Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
มะเร็งและโรคร้าย

ไข้หวัด

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 20 ก.ย. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 9 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 2,008,970 คน

ไข้หวัด

ไข้หวัด (cold) เป็นการติดเชื้อไวรัสที่จมูก คอ โพรงจมูก และทางเดินหายใจส่วนต้น หวัดเป็นภาวะที่พบได้บ่อยที่สุดและมักจะหายไปเองภายในหนึ่งหรือสองสัปดาห์

อาการหลักของหวัดคือ:

  • ปวดคอ
  • จมูกตัน
  • จาม
  • ไอ

สำหรับอาการที่รุนแรงนั้นมีทั้งไข้สูง ปวดศีรษะ และปวดกล้ามเนื้อ กระนั้นอาการเหล่านี้มักจะเป็นผลมาจากไข้หวัดใหญ่เสียมากกว่า

สิ่งที่คุณสามารถทำได้

ยังไม่มีวิธีรักษาหวัด แต่คุณก็สามารถดูแลตนเองได้ง่าย ๆ ที่บ้านดังนี้: พักผ่อน ดื่มน้ำให้มาก และทานอาหารให้ถูกหลักสุขภาพ ทานยาแก้ปวดต่าง ๆ เช่นพาราเซตตามอลหรืออิบูโพรเฟนเพื่อลดไข้หรือความไม่สบายตัวลง ใช้สเปรย์หรือยาเม็ดแก้คัดจมูกเพื่อบรรเทาอาการจมูกตัน ลองวิธีกลั้วคอด้วยน้ำเกลือ และอมลูกอมเมนทอล

ยาแก้ปวดกับยาแก้คัดจมูกหลายตัวสามารถซื้อได้จากร้านขายยาโดยไม่ต้องใช้ใบสั่งแพทย์ ยาเหล่านี้สามารถใช้กับเด็กที่มีอายุแล้วและผู้ใหญ่ได้อย่างปลอดภัย แต่อาจไม่เหมาะกับเด็กทารก เด็กเล็ก ผู้หญิงตั้งครรภ์ ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพอื่น ๆ และผู้ที่กำลังใช้ยาบางประเภท ซึ่งคุณสามารถปรึกษาเภสัชกรได้หากไม่มั่นใจว่าคุณอยู่ในกลุ่มต้องห้ามหรือไม่

ควรไปพบแพทย์เมื่อไร?

หากคุณหรือลูกคุณเป็นหวัด ก็ไม่จำเป็นต้องพาไปพบแพทย์เพราะหวัดส่วนมากจะหายไปเองภายในหนึ่งหรือสองสัปดาห์

คุณควรไปพบแพทย์ก็ต่อเมื่อ:

  • อาการของคุณเป็นต่อเนื่องนานกว่าสามอาทิตย์
  • อาการของคุณทรุดลงกะทันหัน
  • คุณหายใจลำบาก
  • คุณเริ่มมีภาวะแทรกซ้อนจากหวัด อย่างเช่นปวดหน้าอก หรือไอเอาเมือกเหนียวปนเลือดออกมา

อีกทั้งควรไปพบแพทย์หากว่าเด็กทารกหรือผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วยมีภาวะเจ็บป่วยระยะยาวอย่างโรคปอดเกิดป่วยเป็นหวัดอยู่

หวัดแพร่กระจายได้อย่างไร?

โดยทั่วไปนั้น ผู้ป่วยหวัดจะแพร่เชื้อได้ตั้งแต่ช่วงไม่กี่วันแรกที่แสดงอาการ ไปจนกว่าอาการทั้งหมดจะหายไป หมายความว่าผู้ป่วยส่วนมากจะแพร่เชื้อได้เป็นเวลาประมาณสองสัปดาห์

คุณสามารถรับเชื้อไข้หวัดได้จาก:

การสัมผัสสิ่งของหรือพื้นผิวที่ปนเปื้อนละอองสารคัดหลั่งและเอามือเปื้อนเชื้อไปสัมผัสใบหน้า จมูก หรือดวงตาของตนเอง

สัมผัสผิวหนังผู้ป่วยที่มีละอองสารคัดหลั่งอยู่ และเอามือเปื้อนเชื้อไปสัมผัสใบหน้า จมูก หรือดวงตาของตนเอง

สูดหายใจนำละอองของเหลวที่มีเชื้อไวรัสหวัดที่ปล่อยออกมาจากผู้ป่วยจากการจามหรือไอเข้าไป

ไข้หวัดสามารถแพร่กระจายได้ง่ายมากในกลุ่มคนที่ต้องสัมผัสร่างกายกัน อย่างเช่นครอบครัว และเด็กวัยเรียน อีกทั้งคนกลุ่มนี้จะมีความเสี่ยงต่อการป่วยเป็นหวัดมากในช่วงฤดูหนาวซึ่งยังไม่มีหลักฐานชี้ชัดว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น

จำนวนเชื้อไวรัสที่สามารถก่อให้เกิดไข้หวัดได้มีหลายชนิด ดังนั้นคุณสามารถป่วยเป็นหวัดจากเชื้อไวรัสหนึ่งตัว และกลับมาเป็นหวัดจากเชื้อไวรัสอีกตัวก็เป็นได้

คุณสามารถหยุดการแพร่ระบาดของไข้หวัดได้อย่างไร?

คุณสามารถปฏิบัติตามขั้นตอนง่าย ๆ ต่อไปนี้เพื่อช่วยป้องกันการระบาดของไข้หวัดได้:

  • ล้างมือบ่อยครั้ง โดยเฉพาะก่อนสัมผัสจมูกหรือปากตนเอง และก่อนหยิบจับอาหาร
  • จามและไอใส่กระดาษชำระ เพื่อป้องกันละอองที่เต็มไปด้วยไวรัสเข้าสู่อากาศ ซึ่งคุณต้องทิ้งกระดาษชำระนั้นทิ้งทันทีและล้างมือให้สะอาด
  • ไม่ใช้ถ้วย ชาม จาน และอุปกรณ์ช้อนส้อมร่วมกับผู้อื่น
  • ไม่ใช้ผ้าเช็ดหน้าหรือของเล่นร่วมกับผู้ป่วย

มีคำแนะนำว่าการทานอาหารเสริมวิตามิน C สังกะสี และสารสกัดจากกระเทียมสามารถช่วยลดความเสี่ยงต่อไข้หวัดได้ แต่หลักฐานที่มีก็ยังคงนับว่าไม่แน่นหนาพอ

อาการของไข้หวัด

อาการของไข้หวัดมักจะเกิดขึ้นหลังจากติดเชื้อไม่กี่วัน ดังนี้:

  • เจ็บคอ
  • คัดจมูกหรือจมูกตัน
  • จาม
  • ไอ
  • เสียงแหบ
  • รู้สึกไม่สู้ดี

ส่วนอาการที่พบได้ไม่บ่อยของไข้หวัดคือ:

  • มีไข้สูงประมาณ 37-39 องศาเซลเซียส
  • ปวดศีรษะ
  • ปวดหู: การปวดหูรุนแรงอาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อภายในหูชั้นกลาง
  • ปวดกล้ามเนื้อ
  • ประสาทรับรสกับกลิ่นหาย
  • ระคายเคืองดวงตาเล็กน้อย
  • รู้สึกถึงแรงดันในหูและใบหน้า

อาการเหล่านี้มักจะทรุดลงมากระหว่างวันแรกถึงวันที่สาม ก่อนจะค่อย ๆ ดีขึ้นเรื่อย ๆ สำหรับเด็กที่มีอายุมากกับผู้ใหญ่มักจะมีอาการเหล่านี้คงอยู่ประมาณ 7 ถึง 10 วัน ส่วนอาการไออาจจะคงอยู่นานประมาณสองหรือสามสัปดาห์

ไข้หวัดมักจะคงอยู่นานในเด็กที่อายุน้อยกว่าห้าปี หรือประมาณ 10 ถึง 14 วัน

ไข้หวัดธรรมดาหรือไข้หวัดใหญ่?

เป็นการยากที่จะจำแนกว่าคุณป่วยเป็นไข้หวัดธรรมดาหรือไข้หวัดใหญ่ที่ร้ายแรงกว่านั้นเนื่องจากอาการต่าง ๆ มีความคล้ายกันมาก โดยความแตกต่างที่สังเกตได้มีดังนี้:

อาการของไข้หวัดใหญ่:

  • เกิดขึ้นเร็วกว่า
  • มักจะมีอาการปวดศีรษะ มีไข้ และปวดกล้ามเนื้อ
  • ทำให้คุณรู้สึกไม่สบายขณะดำเนินกิจกรรมตามปรกติ

อาการของไข้หวัด:

  • ค่อย ๆ เกิดขึ้น
  • มักจะส่งผลกับจมูกและลำคอของคุณ
  • มีความรุนแรงน้อยทำให้คุณสามารถเคลื่อนไหวร่างกายไปมาได้ดีพอจะทำงานต่อไป

ควรไปพบแพทย์เมื่อไร?

ไข้หวัดมักจะมีอายุสั้นและไม่รุนแรง ดังนั้นคุณจึงไม่จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาจากแพทย์ คุณสามารถทานยาแก้ปวดหรือยาบรรเทาอาการอื่น ๆ และพักผ่อนให้มาก ๆ ที่บ้านของคุณก็เพียงพอต่อการรักษาหวัดให้หายดีแล้ว

คุณสามารถปรึกษาเภสัชกรหากต้องการคำแนะนำดูแลไข้หวัดที่บ้าน และคุณควรไปพบแพทย์ก็ต่อเมื่อ: อาการต่าง ๆ ยาวนานเกินกว่าสามสัปดาห์ อาการทรุดลงกะทันหัน คุณหายใจลำบาก คุณเริ่มมีภาวะแทรกซ้อนจากไข้หวัด เช่นปวดหน้าอก หรือไอเอาเสมหะปนเลือดออกมา

คุณควรไปพบแพทย์หากว่าคุณกังวลกับอาการป่วยของลูกหรือผู้สูงอายุ หรือคุณมีภาวะสุขภาพระยะยาวอยู่ก่อนเช่นโรคปอด

การรักษาไข้หวัด

คุณสามารถจัดการกับอาการต่าง ๆ ของไข้หวัดได้ด้วยการปฏิบัติตามคำแนะนำต่อไปนี้ ซึ่งคุณควรจะเห็นผลภายใน 7 ถึง 10 วัน

คำแนะนำทั่วไป

ดื่มน้ำให้มาก ๆ เพื่อชดเชยของเหลวที่เสียไปจากเหงื่อและน้ำมูก

ทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ มีไขมันต่ำ กากใยอาหารสูง รวมไปถึงผักและผลไม้สด

คุณอาจไม่อยากอาหารระหว่างที่มีไข้หวัด ซึ่งนับว่าเป็นอาการปรกติและควรจะเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันเท่านั้น ห้ามฝืนรับประทานอาหารเมื่อคุณไม่หิว

คุณสามารถทดลองยาและการรักษาต่อไปนี้เพื่อช่วยบรรเทาอาการของคุณได้

ยาจากร้านขายยา

ยาที่ใช้เพื่อรักษาอาการของไข้หวัดมีดังนี้:

  • ยาแก้ปวด: อย่างเช่นพาราเซตตมอล และอิบูโพรเฟน ซึ่งช่วยลดปวดและไข้ได้
  • ยาแก้คัดจมูก: ซึ่งช่วยบรรเทาอาการคัดจมูกหรือจมูกตัน
  • ยาลดไข้: เป็นยาที่มีส่วนผสมของยาแก้ปวดและยาแก้คัดจมูก

ยาเหล่านี้วางจำหน่ายตามร้านขายยาและสามารถซื้อได้โดยไม่ต้องใช้ใบสั่งจากแพทย์ นับว่าเป็นกลุ่มยาที่ปลอดภัยต่อเด็กและผู้ใหญ่ แต่ก็อาจมีข้อจำกัดกับเด็กทารกและเด็กเล็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพบางชนิด และผู้ที่กำลังเข้ารับการรักษาบางอย่างอยู่บ้าง

ก่อนใช้ยาให้อ่านคำแนะนำที่ฉลากยาทุกครั้งเพื่อหาปริมาณและขนาดยาที่เหมาะสมกับคุณ หากไม่มั่นใจว่ายาที่ใช้เหมาะกับลูกของคุณหรือไม่ คุณควรทำการปรึกษากับเภสัชกรก่อน

ยาแก้ปวด

พาราเซตตมอล และอิบูโพรเฟนสามารถบรรเทาอาการไข้และลดปวดได้ ยาแอสไพรินเองก็มีฤทธิ์เหมือนกันแต่มักไม่แนะนำกับการรักษาไข้หวัดธรรมดา และไม่ควรใช้แอสไพรินกับเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี

หากลูกของคุณมีไข้หวัด ให้ใช้พาราเซตตามอลกับอิบูโพรเฟนในรูปแบบที่เหมาะสมกับช่วงอายุผู้ใช้ (ยาน้ำ) และต้องอ่านคำแนะนำที่ฉลากยาก่อนใช้ทุกครั้ง

การใช้ยาพาราเซตตมอลและอิบูโพรเฟนพร้อมกันเพื่อบรรเทาไข้หวัดไม่เป็นที่แนะนำ และหากเป็นเด็กที่ใช้ยาสองประเภทพร้อมกันจะเป็นเรื่องไม่ปลอดภัย

พาราเซตตามอลและอิบูโพรเฟนมีส่วนผสมของยาแก้หวัดอยู่เล็กน้อย หากคุณต้องการใช้ยาแก้ปวดและยาลดไข้ ควรอ่านคำแนะนำของฉลากยาหรือสอบถามกับเภสัชกรก่อนเพื่อเลี่ยงการใช้ยาในขนาดที่สูงเกินพอดี

หากคุณกำลังตั้งครรภ์ พาราเซตตามอลจะเป็นยาที่ดีที่สุดในการรักษาอาการปวดและไข้ระดับอ่อนไปจนถึงปานกลาง

ยาแก้คัดจมูก

ยาแก้คัดจมูกเป็นได้ทั้งยาทาน ยาหยด หรือยาพ่นเข้ารูจมูก ยากลุ่มนี้จะช่วยทำให้คุณหายใจสะดวกขึ้นด้วยการลดอาการบวมภายช่องจมูก

กระนั้นยากลุ่มนี้จะได้ผลเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ เท่านั้น และหากคุณใช้ยาเป็นเวลานานกว่าหนึ่งอาทิตย์อาจทำให้อาการจมูกตันทรุดลงกว่าเดิมได้

ยาแก้คัดจมูกไม่แนะนำสำหรับเด็กที่อายุต่ำกว่า 12 ปีนอกจากว่าแพทย์จะเป็นผู้แนะนำให้ใช้ อีกทั้งยาแก้คัดจมูกก็ไม่เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาสุขภาพอื่น ๆ หรือกำลังเข้ารับการรักษาบางประเภท

การรักษาอื่น ๆ

  • การกลั้วคอและลูกอมเมนทอล ผู้ป่วยไข้หวัดบางรายจะสังเกตว่าการกลั้วคอด้วยน้ำเกลือและอมลูกอมเมนทอลสามารถช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอและจมูกตันได้
  • วาโปรับ ยาวาโปรับสามารถใช้กับเด็กเล็กและทารกให้พวกเขาหายใจสะดวกขึ้นได้ โดยการทาบริเวณหน้าอกและแผ่นหลังของพวกเขา แต่ห้ามทาบริเวณจมูกเพราะจะก่อความระคายเคืองและทำให้พวกเขาหายใจยากขึ้น
  • น้ำเกลือล้างจมูก น้ำเกลือล้างจมูกที่เป็นยาหยดเข้าจมูกนั้นสามารถช่วยบรรเทาอาการคัดจมูกในเด็กเล็กและทารกได้
  • อาหารเสริมวิตามินและแร่ธาตุ มีงานวิจัยบางชิ้นที่พบว่าการทานอาหารเสริมสังกะสีระหว่างช่วงที่เริ่มมีอาการไข้หวัดจะช่วยเร่งกระบวนการฟื้นตัวจากหวัดให้เร็วขึ้น และยังช่วยลดความรุนแรงของอาการต่าง ๆ ได้

อย่างไรก็ตามก็ยังมีหลักฐานมาสนับสนุนค่อนข้างน้อยว่าการทานอาหารเสริมวิตามิน C จะมีประโยชน์ในช่วงเวลาดังกล่าว

การรักษาที่ไม่แนะนำ

การรักษาต่อไปนี้มักไม่แนะนำให้ใช้จัดการกับไข้หวัดเนื่องมาจากว่ายังขาดหลักฐานว่าใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพจริงหรือไม่ และยังมีความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดผลข้างเคียงที่ไม่น่าอภิรมย์มากมาย: การใช้ยาต้านฮิสตามีน ไซรัปและการรักษาสำหรับแก้ไอ การใช้ยาปฏิชีวนะ: เป็นยาที่ใช้ต้านแบคทีเรีย (ไข้หวัดเกิดจากเชื้อไวรัส) การใช้ยาทางเลือก (complementary and alternative medicine - CAM) เช่นสมุนไพรเอกไคนาเชียกับยาสมุนไพรจีน

ภาวะแทรกซ้อนของไข้หวัด

ไข้หวัดมักจะหายไปโดยไม่ก่อให้เกิดปัญหาอื่น ๆ ตามมา แต่อย่างไรก็ตามการติดเชื้อนี้ก็สามารถลุกลามเข้าไปในหน้าอก หู หรือโพรงจมูกของคุณได้

1.ไซนัสอักเสบ

ภาวะไซนัสอักเสบเป็นการติดเชื้อที่โพรงอากาศภายในกระดูกแก้มและหน้าผากของคุณ โดยจะเกิดขึ้นกับผู้ป่วยไข้หวัดทั้งผู้ใหญ่และเด็กโตประมาณ 1 คนจากทุก ๆ 50 คน

อาการของไซนัสอักเสบมีดังนี้: กดเจ็บและเจ็บปวดรอบจมูก ดวงตา และหน้าผาก (ปวดศีรษะจากไซนัส) จมูกตันและคัดจมูก มีไข้สูงกว่า 38 องศาเซลเซียส

กรณีส่วนมากอาการของไซนัสอักเสบจะหายไปเองโดยไม่จำต้องรับการรักษาใด ๆ แต่คุณควรไปพบแพทย์เมื่อมีอาการของภาวะนี้ยาวนานกว่าหนึ่งสัปดาห์และไม่ดีขึ้น หรือมีอาการทรุดลง

2.การติดเชื้อของหูชั้นกลาง

ภาวะหูชั้นกลางติดเชื้อเกิดขึ้นกับผู้ป่วยไข้หวัดที่เป็นเด็กอายุต่ำกว่าห้าปีประมาณหนึ่งจากห้าคน อาการของภาวะนี้มีดังนี้: ปวดหูรุนแรง มีไข้สูงกว่า 38 องศาเซลเซียส มีอาการเหมือนไข้หวัดใหญ่ เช่นอาเจียนและหมดเรี่ยวแรง การได้ยินพร่องลง

ภาวะติดเชื้อภายในหูชั้นกลางส่วนมากจะหายไปเองโดยไม่ต้องรับการรักษาใด ๆ และการรักษาที่มีมักดำเนินการกับเด็กที่ประสบกับการติดเชื้อที่หูชั้นกลางซ้ำ ๆ เท่านั้น

3.การติดเชื้อในอก

ภาวะติดเชื้อในอกอย่างภาวะหลอดลมอักเสบและปอดบวมสามารถเกิดขึ้นหลังจากไข้หวัดได้เนื่องจากยังเป็นช่วงที่ระบบภูมิคุ้มกันของคุณอ่อนแออยู่อาการของภาวะติดเชื้อในอกมีทั้งอาการไอเรื้อรัง มีเสมหะ และหายใจสั้นภาวะติดเชื้อในอกที่ไม่รุนแรงจะหายเองภายในไม่กี่สัปดาห์โดยไม่ต้องรับการรักษาใด ๆ แต่คุณควรไปพบแพทย์หากว่า:

  • อาการไอของคุณรุนแรง
  • คุณมีไข้สูง
  • คุณรู้สึกสับสนงุนงง
  • คุณมีอาการเจ็บปวดในหน้าอก
  • เสมหะของคุณปนเลือด
  • คุณมีอาการต่าง ๆ ยาวนานกว่าสามสัปดาห์

ในกรณีนี้ คุณอาจมีการติดเชื้อแบคทีเรียภายในหน้าอกทำให้ต้องเข้ารับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ

4.ไข้หวัดในเด็ก

เด็กเล็กสามารถเป็นหวัดได้บ่อยครั้งเนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของพวกเขายังคงพัฒนาอยู่ ซึ่งนั่นอาจทำให้คุณเป็นกังวลทุกครั้งเมื่อลูกน้อยล้มป่วย กระนั้นส่วนมากไข้หวัดมักจะไม่รุนแรงและจะหายไปเองภายในสองสัปดาห์

รายการต่อไปนี้คือคำถามที่พ่อแม่มักสอบถามเกี่ยวกับภาวะไข้หวัดของเด็ก

ไข้หวัดของลูกรุนแรงหรือไม่?

ไข้หวัดเป็นภาวะที่มักจะไม่รุนแรง กระนั้นเด็กเล็กก็อาจมีความเสี่ยงต่อปัญหาอื่น ๆ เพิ่มเติมมากขึ้นได้ เช่นการติดเชื้อในหู

บางครั้งก็อาจจะเกิดปัญหาร้ายแรงอย่างภาวะปอดบวมขึ้นได้ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่คุณต้องคอยดูแลควบคุมไข้หวัดของลูกน้อย

อะไรคือความแตกต่างระหว่างไข้หวัดของเด็กและผู้ใหญ่?

เด็กมักเป็นหวัดบ่อยกว่าผู้ใหญ่ โดยผู้ใหญ่สามารถป่วยเป็นไข้หวัดได้สองถึงสี่ครั้งต่อปี ส่วนเด็กจะสามารถป่วยได้ตั้งแต่ 8 ถึง 12 ครั้งต่อปี

อาการของไข้หวัดในกลุ่มคนทั้งสองจะคล้ายกันมากอย่างการมีจมูกตัน จาม และอาจมีไข้สูง

ไข้หวัดของเด็กส่วนมากจะหายเองโดยไม่ต้องทำการรักษาใด ๆ แต่อาจจะต้องใช้เวลานานกว่าผู้ใหญ่

บางครั้งเด็กอาจจะประสบกับการติดเชื้อเล็กน้อยหลาย ๆ ครั้งภายในช่วงระยะเวลาห่างกันไม่มากจึงทำให้คุณรู้สึกว่าพวกเขาป่วยนานกว่าปกติ

คุณควรไปพบแพทย์เมื่อไร?

คุณควรไปพบแพทย์เมื่อ:

ลูกของคุณอายุต่ำกว่าสามเดือนและมีไข้สูงกว่า 38 องศาเซลเซียส หรือมีอายุระหว่างสามถึงหกเดือนและมีไข้สูงกว่า 39 องศาเซลเซียส

อาการของลูกยาวนานกว่าสามอาทิตย์

ลูกมีอาการปวดหน้าอกหรือไอมีเสมหะปนเลือดออกมา: ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อแบคทีเรียในหน้าอกที่ต้องรับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ

ลูกมีอาการหายใจลำบาก: ซึ่งต้องพาพวกเขาไปพบแพทย์ในทันที

พวกเขามีหรืออาจมีอาการปวดหูรุนแรง (เด็กทารกที่มีอาการปวดหูจะชอบขยี้หูของพวกเขาและดูฉุนเฉียว): ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อในหูที่ต้องรับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ

พวกเขาเริ่มมีอาการที่น่าเป็นห่วงต่าง ๆ

เหตุใดแพทย์ผู้ดูแลจึงไม่จ่ายยาปฏิชีวนะ?

ยาปฏิชีวนะมีเพื่อรักษาการติดเชื้อที่เกิดจากแบคทีเรีย ส่วนไข้หวัดเกิดมาจากเชื้อไวรัสทำให้ไข้หวัดไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ

การใช้ยาปฏิชีวนะมากไปจะทำให้เชื้อดื้อยา และทำให้การรักษาการติดเชื้อแบคทีเรียนั้นเป็นไปได้ยากขึ้น

แพทย์มักจะจ่ายยาปฏิชีวนะแก่เด็กเมื่อพวกเขาเริ่มมีสัญญาณของการติดเชื้อแบคทีเรียนอกจากไข้หวัด

คุณสามารถทำอะไรเพื่อช่วยลูกของคุณได้บ้าง?

คุณสามารถปฏิบัติตามคำแนะนำต่อไปนี้เพื่อช่วยลูกรับมือกับอาการของไข้หวัด:

ดูแลให้ลูกพักผ่อนและดื่มน้ำมาก ๆ : ถ้าไม่ใช่น้ำธรรมดาก็ควรเป็นน้ำอุ่น ๆ

หากพวกเขามีอาการคัดจมูก คุณสามารถบรรเทาอาการนี้ได้ด้วยการยกศีรษะพวกเขาขึ้นสูงด้วยการยกปลายเตียงส่วนบนให้สูงขึ้น หรือใช้หมอนหนุนใต้ผ้าปูเตียงส่วนบนขึ้น (คุณไม่ควรสอดอะไรใต้ผ้าปูเตียงของเด็กที่อายุต่ำกว่าหนึ่งปี)

ยาพาราเซตตามอลหรืออิบูโพรเฟนชนิดน้ำสามารถช่วยบรรเทาไข้และความไม่สบายเนื้อสบายตัวได้: แต่ต้องอ่านฉลากยาก่อนทุกครั้ง และห้ามให้ยาแอสไพรินกับเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี

หากพวกเขามีอาการคัดจมูก จัดให้พวกเขาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่อบอุ่นและชื้นเพื่อทำให้หายใจได้สะดวกขึ้น

จัดห้องของพวกเขาให้มีอากาศถ่ายเทและมีอุณหภูมิที่อยู่สบายที่สุด และห้ามทำให้ร่างกายพวกเขาร้อนเกินไปด้วยการเปลี่ยนไปใช้ผ้าห่มบางเบาแทนผ้านวม เป็นต้น

ให้ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อขอคำแนะนำหากว่าคุณไม่มั่นใจในวิธีการดูแลลูกของคุณ หรือสอบถามยาที่เหมาะสมกับพวกเขา

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
ดูในแอป