Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
การออกกำลัง

ตะคริว เกิดจากอะไร ป้องกัน และรักษาอย่างไรให้หายไวที่สุด

ตะคริวเกิดจากสาเหตุอะไร มีวิธีป้องกันหรือไม่ เมื่อเกิดขึ้นแล้วต้องรักษาอย่างไรให้หายไวที่สุด
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 16 ก.ย. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 3 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,801,429 คน

ตะคริว เกิดจากอะไร ป้องกัน และรักษาอย่างไรให้หายไวที่สุด

ตะคริว เกิดจากการหดและเกร็งตัวของกล้ามเนื้อส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายอย่างกระทันหัน

ส่วนที่พบมากที่สุด คือ ตะคริวกล้ามเนื้อขา ผู้ที่เคยมีประสบการณ์การเป็นตะคริวจะทราบดีถึงความเจ็บปวด เมื่อกล้ามเนื้อบีบตัวแน่น จนไม่สามารถขยับเขยื้อนขาได้เลย แม้จะเกิดขึ้นเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น

โฆษณาจาก HonestDocs
ทำรีเทนเนอร์วันนี้ ลดสูงสุด 50% ถึงวันที่ 17 ก.ย. นี้เท่านั้น

จองคิววันนี้ได้เลย คลีนิกดีมีคุณภาพ ไม่ต้องรอหมอนาน เริ่มต้นเพียง 600 บาท เท่านั้น

Internal ad retainer

การสูญเสียการควบคุมกล้ามเนื้อไปเพียงไม่กี่อึดใจเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุด หากเกิดขึ้นตอนที่ร่างกายต้องเคลื่อนไหวอย่างระมัดระวังเป็นพิเศษ เช่น ขณะว่ายน้ำ หรือเล่นกีฬาโลดโผน ตะคริวจึงเป็นหนึ่งในภัยร้ายที่สามารถคร่าชีวิตได้รวดเร็วไม่แพ้โรคติดต่อชนิดอื่นๆ

สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดตะคริว

สาเหตุของการเป็นตะคริวยังไม่ได้รับการยืนยันชัดเจน จากการสำรวจพบว่า ตะคริวเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่แตกต่างกันออกไป บ้างก็เกิดขึ้นในขณะที่ออกกำลังกาย บ้างก็เกิดขึ้นในขณะที่นอนอยู่เฉยๆ และบางคนเป็นตะคริวติดต่อกันหลายครั้งมากในช่วงระหว่างการตั้งครรภ์ โดยการเป็นตะคริวมักมีความเกี่ยวเนื่องกับปัจจัย ดังต่อไปนี้

  • กล้ามเนื้อทำงานหนัก หรืออยู่ในท่าที่ผิดปกติ
    ตะคริวกล้ามเนื้อขามักเกิดขึ้นหลังจากการออกกำลังกายเป็นเวลานาน ยืนบนพื้นที่แข็งมาก นั่งท่าเดิมนานๆ หรือนอนในลักษณะที่ขาไม่ได้เหยียดคลาย พฤติกรรมเหล่านี้ ทำให้กล้ามเนื้อเกิดความล้ามาก และเกร็งตัวในที่สุด
  • ร่างกายได้รับแร่ธาตุหรือน้ำที่ไม่เพียงพอ
    ปัจจัยหนึ่งที่พบมากในผู้ที่เป็นตะคริว คือการขาดแร่ธาตุ และน้ำในร่างกาย ซึ่งมักเกิดในสตรีมีครรภ์ เพราะแร่ธาตุที่จำเป็น เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม ถูกดึงไปใช้ในการพัฒนาการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ อีกทั้งการตั้งครรภ์ยังกดกระเพาะปัสสาวะให้ต่ำลงกว่าปกติ ทำให้ปัสสาวะบ่อยครั้งมาก และนำมาซึ่งการขาดน้ำ
  • สัมผัสกับความเย็นนานๆ
    กล้ามเนื้อก็เหมือนกับผิวหนัง เมื่อสัมผัสความเย็นจะทำให้หดตัวอย่างรวดเร็วจนรู้สึกแน่นและตึงได้ ส่วนใหญ่แล้วตะคริวมักจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อสัมผัสอากาศหนาวมาก หรือน้ำเย็นจัดเป็นเวลานาน
  • ปัญหาสุขภาพแทรกซ้อน
    ปัญหาสุขภาพบางประเภทสามารถทำให้เกิดตะคริวได้ เช่น ปัญหาการหมุนเวียนเลือดต่างๆ เช่น โรคไต โรคไทรอยด์ และโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง
  • ผลข้างเคียงจากการใช้ยา
    การที่กล้ามเนื้อหดเกร็ง อาจเป็นผลข้างเคียงมาจากการรับประทานยาบางกลุ่ม เช่น กลุ่มยาระงับอาการทางจิต ยาคุมกำเนิด ยาขับปัสสาวะ ยาสลายไขมันในเลือด และสเตอรอยด์

วิธีรับมือเมื่อเป็นตะคริว

  • ยืดกล้ามเนื้อและนวด
    ลักษณะการยืดกล้ามเนื้อนั้นขึ้นอยู่กับบริเวณที่เป็นตะคริว ได้แก่ 
    • ตะคริวที่ต้นขาด้านหน้า: ยืนหันหน้าเข้าหากำแพง หรือนอนคว่ำหน้าลงบนพื้น จากนั้นใช้มือพับขาข้างที่ปวดเข้าหาตัวจากทางด้านหลัง กล้ามเนื้อบริเวณหน้าขาจะรู้สึกตึง ยืดค้างไว้จนกว่าอาการปวดจะหาย 
    • ตะคริวที่ต้นขาด้านหลัง: นอนหงายและเหยียดขาขึ้นในมุมตั้ง จากนั้นงอข้อเท้าเข้าหาตัว แล้วใช้มือดึงขาข้างที่ยกเข้าหาตัวให้มากที่สุด จนรู้สึกตึง ดึงค้างไว้จนกว่าอาการปวดจะหาย 
    • ตะคริวที่น่อง: นั่งลงบนพื้น และเหยียดขาไปด้านหน้าให้ตรง จากนั้นใช้มืองอปลายเท้าเข้าหาตัวจนรู้สึกตึงที่บริเวณน่อง ควรทำค้างไว้จนกว่าจะรู้สึกว่า กล้ามเนื้อคลายตัวแล้ว 
    • กรณีที่เป็นตะคริวขณะว่ายน้ำ: หากขาสามารถแตะพื้นสระน้ำได้ให้หยุดยืนและนวดกล้ามเนื้อ แต่หากอยู่ในตำแหน่งที่ลึก ให้หงายตัวขึ้นและลอยอยู่ที่ผิวน้ำ จากนั้นยืดขาออกในลักษณะที่ไม่เกร็งมาก งอข้อเท้าเข้าหาตัว และทำค้างไว้จนหายดี
      หลังจากอาการปวดทุเลาลง หรือหายไปแล้ว ให้นวดเบาๆ เพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อฟื้นตัวเร็วขึ้น 
  • วิธีประคบร้อน และประคบเย็น 
    • ประคบร้อน: ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่น หรือแผ่นประคบร้อน กดลงไปในบริเวณที่ปวด ความร้อนจะช่วยให้กล้ามเนื้อคลายตัวได้เร็วขึ้น 
    • ประคบเย็น: ใช้น้ำแข็ง หรือแผ่นเจล แช่แข็งประคบไว้ในบริเวณที่ปวด โดยมีผ้าสะอาดคั่นระหว่างอุปกรณ์ประคบเย็น และผิวหนัง การประคบเย็นจะช่วยให้รู้สึกชา และบรรเทาอาการปวดลงได้จนกว่ากล้ามเนื้อจะคลายตัว
  • การรับมือตะคริวด้วยวิธีอื่นๆ 
    • รับประทานยาแก้ปวด: โดยรับประทานตามที่ระบุไว้บนฉลาก หรือตามที่แพทย์จัดไว้ให้ในกรณีที่เป็นตะคริวบ่อยครั้ง และได้เคยปรึกษาแพทย์แล้ว 
    • ดื่มน้ำให้มาก: น้ำและเครื่องดื่มสำหรับการเล่นกีฬาก็สามารถคลายตะคริวได้ เนื่องจากมีส่วนประกอบของเกลือแร่

วิธีป้องกันการเป็นตะคริว

  • หมั่นยืดกล้ามเนื้อเป็นประจำ โดยเฉพาะก่อนออกกำลังกาย และก่อนเข้านอน
  • ออกกำลังกายอย่างพอดี ไม่หักโหม
  • สวมใส่รองเท้าที่นุ่ม และมีความยืดหยุ่นพอสมควร
  • รับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุกลุ่ม แคลเซียม โพแทสเซียม และแมกนีเซียม
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ
  • หากกำลังรับประทานยากลุ่มที่อาจทำให้เกิดตะคริวได้ ให้ปรึกษาแพทย์เพื่อขอรับยาชนิดอื่นแทน

วิธีป้องกันตะคริวในหญิงตั้งครรภ์ช่วงใกล้คลอด

  • ดื่มน้ำเปล่าสะอาดให้เพียงพอ
    คุณแม่ตั้งครรภ์จะสูญเสียน้ำได้ง่ายจากการปัสสาวะบ่อย เมื่อร่างกายรับน้ำไม่เพียงพอ ก็จะทำให้เกิดตะคริวได้ง่าย หากเกิดขึ้นกับคุณแม่ตั้งครรภ์ที่ใกล้คลอด ภาวะดังกล่าวจะรุนแรงมากกว่าปกติ
    ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 7-10 แก้ว ถ้าไม่อยากให้ตื่นมาปัสสาวะตอนกลางคืน ให้ดื่มน้ำในช่วงเช้า และบ่ายให้เพียงพอ ส่วนตอนเย็นใช้วิธีจิบเล็กน้อย จะได้ทำให้นอนหลับสบายตลอดคืน
  • เลือกกินอาหารที่มีแคลเซียมสูง
    คุณแม่ตั้งครรภ์มีความเสี่ยงที่จะทำให้แคลเซียมในร่างกายขาดแคลนได้ เนื่องจากร่างกายต้องนำแคลเซียมไปใช้ในการสร้างกระดูก และกล้ามเนื้อของลูกน้อยในครรภ์ เมื่อภาวะแคลเซียมในเลือดต่ำ ก็เสี่ยงต่อการเป็นตะคริว
    ควรเลือกกินอาหารที่มีแคลเซียมสูงให้มากขึ้น ซึ่งพบได้มากในบล็อคโคลี่ ถั่วพู ผักใบเขียวเข้ม ปลาตัวเล็กที่สามารถกินได้ทั้งกระดูก นม ถั่วเหลือง งา โยเกิร์ต และชีส
  • กินอาหารให้มีความหลากหลาย
    ในช่วงของการตั้งครรภ์ ร่างกายจะต้องการพลังงานจากอาหารมากขึ้นถึง 300 กิโลแคลอรี่ โดยอาหารที่เลือกกินควรให้มีความหลากหลาย ครบ 5 หมู่ตามหลักโภชนาการ และมีประโยชน์ต่อร่างกาย เพื่อช่วยลดการเกิดตะคริวในระหว่างตั้งครรภ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
บทความต่อไป
ดูในแอป