หญิงที่ตั้งครรภ์คนอื่นๆ สำหรับสัญญาณและอาการที่สังเกตได้มีดังนี้

  • คลื่นไส้และอาเจียนเป็นเวลานานและรุนแรง ซึ่งมีผู้หญิงบางคนรายงานว่าตัวเองมีอาการดังกล่าวมากถึง 50 ครั้งต่อวัน
  • ตกอยู่ในภาวะขาดน้ำ เพราะไม่สามารถดื่มน้ำได้ หากคุณดื่มน้ำน้อยกว่าวันละ 500 มิลลิลิตร คุณจำเป็นต้องไปพบแพทย์
  • ภาวะคีโตซิส ซึ่งเป็นภาวะที่ร้ายแรงที่ทำให้มีสารเคมีที่มีฤทธิ์เป็นกรดก่อตัวขึ้นในเลือดและปัสสาวะ ทั้งนี้คีโตนจะถูกผลิตออกมาเมื่อร่างกายสลายไขมันแทนที่จะเป็นกลูโคสเพื่อใช้เป็นพลังงาน
  • น้ำหนักลด
  • ความดันโลหิตต่ำเมื่อยืน

อย่างไรก็ดี ผู้หญิงที่มีอาการแพ้ท้องอย่างรุนแรงอาจมีอาการไม่ดีขึ้นเมื่อมีอายุครรภ์ 14 สัปดาห์ ซึ่งอาการดังกล่าวอาจไม่หายไปอย่างสมบูรณ์จนกระทั่งคลอดลูกแม้ว่าอาการอื่นๆ อาจดีขึ้นในช่วงที่มีอายุครรภ์ประมาณ 20 สัปดาห์ ทั้งนี้คุณควรไปพบแพทย์หากตัวเองมีอาการคลื่นไส้และอาเจียนอย่างรุนแรง ถ้าจะให้ดีคุณควรไปพบแพทย์ก่อนที่ตัวเองจะตกอยู่ในภาวะขาดน้ำและมีน้ำหนักตัวลดลง

สาเหตุ

ยังไม่มีใครรู้ว่าอาการแพ้ท้องอย่างรุนแรงเกิดจากสาเหตุใด หรือทำไมผู้หญิงบางคนมีอาการดังกล่าวในขณะที่ผู้หญิงคนอื่นๆ ไม่มีอาการ อย่างไรก็ดี มีผู้เชี่ยวชาญบางคนเชื่อว่ามันมีความสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกายที่เกิดขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์ 
อย่างไรก็ดี มีหลักฐานบางชิ้นพบว่าอาการดังกล่าวถ่ายทอดภายในครอบครัว ดังนั้นหากคุณมีแม่ พี่สาว หรือน้องสาวที่มีอาการแพ้ท้องอย่างรุนแรง คุณอาจมีแนวโน้มที่จะมีอาการดังกล่าวเช่นกัน นอกจากนี้หากคุณมีอาการแพ้ท้องอย่างรุนแรงจากการตั้งครรภ์ครั้งก่อน คุณมีแนวโน้มที่จะมีอาการนี้อีกครั้งในการตั้งครรภ์ครั้งถัดไป โดยมีโอกาสมากกว่าผู้หญิงที่ไม่เคยมีอาการมาก่อน 

การรักษา

มียาที่สามารถใช้รักษาภาวะแพ้ท้องอย่างรุนแรงในขณะตั้งครรภ์ ซึ่งหมายความรวมถึงช่วง 12 สัปดาห์แรก สำหรับตัวอย่างยาที่ใช้รักษา เช่น ยาลดอาเจียน วิตามิน บี6 วิตามิน บี12  สเตียรอยด์ หรือการใช้ยาเหล่านี้แบบผสมผสานกัน 
มีหลักฐานชี้ให้เห็นว่ายิ่งคุณเริ่มรักษาตัวเร็วเท่าไร การรักษาก็จะยิ่งมีประสิทธิผลมากเท่านั้น คุณอาจต้องลองใช้ยาหลายชนิดจนกว่าจะเจอยาชนิดที่เหมาะกับคุณมากที่สุด หากคุณไม่สามารถควบคุมอาการคลื่นไส้และอาเจียน คุณอาจต้องนอนรักษาตัวภายในโรงพยาบาลเพื่อที่แพทย์สามารถประเมินอาการและทำการรักษาเพื่อปกป้องสุขภาพของคุณและลูก
หนึ่งในวิธีการรักษาคือ การให้สารน้ำ ซึ่งแพทย์จะให้สารน้ำผ่านทางเส้นเลือดดำโดยตรง หากคุณมีอาการอาเจียนอย่างรุนแรง แพทย์อาจจำเป็นต้องให้ยาลดอาเจียนผ่านทางเส้นเลือดดำหรือกล้ามเนื้อเช่นกัน

ภาวะแพ้ท้องขั้นรุนแรงทำให้เกิดอันตรายต่อเด็กในครรภ์หรือไม่?

ภาวะแพ้ท้องขั้นรุนแรงไม่มีแนวโน้มว่าจะทำให้เกิดอันตรายต่อเด็กในครรภ์หากรักษาอย่างมีประสิทธิผล แต่หากมันทำให้คุณมีน้ำหนักลดลงในระหว่างตั้งครรภ์ ความเสี่ยงที่เด็กจะเกิดมาตัวเล็กกว่าที่คาดไว้ก็จะเพิ่มขึ้น

อาการอื่นๆ 

  • จมูกไวต่อกลิ่นมากขึ้น
  • มีการผลิตน้ำลายออกมามากขึ้น
  • ปวดศีรษะและท้องผูกจากภาวะขาดน้ำ
  • มีแผลกดทับเพราะนอนบนเตียงเป็นเวลานาน
  • ภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ซึ่งเป็นผลมาจากการอาเจียนประกอบกับฮอร์โมนรีแลกซินในระหว่างตั้งครรภ์
  • อย่างไรก็ตาม มีผู้หญิงหลายคนที่มีอาการเหล่านี้ ซึ่งมันจะหายไปหลังจากที่คุณคลอดลูกแล้ว

ความรู้สึกที่อาจเกิดขึ้น

อาการคลื่นไส้และอาเจียนสามารถส่งผลกระทบต่อชีวิตในช่วงเวลาที่คุณคาดหวังว่าตัวเองจะได้มีความสุขกับการตั้งครรภ์ ซึ่งมันสามารถส่งผลต่อทั้งอารมณ์และร่างกาย อย่างไรก็ดี อาการที่เรากล่าวไปข้างต้นไม่เพียงแต่ทำให้ชีวิตของคุณเศร้าหมองเท่านั้น แต่มันยังนำไปสู่การเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ เช่น ภาวะซึมเศร้า หรือการฉีกขาดในหลอดอาหาร
นอกจากนี้การมีอาการแพ้ท้องขั้นรุนแรงสามารถทำให้คุณมีอาการอ่อนเพลียและทำให้คุณไม่สามารถทำงานที่ต้องทำทุกวันได้ เช่น การไปทำงาน หรือแม้แต่การลุกออกจากเตียงนอน นอกจากนี้คุณอาจรู้สึกดังนี้

  • วิตกกังวลเกี่ยวกับการออกไปนอกบ้านหรือการไม่กล้าไปยังสถานที่ต่างๆ ที่ไกลจากบ้านเพราะคุณอาจจำเป็นต้องอาเจียน
  • รู้สึกโดดเดี่ยวเพราะคนอื่นอาจไม่เข้าใจความรู้สึกของคนที่มีอาการแพ้ท้องขั้นรุนแรง
  • รู้สึกสับสน
  • รู้สึกไม่มั่นใจว่าตัวเองสามารถรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์หลังจากนี้ได้หรือไม่หากตัวเองยังคงป่วยอย่างต่อเนื่อง

หากคุณรู้สึกตามที่เรากล่าวไปไม่ข้อใดข้อหนึ่ง คุณไม่ควรเก็บความรู้สึกไว้คนเดียว แต่ให้คุณปรึกษาแพทย์ และอธิบายเกี่ยวกับผลกระทบที่เกิดขึ้นกับชีวิต หรือคุณจะคุยกับคนรัก ครอบครัว หรือเพื่อนหากคุณต้องการ อย่างไรก็ตาม ให้คุณจำไว้ว่าอาการแพ้ท้องขั้นรุนแรงแย่กว่าอาการแพ้ท้องทั่วไป และคุณจำเป็นต้องเข้ารับการรักษา

การตั้งครรภ์ครั้งอื่นๆ 

  • หากคุณเคยมีอาการแพ้ท้องขั้นรุนแรงมาก่อน คุณมีแนวโน้มที่จะเป็นอีกครั้งหากคุณตั้งครรภ์ครั้งต่อไป
  • หากคุณตัดสินใจที่จะตั้งครรภ์อีกครั้ง การวางแผนล่วงหน้าสามารถช่วยได้ เช่น หาคนช่วยดูแลลูกเพื่อที่คุณจะได้มีเวลาพักผ่อน
  • ลองคิดถึงสิ่งที่ช่วยบรรเทาอาการเมื่อคุณตั้งครรภ์ครั้งก่อน เช่น การดื่มเครื่องดื่มบางชนิด
  • ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการทานยาตั้งแต่เนิ่นๆ 



บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HonestDocs พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
บทความต่อไป
อัตราการเต้นหัวใจที่ค่อนข้างช้าของทารกในครรภ์ช่วงไตรมาสแรก อันตรายอย่างไร
อัตราการเต้นหัวใจที่ค่อนข้างช้าของทารกในครรภ์ช่วงไตรมาสแรก อันตรายอย่างไร

ความเสี่ยงของการแท้งบุตรในกรณีที่มีทารกในครรภ์มีอัตราการเต้นของหัวใจที่ค่อนข้างช้าในช่วงไตรมาสแรก

อะไรคือสัญญาณการฉีกขาดในภาวะตั้งครรภ์นอกมดลูก?
อะไรคือสัญญาณการฉีกขาดในภาวะตั้งครรภ์นอกมดลูก?

เรียนรู้สัญญาณการตั้งครรภ์นอกมดลูกก่อนที่มันจะฉีกขาด

ทำความเข้าใจกับภาวะตั้งครรภ์ที่ไข่ที่ปฏิสนธิไม่ฝังตัว  (Chemical Pregnancy) ใช่หรือไม่ใช่?
ทำความเข้าใจกับภาวะตั้งครรภ์ที่ไข่ที่ปฏิสนธิไม่ฝังตัว (Chemical Pregnancy) ใช่หรือไม่ใช่?

การตั้งครรภ์ที่เร็วเกินไปที่จะยืนยันด้วยวิธีการทางชีวเคมี

ดูในแอป