Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
ความรู้สุขภาพ

ไขข้อข้องใจ บริจาคอวัยวะ VS บริจาคร่างกาย

บริจาคอวัยวะกับบริจาคร่างกาย เหมือนหรือต่างกันอย่างไร เราจะบริจาคทั้งสองอย่างได้ไหม? หาคำตอบได้ที่นี่
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 12 ธ.ค. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 4 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,264,286 คน

ไขข้อข้องใจ บริจาคอวัยวะ VS บริจาคร่างกาย

มีคนมากมายที่เข้าใจว่า การบริจาคอวัยวะและการบริจาคร่างกายคือสิ่งเดียวกัน โดยมีจุดหมายปลายทางคือการเป็นอาจารย์ใหญ่ในวันที่หมดลมหายใจ ให้เหล่านักศึกษาแพทย์ใช้ร่างของเราเรียนรู้เรื่องกายวิภาค แต่ความจริงแล้ว การบริจาคสองอย่างนี้มีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ทั้งเรื่องของวัตถุประสงค์ เงื่อนไขในการบริจาค รวมถึงขั้นตอนที่เกิดขึ้นภายหลังจากผู้บริจาคเสียชีวิตแล้ว

ความแตกต่างของการบริจาคอวัยวะกับการบริจาคร่างกาย

การบริจาคอวัยวะ คือการนำอวัยวะที่ยังมีสภาพสมบูรณ์ของผู้บริจาค (ที่เสียชีวิตจากภาวะสมองตายเท่านั้น) เช่น หัวใจ ปอด ตับ ไต ไปปลูกถ่ายให้แก่ผู้ป่วยระยะสุดท้าย หรือผู้ป่วยที่ไม่สามารถรักษาให้หายได้ด้วยวิธีอื่น ให้กลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้อีกครั้ง 

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ใครที่มีปัญหาริ้วรอย ผิวขาดความชุ่มชื่น ขาดคอลลาเจนหรืออายุเริ่มมากขึ้น

เราอยากชวนคุณมาทดสอบ (มีค่าตอบแทนให้)

Istock 490582789

ส่วนการบริจาคร่างกายนั้น คือการอุทิศร่างกายของผู้บริจาคเพื่อการศึกษา การวิจัย และการฝึกอบรมทำหัตถการต่างๆ เช่น การผ่าตัด ของนักศึกษาแพทย์และแพทย์ประจำบ้าน โดยทั่วไปแล้วร่างกายของผู้บริจาคในฐานะ "อาจารย์ใหญ่" จะถูกนำไปใช้เพื่อการศึกษาประมาณ 2-3 ปี จากนั้นจะได้รับการพระราชทานเพลิงศพ แต่ในบางกรณีก็อาจมีการเก็บโครงกระดูกไว้เพื่อการศึกษาเฉพาะทางต่อไป

เช็กคุณสมบัติ...เราสามารถบริจาคอะไรได้บ้าง?

ผู้ที่มีความประสงค์จะบริจาคอวัยวะ ต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้

  • บริจาคได้ตั้งแต่อายุ 17 ปี แต่ไม่เกิน 60 ปี (บางสำหรับบางอวัยวะอาจรับผู้มีอายุเกินนี้ได้ ขึ้นอยู่กับรายละเอียดและการขาดแคลนอวัยวะนั้นๆ เช่น ผู้บริจาคตับอาจมีอายุได้มากถึง 75 ปี ผู้บริจาคไตอาจมีอายุได้มากถึง 70 ปี ขณะที่ผู้บริจาคหัวใจควรมีอายุน้อยกว่า 50 ปี เป็นต้น)
  • ไม่ได้เป็นโรคเรื้อรัง เช่น โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคไต และโรคติดสุราเรื้อรัง
  • ปราศจากเชื้อที่สามารถถ่ายทอดในการปลูกถ่ายอวัยวะได้ เช่น HIV หรือ ไวรัสตับอักเสบบี

แม้จะแสดงความจำนงในการบริจาคอวัยวะแล้ว แต่การนำอวัยวะไปปลูกถ่ายจะเกิดขึ้นได้ ก็เมื่อผู้บริจาคเสียชีวิตจากภาวะสมองตายเท่านั้น โดยภาวะสมองตายหมายถึงภาวะที่ร่างกายไม่สามารถตอบสนองต่อการกระตุ้นใดๆ ไม่สามารถหายใจได้เอง และไม่มีโอกาสฟื้นกลับมาอีก ยังมีชีวิตอยู่ได้ด้วยเครื่องช่วยหายใจ ซึ่งทางการแพทย์จะถือว่าผู้ป่วยเสียชีวิตแล้ว 

ในส่วนของการบริจาคร่างกาย สามารถทำได้ตั้งแต่อายุ 17 ปีขึ้นไป (หากอายุต่ำกว่า 20 ปี ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ปกครองเป็นลายลักษณ์อักษร) แต่เนื่องจากร่างที่จะนำมาศึกษาควรมีความสมบูรณ์ที่สุด หน่วยงานและสถาบันต่างๆ จึงอาจจะปฏิเสธการรับร่างของผู้บริจาค หากมีปัจจัยดังต่อไปนี้

  • ร่างกายมีน้ำหนักน้อยกว่า 40 กิโลกรัม หรือมีน้ำหนักมากกว่า 70 กิโลกรัม
  • ร่างกายไม่เหมาะสมที่จะนำมาใช้ศึกษา เช่น เน่าเปื่อย มีกลิ่นเหม็น มีแผลพุพองตามร่างกาย รวมถึงมีความผิดปกติเกี่ยวกับกระดูก เช่น แขน ขา หรือหลังโก่ง
  • เสียชีวิตจากการติดเชื้อ และโรคติดต่อที่มีความรุนแรง เช่น โรคเอดส์ โรคไวรัสตับอักเสบบี 
  • เสียชีวิตด้วยโรคที่เกี่ยวข้องกับสมอง เช่น เลือดออกในสมอง มะเร็งสมอง 
  • เสียชีวิตจากการเกิดอุบัติเหตุ ได้รับการผ่าตัดก่อนเสียชีวิต
  • เป็นศพที่เกี่ยวข้องกับคดีความ และยังต้องมีการผ่าพิสูจน์ในอนาคต
  • มีอวัยวะภายในไม่ครบถ้วน หรือไม่สมบูรณ์
  • ฉีดน้ำยารักษาสภาพศพก่อนมาถึงหน่วยงานและสถาบัน

อยากบริจาคอวัยวะและบริจาคร่างกายทั้งคู่ได้หรือไม่?

แม้จุดประสงค์และคุณสมบัติของการบริจาคอวัยวะและการบริจาคร่างกายจะแตกต่างกัน แต่ผู้บริจาคสามารถแสดงความจำนงบริจาคทั้งอวัยวะและร่างกายได้พร้อมกัน ไม่จำเป็นต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยภายหลังจากการเสียชีวิตของผู้บริจาค จะมีเจ้าหน้าที่และญาติเป็นผู้ตัดสินใจร่วมกันว่าจะนำร่างกายไปใช้ประโยชน์ด้านใดได้บ้าง หากสามารถนำอวัยวะไปปลูกถ่ายต่อได้ ก็จะไม่สามารถนำร่างไปศึกษาต่อได้

ดาวน์โหลดแบบฟอร์มและอ่านรายละเอียดเกี่ยวกับการแสดงความจำนงบริจาคอวัยวะได้ที่เว็บไซต์นี้

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี ลดเพิ่ม 15%

ไวรัสตับอักเสบบี ติดเชื้อได้ผ่านเพศสัมพันธ์ การสัก เจาะ และใช้ของบางสิ่งร่วมกัน ป้องกันไว้ดีกว่ารักษาตามหลัง

Istock 977304138

ดาวน์โหลดแบบฟอร์มและอ่านรายละเอียดเกี่ยวกับการแสดงความจำนงบริจาคร่างกายได้ที่เว็บไซต์นี้

ในกรณีที่ผู้บริจาคร่างกายได้แสดงความจำนงบริจาคดวงตา และได้นำกระจกตาไปปลูกถ่ายแล้ว กรณีนี้ยังสามารถนำร่างกายไปใช้ศึกษาต่อได้ ขึ้นอยู่ดุลพินิจของหน่วยงานและสถาบันที่รับบริจาค

คนข้างหลังควรปฏิบัติอย่างไร เมื่อผู้บริจาคเสียชีวิต?

ผู้ที่มีภาวะสมองตายด้วยสาเหตุต่างๆ เช่น เลือดออกในสมอง หรือได้รับบาดเจ็บที่สมอง มักจะได้รับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลอยู่แล้ว ในกรณีนี้เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบว่ามีการบริจาคอวัยวะไว้หรือไม่ หากมีก็จะดำเนินการขอรับบริจาคอวัยวะจากญาติ โดยจะต้องมีการลงลายมือชื่อยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษร (หากญาติไม่ยินยอม ถือว่าการบริจาคอวัยวะเป็นโมฆะทันที) 

ในกรณีที่ผู้บริจาคอวัยวะเสียชีวิตที่อื่น ให้โทรศัพท์แจ้งที่สายด่วน 1666 เพื่อให้ทีมแพทย์เดินทางมาตรวจสภาพร่างกายของผู้เสียชีวิตโดยเร็วที่สุด อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะผู้บริจาคจะเสียชีวิตที่ใด หากแพทย์พิจารณาแล้วว่าสามารถนำอวัยวะไปปลูกถ่ายได้ จะมีการนำร่างของผู้บริจาคไปผ่าตัดเพื่อนำอวัยวะออก หลังจากนั้นจะนำร่างคืนให้ญาติ เพื่อนำไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อไป

ส่วนในกรณีที่ผู้บริจาคร่างกายเสียชีวิต (และตรวจสอบแล้วว่าไม่ได้มีการบริจาคอวัยวะ หรือไม่สามารถบริจาคอวัยวะได้) ให้โทรศัพท์ไปแจ้งตามเบอร์โทรที่อยู่ในบัตรประจำตัวของผู้บริจาคร่างกายภายใน 24 ชั่วโมง เช่น

  • ศูนย์การรับศพ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เบอร์โทรศัพท์ 083-829-9917
  • เจ้าหน้าที่รับร่างผู้อุทิศ ภาควิชากายวิภาคศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เบอร์โทรศัพท์ 081-841-6830

ซึ่งในระหว่างนี้จะมีเจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำในการดูแลร่างของผู้เสียชีวิต และมักจะมีการอำนวยความสะดวกด้วยการจัดเจ้าหน้าที่และรถไปรับร่างของผู้เสียชีวิต หากอยู่ในระยะที่กำหนดไว้ (มักไม่เกิน 100 กิโลเมตร หากเกินกว่านั้นญาติต้องเป็นผู้นำร่างมายังหน่วยงานหรือสถาบันเอง)

คงจะดีไม่น้อย ถ้าอวัยวะและร่างกายของเราสามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้แม้จะจากโลกนี้ไปแล้ว และยิ่งถ้าหากอวัยวะที่บริจาคไป สามารถนำไปใช้ปลูกถ่ายได้ ทายาทของเรา 1 คนจะได้ขึ้นทะเบียนเป็นผู้มีอุปการะคุณสภากาชาดไทยระดับทอง 4.4 ซึ่งจะได้รับการลดหย่อนค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยนอก (OPD) 50% และค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยใน (IPD) 50% ในโรงพยาบาลสังกัดสภากาชาดไทย ได้รับการลดหย่อนค่าห้องพิเศษ และค่าอาหารพิเศษ มื่อเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข และยังได้ตรวจสุขภาพประจำปีที่โรงพยาบาลในสังกัดสภากาชาดฟรีปีละ 1 ครั้งอีกด้วย

ที่มาของข้อมูล

พัชชา พูนพิริยะ, เล่าประสบการณ์ ‘บริจาคอวัยวะ-บริจาคร่างกาย’ ชาติหน้าไม่ครบ 32 จริงหรือ? (https://thestandard.co/doubletap-organ-donation/), 10 ตุลาคม 2017.

ภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, คำแนะนำเกี่ยวกับผู้อุทิศร่างกายเพื่อประโยชน์ในการศึกษา (http://www.sc.mahidol.ac.th/scan/pdf/BodyDonationForm.pdf), 2019

โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย, บริจาคร่างกายและอวัยวะ (https://chulalongkornhospital.go.th/kcmh/donations/body-donation/), 2019.


บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HonestDocs พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
บทความต่อไป
เพราะการให้ไม่มีสิ้นสุด วันนี้… คุณบริจาคอวัยวะแล้วหรือยัง?
เพราะการให้ไม่มีสิ้นสุด วันนี้… คุณบริจาคอวัยวะแล้วหรือยัง?

ร่างกายของมนุษย์เป็นสิ่งมหัศจรรย์ แม้จะจากโลกนี้ไปแล้ว ก็ยังสามารถนำอวัยวะไปต่อชีวิตให้ผู้อื่นได้

บริจาคอวัยวะ...การให้ที่ยิ่งใหญ่ อวัยวะของคุณช่วยชีวิตใครได้บ้าง?
บริจาคอวัยวะ...การให้ที่ยิ่งใหญ่ อวัยวะของคุณช่วยชีวิตใครได้บ้าง?

เมื่อตายไปแล้ว ร่างกายก็ไม่ได้เป็นของเราอีกต่อไป... จะดีแค่ไหนหากอวัยวะของเราช่วยให้ผู้อื่นมีชีวิตอยู่ต่อไปได้

ดูในแอป