มะเร็งและโรคร้าย

โรคมะเร็งปากมดลูก มะเร็งที่พบมากที่สุดในเพศหญิง

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ส.ค. 12, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 12 นาที
โรคมะเร็งปากมดลูก มะเร็งที่พบมากที่สุดในเพศหญิง

มะเร็งปากมดลูก เป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดในเพศหญิง พบได้ในสตรีตั้งแต่วัยสาวถึงวัยชรา และพบมากในช่วงอายุ 30-50 ปี ในแต่ละปีผู้หญิงทั่วโลกป่วยด้วยโรคมะเร็งปากมดลูกเพิ่มขึ้นปีละ 466,000 คน เสียชีวิตปีละ 231,000 คน ซึ่งประมาณร้อยละ 80 ของผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกอยู่ในประเทศกำลังพัฒนา

สำหรับประเทศไทย โรคมะเร็งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตของคนไทยเป็นอันดับหนึ่ง และมะเร็งที่เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตมากที่สุด คือ มะเร็งปากมดลูก จากรายงานของสำนักงานวิจัยมะเร็งนานาชาติพบว่า ในปี พ.ศ. 2544 ประเทศไทยมีผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกรายใหม่ปีละ 6,192 ราย เสียชีวิต 3,166 ราย หรือประมาณร้อยละ 50 ถ้าคำนวณแล้วจะมีผู้หญิงไทยที่เสียชีวิตจากโรคมะเร็งปากมดลูกวันละเกือบ 9 ราย มะเร็งปากมดลูกพบมากที่สุดในภาคเหนือของประเทศไทย ซึ่งมะเร็งปากมดลูกสามารถป้องกันได้ และสามารถตรวจคัดกรองหาความผิดปกติได้ก่อน 

พยาธิสรีรภาพ

โรคมะเร็งปากมดลูกจะเริ่มต้นจากมะเร็งชนิดไม่ลุกลาม (Noninvasive) ซึ่งอาจเป็นนานถึง 20 ปีแล้วจึงลุกลาม โดยเซลล์จะมีนิวเคลียสขนาดใหญ่ขึ้น รูปร่างผิดปกติ ติดสีมากขึ้น และมีนิวเคลียสหลายอัน มีการเพิ่มจำนวนเซลล์ที่ผิดปกติและไม่สมบูรณ์ (Dysplasia) โดยแบ่งเป็น 3 เกรด คือ

  • เกรด 1 (Grade 1) เซลล์ผิดปกติเพียงเล็กน้อย (Mild dysplasis)
  • เกรด 2 (Grade 2) เซลล์ผิดปกติปานกลาง (Moderate dysplasis)
  • เกรด 3 (Grade 3) เซลล์ผิดปกติมาก (Severe dysplasis)

หากมีจำนวนเซลล์ผิดปกติมากจนทำให้การเรียงตัวของเซลล์ผิดปกติและเยื่อบุทั้งหมดผิดปกติกลายเป็นเซลล์มะเร็ง (Carcinoma in situ) หากเซลล์มะเร็งมีความผิดปกติเกินชั้นฐานของเยื่อบุเข้าไปในชั้นเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน (Invasive cervical cancer) เซลล์มะเร็งปากมดลูกส่วนใหญ่เป็นชนิด Epidermoid ซึ่งพัฒนามาจาก Squamous cell ส่วนน้อยเป็น Adenocarcinoma จะใช้เวลานานถึง 10 ปีโดยยังไม่ปรากฏอาการ

เมื่อมีการลุกลามจะเป็นเซลล์ชนิด Adenocarcinoma มักจะลุกลามไปยังผนังช่องคลอดที่อยู่ใกล้เคียง และแพร่กระจายเข้าสู่เลือดไปยังปอด ช่องทรวงอก ตับ และกระดูก หรือผ่านระบบน้ำเหลืองโดยเฉพาะหลอดน้ำเหลืองด้านข้างเข้าสู่เอ็นยึดมดลูก (Parametrium) ไปยังผนังอุ้งเชิงกราน ส่วนด้านหน้าและด้านหลังจะลุกลามไปยังกระเพาะปัสสาวะ ทวารหนัก และต่อมน้ำเหลืองในอุ้งเชิงกราน มีผลให้ต่อมน้ำเหลืองโต การไหลเวียนเลือดผิดปกติ ขาบวม ท่อปัสสาวะอุดตัน ไตบวมน้ำ


ผู้ที่มีภาวะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปากมดลูก

  • สตรีที่มีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุน้อย (ต่ำกว่า 18 ปี)
  • มีคู่นอนหลายคน สำส่อนทางเพศ
  • มีประวัติเป็นโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์
  • มีโรคเรื้อรังหรือโรคที่ทำให้ภูมิต้านทานต่ำ เช่น โรคเอดส์
  • เคยมีความผิดปกติของปากมดลูก จากการตรวจภายในและทำ Pap smear ซึ่งเป็นวิธีค้นหาความผิดปกติที่เซลล์เยื่อบุปากมดลูก

สัญญาณเตือนภัยมะเร็งปากมดลูก

  • ในระยะเริ่มแรกอาจไม่มีอาการเลย หรืออาจมีเลือดออกจากช่องคลอดเวลามีเพศสัมพันธ์
  • ประจำเดือนมาผิดปกติ
  • ตกขาว มีกลิ่น ปริมาณมาก สีผิดปกติ หรืออาจปนเลือด

อาการของผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูก

อาการจะเป็นมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับระยะของมะเร็ง ในระยะแรกอาจตรวจพบจากการคัดกรอง หรือการตรวจด้วยกล้องขยายร่วมกับการตัดชิ้นเนื้อออกมาตรวจทางพยาธิวิทยา อาการที่พบของมะเร็งปากมดลูก คือ มีตกขาวจำนวนมากผิดปกติ ลักษณะเป็นหนอง กลิ่นเหม็น หรือมีลักษณะคล้ายน้ำไหลออกมาจากช่องคลอด เลือดออกกะปริดกะปรอย เลือดออกหลังร่วมเพศ หรือเลือดออกในขณะที่ไม่ใช่รอบเดือน เป็นต้น แต่อาการเหล่านี้ไม่ใช่อาการของโรคมะเร็งปากมดลูกเสมอไป เพราะอาจจะเป็นอาการของโรคทางระบบอวัยวะสืบพันธุ์อื่น ๆ ได้ด้วย ซึ่งอย่างไรก็ตามควรไปตรวจวินิจฉัยกับแพทย์

ระยะของมะเร็งปากมดลูก

การกำหนดระยะของมะเร็งต้องประเมินการลุกล้ำของเซลล์มะเร็งเพื่อหาวิธีรักษาที่ดีที่สุดสำหรับคุณ

กระบวนการนี้จะใช้ดูว่า:

  • ขนาดก้อนมะเร็งเป็นเท่าไร
  • มะเร็งกระจายทั้งเข้าภายในและรอบ ๆ ปากมดลูกมากแค่ไหน
  • มะเร็งกระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองหรืออวัยวะอื่นหรือไม่

มะเร็งปากมดลูกแบ่งออกเป็น 4 ระยะหลัก (หลังระยะที่ 0) ซึ่งแต่ละระยะก็สามารถแบ่งย่อย ๆ เพื่อช่วยระบุการกระจายของเซลล์มะเร็ง

4 ระยะหลักของมะเร็งปากมดลูก:

ระยะที่ 0: หรือระยะมะเร็งเบื้องต้น เป็นระยะแรก ๆ ที่เซลล์มะเร็งยังคงอยู่แค่บนผิวปากมดลูก

ระยะที่ 1: มะเร็งกระจายอยู่ภายในปากมดลูกเท่านั้น

ระยะที่ 2: มะเร็งกระจายไปไกลกว่าปากมดลูกและมดลูก แต่ยังไม่กระจายไปยังกระดูกเชิงกรานหรืออวัยวะไกล ๆ

ระยะที่ 3: มะเร็งกระจายไปยังช่องคลอดหรือผนังเชิงกรานส่วนล่าง โดยอาจไปกดท่อไตที่ลำเลียงปัสสาวะจากไตไปสู่กระเพาะปัสสาวะ แต่ไม่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองหรืออวัยวะไกล ๆ

ระยะที่ 4: มะเร็งกระจายไปยังอวัยวะใกล้เคียงหรือส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย

การวินิจฉัยโรค

มีประวัติเลือดออกหรือสิ่งขับหลั่งผิดปกติทางช่องคลอดหรือตั้งครรภ์บ่อย จากการตรวจทางทวารหนักและตรวจภายในจะพบความผิดปกติ อาจคลำพบต่อมน้ำเหลืองบริเวณขาหนีบและไหปลาร้าจะโตขึ้น ตรวจเลือดหาปริมาณเม็ดเลือด (CBC) อาจพบ Hct ต่ำ ตรวจปัสสาวะอาจมีเลือดปน ทำ Pap smear พบความผิดปกติของเซลล์ปากมดลูก ตรวจด้วยกล้อง (Colposcopy) ส่องปากมดลูกและหากพบสิ่งผิดปกติจะตัดชิ้นเนื้อมาตรวจ (Biopsy) ส่องกล้องที่กระเพาะปัสสาวะและทวารหนัก (Cystoscopy และ Rectosigmoidoscopy) เพื่อดูการลุกลาม ถ่ายภาพรังสีปอด (Chest X-ray, Intravenous pyelogram (IVP), Barium enema, Computed tomography (CT)

การทำแป๊ปสเมียร์สำหรับโรคมะเร็งปากมดลูก

American Cancer Society กล่าวว่าวิธีการป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูกที่ดีที่สุดคือการตรวจอย่างสม่ำเสมอ แป๊ปสเมียร์เป็นการทดสอบอย่างง่าย รวดเร็วและไม่เจ็บที่นรีแพทย์หรือแพทย์ผู้ให้การดูแลเบื้องต้นสามารถทำให้ได้ในห้องตรวจ การทดสอบนี้จะช่วยแยกแยะการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ก่อนที่จะกลายเป็นมะเร็ง แพทย์มักแนะนำให้เริ่มทำแป๊ปสเมียร์ตั้งแต่อายุ 21 ปี ในขณะที่ผู้เชี่ยวชาญจาก Mayo Clinic แนะนำให้ผู้หญิงที่มีอายุระหว่าง 21 ถึง 65 ปีมารับการทดสอบทุก ๆ 3 ปี ผู้หญิงอายุ 30 ปีขึ้นไปอาจรับการทดสอบทุก ๆ 5 ปีได้ หากผลแป๊ปสเมียร์และผลจากการทดสอบไวรัส HPV (human papilloma virus) ซึ่งเป็นโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ทั่วไปที่ทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูกได้

หากคุณมีปัจจัยเสี่ยงต่อไปนี้ แพทย์ของคุณอาจแนะนำให้รับการทดสอบบ่อยขึ้น

  • เคยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งปากมดลูก
  • ผลแป๊ปสเมียร์เห็นการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ก่อนกลายเป็นมะเร็ง
  • ได้รับยา dethylstilbestrol (DES) ก่อนกำเนิด
  • มีเชื้อ HIV
  • มีระบบภูมิคุ้มกันต่ำจากการปลูกถ่ายอวัยวะ การทำเคมีบำบัด หรือการใช้สเตียรอยด์เป็นเวลานาน

ขั้นตอนการทำแป๊ปสเมียร์มีดังนี้

แพทย์จะขอให้คุณถอดเสื้อผ้าและสวมเสื้อคลุมของทางโรงพยาบาลแทน คุณจะต้องนอนบนโต๊ะตรวจโดยชันเข่าขึ้นมา แพทย์จะค่อย ๆ สอดเครื่องมือที่เรียกว่า speculum เข้าไปทางช่องคลอด โดยเครื่องมือนี้จะช่วยขยายช่องคลอดให้เปิดค้างไว้เพื่อให้แพทย์มองเห็นปากมดลูกได้ดี คุณอาจรู้สึกถึงแรงกดดันตอนใส่เครื่องมือนี้ แพทย์จะเก็บตัวอย่างเซลล์ปากมดลูกโดยใช้แปรงนุ่มหรืออุปกรณ์อื่น ขั้นตอนนี้จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและไม่เจ็บปวด แพทย์จะบรรจุตัวอย่างในภาชนะพิเศษแล้วส่งต่อให้ห้องปฏิบัติการทดสอบ และจะบอกให้คุณมาฟังผลเมื่อไร

การทดสอบหา DNA ของ HPV

แป๊ปสเมียร์อาจทำควบคู่ไปกับการทดสอบหา DNA ของ HPV ที่จะใช้หาสายพันธุ์ที่ทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูกมากที่สุด การทดสอบนี้อาจทำเมื่อผลของแป๊ปสเมียร์ออกมาว่าผิดปกติและแพทย์ตัดสินใจส่งตรวจเพิ่มเติม

การวินิจฉัยโรคมะเร็งปากมดลูก

ผลแป๊ปสเมียร์เป็นบวก หมายถึง สามารถตรวจพบเซลล์ผิดปกติ ผลบวกที่ออกมาอาจแตกต่างกันได้ และผลที่เป็นบวกก็ไม่จำเป็นว่าคุณจะเป็นมะเร็งปากมดลูก 

ผลแป๊ปสเมียร์เป็นบวกและวิธีการต่าง ๆ ที่แพทย์แนะนำ:

Atypical squamous cells of undetermined significance (ASCUS): squamous cells ที่ผิวปากมดลูกมีความผิดปกติเล็กน้อยแต่ไม่ถึงกับเป็นรอยโรคก่อนกลายเป็นมะเร็ง แพทย์มักส่งตัวอย่างเซลล์อีกครั้งเพื่อหา HPV ผู้เชี่ยวชาญจาก Mayo Clinic กล่าวว่าหากคุณมี HPV แพทย์ก็จะส่งตรวจเพิ่มเติม แต่หากไม่มีก็ไม่ต้องกังวล

Squamous intraepithelial lesion: อาจตรวจพบเซลล์ผิดปกติก่อนกลายเป็นมะเร็ง ถ้าผลที่ได้เกรดต่ำ หมายถึง เซลล์จะต้องใช้เวลาเป็นปีในการเปลี่ยนเป็นมะเร็ง แพทย์อาจแนะนำให้ทำแป๊ปสเมียร์บ่อยครั้งขึ้น แต่หากผลที่ได้เกรดสูง เป็นสัญญาณของโอกาสการกลายเป็นมะเร็งเร็วขึ้น และอาจต้องส่งตรวจเพิ่มเติม

Squamous cell cancer หรือ adenocarcinoma cells: เซลล์ผิดปกติอาจกลายเป็นมะเร็ง แพทย์ของคุณอาจใช้เครื่องมือพิเศษที่เรียกว่า coloscope เพื่อตรวจสอบปากมดลูกและช่องคลอดได้แม่นยำขึ้น กระบวนการนี้เรียกว่า colposcopy และอาจเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อที่เรียกว่า biopsy มาจากเนื้อเยื่อที่ผิดปกติและส่งต่อไปวิเคราะห์ที่ห้องปฏิบัติการ

การรักษา

รักษาโดยการผ่าตัดมดลูกออกทั้งหมด (Simple total hysterectomy) ถ้าไม่ต้องการมีบุตร หากต้องการมีบุตรและสามารถรับการตรวจได้เป็นระยะ ๆ ให้ใช้วิธีตัดให้เหลือแต่เนื้อดี (Cervical conization) และอาจตามด้วย Lazer vaporization หรือ Cryocautery หรือ Extensive thermal cautery หากผู้ป่วยตั้งครรภ์ตรวจพบเซลล์มะเร็งควรผ่าเอาเด็กออกทางหน้าท้อง หากมีบุตรพอแล้วให้ทำ Cesarean hysterectomy แต่ถ้ายังมีบุตรไม่พอให้รอ 6 เดือนหลังคลอด แล้วทำ Conization ส่วนในระยะลุกลามรักษาด้วยรังสีรักษา ผ่าตัด และเคมีบำบัด

การพยาบาล

ลดความไม่สุขสบาย สังเกต และบันทึกสัญญาณชีพ อาการปวดท้อง อาการปวดขณะปัสสาวะหรือปัสสาวะลำบาก ลักษณะสี กลิ่น จำนวนปัสสาวะ เลือด ตกขาว และสิ่งขับหลั่งที่ออกจากช่องคลอด ให้ยาแก้ปวดหรือยาคลายกล้ามเนื้อตามแผนการรักษา ประคบร้อน จัดให้อยู่ในท่าที่สุขสบาย กล้ามเนื้อหน้าท้องคลายตัว เปลี่ยนท่าบ่อย ๆ แนะนำให้ใช้เทคนิคการผ่อนคลาย พักผ่อนให้เพียงพอ ดูแลความสะอาดบริเวณฝีเย็บ ป้องกันไม่ให้เกิดภาวะเลือดจางและช็อก ลดความวิตกกังวลและความกลัว ส่งเสริมสัมพันธภาพในครอบครัว ป้องกันการติดเชื้อ และการระคายเคืองของผิวหนังบริเวณฝีเย็บ

ขอบคุณข้อมูลดีๆจากหนังสือ "คู่มือโรค" โดยปราณี ทู้ไพเราะ จากจากโรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

6 สิ่งที่ผู้หญิงมักทำผิดพลาดเป็นประจำในการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก

สิ่งที่คุณต้องทำก่อน ระหว่าง และหลังจากตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกแล้ว

การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก (pap smear) เป็นการตรวจหาเซลล์ที่กำลังจะกลายเป็นมะเร็ง หรือเซลล์มะเร็งที่ปากมดลูก (ปากทางเข้าของมดลูก) ซึ่งเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพดีที่สุดสำหรับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก อย่างไรก็ตาม ผลของการตรวจขึ้นอยู่กับความเที่ยงตรงเป็นอย่างมาก ดังนั้นมาดูกันว่าคุณสามารถช่วยอะไรได้บ้างเพื่อให้ผลการตรวจของคุณถูกต้องแม่นยำยิ่งขึ้น ต่อไปนี้เป็นข้อผิดพลาดของการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกที่ผู้หญิงมักทำเป็นประจำ และอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพของการตรวจได้

1. ไม่ได้รับการตรวจคัดกรองสม่ำเสมอ

การรับการตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพมากสำหรับการป้องกันมะเร็งปากมดลูก การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกสามารถตรวจพบความผิดปกติของปากมดลูกได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ก่อนที่จะกลายเป็นมะเร็ง หากคุณมีอายุระหว่าง 21 และ 65 ปี คุณควรได้รับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกทุกสามปี

2. การมีเพศสัมพันธ์ การสวนล้าง หรือการใช้ยาเหน็บช่องคลอดในช่วงเวลา 24-48 ชั่วโมงก่อนการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก

หลักการง่าย ๆ คือไม่ควรมีอะไรก็ตามในช่องคลอดของคุณภายในเวลา 24-48 ชั่วโมงก่อนการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก เนื่องจากอาจบดบังเซลล์ผิดปกติ ทำให้ผลการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกไม่แม่นยำ

หากคุณมีเพศสัมพันธ์ สวนล้าง หรือใช้ยาเหน็บช่องคลอดก่อนจะมาตรวจ ให้พยายามเลื่อนนัด แต่หากทำไม่ได้ ให้แจ้งแพทย์ก่อนการตรวจ

3. การนัดตรวจในช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสมของรอบเดือน

ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดของการตรวจคัดกรองคือ 10-20 วันหลังจากวันแรกของการมีประจำเดือน ในทางทฤษฎีแล้ว คุณไม่ควรนัดตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกในขณะที่กำลังมีประจำเดือน เลือดประจำเดือนและน้ำจะทำให้ตรวจพบเซลล์ผิดปกติได้ยากขึ้น มีโอกาสทำให้ได้ผลการตรวจที่ไม่แม่นยำ คุณอาจรับการตรวจหากมีเลือดประจำเดือนออกน้อยแล้ว ปรึกษาแพทย์ทุกครั้งหากได้รับนัดหมายการตรวจคัดกรองตรงกับขณะกำลังมีประจำเดือน เนื่องจากแพทย์อาจให้นัดใหม่

4. ไม่รู้ว่าจะได้รับผลตรวจอย่างไร

ถามแพทย์หรือผู้ช่วยเสมอว่าคุณจะได้รับผลการตรวจอย่างไร คลินิกหลายแห่งจะส่งผลการตรวจที่ปกติผ่านทางจดหมาย แต่สำหรับผลตรวจผิดปกติจะแจ้งทางโทรศัพท์ แพทย์บางคนอาจไม่ได้ติดต่อไปเลยหากผลตรวจเป็นปกติ

5. เพิกเฉย ไม่บอกแพทย์ว่าเคยมีผลตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกที่ผิดปกติก่อนหน้านี้

แพทย์ต้องการทราบว่าคุณเคยมีผลการตรวจที่ผิดปกติมาก่อนหรือไม่ ซึ่งควรแจ้งผลการตรวจอย่างละเอียดและการตรวจเพิ่มเติมต่อมาด้วย ควรแจ้งแพทย์โดยเฉพาะหากได้รับการส่องกล้องตรวจด้วยคอลโปสโคป (colposcopy) ตัดชิ้นเนื้อ หรือการรักษาใด ๆ ที่สืบเนื่องมาจากผลการตรวจที่ผิดปกติ หากคุณมีสำเนาผลการตรวจคัดกรอง ผลการส่องกล้อง ผลชิ้นเนื้อ หรือการรักษาใด ๆ ก่อนหน้า ควรนำมาพบแพทย์ด้วย

6. ไม่ทำตามคำแนะนำของแพทย์หลังจากทราบว่าผลการตรวจผิดปกติ

เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องทำตามคำแนะนำของแพทย์หากผลการตรวจผิดปกติ ซึ่งอาจต้องตรวจซ้ำหรือหรือตรวจส่องกล้อง การตรวจติดตามมีหลายวิธี ขึ้นอยู่กับผลการตรวจ คลินิกจะนัดหมายการตรวจให้ใหม่หากคุณต้องตรวจคัดกรองซ้ำหรือต้องตรวจส่องกล้อง (หากแพทย์ของคุณใช้วิธีตรวจส่องกล้องด้วย) หรืออาจส่งตัวคุณไปรับการรักษาต่อกับแพทย์สูตินรีเวชที่ตรวจส่องกล้อง

คำถาม-คำตอบเกี่ยวกับมะเร็งปากมดลูก

ถาม : โรคมะเร็งปากมดลูกเกิดจากอะไร ?

ตอบ : สาเหตุหนึ่งของการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูก คือ การติดเชื้อไวรัสชนิดเอชพีวีของปากมดลูกจากการมีเพศสัมพันธ์ และจากหลาย ๆ ปัจจัย เสี่ยงร่วมกัน ปัจจัยที่สำคัญ ได้แก่

  • การสำส่อนทางเพศ
  • การมีลูกมาก
  • สามีมีเพศสัมพันธ์สำส่อน
  • การติดเชื้อไวรัสเอชไอวี
  • การอักเสบเรื้อรังของปากมดลูกจากสาเหตุต่าง ๆ
  • มีตกขาวผิดปกติ มีกลิ่น
  • มีเลือดที่ไม่ใช่ประจำเดือนออกทางช่องคลอด
  • มีเลือดออกภายหลังการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่เคยเป็นมาก่อน
  • ประจำเดือนผิดปกติ เช่น มีมาก มีบ่อย หรือมีครั้งละนาน ๆ
  • เมื่อโรคลุกลามมาก อาจปวดท้องน้อย ปัสสาวะบ่อยผิดปกติ ปัสสาวะขัด เพราะก้อนเนื้อกด/เบียดทับกระเพาะปัสสาวะ
  • ท้องผูก เพราะก้อนเนื้อกด/เบียดทับทวารหนัก

ถาม : โรคมะเร็งปากมดลูกพบได้บ่อยหรือไม่ ?

ตอบ : โรคมะเร็งปากมดลูก เป็นโรคมะเร็งที่จัดอยู่ในอันดับที่ 2 ของโรคมะเร็งชนิดที่พบบ่อยในผู้หญิงไทย รองจากโรคมะเร็งเต้านม (สถาบัน มะเร็งแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2553) เป็นโรคมะเร็งในผู้ใหญ่ พบมากในช่วงอายุ 45-55 ปี

ถาม : โรคมะเร็งปากมดลูกมีกี่ชนิด ?

ตอบ : โรคมะเร็งปากมดลูกมีหลายชนิด ที่พบบ่อยประมาณร้อยละ 75-80 คือ ชนิดสความัส รองลงมาคือชนิดอะดีโนคาร์ซิโนมา ซึ่งพบได้ประมาณร้อยละ 15-20 โดยทั้งสองชนิดจะมีอาการ การตรวจวินิจฉัย ระยะ โรค วิธีรักษา และธรรมชาติของโรคคล้ายคลึงกัน และจัดเป็นเซลล์มะเร็งชนิดที่มีความรุนแรงของโรคปานกลาง

ถาม : โรคมะเร็งปากมดลูกมีอาการอย่างไร ?

ตอบ : โรคมะเร็งปากมดลูกไม่มีอาการเฉพาะ แต่จะมีอาการคล้ายคลึงกับการอักเสบของปากมดลูกจากสาเหตุอื่นทั่วไป 

ถาม : รู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคมะเร็งปากมดลูก ?

ตอบ : แพทย์วินิจฉัยโรคมะเร็งปากมดลูกได้จากการสอบถามประวัติการตรวจภายใน แล้วนำเซลล์จากปากมดลูกไปตรวจทางเซลล์วิทยา เรียกว่า การตรวจแป็ปสเมียร์ (pap-smear) แต่ที่แน่ชัดคือการตัดชิ้นเนื้อจากก้อนเนื้อไปตรวจทางพยาธิวิทยา

ถาม : โรคมะเร็งปากมดลูกมีกี่ระยะ ?

ตอบ : โรคมะเร็งปากมดลูก มี 4 ระยะเช่นเดียวกับโรคมะเร็งชนิดอื่น ๆ (บางระยะแบ่งเป็นระยะย่อยเพื่อให้แพทย์โรคมะเร็งใช้เป็นข้อบ่งชี้ทางการรักษา) ได้แก่

ระยะที่ 1 ก้อน/แผลมะเร็งลุกลามอยู่เฉพาะในปากมดลูก/เยื่อบุโพรงมดลูก

ระยะที่ 2 ก้อน/แผลมะเร็งลุกลามออกนอกปากมดลูก เข้าส่วนบนของช่องคลอด และ/หรือเข้าเนื้อเยื่อรอบข้างปากมดลูก

ระยะที่ 3 ก้อน/แผลมะเร็งลุกลามเข้าช่องคลอดถึงส่วนล่าง/ปากช่องคลอด และ/หรือเข้าเนื้อเยื่อรอบปากมดลูกจนถึงผนังของอุ้งเชิงกราน หรือกด/เบียดทับหลอดไตจนไตเสียการทำงาน (อาจเพียงข้างเดียวหรือทั้งสองข้าง และ/ หรือลุกลามรุนแรงเข้าต่อมน้ำเหลืองซึ่งอยู่ใกล้ปากมดลูก (ต่อมน้ำเหลืองใน ช่องท้องน้อย/อุ้งเชิงกราน)

ระยะที่ 4 ก้อน/แผลมะเร็งลุกลามเข้ากระเพาะปัสสาวะและทวารหนัก และ/หรือแพร่กระจายเข้าต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ไกลออกไปในช่องท้อง และเข้า กระแสเลือดไปยังอวัยวะต่าง ๆ ที่อยู่ไกลออกไป อวัยวะที่พบบ่อยคือ ปอด ตับ กระดูก และช่องท้อง เกิดมีน้ำมะเร็ง/บวมน้ำ

ถาม : โรคมะเร็งปากมดลูกมีวิธีรักษาอย่างไร ?

ตอบ : วิธีการรักษาโรคมะเร็งปากมดลูก ได้แก่ การผ่าตัด รังสีรักษา และยาเคมีบำบัด โดยแพทย์จะเลือกใช้วิธีการเดียวหรือหลายวิธีการร่วมกัน ขึ้นอยู่กับระยะโรค ขนาดของก้อนมะเร็ง การตอบสนองของก้อนมะเร็งต่อรังสีรักษา และ/หรือเคมีบำบัด อายุและสุขภาพของผู้ป่วย ส่วนการใช้ยารักษาตรงเป้ายังอยู่ในระหว่างการศึกษา

ถาม : โรคมะเร็งปากมดลูกรักษาหายได้หรือไม่ ?

ตอบ : โรคมะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งชนิดที่มีความรุนแรงของโรคปานกลาง โดยโอกาสรักษาหายขึ้นอยู่กับระยะโรค ขนาดก้อนมะเร็ง การตอบสนองของเซลล์มะเร็งต่อรังสีรักษา การทำงานของไต อายุและสุขภาพของผู้ป่วย

ถาม : มีวิธีตรวจคัดกรองโรคมะเร็งปากมดลูกหรือไม่ ?

ตอบ : ปัจจุบันมีวิธีที่มีประสิทธิภาพในการตรวจคัดกรองให้พบโรคมะเร็งปากมดลูกตั้งแต่เมื่อเริ่มเป็น คือ การตรวจภายในร่วมกับตรวจแป็ปสเมียร์ เป็นระยะ ๆ อย่างต่อเนื่องจนถึงอายุ 70 ปี ซึ่งองค์กรต่าง ๆ ด้านการแพทย์โรคมะเร็งแนะนำให้ผู้หญิงทุกคนที่เคยมีเพศสัมพันธ์ตรวจแป็ปสเมียร์ทุกปี (ส่วนในผู้หญิงที่ยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ควรปรึกษาแพทย์เรื่องการตรวจแป็ปสเมียร์เมื่ออายุ 20-25 ปี) และภายหลังทราบผลตรวจแป็ปสเมียร์ แพทย์จะเป็นผู้แนะนำว่าควรตรวจซ้ำอีกครั้งเมื่อไร หรือเมื่อพบว่าผลปกติติดต่อกัน 3 ปี อาจยืดระยะการตรวจแป็ปสเมียร์เป็นทุก 2-3 ปี ส่วนคนอายุ 70 ปีขึ้นไป ยังไม่มีการศึกษายืนยันแน่ชัดว่าควรตรวจแป็ปสเมียร์ต่อเนื่องต่อไปหรือไม่ จึงแนะนำให้อยู่ในดุลยพินิจของแพทย์

ถาม : มีวิธีป้องกันการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูกหรือไม่ ?

ตอบ : ปัจจุบันโรคมะเร็งปากมดลูกมีวิธีป้องกันที่มีประสิทธิภาพแล้ว คือการตรวจแป็ปสเมียร์ตามที่แพทย์แนะนำสม่ำเสมอ (เมื่อพบอาการอักเสบของปากมดลูกเรื้อรัง ซึ่งเป็นอาการนำของการเกิดโรคมะเร็ง แพทย์จะแนะนำการผ่าตัดปากมดลูกหรือผ่าตัดมดลูก เพื่อเป็นการป้องกันก่อนเกิดโรคมะเร็ง) นอกจากนี้คือหลีกเลี่ยงพฤติกรรมสำส่อนทางเพศทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชาย และให้ผู้ชายใช้ถุงยางอนามัยเมื่อมีเพศสัมพันธ์

ปัจจุบันมีการฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัสเอชพีวี ซึ่งสามารถป้องกันการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูกได้ประมาณร้อยละ 70 ถ้าได้รับการให้วัคซีนอย่างถูกต้องตามข้อบ่งชี้ อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อจำกัดในการใช้วัคซีนค่อนข้างสูง และวัคซีนยังมีราคาสูงเกินกว่าผู้หญิงทุกคนจะเข้าถึงได้

คุณสามารถอ่านข้อมูลดี ๆ มีประโยชน์แบบนี้ได้เพิ่มเติมที่หนังสือ "ถาม-ตอบมะเร็งร้าย สารพัดชนิด" โดยศาสตราจารย์เกียรติคุณ แพทย์หญิงพวงทอง ไกรพิบูลย์ สำนักพิมพ์ซีเอ็ด เพื่อสนับสนุนผู้แต่ง


ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่

บทความต่อไป
การตั้งครรภ์หลังจากเคยได้ทำหัตถการ LEEP
การตั้งครรภ์หลังจากเคยได้ทำหัตถการ LEEP

การทำหัตถการ LEEP จะเป็นสาเหตุของการแท้งหรือไม่? และฉันจะยังสามารถตั้งครรภ์ได้หลังจากเคยได้ทำหัตถการ LEEP จริง ๆ หรือ?