มะเร็งตับ (Liver Cancer) คืออะไร?

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ย. 1, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 13 นาที

มะเร็งตับเป็นโรคมะเร็งที่มีต้นกำเนิดมาจากตับ เป็นโรคที่พบได้ไม่บ่อยแต่เป็นชนิดที่อันตรายถึงชีวิต 
กลุ่มเสี่ยงมักพบในเพศชายและผู้สูงอายุ

โรคมะเร็งตับ แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ ชนิดที่เกิดจากเนื้อเยื่อของตับเอง เรียกว่า มะเร็งตับชนิดปฐมภูมิ (Primary liver cancer) และชนิดแพร่กระจายมาจากโรคมะเร็งชนิดอื่น เรียกว่า มะเร็งตับชนิดทุติยภูมิ (Secondary liver cancer) ซึ่งโรคมะเร็งชนิดนี้ มักแพร่กระจายมาจากโรคมะเร็งอื่น ๆ เช่น โรคมะเร็งจากปอดที่แพร่กระจายมาสู่ตับ เรียกว่า มะเร็งปอดระยะแพร่กระจาย

มะเร็งตับชนิดปฐมภูมิพบได้น้อยกว่ามะเร็งตับชนิดทุติยภูมิ ทั้งนี้ 90% ของผู้ป่วยโรคมะเร็งตับทั้งหมดเป็นโรคมะเร็งตับชนิดทุติยภูมิ เนื่องจากตับมีหน้าที่คัดกรองสารพิษต่าง ๆ ที่เข้ามาในกระแสเลือด เซลล์มะเร็งก็จะเข้าไปสะสมอยู่ที่ตับเช่นกันหากมีเซลล์มะเร็งนั้นเข้ามาในร่างกาย 

สถิติโรคมะเร็งตับ

ในประเทศสหรัฐอเมริกา มะเร็งตับเป็นโรคมะเร็งที่พบบ่อยอันดับที่ 5 ของจำนวนเพศชายที่เสียชีวิตจากโรคมะเร็งทั้งหมด และอันดับที่ 9 ในเพศหญิง สมาคมโรคมะเร็งแห่งประเทศสหรัฐอเมริกาจึงประมาณไว้ว่า จะมีผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งตับจำนวน 21,370 คน และในจำนวนนั้นจะมีผู้ป่วย 18,410 คนเสียชีวิตจากโรคดังกล่าว ทั้งนี้ 90% ของผู้ป่วยจะพบในบุคคลที่มีอายุมากกว่า 45 ปี

ผู้ที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งตับ

อัตราการเกิดโรคมะเร็งตับจะพบมากขึ้นเป็น 2 เท่าในบุคคลที่เป็นชาวแอฟริกันอเมริกัน ฮิสแพนนิค เอเชียอเมริกัน และชาวหมู่เกาะแปซิฟิก เมื่อเทียบกับอัตราของคนขาว อีกทั้งโรคมะเร็งตับยังพบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง โดยในปี ค.ศ. 2008 มีรายงานว่า 71% ของผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งตับรายใหม่ทั้งหมดเป็นเพศชาย

ทฤษฎีหนึ่งที่สนับสนุนว่าอุบัติการณ์การเกิดโรคมะเร็งตับพบบ่อยกว่าในเพศชาย คือ ในเพศชายจะมีการผลิตโปรตีนอินเตอลิวคิน 6 (Interleukin-6) ซึ่งตอบสนองต่อการได้รับบาดเจ็บของตับในปริมาณมากกว่าเพศหญิง เนื่องจากในเพศหญิงมี ฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) ซึ่งยับยั้งการหลั่งโปรตีนอินเตอลิวคิน 6 (Interleukin-6) โดยโปรตีนนี้เป็นกุญแจสำคัญทางชีวเคมีในกระบวนการเปลี่ยนภาวะอักเสบเรื้อรังให้เป็นโรคมะเร็ง

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดมะเร็งตับ คือ ภาวะตับแข็งจากทุกสาเหตุไม่ว่าจะจากแอลกอฮอล์หรือไวรัสตับอักเสบ และการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบทั้งชนิดบีและซี

มะเร็งของเซลล์ตับ (Hepatocellular Carcinoma) 

มะเร็งของเซลล์ตับครอบคลุม 3 ใน 4 ของมะเร็งตับทั้งหมดเป็นมะเร็งที่มีต้นกำเนิดมาจากเซลล์เนื้อตับ ซึ่งเป็นเซลล์หลักของตับ

มะเร็งของเซลล์ตับแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ คือ

  • เป็นก้อนเดี่ยวที่ค่อย ๆ โตขึ้น ซึ่งอาจแพร่กระจายได้เฉพาะในระยะลุกลามของโรค
  • เป็นจุดเล็ก ๆ ในตับและกระจายไปทั่วทั้งตับ ซึ่งพบได้บ่อยกว่าและมักพบในคนที่เป็นตับแข็ง

มะเร็งของท่อน้ำดีในตับ (Intrahepatic Cholangiocarcinomas)

เซลล์มะเร็งเริ่มก่อตัวขึ้นที่บริเวณของท่อทางเดินน้ำดี ซึ่งน้ำดีเป็นของเหลวที่ทำให้กรดไขมันแตกตัวและพร้อมสำหรับการดูดซึม โดยน้ำดีจะถูกผลิตในตับและไหลผ่านท่อทางเดินน้ำดีลงมาเก็บไว้ในถุงน้ำดี มะเร็งสามารถเกิดขึ้นในท่อทางเดินน้ำดีโดยอยู่ภายในตับหรือภายนอกตับก็ได้ มะเร็งของท่อน้ำดีในตับคิดเป็น 10-20% ของโรคมะเร็งตับทั้งหมด

มะเร็งหลอดเลือดในตับ (Hemangiosarcomas and Angiosarcomas)

มะเร็งหลอดเลือดที่ตับเป็นโรคมะเร็งที่เกิดจากเซลล์ของหลอดเลือดในตับ มะเร็งชนิดนี้สัมพันธ์กับโรคสืบทอดทางพันธุกรรมที่มีชื่อว่า ฮีโมโครมาโตซิส (Hemochromatosis) ซึ่งพบมากในผู้ที่ได้รับหรือสัมผัสสารเคมีไวนิลคลอไรด์ (Vinyl chloride) และธอร์เรียมคลอไรด์ (Thorium dioxide)

มะเร็งชนิดนี้สามารถถูกยับยั้งให้เติบโตช้าลงได้ด้วยการให้เคมีบำบัดและการฉายแสง โดยส่วนมากผู้ป่วยมักมีชีวิตอยู่เพียงหนึ่งปีหลังได้รับการวินิจฉัยโรค

มะเร็งตัวอ่อนของตับ (Hepatoblastoma)

เป็นมะเร็งที่พบในเด็กอายุไม่เกิน 4 ปี โดย 70% ของผู้ป่วยโรคมะเร็งชนิดนี้สามารถรักษาให้หายได้ นอกจากนี้การผ่าตัดจะได้ผลดีและมีอัตราการรอดชีวิตมากกว่า 90% หากพบในระยะเริ่มแรก

เนื้องอกชนิดที่ไม่เป็นมะเร็ง

เนื้องอกที่ตับชนิดที่ไม่เป็นมะเร็งมักไม่แพร่กระจายไปที่อื่น ผู้ป่วยมักไม่มีอาการและไม่ต้องรักษา อย่างไรก็ตามหากเนื้องอกที่ตับทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการเลือดออกหรือปวดท้อง ผู้ป่วยจะมีความเสี่ยงที่ก้อนเนื้องอกจะแตกและต้องได้รับการผ่าตัด

อาการ 

มะเร็งตับในระยะแรกมักจะไม่พบอาการ ต่อมาจะพบก้อนหรือปวดท้อง จุกแน่น ท้องอืด เบื่ออาหาร น้ำหนักตัวลด อ่อนเพลีย เริ่มมีอาการเหลือง คลำตับได้เป็นก้อนแข็ง มีเลือดออก ซีด มีน้ำในช่องท้อง อาจมีอาการตับแข็งและตับวายร่วมด้วย การตรวจทางห้องปฏิบัติการจะใช้วิธีเจาะเลือด พบค่า Bilirubin และ Alkaline phosphatase เพิ่มขึ้น การวินิจฉัยโรคจะตัดหรือดูดชิ้นเนื้อตับตรวจทางพยาธิ เอกซเรย์หรืออัลตราซาวนด์พบก้อนเนื้อ เอาเข็มดูด ส่งชิ้นเนื้อตับเพื่อตรวจยืนยันว่าเป็นเซลล์มะเร็งตับ หรือหากพบผู้ป่วยมีไวรัสตับอักเสบบี ตรวจเลือดพบ Alpha-fetoprotein สูงขึ้นมากเกิน 500 ไมโครกรัม/ลิตร และตรวจอัลตราซาวนด์หรือตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ เห็นก้อนที่ตับเข้าได้กับมะเร็งตับ หากพบ 3 อย่างนี้สามารถวินิจฉัยได้ร้อยละ 90 ว่าเป็นมะเร็งตับ

การวินิจฉัยโรคมะเร็งตับ สามารถตรวจอย่างไรให้แน่ใจว่าไม่ได้เป็นมะเร็งตับ?

การตรวจคัดกรอง (Screening) มักใช้วิธีการตรวจภาพถ่ายและการตรวจเลือด นอกจากนี้ผู้ป่วยอาจได้รับการตรวจรูปแบบอื่น ๆ ขึ้นอยู่กับผลตรวจที่ได้รับ

เนื่องจากในระยะเริ่มแรก ผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งตับมักไม่มีหรือแสดงอาการของโรค จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้บุคคลที่มีปัจจัยเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคมะเร็งตับควรได้รับการตรวจคัดกรองเป็นประจำ

โรคมะเร็งตับกำลังเพิ่มมากขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกา และ 2 ปัจจัยหลักที่ทำให้โรคมะเร็งตับเพิ่มขึ้น คือ การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี ซึ่งการติดเชื้อไวรัสทั้งสองชนิดนี้ทำให้ผู้ป่วยเป็นโรคตับเรื้อรังหรือเป็นโรคตับแข็ง ทั้งนี้ 3% ของผู้ป่วยที่เป็นโรคตับเรื้อรังทั้งหมดจะเป็นโรคมะเร็งตับ

การคัดกรองผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง

การวินิจฉัยและการรักษาโรคตั้งแต่ระยะเริ่มแรกสามารถทำให้เห็นถึงความแตกต่างได้ องค์กรไวรัสตับอักเสบบีจึงสนับสนุนให้บุคคลที่มีความเสี่ยงสูงต่อโรคมะเร็งตับเข้าตรวจคัดกรองโรคทุก ๆ 6 เดือน บุคคลเหล่านั้น ได้แก่

  • ผู้ชายที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไปที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและมีภาวะตับแข็ง
  • ผู้หญิงที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปี ขึ้นไปที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและมีภาวะตับแข็ง
  • ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและมีประวัติครอบครัวเป็นโรคมะเร็งตับ
  • ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี

ผู้ที่เป็นตับแข็ง ไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุใดก็ตาม ควรได้รับการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งตับเป็นประจำเช่นกัน

การตรวจแบบอัลตราซาวนด์ (Ultrasound) และการตรวจเลือด

วิธีการหลักในการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งตับ คือ การตรวจแบบอัลตราซาวนด์ทางช่องท้อง ซึ่งวิธีนี้เป็นการใช้คลื่นเสียงความถี่สูง โดยเจ้าหน้าที่จะการขยับเครื่องมือไปมาบนหน้าท้องในตำแหน่งของตับ ขณะที่ตรวจคลื่นเสียงจะทะลุผ่านผนังหน้าท้องและสะท้อนกลับมา จึงทำให้เห็นเป็นภาพบนหน้าจอรับภาพ การตรวจคลื่นเสียงความถี่สูงนี้สามารถเห็นก้อนเนื้องอกได้

การตรวจแบบอัลตราซาวนด์จำเป็นต้องทำควบคู่ไปกับการตรวจเลือดเพื่อหาแอลฟ่าฟีโตโปรตีนหรือเอเอฟพี (Alpha-fetoprotein หรือ AFP) AFP เป็นโปรตีนที่พบได้ในเลือดของทารกในครรภ์และจะหมดไปเมื่อทารกคลอดออกมา หากตรวจพบโปรตีนชนิดนี้ในผู้ใหญ่จะเป็นสัญญาณเตือนเรื่องของโรคมะเร็ง รวมถึงโรคมะเร็งตับด้วย โดยผู้เชี่ยวชาญบางท่านกล่าวไว้ว่า การตรวจ AFP ไม่ได้แม่นยำเสมอไป แต่ผู้เชี่ยวชาญทุกท่านเห็นตรงกันว่า การตรวจ AFP นั้นมีประโยชน์ เนื่องจากการตรวจพบ AFP ในเลือดและการตรวจพบก้อนเนื้อที่ตับจากการตรวจแบบอัลตราซาวนด์ถือเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่ควรได้รับการตรวจค้นเพิ่มเติมต่อไป อย่างไรก็ตาม หากตรวจพบค่า AFP สูงผิดปกติ ถึงแม้ผลการตรวจแบบอัลตราซาวด์จะปกติ ก็ควรได้รับการตรวจค้นเพิ่มเติมเช่นเดียวกัน

การตรวจภาพถ่ายเพิ่มเติม

หากตรวจพบอาการแสดงของโรคมะเร็งตับจากการตรวจคัดกรอง แพทย์แนะนำให้ตรวจค้นเพิ่มเติมเพื่อการวินิจฉัยต่อไป ซึ่งวิธีการตรวจเหล่านี้ ประกอบไปด้วย

  • เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (Computed Tomography) : การตรวจด้วยวิธีนี้จะให้รายละเอียดของอวัยวะภายในได้มากขึ้น เครื่องเอกซเรย์จะเคลื่อนที่ไปรอบตัวคุณ และใช้คอมพิวเตอร์ในการตัดภาพอวัยวะต่าง ๆ รวมถึงตับ ก่อนจะถ่ายเอกซเรย์คุณจะได้รับการฉีดสีเพื่อช่วยให้มองเห็นตับได้ชัดเจนขึ้น
  • เอกซเรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Magnetic Resonance Imaging) : การตรวจด้วยวิธีนี้จะให้รายละเอียดของอวัยวะภายในได้มากขึ้นเช่นกัน เอ็มอาร์ไออาศัยการทำงานของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและคลื่นเสียงแทนการถ่ายภาพรังสี ก่อนจะทำเอ็มอาร์ไอจะได้รับการฉีดสีเช่นเดียวกัน การตรวจวิธีนี้ คุณจะต้องนอนในอุโมงค์ขนาดใหญ่เป็นเวลาเกือบหนึ่งชั่วโมง ดังนั้นอาจจะมีความรู้สึกอึดอัดได้บ้าง เครื่องรุ่นใหม่พยายามออกแบบให้มีพื้นที่กว้างมากขึ้นเพื่อลดความอึดอัด
  • การฉีดสีหลอดเลือดแดง (Angiography) : วิธีนี้จะทำให้แพทย์สามารถเห็นภาพเอกซเรย์หลอดเลือดภายในและรอบ ๆ ตับ โดยแพทย์จะใส่ท่อเล็ก ๆ เข้าไปในหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงตับเพื่อฉีดสารทึบแสงเอกซเรย์เข้าไป และถ่ายภาพเอกซเรย์  

แพทย์รังสีที่มีประสบการณ์จะสังเกตเห็นเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงก้อนเนื้องอกและอาจบอกได้ว่าเนื้องอกที่เห็นนั้นสามารถผ่าตัดรักษาได้หรือไม่ การฉีดสีหลอดเลือดแดงในบางครั้งจะทำร่วมกับเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หรือเอกซเรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเพื่อให้ได้รายละเอียดมากขึ้น

การตัดชิ้นเนื้อตับ (Liver Biopsy)

บางครั้งการมองเห็นก้อนเนื้องอกจากภาพถ่ายรังสีร่วมกับ AFP สูง สามารถวินิจฉัยได้แล้วว่าเป็นมะเร็งตับ แต่อย่างไรก็ตามแพทย์มักจะตัดชิ้นเนื้อตับไปตรวจเพื่อยืนยันการวินิจฉัย การตัดชิ้นเนื้อตับอาจจะตัดทั้งก้อนเนื้องอกหรือตัดเพียงบางส่วนแล้วส่งต่อไปให้พยาธิแพทย์ตรวจดูภายใต้กล้องจุลทรรศน์ว่ามีเซลล์มะเร็งหรือไม่ แพทย์อาจจะเลือกวิธีการตัดชิ้นเนื้อที่แตกต่างกันในผู้ป่วยแต่ละคนตามความเหมาะสม ซึ่งการตัดชิ้นเนื้อมีหลายวิธี ดังนี้

  • การใช้เข็มดูดชิ้นเนื้อ (Needle Biopsy) : แพทย์จะใช้เข็มกลวงเจาะผ่านชั้นผิวหนังลงไปในช่องท้องจนถึงตับ แล้วดูดเซลล์ขึ้นมา จากนั้นนำเซลล์ที่ได้ส่งให้พยาธิแพทย์ตรวจวิเคราะห์ชนิดของเซลล์
  • การส่องกล้องทางหน้าท้องเพื่อตัดชิ้นเนื้อ (Laparoscopic Biopsy) : แพทย์จะใส่ท่อขนาดเล็กที่มีกล้องติดไว้เข้าไปในช่องท้อง โดยมีแผลขนาดเล็กที่ผิวหนัง กล้องจะส่งภาพออกมาที่หน้าจอแสดงภาพ แพทย์จะมองเห็นตับและก้อนเนื้องอกที่ผิดปกติได้ จึงสามารถตัดเอาบริเวณที่ผิดปกติบางส่วนออกมาตรวจได้
  • การผ่าตัดชิ้นเนื้อ (Surgical Biopsy) : แพทย์ส่วนใหญ่เลือกที่จะใช้วิธีนี้ก่อนที่จะผ่าตัดใหญ่เพื่อนำก้อนเนื้องอกออก แต่ในบางกรณีแพทย์อาจจะตัดชิ้นเนื้อไปตรวจพร้อมกับการผ่าตัดใหญ่เพื่อตัดก้อนเนื้อและเนื้อตับบางส่วนออกไปในคราวเดียวกัน

การตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม

แพทย์อาจตรวจเลือดและปัสสาวะเพื่อตรวจการทำงานของตับและไต ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดแดงและการแข็งตัวของเลือด เพื่อที่จะประเมินการทำงานของตับและอวัยวะอื่นว่าทำงานได้ปกติหรือไม่ แข็งแรงเพียงพอที่จะผ่าตัดหรือให้เคมีบำบัดและฉายแสงหรือไม่

การรักษาโรคมะเร็งตับ

วิธีการรักษาโรคมะเร็งที่มีต้นกำเนิดจากตับหรือที่เรียกว่า มะเร็งตับปฐมภูมิ มีหลายวิธีด้วยกัน

มะเร็งตับปฐมภูมิ จะพบได้มากกว่าในประเทศทางแถบเอเชีย แต่ยังสามารถพบได้ในแถบประเทศตะวันตกเช่นเดียวกัน โดยในประเทศสหรัฐอเมริกา มะเร็งที่พบในตับส่วนใหญ่เป็นมะเร็งตับทุติยภูมิ ซึ่งแพร่กระจายมาจากอวัยวะอื่น ๆ เช่น เต้านมหรือปอด และการรักษาโรคมะเร็งทั้ง 2 รูปแบบนี้มีความแตกต่างกัน

การรักษามะเร็งตับปฐมภูมิและมะเร็งตับทุติยภูมิ

วิธีการรักษามะเร็งที่แพร่กระจายมาที่ตับนั้น คือการรักษาตามต้นกำเนิดของมะเร็งนั้น ๆ โดยการใช้เคมีบำบัดชนิดเดียวกัน เพื่อที่ก้อนมะเร็งจะได้มีขนาดเล็กลง สำหรับโรคมะเร็งตับชนิดปฐมภูมินั้น ผู้เชี่ยวชาญสามารถใช้การรักษาได้หลายวิธี เช่น การผ่าตัดเนื้อมะเร็งออกจากตับ การให้เคมีบำบัด การฉายรังสี การจี้ทำลายเนื้องอก การอุดหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงที่ก้อนมะเร็ง หรือการปลูกถ่ายตับ

การรักษามะเร็งตับ

  • การผ่าตัด สำหรับมะเร็งตับปฐมภูมิ (Hepatocellular carcinoma) นั้น ถือเป็นวิธีเดียวที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ โดยวิธีมาตรฐานก็คือการผ่าตับเฉพาะบริเวณที่เป็นมะเร็งออกและเหลือตับที่ไม่ได้เป็นมะเร็งไว้มากพอสำหรับการใช้ชีวิตของผู้ป่วย แต่การรักษาวิธีนี้จะทำได้ก็ต่อเมื่อตรวจพบมะเร็งได้ตั้งแต่ระยะแรก และผู้ป่วยจะต้องแข็งแรงพอสำหรับการผ่าตัดและการฟื้นฟูร่างกายหลังจากนั้น
  • การจี้ทำลายเนื้องอก เป็นการทำลายก้อนมะเร็งโดยไม่ต้องผ่าตัด แม้ว่าวิธีนี้จะไม่สามารถรักษาให้หายขาด แต่ก็สามารถช่วยให้ผู้ป่วยมีชีวิตอยู่ได้นานขึ้น การรักษาวิธีนี้จะทำเมื่อไม่สามารถผ่าตัดได้ และเป็นการรักษาเฉพาะที่โดยใช้การใส่ท่อเข้าไปที่ตับเพื่อให้ยาหรือรังสีสามารถเข้าไปยังบริเวณที่เป็นมะเร็งได้โดยตรง
  • เคมีบำบัด เป็นวิธีที่ไม่ค่อยใช้ในการรักษามะเร็งตับปฐมภูมิเนื่องจากยังไม่ได้รับการพิสูจน์ว่าการรับประทานยาหรือการฉีดยาเคมีบำบัดเข้าหลอดเลือดดำจะมีประสิทธิภาพเพียงพอในการรักษาหรือไม่ แต่มีวิธีหนึ่งในกลุ่มนี้ คือ การฉีดยาเคมีบำบัดเข้าไปอุดหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงตับ (chemoembolization) ซึ่งจะทำให้หลอดเลือดแดงนั้นอุดตันไป
  • การฉายรังสี การฉายรังสีจากภายนอกร่างกายมักไม่ค่อยได้ผลกับมะเร็งตับ แต่การฉายรังสีชนิด radioembolization ซึ่งจะฉายไปที่ก้อนมะเร็งโดยตรง จะทำให้ผู้ป่วยมีชีวิตได้นานขึ้นหากตอบสนองต่อการรักษา
  • การปลูกถ่ายตับ การปลูกถ่ายตับจะเลือกใช้ในผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งตับปฐมภูมิและมะเร็งยังมีขนาดเล็กและอยู่เฉพาะที่ตับ ไม่มีการแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น ผู้ป่วยที่สามารถเลือกใช้วิธีนี้มีจำนวนน้อยมาก แต่ในปัจจุบันสามารถทำได้ในผู้ที่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยการทำ chemoembolization หรือ radioembolization มาก่อน ทำให้ก้อนมะเร็งมีขนาดเล็กลงจนสามารถใช้การปลูกถ่ายตับได้ อย่างไรก็ตาม นายแพทย์ Sorscher กล่าวว่ามีผู้ป่วยที่รอการปลูกถ่ายตับอยู่เป็นจำนวนมาก
  • Sorafenib (โซราฟีนิป) เป็นยากลุ่มใหม่ที่ใช้รักษามะเร็งตับที่เคยได้รับการยอมรับให้ใช้รักษาโรคไตมาก่อน ยานี้ผลิตโดยใช้ชื่อทางการค้าว่า Nexavar (เน็กซาว่า) ซอร์เชอร์อธิบายว่ายานี้เป็นยาที่ใช้ในการรักษามะเร็งตับระยะลุกลาม โดยข้อมูลจากการศึกษาเมื่อประมาณ 3 ปีก่อนพบว่าผู้ที่ใช้ยานี้มีชีวิตอยู่ได้นานกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับยาประมาณ 3 เดือน

ปัจจุบันยังคงมีการวิจัยเกี่ยวกับการรักษามะเร็งตับอย่างต่อเนื่องและคาดหวังว่าจะสามารถนำมาพัฒนาเพื่อให้ได้การรักษาที่มีประสิทธิภาพในระยะยาวมากขึ้นในอนาคต


การพยาบาล 

ลดความไม่สุขสบาย ส่งเสริมการดูแลตนเอง ลดความวิตกกังวล ความกลัว และความเศร้าเสียใจ ดูแลให้ได้รับสารอาหารและน้ำเพียงพอ ป้องกันภาวะเสียสมดุลน้ำและอิเล็กโทรไลต์ ป้องกันการติดเชื้อและเลือดออก ให้ไอ หายใจลึก ๆ และเปลี่ยนท่าบ่อย ๆ เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่ปอดและการไหลเวียนเลือด หากมีการผ่าตัดต้องดูแลท่อที่ต่อจากทรวงอกด้วย

คำถาม-คำตอบเกี่ยวกับมะเร็งตับ

ถาม : โรคมะเร็งตับมีกี่ชนิด ?

ตอบ : โรคมะเร็งตับในที่นี้ หมายถึง โรคมะเร็งที่เกิดจากตับเอง ไม่ใช่โรคมะเร็งจากอวัยวะอื่นที่แพร่กระจายมายังตับ โรคมะเร็งตับมีหลายชนิด แต่ที่พบบ่อยคือชนิดเฮปาโตมาและชนิดโคแลงจิโอคาร์ซิโนมา

โรคมะเร็งตับชนิดเฮปาโตมา เรียกอีกชื่อว่า เฮปาโตเซลลูลาร์คาร์ซิโนมา หรือเรียกย่อว่า เอชซีซี (hepatoma/hepatocellular carcinoma : HCC) เป็นมะเร็งที่เกิดจากเซลล์ของตัวตับเอง

โรคมะเร็งตับชนิดโคแลงจิโอคาร์ซิโนมา หรือเรียกย่อว่า ซีซีเอ (cholangio carcinoma : CCA) เป็นมะเร็งที่เกิดจากท่อน้ำดีในตับ ซึ่งมีปัจจัย เสี่ยงในการเกิดโรคต่างจากมะเร็งตับชนิดที่เกิดจากตัวเซลล์ของตับเอง

โรคมะเร็งตับทั้งสองชนิดเกิดได้ทั้งในตับกลีบขวาและตับกลีบซ้าย แต่พบเกิดในตับกลีบขวาบ่อยกว่า นอกจากนี้ โรคมะเร็งตับยังสามารถเกิดขึ้นได้หลาย ๆ ก้อนในเวลาเดียวกัน รวมทั้งในตับทั้งสองกลีบหรือแพร่กระจายทางกระแสเลือดสู่เนื้อตับด้วยกันเอง

ถาม : โรคมะเร็งตับเกิดจากอะไร ?

ตอบ : ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของการเกิดโรคมะเร็งตับ แต่เชื่อว่าน่าจะมาจากหลายปัจจัยเสี่ยงร่วมกัน โรคมะเร็งตับชนิดเกิดจากเซลล์ของตับเอง (เอชซีซี) ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ ได้แก่

  • การติดเชื้อของตับจากไวรัสตับอักเสบชนิดบีและชนิดซี
  • การอักเสบเรื้อรังของตับจากสาเหตุอื่น เช่น การบริโภคอาหาร/ยา/ น้ำดื่มปนเปื้อนสารเคมีต่าง ๆ
  • การดื่มเหล้า
  • โรคตับแข็ง
  • การได้รับสารอะฟลาทอกซิน (aflatoxin) จากเชื้อราในถั่วหรือ ธัญพืชต่าง ๆ ที่เก็บรักษาไม่ดี ชื้น/ไม่แห้ง
  • ความผิดปกติทางพันธุกรรมบางชนิด ทั้งชนิดถ่ายทอดได้และชนิดไม่ถ่ายทอด ซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการแบ่งตัว และ/หรือการตายของเซลล์ปกติ
  • ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งตับชนิดเซลล์จากท่อน้ำดีในตับ (ซีซีเอ) ได้แก่
  • การติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับ ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังของท่อน้ำดีในตับ
  • การบริโภคอาหารหมักดองด้วยสารก่อมะเร็ง เช่น ปลาร้า
  • การอักเสบเรื้อรังของท่อน้ำดีจากการเป็นนิ่วในท่อน้ำดี
  • การสูบบุหรี่

ถาม : โรคมะเร็งตับพบได้บ่อยหรือไม่ ?

ตอบ : โรคมะเร็งตับทั้งสองชนิดเป็นโรคมะเร็งที่พบได้บ่อยมากในบ้านเรา โดยเป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ 1 ในผู้ชายไทย และเป็นลำดับที่ 3 ในผู้หญิงไทย และผู้ชายมีโอกาสเกิดได้สูงกว่าผู้หญิงเล็กน้อย โดยทั่วไปโรคมะเร็งตับทั้งสองชนิดเป็นโรคมะเร็งในผู้ใหญ่ มะเร็งตับชนิดที่เกิดจากเซลล์ตับ (เอชซีซี) พบได้ในทุกช่วงอายุ ทั้งในเด็ก (พบน้อยกว่าช่วงอายุอื่นมาก) หนุ่ม สาว และผู้สูงอายุ ส่วนมะเร็งตับชนิดที่เกิดจากท่อน้ำดี (ซีซีเอ) มักพบในคน อายุ 40 ปีขึ้นไป

ถาม : โรคมะเร็งตับมีอาการอย่างไร ?

ตอบ : โรคมะเร็งตับทั้งสองชนิดมีอาการคล้ายคลึงกัน อาการที่พบบ่อย ได้แก่

  • เบื่ออาหาร คลื่นไส้
  • เจ็บบริเวณตับ (ใต้ชายโครงขวา)
  • แน่น/อึดอัดท้อง หายใจลำบาก เหนื่อย เนื่องจากตับโตจนคลำได้
  • ตัวและตาเหลือง เป็นอาการพบบ่อยในโรคมะเร็งตับชนิดที่เกิดจากท่อน้ำดี ถ้าตัว/ตาเหลืองมาก (เป็นผลจากสารสีเหลืองในน้ำดีย้อนกลับเข้ามาในกระแสเลือด เนื่องจากท่อน้ำดีอุดตันจากก้อนมะเร็ง) ผู้ป่วยจะมีอาการคันทั่วตัวและมีปัสสาวะสีเหลืองเข้ม นอกจากนี้ การอุดตันของท่อน้ำดี ทำให้ไม่มีน้ำที่ไหลเข้าลำไส้ อุจจาระจึงมีสีซีดผิดปกติ (โดยปกติสีของอุจจาระจะเกิดจากสีของน้ำดี)
  • เมื่อโรคลุกลามมาก จะเกิดน้ำมะเร็งในช่องท้อง ทำให้ท้องบวม

ถาม : รู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคมะเร็งตับ ?

ตอบ : แพทย์วินิจฉัยโรคมะเร็งตับทั้งสองชนิดได้ด้วยวิธีการเดียวกัน คือการสอบถามประวัติอาการ ลักษณะการบริโภค การตรวจร่างกายการตรวจเลือดหาสารทูเมอร์มาร์กเกอร์ (tumor marker) การตรวจภาพตับด้วยอัลตราซาวนด์ และ/หรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ แต่ที่ให้ผลแน่ชัดคือการตัดชิ้นเนื้อจากก้อนเนื้อไปตรวจทางพยาธิวิทยา

ถาม : โรคมะเร็งตับมีกี่ระยะ ?

ตอบ : โรคมะเร็งตับมีการแบ่งระยะได้หลายวิธี แต่ในที่นี้เลือกใช้วิธีการของคณะกรรมการโรคมะเร็งแห่งสหรัฐอเมริกา (AJCc : American Joint Committee on Cancer) ซึ่งแบ่งโรคมะเร็งตับทั้งสองชนิดเป็น 4 ระยะ เช่นเดียวกับในโรคมะเร็งชนิดอื่น ๆ (บางระยะมีการแบ่งเป็นระยะย่อย ซึ่งแพทย์โรคมะเร็งใช้เป็นข้อบ่งชี้ทางการรักษา) ได้แก่

ระยะที่ 1 ก้อนมะเร็งมีก้อนเดียว ขนาดไม่เกิน 5 เซนติเมตร และยังไม่ลุกลามเข้าเส้นเลือด

ระยะที่ 2 ก้อนมะเร็งลุกลามเข้าเส้นเลือด หรือมีก้อนมะเร็งหลายก้อน แต่ละก้อนขนาดไม่เกิน 5 เซนติเมตร

ระยะที่ 3 ก้อนมะเร็งลุกลามเข้าเส้นเลือดใหญ่ และ/หรือเนื้อเยื่อ, อวัยวะข้างเคียง (เฉพาะในมะเร็งตับชนิดซีซีเอจัดเป็นโรคระยะที่ 4) และ/หรือมีขนาดใหญ่เกิน 5 เซนติเมตร

ระยะที่ โรคมะเร็งแพร่กระจายในช่องท้อง และ/หรือเข้าสู่ต่อมน้ำเหลือง และ/หรือเข้ากระแสเลือดไปสู่อวัยวะอื่นที่อยู่ไกลออกไป อวัยวะที่พบบ่อย คือ ปอด ตับ และกระดูก

ถาม : โรคมะเร็งตับมีวิธีรักษาอย่างไร ?

ตอบ : การรักษาหลักของโรคมะเร็งตับทั้งสองชนิดคือการผ่าตัดและรังสีร่วมรักษา ยังไม่มีการใช้รังสีรักษาและเคมีบำบัด เพราะโรคมะเร็งตับทั้งสองชนิดเป็นโรคที่ดื้อต่อทั้งรังสีรักษาและเคมีบำบัดที่ใช้เป็นประจำ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กำลังมีการศึกษาเกี่ยวกับการใช้ปริมาณรังสีสูงด้วยเทคนิคพิเศษ การใช้ยาเคมีบำบัดตัวใหม่ การใช้ยาชีวสารรักษา และการใช้ยารักษาตรงเป้า

ปัจจุบันมีการศึกษาในเรื่องการปลูกถ่ายตับ แต่ยังเป็นวิธีการที่ไม่สามารถนำมาใช้กับผู้ป่วยได้ทุกคน เพราะมีข้อจำกัดทางการรักษามาก หาตับปกติที่จะนำมาปลูกถ่ายได้ยาก ผลการรักษายังไม่ดีพอ และยังมีค่าใช้จ่ายในการรักษาสูงมาก

ถาม : โรคมะเร็งตับรักษาให้หายได้หรือไม่ ?

ตอบ : โรคมะเร็งตับทุกชนิดมีความรุนแรงของโรคสูงมาก โอกาสรักษาหายมีน้อยกว่าโรคมะเร็งชนิดอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม ยังมีโอกาสรักษาโดยขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพการทำงานของตัวตับเอง อายุ และสุขภาพของผู้ป่วย

ถาม : มีวิธีตรวจคัดกรองโรคมะเร็งตับหรือไม่ ?

ตอบ : ปัจจุบันยังไม่มีวิธีที่มีประสิทธิภาพในการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งตับทั้งสองชนิด แต่ในโรคมะเร็งตับชนิดที่เกิดจากเซลล์มะเร็งตับ (เอชซีซี) ในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง (กลุ่มที่เป็นไวรัสตับอักเสบบีและชนิดซี ชนิดเรื้อรัง รุนแรง) แพทย์จะใช้การตรวจภาพตับด้วยอัลตราซาวนด์ และการเจาะเลือด ตรวจหาค่าสารทูเมอร์มาร์กเกอร์เป็นระยะ ๆ

ถาม : มีวิธีป้องกันโรคมะเร็งตับหรือไม่ ?

ตอบ : วิธีป้องกันโรคมะเร็งตับทั้งสองชนิดที่ดีที่สุดในขณะนี้คือ การหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของโรคมะเร็งตับชนิดที่เกิดจากเซลล์ตับ คือ การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ เช่น จากการบริโภค การได้รับเลือด การสัมผัสสารคัดหลั่งหรือเลือดของผู้ที่ติดเชื้อ และการดื่มเหล้า นอกจากนี้กำลังมีการศึกษาในเรื่องการใช้ยาชีวสารรักษาเพื่อการป้องกัน ซึ่งวิธีการป้องกันที่สำคัญขณะนี้คือการฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี

ส่วนในโรคมะเร็งตับชนิดที่เกิดจากท่อน้ำดี การป้องกันที่ดีที่สุดในขณะนี้คือการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ซึ่งได้แก่ การบริโภคปลาน้ำจืดโดยไม่ปรุงสุก (ปลาที่มีพยาธิใบไม้ มักเป็นปลาน้ำจืด) และอาหารหมักดองด้วยสารก่อมะเร็ง (สารไนโตรซามีน) เช่น ปลาร้า

คุณสามารถอ่านข้อมูลดี ๆ มีประโยชน์แบบนี้ได้เพิ่มเติมที่หนังสือ "ถาม-ตอบมะเร็งร้าย สารพัดชนิด" โดยศาสตราจารย์เกียรติคุณ แพทย์หญิงพวงทอง ไกรพิบูลย์ สำนักพิมพ์ซีเอ็ด เพื่อสนับสนุนผู้แต่ง 


ดูคำถามและคำตอบอื่นๆที่เกี่ยวกับอาการนี้

ไวรัสตับ บี มีโอกาศหายมั้ยค่ะ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
ผู้ป่วยมะเร็งตับระยะสุดท้ายควรมีการปฎิบัติตัวอย่างไรคะ?
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
ผลตรวจ มะเร็งเม็ดเลือด มะเร็งลำใส้ มะเร็งตับ ผลมีความเสี่ยงมั้ยครับ ค่า Monocyte ที่ขีด - ถือว่าปกติมั้ยครับ (มีรอยช้ำที่ขาแถวน่าแข็ง 1 ที่ ไม่แน่ใจว่าเกิดจากการออกกำลังกายหรือเปล่า หรือชนอะไรมา และก็มีเลือดออกไรฟัน แต่ไม่บ่อยครับ (ส่วนตัวเลือดที่ออกตรง...
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

หากคุณยังมีคำถามเพิ่มเติม กรุณาเขียนถามคุณหมอที่นี่

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่