Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
ความรู้สุขภาพ

บริจาคอวัยวะ...การให้ที่ยิ่งใหญ่ อวัยวะของคุณช่วยชีวิตใครได้บ้าง?

เมื่อตายไปแล้ว ร่างกายก็ไม่ได้เป็นของเราอีกต่อไป... จะดีแค่ไหนหากอวัยวะของเราช่วยให้ผู้อื่นมีชีวิตอยู่ต่อไปได้
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 17 ก.ย. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 6 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 717,270 คน

บริจาคอวัยวะ...การให้ที่ยิ่งใหญ่ อวัยวะของคุณช่วยชีวิตใครได้บ้าง?

การบริจาคอวัยวะคือการให้ที่ยิ่งใหญ่ เพราะอวัยวะหรือเนื้อเยื่อของคุณจะถูกนำไปปลูกถ่ายแทนอวัยวะเดิมที่เสื่อมสภาพและไม่สามารถทำงานได้ตามปกติของผู้รอการปลูกถ่าย ช่วยต่อลมหายใจและช่วยให้ผู้รับบริจาคสามารถกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีอีกครั้ง 

การบริจาคอวัยวะแต่ละอย่างช่วยชีวิตใครได้บ้าง?

การบริจาคอวัยวะไม่จำเป็นต้องทำในวันที่คุณสิ้นลมไปแล้วเท่านั้น อวัยวะบางอย่างสามารถบริจาคได้ทันทีในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ มาดูกันว่ามีอวัยวะใดบ้างที่สามารถบริจาคได้ บริจาคตอนไหน และอวัยวะเหล่านี้ช่วยชีวิตของผู้ที่รอคอยได้ขนาดไหน

หัวใจ

ผู้ที่อาจต้องได้รับการปลูกถ่ายหัวใจ

  • ผู้ป่วยโรคหัวใจระยะสุดท้ายจากกล้ามเนื้อหัวใจเสื่อมสภาพ ซึ่งอาจเกิดจากการขาดเลือด หรือสาเหตุอื่นๆ ที่ไม่สามารถรักษาด้วยยาหรือการผ่าตัดทั่วไปได้ 

ผลลัพธ์การปลูกถ่าย ผู้ป่วย 70-80% สามารถดำรงชีวิตได้เกิน 1 ปี หลังได้รับการผ่าตัดปลูกถ่ายหัวใจ และ 60% สามารถดำรงชีวิตต่อไปได้เกิน 5 ปี 

เงื่อนไขของผู้บริจาค ที่สามารถนำหัวใจไปปลูกถ่ายได้

  • เสียชีวิตด้วยภาวะสมองตายและได้แสดงความจำนงในการบริจาคอวัยวะนี้ไว้ โดยได้รับความยินยอมจากญาติ

ลิ้นหัวใจ

ผู้ที่อาจต้องได้รับการปลูกถ่ายลิ้นหัวใจ

  • มีความพิการของลิ้นหัวใจแต่กำเนิด (Congenital Valve Disease)
  • เป็นโรคลิ้นหัวใจรูมาติกส์ (Rheumatic Heart Disease)
  • เป็นโรคลิ้นหัวใจผิดปกติจากการเสื่อมสภาพ (Degenerative Valve Disease)
  • เป็นโรคลิ้นหัวใจอักเสบจากการติดเชื้อ (Infective Endocarditis)

ผลลัพธ์การปลูกถ่าย

ลิ้นหัวใจที่ได้รับการบริจาคสามารถนำมาผ่านกระบวนการเตรียมและเก็บโดยวิธีพิเศษจะสามารถเก็บรักษาไว้ใช้ได้ถึง 5 ปี และมีโอกาสเกิดการติดเชื้อของลิ้นหัวใจที่ปลูกถ่ายต่ำ 

นอกจากนี้เมื่อเทียบกับการใช้ลิ้นหัวใจเทียมและลิ้นหัวใจจากเนื้อเยื่อสัตว์ใส่แทน ลิ้นหัวใจที่ได้รับบริจาคจะมีอายุการใช้งานค่อนข้างนาน (ประมาณ 10-22 ปี) รวมทั้งช่วยให้ผู้ป่วยไม่ต้องรับประทานยาป้องกันเลือดแข็งตัว ความเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดที่ลิ้นหัวใจน้อย ไม่มีเสียงของลิ้นหัวใจดังรบกวน และใช้ได้ดีมากในผู้ที่เป็นโรคลิ้นหัวใจอักเสบจากการติดเชื้อ

เงื่อนไขของผู้บริจาค ที่สามารถนำลิ้นหัวใจไปปลูกถ่ายได้

  • ผู้ที่เสียชีวิตจากภาวะสมองตาย แต่หัวใจมีสภาพไม่เหมาะสมต่อการนำไปปลูกถ่าย
  • ผู้ที่เสียชีวิตด้วยหัวใจหยุดเต้น
  • ผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายหัวใจใหม่ และหัวใจดวงเก่าไม่มีพยาธิสภาพที่ลิ้นหัวใจ

ไต

ผู้ที่อาจต้องได้รับการปลูกถ่ายไต

  • ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง โดยปัจจุบันมีผู้ป่วยจำนวนมากถึง 5,961 ราย ที่รอรับการปลูกถ่ายไตใหม่

ผลลัพธ์การปลูกถ่าย การปลูกถ่ายไตนั้นให้ผลลัพธ์ดีมาก โดยภายใน 1 ปีหลังได้รับการปลูกถ่าย พบว่าในผู้ป่วยประมาณ 85% ไตใหม่จะสามารถทำหน้าที่ได้เป็นอย่างปกติ

เงื่อนไขของผู้บริจาค ที่สามารถนำไตไปปลูกถ่ายได้ 

  • ญาติร่วมสายเลือดกับผู้ป่วย เช่น พ่อแม่ พี่ น้อง ลูก หรือคู่สมรส ที่เต็มใจบริจาคไตข้างหนึ่งให้ผู้ป่วย
  • ผู้เสียชีวิตจากภาวะสมองตายที่ได้แสดงความจำนงบริจาคอวัยวะนี้ไว้ก่อนตาย หรือได้รับความยินยอมจากญาติ

ทั้งนี้ผู้รอรับไตจะต้องมีหมู่เลือดเดียวกับผู้บริจาค และตรวจพบว่ามีความเข้ากันได้ของเนื้อเยื่อ ถึงจะปลูกถ่ายไตนั้นได้ 

ปอด

ผู้ที่อาจต้องได้รับการปลูกถ่ายปอด 

  • ผู้ป่วยที่เป็นโรคปอดระยะสุดท้าย ซึ่งมักจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกิน 6-12 ปี หากไม่ได้รับการช่วยเหลือ

ผลลัพธ์การปลูกถ่าย ภายใน 1 ปีหลังจากการปลูกถ่าย ปอดใหม่จะทำงานได้ดีถึง 75% 

เงื่อนไขของผู้บริจาค ที่สามารถนำปอดไปปลูกถ่ายได้

  • ผู้ที่เสียชีวิตด้วยภาวะสมองตายที่แสดงความจำนงในการบริจาคอวัยวะไว้ก่อนตาย และได้รับความยินยอมจากญาติ

ตับ

ผู้ที่อาจต้องได้รับการปลูกถ่ายตับ 

  • ผู้ป่วยตับวายเรื้อรังระยะสุดท้าย ซึ่งวินิจฉัยแล้วว่าจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกิน 6 เดือนหากไม่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะ เช่น ผู้ป่วยโรคตับแข็ง โรคตับอักเสบเรื้อรังระยะสุดท้าย หรือมะเร็งตับ

ผลลัพธ์การปลูกถ่าย การปลูกถ่ายตับจะให้ผลดีในผู้ป่วยที่มีความมีความพิการของตับมาแต่กำเนิด โดยภายใน 1 ปีหลังจากการปลูกถ่าย ตับใหม่จะทำหน้าที่ได้ดีถึง 75% ในผู้ใหญ่ และ 80% ในเด็ก

เงื่อนไขของผู้บริจาค ที่สามารถนำตับไปปลูกถ่ายได้

  • ผู้ที่เสียชีวิตจากภาวะสมองตายที่ได้แสดงความจำนงในการบริจาคอวัยวะนี้ไว้ก่อนตาย และได้รับความยินยอมจากญาติ

ตับอ่อน

ผู้ที่อาจต้องได้รับการปลูกถ่ายตับอ่อน

  • ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ซึ่งมักทำร่วมกับการปลูกถ่ายไตหากผู้ป่วยมีภาวะไตวายระยะสุดท้ายด้วย 

ผลลัพธ์การปลูกถ่าย ช่วยในการรักษาและป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวานได้อย่างดี เช่น ภาวะแทรกซ้อนของหลอดเลือด ไต ระบบประสาท และดวงตา โดยภายใน 1 หลังจากปลูกถ่าย ตับอ่อนใหม่จะทำงานได้ดีประมาณ 78-83%

เงื่อนไขของผู้บริจาค ที่สามารถนำตับอ่อนไปปลูกถ่ายได้

  • ผู้ที่เสียชีวิตด้วยภาวะสมองตายที่แสดงความจำนงในการบริจาคอวัยวะไว้ก่อนตาย และได้รับความยินยอมจากญาติ

อวัยวะ...ถึงแม้จำนวนผู้บริจาคไม่น้อย ก็ใช่ว่าจะใช้ได้ทั้งหมด

ข้อมูลจากศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย ระบุว่าในปี พ.ศ. 2561 มีผู้แสดงความจำนงบริจาคอวัยวะรวมทั้งหมด 100,014 ราย มีผู้บริจาคได้ 261 ราย ซึ่งอวัยวะที่ได้รับบริจาคมาทั้งหมดนั้นสามารถนำมาใช้ปลูกถ่ายให้ผู้ที่รอการบริจาค 585 ราย ในขณะที่ยอดผู้รออวัยวะในปัจจุบันนั้นยังมีอยู่ถึง 6,245 ราย

ตัวเลขผู้บริจาค 100,014 รายนั้นอาจดูเหมือนมาก แต่จริงๆ แล้วจำนวนผู้ที่บริจาคแล้วเป็นไปตามเงื่อนไข อวัยวะต่างๆ สามารถนำไปปลูกถ่ายให้แก่ผู้ป่วยได้จริงๆ นั้นกลับมีน้อยมาก และไม่เพียงพอสำหรับผู้รอรับบริจาคที่มีมากกว่าถึงประมาณ 24 เท่า ดังนั้นสิ่งที่สำคัญก็คือการเพิ่มจำนวนผู้บริจาคและผู้ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะ ซึ่งจะส่งผลให้จำนวนผู้รอรับบริจาคอวัยวะน้อยลงในที่สุด

อวัยวะ จำนวนผู้รอรับบริจาคอวัยวะ (ราย)
ไต 5,961
หัวใจ 22
หัวใจและปอด 22
ปอด 1
ตับ 223
ตับอ่อน 1
ตับและไต 1
ตับอ่อนและไต 14
รวมทั้งหมด 6,245

“คนข้างหลัง” คนสำคัญที่ช่วยให้การบริจาคอวัยวะสำเร็จสมบูรณ์

สาเหตุที่ยอดผู้บริจาคและผู้ได้รับบริจาคยังมีไม่เพียงพอนั้นมาจากปัจจัยหลายอย่าง เช่น การขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับขั้นตอนการบริจาคอวัยวะ มีความเชื่อผิดๆ ว่าถ้าบริจาคอวัยวะแล้ว เกิดชาติหน้าไปจะมีอวัยวะไม่ครบ ทำให้คนไม่กล้าบริจาคอวัยวะ หรือมีบางกรณีที่เมื่อผู้บริจาคอวัยวะเสียชีวิตลงแล้ว ญาติกลับไม่ยินยอมให้แพทย์นำอวัยวะไป ทำให้การบริจาคกลายเป็นโมฆะ

นอกจากนี้ขั้นตอนการเก็บอวัยวะที่บริจาคก็ทำได้ยาก เพราะต้องอาศัยความพร้อมตลอด 24 ชั่วโมง และต้องทำงานแข่งกับเวลาเพื่อให้ได้อวัยวะที่สมบูรณ์มากที่สุด ตั้งแต่การดูว่าอวัยวะส่วนใดใช้ได้บ้าง ไปจนถึงขั้นตอนจัดเก็บ ขนส่ง และดำเนินการปลูกถ่ายอวัยวะ 

อวัยวะแต่ละส่วนมีอายุการจัดเก็บแตกต่างกันไป โดยหัวใจจะนำมาปลูกถ่ายได้ก็ต่อเมื่อเสียชีวิตไม่เกิน 4 ชั่วโมง ตับเก็บได้ 6 ชั่วโมง ปอดเก็บได้ 8 ชั่วโมง ตับอ่อนอยู่ได้ 10 ชั่วโมงกว่าๆ และไตเก็บได้นานสุดที่ 24 ชั่วโมง

ดังนั้นนอกจากตัวผู้บริจาคเองที่มีใจอยากจะ “ให้” แล้ว คนข้างหลังอย่างญาติพี่น้องหรือคนใกล้ชิดก็เป็นบุคคลสำคัญที่จะช่วยให้ทุกอย่างเป็นไปตามเจตนารมณ์ของผู้บริจาค โดยควรดำเนินการแจ้งแพทย์ที่โรงพยาบาลหรือโทรสายด่วนศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย 1666 ในกรณีที่เสียชีวิตนอกโรงพยาบาล เพื่อให้เจ้าหน้าที่เดินทางมาตรวจและรับอวัยวะในขณะที่อวัยวะยังสมบูรณ์ที่สุด ความตั้งใจในการให้ครั้งยิ่งใหญ่ของผู้ตายจะได้ไม่สูญเปล่า

อยากบริจาคอวัยวะ สามารถหาข้อมูลได้ที่ไหน?

ไม่ว่าใครก็สามารถแสดงความจำนงเพื่อบริจาคอวัยวะได้ โดยปัจจุบันมีการอำนวยสะดวกให้สามารถทำผ่านช่องทางออนไลน์ เพียงดาวน์โหลดใบแสดงความจำนงบริจาคอวัยวะ กรอกข้อมูลให้ครบถ้วน แล้วส่งไปรษณีย์ไปที่ศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย หลังจากนั้นทางศูนย์จะส่งบัตรประจำตัวผู้มีความจำนงบริจาคอวัยวะมาให้ตามที่อยู่ที่คุณระบุไว้ 

คุณสามารถดาวน์โหลดแบบฟอร์มและอ่านรายละเอียดเกี่ยวกับการแสดงความจำนงบริจาคอวัยวะได้ที่เว็บไซต์นี้

อย่างไรก็ตาม แพทย์จะทำการตัดอวัยวะหรือเนื้อเยื่อไปปลูกถ่ายให้ผู้ที่รอการบริจาคอวัยวะก็ต่อเมื่อผู้บริจาคที่เสียชีวิตมีคุณสมบัติตรงตามข้อกำหนดดังต่อไปนี้

  • ขณะเสียชีวิตมีอายุไม่เกิน 60 ปี
  • มีภาวะสมองตายด้วยสาเหตุต่างๆ ซึ่งทางการแพทย์ถือว่าเป็นผู้ที่เสียชีวิตแล้ว ไม่สามารถเยียวยารักษาได้
  • ไม่เป็นโรคติดเชื้อและโรคมะเร็ง
  • ไม่มีโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน หัวใจ โรคไต โรคตับ ความดันโลหิตสูง และไม่ติดสุรา
  • อวัยวะที่จะนำไปปลูกถ่ายต้องยังคงทำงานได้ดี 
  • ไม่มีการติดเชื้อที่สามารถถ่ายทอดผ่านการปลูกถ่ายอวัยวะ เช่น เชื้อไวรัสตับอักเสบบี เชื้อเอชไอวี เป็นต้น
  • ได้แจ้งเรื่องการบริจาคอวัยวะให้บุคคลในครอบครัวหรือญาติรับทราบเรียบร้อยแล้ว 

สำหรับการบริจาคอวัยวะขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ ผู้บริจาคจะต้องเป็นญาติโดยสายเลือดหรือเป็นสามีภรรยากับผู้รับบริจาคเท่านั้น

เมื่อตายไปแล้ว ข้าวของสักชิ้นก็ไม่สามารถนำติดตัวไปได้ แม้กระทั่งร่างกายก็ไม่ได้เป็นของเราอีกต่อไป จะดีแค่ไหนหากอวัยวะของเรายังสามารถช่วยต่อชีวิตของผู้อื่นได้ หรือหากอวัยวะใช้ไม่ได้ ก็ยังสามารถบริจาคร่างกายเพื่อนำไปใช้ในการศึกษาวิจัยของนักศึกษาแพทย์ 

การบริจาคอวัยวะสามารถทำได้ง่ายๆ ตามขั้นตอนข้างต้น และหากเปลี่ยนใจไม่อยากบริจาคก็ยังทำได้ทุกเมื่อ ทั้งนี้เมื่อยื่นเอกสารแสดงความจำนงในการบริจาคอวัยวะหรือร่างกายเรียบร้อยแล้ว ก็อย่าลืมบอกให้คนข้างหลังทราบถึงเจตนารมณ์ของคุณเองด้วย เพื่อให้พวกเขาเข้าใจและดำเนินการตามที่คุณได้ตั้งใจเอาไว้


ที่มาของข้อมูล

ศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาดไทย, ความรู้เกี่ยวกับการบริจาคอวัยวะ (http://www.organdonate.in.th/About_Donation/organs.html).

ศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาดไทย, ความรู้เรื่องการบริจาค และการปลูกถ่ายอวัยวะ (https://youtu.be/hCxywDtpIQI) 5 พฤศจิกายน 2561.

ศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย, แผนภูมิแสดงจํานวนผู้บริจาคอวัยวะ (http://www.organdonate.in.th/Download/pdf/odc-news.pdf).

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
บทความต่อไป
เพราะการให้ไม่มีสิ้นสุด วันนี้… คุณบริจาคอวัยวะแล้วหรือยัง?
เพราะการให้ไม่มีสิ้นสุด วันนี้… คุณบริจาคอวัยวะแล้วหรือยัง?

ร่างกายของมนุษย์เป็นสิ่งมหัศจรรย์ แม้จะจากโลกนี้ไปแล้ว ก็ยังสามารถนำอวัยวะไปต่อชีวิตให้ผู้อื่นได้

ไขข้อข้องใจ บริจาคอวัยวะ VS บริจาคร่างกาย
ไขข้อข้องใจ บริจาคอวัยวะ VS บริจาคร่างกาย

บริจาคอวัยวะกับบริจาคร่างกาย เหมือนหรือต่างกันอย่างไร เราจะบริจาคทั้งสองอย่างได้ไหม? หาคำตอบได้ที่นี่

ดูในแอป