มะเร็งตับ (Liver Cancer) คืออะไร?

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ส.ค. 5, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 13 นาที

มะเร็งตับเป็นโรคมะเร็งที่มีต้นกำเนิดมาจากตับ เป็นโรคที่พบได้ไม่บ่อยแต่เป็นชนิดที่อันตรายถึงชีวิต 
กลุ่มเสี่ยงมักพบในเพศชายและผู้สูงอายุ

โรคมะเร็งตับ แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ ชนิดที่เกิดจากเนื้อเยื่อของตับเอง เรียกว่า มะเร็งตับชนิดปฐมภูมิ (Primary liver cancer) และชนิดแพร่กระจายมาจากโรคมะเร็งชนิดอื่น เรียกว่า มะเร็งตับชนิดทุติยภูมิ (Secondary liver cancer) ซึ่งโรคมะเร็งชนิดนี้ มักแพร่กระจายมาจากโรคมะเร็งอื่น ๆ เช่น โรคมะเร็งจากปอดที่แพร่กระจายมาสู่ตับ เรียกว่า มะเร็งปอดระยะแพร่กระจาย

มะเร็งตับชนิดปฐมภูมิพบได้น้อยกว่ามะเร็งตับชนิดทุติยภูมิ ทั้งนี้ 90% ของผู้ป่วยโรคมะเร็งตับทั้งหมดเป็นโรคมะเร็งตับชนิดทุติยภูมิ เนื่องจากตับมีหน้าที่คัดกรองสารพิษต่าง ๆ ที่เข้ามาในกระแสเลือด เซลล์มะเร็งก็จะเข้าไปสะสมอยู่ที่ตับเช่นกันหากมีเซลล์มะเร็งนั้นเข้ามาในร่างกาย 

สถิติโรคมะเร็งตับ

ในประเทศสหรัฐอเมริกา มะเร็งตับเป็นโรคมะเร็งที่พบบ่อยอันดับที่ 5 ของจำนวนเพศชายที่เสียชีวิตจากโรคมะเร็งทั้งหมด และอันดับที่ 9 ในเพศหญิง สมาคมโรคมะเร็งแห่งประเทศสหรัฐอเมริกาจึงประมาณไว้ว่า จะมีผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งตับจำนวน 21,370 คน และในจำนวนนั้นจะมีผู้ป่วย 18,410 คนเสียชีวิตจากโรคดังกล่าว ทั้งนี้ 90% ของผู้ป่วยจะพบในบุคคลที่มีอายุมากกว่า 45 ปี

ผู้ที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งตับ

อัตราการเกิดโรคมะเร็งตับจะพบมากขึ้นเป็น 2 เท่าในบุคคลที่เป็นชาวแอฟริกันอเมริกัน ฮิสแพนนิค เอเชียอเมริกัน และชาวหมู่เกาะแปซิฟิก เมื่อเทียบกับอัตราของคนขาว อีกทั้งโรคมะเร็งตับยังพบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง โดยในปี ค.ศ. 2008 มีรายงานว่า 71% ของผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งตับรายใหม่ทั้งหมดเป็นเพศชาย

ทฤษฎีหนึ่งที่สนับสนุนว่าอุบัติการณ์การเกิดโรคมะเร็งตับพบบ่อยกว่าในเพศชาย คือ ในเพศชายจะมีการผลิตโปรตีนอินเตอลิวคิน 6 (Interleukin-6) ซึ่งตอบสนองต่อการได้รับบาดเจ็บของตับในปริมาณมากกว่าเพศหญิง เนื่องจากในเพศหญิงมี ฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) ซึ่งยับยั้งการหลั่งโปรตีนอินเตอลิวคิน 6 (Interleukin-6) โดยโปรตีนนี้เป็นกุญแจสำคัญทางชีวเคมีในกระบวนการเปลี่ยนภาวะอักเสบเรื้อรังให้เป็นโรคมะเร็ง

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดมะเร็งตับ คือ ภาวะตับแข็งจากทุกสาเหตุไม่ว่าจะจากแอลกอฮอล์หรือไวรัสตับอักเสบ และการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบทั้งชนิดบีและซี

มะเร็งของเซลล์ตับ (Hepatocellular Carcinoma) 

มะเร็งของเซลล์ตับครอบคลุม 3 ใน 4 ของมะเร็งตับทั้งหมดเป็นมะเร็งที่มีต้นกำเนิดมาจากเซลล์เนื้อตับ ซึ่งเป็นเซลล์หลักของตับ

มะเร็งของเซลล์ตับแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ คือ

  • เป็นก้อนเดี่ยวที่ค่อย ๆ โตขึ้น ซึ่งอาจแพร่กระจายได้เฉพาะในระยะลุกลามของโรค
  • เป็นจุดเล็ก ๆ ในตับและกระจายไปทั่วทั้งตับ ซึ่งพบได้บ่อยกว่าและมักพบในคนที่เป็นตับแข็ง

มะเร็งของท่อน้ำดีในตับ (Intrahepatic Cholangiocarcinomas)

เซลล์มะเร็งเริ่มก่อตัวขึ้นที่บริเวณของท่อทางเดินน้ำดี ซึ่งน้ำดีเป็นของเหลวที่ทำให้กรดไขมันแตกตัวและพร้อมสำหรับการดูดซึม โดยน้ำดีจะถูกผลิตในตับและไหลผ่านท่อทางเดินน้ำดีลงมาเก็บไว้ในถุงน้ำดี มะเร็งสามารถเกิดขึ้นในท่อทางเดินน้ำดีโดยอยู่ภายในตับหรือภายนอกตับก็ได้ มะเร็งของท่อน้ำดีในตับคิดเป็น 10-20% ของโรคมะเร็งตับทั้งหมด

มะเร็งหลอดเลือดในตับ (Hemangiosarcomas and Angiosarcomas)

มะเร็งหลอดเลือดที่ตับเป็นโรคมะเร็งที่เกิดจากเซลล์ของหลอดเลือดในตับ มะเร็งชนิดนี้สัมพันธ์กับโรคสืบทอดทางพันธุกรรมที่มีชื่อว่า ฮีโมโครมาโตซิส (Hemochromatosis) ซึ่งพบมากในผู้ที่ได้รับหรือสัมผัสสารเคมีไวนิลคลอไรด์ (Vinyl chloride) และธอร์เรียมคลอไรด์ (Thorium dioxide)

มะเร็งชนิดนี้สามารถถูกยับยั้งให้เติบโตช้าลงได้ด้วยการให้เคมีบำบัดและการฉายแสง โดยส่วนมากผู้ป่วยมักมีชีวิตอยู่เพียงหนึ่งปีหลังได้รับการวินิจฉัยโรค

มะเร็งตัวอ่อนของตับ (Hepatoblastoma)

เป็นมะเร็งที่พบในเด็กอายุไม่เกิน 4 ปี โดย 70% ของผู้ป่วยโรคมะเร็งชนิดนี้สามารถรักษาให้หายได้ นอกจากนี้การผ่าตัดจะได้ผลดีและมีอัตราการรอดชีวิตมากกว่า 90% หากพบในระยะเริ่มแรก

เนื้องอกชนิดที่ไม่เป็นมะเร็ง

เนื้องอกที่ตับชนิดที่ไม่เป็นมะเร็งมักไม่แพร่กระจายไปที่อื่น ผู้ป่วยมักไม่มีอาการและไม่ต้องรักษา อย่างไรก็ตามหากเนื้องอกที่ตับทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการเลือดออกหรือปวดท้อง ผู้ป่วยจะมีความเสี่ยงที่ก้อนเนื้องอกจะแตกและต้องได้รับการผ่าตัด

อาการ 

มะเร็งตับในระยะแรกมักจะไม่พบอาการ ต่อมาจะพบก้อนหรือปวดท้อง จุกแน่น ท้องอืด เบื่ออาหาร น้ำหนักตัวลด อ่อนเพลีย เริ่มมีอาการเหลือง คลำตับได้เป็นก้อนแข็ง มีเลือดออก ซีด มีน้ำในช่องท้อง อาจมีอาการตับแข็งและตับวายร่วมด้วย การตรวจทางห้องปฏิบัติการจะใช้วิธีเจาะเลือด พบค่า Bilirubin และ Alkaline phosphatase เพิ่มขึ้น การวินิจฉัยโรคจะตัดหรือดูดชิ้นเนื้อตับตรวจทางพยาธิ เอกซเรย์หรืออัลตราซาวนด์พบก้อนเนื้อ เอาเข็มดูด ส่งชิ้นเนื้อตับเพื่อตรวจยืนยันว่าเป็นเซลล์มะเร็งตับ หรือหากพบผู้ป่วยมีไวรัสตับอักเสบบี ตรวจเลือดพบ Alpha-fetoprotein สูงขึ้นมากเกิน 500 ไมโครกรัม/ลิตร และตรวจอัลตราซาวนด์หรือตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ เห็นก้อนที่ตับเข้าได้กับมะเร็งตับ หากพบ 3 อย่างนี้สามารถวินิจฉัยได้ร้อยละ 90 ว่าเป็นมะเร็งตับ

การวินิจฉัยโรคมะเร็งตับ สามารถตรวจอย่างไรให้แน่ใจว่าไม่ได้เป็นมะเร็งตับ?

การตรวจคัดกรอง (Screening) มักใช้วิธีการตรวจภาพถ่ายและการตรวจเลือด นอกจากนี้ผู้ป่วยอาจได้รับการตรวจรูปแบบอื่น ๆ ขึ้นอยู่กับผลตรวจที่ได้รับ

เนื่องจากในระยะเริ่มแรก ผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งตับมักไม่มีหรือแสดงอาการของโรค จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้บุคคลที่มีปัจจัยเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคมะเร็งตับควรได้รับการตรวจคัดกรองเป็นประจำ

โรคมะเร็งตับกำลังเพิ่มมากขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกา และ 2 ปัจจัยหลักที่ทำให้โรคมะเร็งตับเพิ่มขึ้น คือ การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี ซึ่งการติดเชื้อไวรัสทั้งสองชนิดนี้ทำให้ผู้ป่วยเป็นโรคตับเรื้อรังหรือเป็นโรคตับแข็ง ทั้งนี้ 3% ของผู้ป่วยที่เป็นโรคตับเรื้อรังทั้งหมดจะเป็นโรคมะเร็งตับ

การคัดกรองผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง

การวินิจฉัยและการรักษาโรคตั้งแต่ระยะเริ่มแรกสามารถทำให้เห็นถึงความแตกต่างได้ องค์กรไวรัสตับอักเสบบีจึงสนับสนุนให้บุคคลที่มีความเสี่ยงสูงต่อโรคมะเร็งตับเข้าตรวจคัดกรองโรคทุก ๆ 6 เดือน บุคคลเหล่านั้น ได้แก่

  • ผู้ชายที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไปที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและมีภาวะตับแข็ง
  • ผู้หญิงที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปี ขึ้นไปที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและมีภาวะตับแข็ง
  • ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและมีประวัติครอบครัวเป็นโรคมะเร็งตับ
  • ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี

ผู้ที่เป็นตับแข็ง ไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุใดก็ตาม ควรได้รับการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งตับเป็นประจำเช่นกัน

การตรวจแบบอัลตราซาวนด์ (Ultrasound) และการตรวจเลือด

วิธีการหลักในการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งตับ คือ การตรวจแบบอัลตราซาวนด์ทางช่องท้อง ซึ่งวิธีนี้เป็นการใช้คลื่นเสียงความถี่สูง โดยเจ้าหน้าที่จะการขยับเครื่องมือไปมาบนหน้าท้องในตำแหน่งของตับ ขณะที่ตรวจคลื่นเสียงจะทะลุผ่านผนังหน้าท้องและสะท้อนกลับมา จึงทำให้เห็นเป็นภาพบนหน้าจอรับภาพ การตรวจคลื่นเสียงความถี่สูงนี้สามารถเห็นก้อนเนื้องอกได้

การตรวจแบบอัลตราซาวนด์จำเป็นต้องทำควบคู่ไปกับการตรวจเลือดเพื่อหาแอลฟ่าฟีโตโปรตีนหรือเอเอฟพี (Alpha-fetoprotein หรือ AFP) AFP เป็นโปรตีนที่พบได้ในเลือดของทารกในครรภ์และจะหมดไปเมื่อทารกคลอดออกมา หากตรวจพบโปรตีนชนิดนี้ในผู้ใหญ่จะเป็นสัญญาณเตือนเรื่องของโรคมะเร็ง รวมถึงโรคมะเร็งตับด้วย โดยผู้เชี่ยวชาญบางท่านกล่าวไว้ว่า การตรวจ AFP ไม่ได้แม่นยำเสมอไป แต่ผู้เชี่ยวชาญทุกท่านเห็นตรงกันว่า การตรวจ AFP นั้นมีประโยชน์ เนื่องจากการตรวจพบ AFP ในเลือดและการตรวจพบก้อนเนื้อที่ตับจากการตรวจแบบอัลตราซาวนด์ถือเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่ควรได้รับการตรวจค้นเพิ่มเติมต่อไป อย่างไรก็ตาม หากตรวจพบค่า AFP สูงผิดปกติ ถึงแม้ผลการตรวจแบบอัลตราซาวด์จะปกติ ก็ควรได้รับการตรวจค้นเพิ่มเติมเช่นเดียวกัน

การตรวจภาพถ่ายเพิ่มเติม

หากตรวจพบอาการแสดงของโรคมะเร็งตับจากการตรวจคัดกรอง แพทย์แนะนำให้ตรวจค้นเพิ่มเติมเพื่อการวินิจฉัยต่อไป ซึ่งวิธีการตรวจเหล่านี้ ประกอบไปด้วย

  • เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (Computed Tomography) : การตรวจด้วยวิธีนี้จะให้รายละเอียดของอวัยวะภายในได้มากขึ้น เครื่องเอกซเรย์จะเคลื่อนที่ไปรอบตัวคุณ และใช้คอมพิวเตอร์ในการตัดภาพอวัยวะต่าง ๆ รวมถึงตับ ก่อนจะถ่ายเอกซเรย์คุณจะได้รับการฉีดสีเพื่อช่วยให้มองเห็นตับได้ชัดเจนขึ้น
  • เอกซเรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Magnetic Resonance Imaging) : การตรวจด้วยวิธีนี้จะให้รายละเอียดของอวัยวะภายในได้มากขึ้นเช่นกัน เอ็มอาร์ไออาศัยการทำงานของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและคลื่นเสียงแทนการถ่ายภาพรังสี ก่อนจะทำเอ็มอาร์ไอจะได้รับการฉีดสีเช่นเดียวกัน การตรวจวิธีนี้ คุณจะต้องนอนในอุโมงค์ขนาดใหญ่เป็นเวลาเกือบหนึ่งชั่วโมง ดังนั้นอาจจะมีความรู้สึกอึดอัดได้บ้าง เครื่องรุ่นใหม่พยายามออกแบบให้มีพื้นที่กว้างมากขึ้นเพื่อลดความอึดอัด
  • การฉีดสีหลอดเลือดแดง (Angiography) : วิธีนี้จะทำให้แพทย์สามารถเห็นภาพเอกซเรย์หลอดเลือดภายในและรอบ ๆ ตับ โดยแพทย์จะใส่ท่อเล็ก ๆ เข้าไปในหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงตับเพื่อฉีดสารทึบแสงเอกซเรย์เข้าไป และถ่ายภาพเอกซเรย์  

แพทย์รังสีที่มีประสบการณ์จะสังเกตเห็นเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงก้อนเนื้องอกและอาจบอกได้ว่าเนื้องอกที่เห็นนั้นสามารถผ่าตัดรักษาได้หรือไม่ การฉีดสีหลอดเลือดแดงในบางครั้งจะทำร่วมกับเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หรือเอกซเรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเพื่อให้ได้รายละเอียดมากขึ้น

การตัดชิ้นเนื้อตับ (Liver Biopsy)

บางครั้งการมองเห็นก้อนเนื้องอกจากภาพถ่ายรังสีร่วมกับ AFP สูง สามารถวินิจฉัยได้แล้วว่าเป็นมะเร็งตับ แต่อย่างไรก็ตามแพทย์มักจะตัดชิ้นเนื้อตับไปตรวจเพื่อยืนยันการวินิจฉัย การตัดชิ้นเนื้อตับอาจจะตัดทั้งก้อนเนื้องอกหรือตัดเพียงบางส่วนแล้วส่งต่อไปให้พยาธิแพทย์ตรวจดูภายใต้กล้องจุลทรรศน์ว่ามีเซลล์มะเร็งหรือไม่ แพทย์อาจจะเลือกวิธีการตัดชิ้นเนื้อที่แตกต่างกันในผู้ป่วยแต่ละคนตามความเหมาะสม ซึ่งการตัดชิ้นเนื้อมีหลายวิธี ดังนี้

  • การใช้เข็มดูดชิ้นเนื้อ (Needle Biopsy) : แพทย์จะใช้เข็มกลวงเจาะผ่านชั้นผิวหนังลงไปในช่องท้องจนถึงตับ แล้วดูดเซลล์ขึ้นมา จากนั้นนำเซลล์ที่ได้ส่งให้พยาธิแพทย์ตรวจวิเคราะห์ชนิดของเซลล์
  • การส่องกล้องทางหน้าท้องเพื่อตัดชิ้นเนื้อ (Laparoscopic Biopsy) : แพทย์จะใส่ท่อขนาดเล็กที่มีกล้องติดไว้เข้าไปในช่องท้อง โดยมีแผลขนาดเล็กที่ผิวหนัง กล้องจะส่งภาพออกมาที่หน้าจอแสดงภาพ แพทย์จะมองเห็นตับและก้อนเนื้องอกที่ผิดปกติได้ จึงสามารถตัดเอาบริเวณที่ผิดปกติบางส่วนออกมาตรวจได้
  • การผ่าตัดชิ้นเนื้อ (Surgical Biopsy) : แพทย์ส่วนใหญ่เลือกที่จะใช้วิธีนี้ก่อนที่จะผ่าตัดใหญ่เพื่อนำก้อนเนื้องอกออก แต่ในบางกรณีแพทย์อาจจะตัดชิ้นเนื้อไปตรวจพร้อมกับการผ่าตัดใหญ่เพื่อตัดก้อนเนื้อและเนื้อตับบางส่วนออกไปในคราวเดียวกัน

การตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม

แพทย์อาจตรวจเลือดและปัสสาวะเพื่อตรวจการทำงานของตับและไต ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดแดงและการแข็งตัวของเลือด เพื่อที่จะประเมินการทำงานของตับและอวัยวะอื่นว่าทำงานได้ปกติหรือไม่ แข็งแรงเพียงพอที่จะผ่าตัดหรือให้เคมีบำบัดและฉายแสงหรือไม่

การรักษาโรคมะเร็งตับ

วิธีการรักษาโรคมะเร็งที่มีต้นกำเนิดจากตับหรือที่เรียกว่า มะเร็งตับปฐมภูมิ มีหลายวิธีด้วยกัน

มะเร็งตับปฐมภูมิ จะพบได้มากกว่าในประเทศทางแถบเอเชีย แต่ยังสามารถพบได้ในแถบประเทศตะวันตกเช่นเดียวกัน โดยในประเทศสหรัฐอเมริกา มะเร็งที่พบในตับส่วนใหญ่เป็นมะเร็งตับทุติยภูมิ ซึ่งแพร่กระจายมาจากอวัยวะอื่น ๆ เช่น เต้านมหรือปอด และการรักษาโรคมะเร็งทั้ง 2 รูปแบบนี้มีความแตกต่างกัน

การรักษามะเร็งตับปฐมภูมิและมะเร็งตับทุติยภูมิ

วิธีการรักษามะเร็งที่แพร่กระจายมาที่ตับนั้น คือการรักษาตามต้นกำเนิดของมะเร็งนั้น ๆ โดยการใช้เคมีบำบัดชนิดเดียวกัน เพื่อที่ก้อนมะเร็งจะได้มีขนาดเล็กลง สำหรับโรคมะเร็งตับชนิดปฐมภูมินั้น ผู้เชี่ยวชาญสามารถใช้การรักษาได้หลายวิธี เช่น การผ่าตัดเนื้อมะเร็งออกจากตับ การให้เคมีบำบัด การฉายรังสี การจี้ทำลายเนื้องอก การอุดหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงที่ก้อนมะเร็ง หรือการปลูกถ่ายตับ

การรักษามะเร็งตับ

  • การผ่าตัด สำหรับมะเร็งตับปฐมภูมิ (Hepatocellular carcinoma) นั้น ถือเป็นวิธีเดียวที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ โดยวิธีมาตรฐานก็คือการผ่าตับเฉพาะบริเวณที่เป็นมะเร็งออกและเหลือตับที่ไม่ได้เป็นมะเร็งไว้มากพอสำหรับการใช้ชีวิตของผู้ป่วย แต่การรักษาวิธีนี้จะทำได้ก็ต่อเมื่อตรวจพบมะเร็งได้ตั้งแต่ระยะแรก และผู้ป่วยจะต้องแข็งแรงพอสำหรับการผ่าตัดและการฟื้นฟูร่างกายหลังจากนั้น
  • การจี้ทำลายเนื้องอก เป็นการทำลายก้อนมะเร็งโดยไม่ต้องผ่าตัด แม้ว่าวิธีนี้จะไม่สามารถรักษาให้หายขาด แต่ก็สามารถช่วยให้ผู้ป่วยมีชีวิตอยู่ได้นานขึ้น การรักษาวิธีนี้จะทำเมื่อไม่สามารถผ่าตัดได้ และเป็นการรักษาเฉพาะที่โดยใช้การใส่ท่อเข้าไปที่ตับเพื่อให้ยาหรือรังสีสามารถเข้าไปยังบริเวณที่เป็นมะเร็งได้โดยตรง
  • เคมีบำบัด เป็นวิธีที่ไม่ค่อยใช้ในการรักษามะเร็งตับปฐมภูมิเนื่องจากยังไม่ได้รับการพิสูจน์ว่าการรับประทานยาหรือการฉีดยาเคมีบำบัดเข้าหลอดเลือดดำจะมีประสิทธิภาพเพียงพอในการรักษาหรือไม่ แต่มีวิธีหนึ่งในกลุ่มนี้ คือ การฉีดยาเคมีบำบัดเข้าไปอุดหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงตับ (chemoembolization) ซึ่งจะทำให้หลอดเลือดแดงนั้นอุดตันไป
  • การฉายรังสี การฉายรังสีจากภายนอกร่างกายมักไม่ค่อยได้ผลกับมะเร็งตับ แต่การฉายรังสีชนิด radioembolization ซึ่งจะฉายไปที่ก้อนมะเร็งโดยตรง จะทำให้ผู้ป่วยมีชีวิตได้นานขึ้นหากตอบสนองต่อการรักษา
  • การปลูกถ่ายตับ การปลูกถ่ายตับจะเลือกใช้ในผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งตับปฐมภูมิและมะเร็งยังมีขนาดเล็กและอยู่เฉพาะที่ตับ ไม่มีการแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น ผู้ป่วยที่สามารถเลือกใช้วิธีนี้มีจำนวนน้อยมาก แต่ในปัจจุบันสามารถทำได้ในผู้ที่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยการทำ chemoembolization หรือ radioembolization มาก่อน ทำให้ก้อนมะเร็งมีขนาดเล็กลงจนสามารถใช้การปลูกถ่ายตับได้ อย่างไรก็ตาม นายแพทย์ Sorscher กล่าวว่ามีผู้ป่วยที่รอการปลูกถ่ายตับอยู่เป็นจำนวนมาก
  • Sorafenib (โซราฟีนิป) เป็นยากลุ่มใหม่ที่ใช้รักษามะเร็งตับที่เคยได้รับการยอมรับให้ใช้รักษาโรคไตมาก่อน ยานี้ผลิตโดยใช้ชื่อทางการค้าว่า Nexavar (เน็กซาว่า) ซอร์เชอร์อธิบายว่ายานี้เป็นยาที่ใช้ในการรักษามะเร็งตับระยะลุกลาม โดยข้อมูลจากการศึกษาเมื่อประมาณ 3 ปีก่อนพบว่าผู้ที่ใช้ยานี้มีชีวิตอยู่ได้นานกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับยาประมาณ 3 เดือน

ปัจจุบันยังคงมีการวิจัยเกี่ยวกับการรักษามะเร็งตับอย่างต่อเนื่องและคาดหวังว่าจะสามารถนำมาพัฒนาเพื่อให้ได้การรักษาที่มีประสิทธิภาพในระยะยาวมากขึ้นในอนาคต


การพยาบาล 

ลดความไม่สุขสบาย ส่งเสริมการดูแลตนเอง ลดความวิตกกังวล ความกลัว และความเศร้าเสียใจ ดูแลให้ได้รับสารอาหารและน้ำเพียงพอ ป้องกันภาวะเสียสมดุลน้ำและอิเล็กโทรไลต์ ป้องกันการติดเชื้อและเลือดออก ให้ไอ หายใจลึก ๆ และเปลี่ยนท่าบ่อย ๆ เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่ปอดและการไหลเวียนเลือด หากมีการผ่าตัดต้องดูแลท่อที่ต่อจากทรวงอกด้วย

คำถาม-คำตอบเกี่ยวกับมะเร็งตับ

ถาม : โรคมะเร็งตับมีกี่ชนิด ?

ตอบ : โรคมะเร็งตับในที่นี้ หมายถึง โรคมะเร็งที่เกิดจากตับเอง ไม่ใช่โรคมะเร็งจากอวัยวะอื่นที่แพร่กระจายมายังตับ โรคมะเร็งตับมีหลายชนิด แต่ที่พบบ่อยคือชนิดเฮปาโตมาและชนิดโคแลงจิโอคาร์ซิโนมา

โรคมะเร็งตับชนิดเฮปาโตมา เรียกอีกชื่อว่า เฮปาโตเซลลูลาร์คาร์ซิโนมา หรือเรียกย่อว่า เอชซีซี (hepatoma/hepatocellular carcinoma : HCC) เป็นมะเร็งที่เกิดจากเซลล์ของตัวตับเอง

โรคมะเร็งตับชนิดโคแลงจิโอคาร์ซิโนมา หรือเรียกย่อว่า ซีซีเอ (cholangio carcinoma : CCA) เป็นมะเร็งที่เกิดจากท่อน้ำดีในตับ ซึ่งมีปัจจัย เสี่ยงในการเกิดโรคต่างจากมะเร็งตับชนิดที่เกิดจากตัวเซลล์ของตับเอง

โรคมะเร็งตับทั้งสองชนิดเกิดได้ทั้งในตับกลีบขวาและตับกลีบซ้าย แต่พบเกิดในตับกลีบขวาบ่อยกว่า นอกจากนี้ โรคมะเร็งตับยังสามารถเกิดขึ้นได้หลาย ๆ ก้อนในเวลาเดียวกัน รวมทั้งในตับทั้งสองกลีบหรือแพร่กระจายทางกระแสเลือดสู่เนื้อตับด้วยกันเอง

ถาม : โรคมะเร็งตับเกิดจากอะไร ?

ตอบ : ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของการเกิดโรคมะเร็งตับ แต่เชื่อว่าน่าจะมาจากหลายปัจจัยเสี่ยงร่วมกัน โรคมะเร็งตับชนิดเกิดจากเซลล์ของตับเอง (เอชซีซี) ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ ได้แก่

  • การติดเชื้อของตับจากไวรัสตับอักเสบชนิดบีและชนิดซี
  • การอักเสบเรื้อรังของตับจากสาเหตุอื่น เช่น การบริโภคอาหาร/ยา/ น้ำดื่มปนเปื้อนสารเคมีต่าง ๆ
  • การดื่มเหล้า
  • โรคตับแข็ง
  • การได้รับสารอะฟลาทอกซิน (aflatoxin) จากเชื้อราในถั่วหรือ ธัญพืชต่าง ๆ ที่เก็บรักษาไม่ดี ชื้น/ไม่แห้ง
  • ความผิดปกติทางพันธุกรรมบางชนิด ทั้งชนิดถ่ายทอดได้และชนิดไม่ถ่ายทอด ซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการแบ่งตัว และ/หรือการตายของเซลล์ปกติ
  • ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งตับชนิดเซลล์จากท่อน้ำดีในตับ (ซีซีเอ) ได้แก่
  • การติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับ ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังของท่อน้ำดีในตับ
  • การบริโภคอาหารหมักดองด้วยสารก่อมะเร็ง เช่น ปลาร้า
  • การอักเสบเรื้อรังของท่อน้ำดีจากการเป็นนิ่วในท่อน้ำดี
  • การสูบบุหรี่

ถาม : โรคมะเร็งตับพบได้บ่อยหรือไม่ ?

ตอบ : โรคมะเร็งตับทั้งสองชนิดเป็นโรคมะเร็งที่พบได้บ่อยมากในบ้านเรา โดยเป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ 1 ในผู้ชายไทย และเป็นลำดับที่ 3 ในผู้หญิงไทย และผู้ชายมีโอกาสเกิดได้สูงกว่าผู้หญิงเล็กน้อย โดยทั่วไปโรคมะเร็งตับทั้งสองชนิดเป็นโรคมะเร็งในผู้ใหญ่ มะเร็งตับชนิดที่เกิดจากเซลล์ตับ (เอชซีซี) พบได้ในทุกช่วงอายุ ทั้งในเด็ก (พบน้อยกว่าช่วงอายุอื่นมาก) หนุ่ม สาว และผู้สูงอายุ ส่วนมะเร็งตับชนิดที่เกิดจากท่อน้ำดี (ซีซีเอ) มักพบในคน อายุ 40 ปีขึ้นไป

ถาม : โรคมะเร็งตับมีอาการอย่างไร ?

ตอบ : โรคมะเร็งตับทั้งสองชนิดมีอาการคล้ายคลึงกัน อาการที่พบบ่อย ได้แก่

  • เบื่ออาหาร คลื่นไส้
  • เจ็บบริเวณตับ (ใต้ชายโครงขวา)
  • แน่น/อึดอัดท้อง หายใจลำบาก เหนื่อย เนื่องจากตับโตจนคลำได้
  • ตัวและตาเหลือง เป็นอาการพบบ่อยในโรคมะเร็งตับชนิดที่เกิดจากท่อน้ำดี ถ้าตัว/ตาเหลืองมาก (เป็นผลจากสารสีเหลืองในน้ำดีย้อนกลับเข้ามาในกระแสเลือด เนื่องจากท่อน้ำดีอุดตันจากก้อนมะเร็ง) ผู้ป่วยจะมีอาการคันทั่วตัวและมีปัสสาวะสีเหลืองเข้ม นอกจากนี้ การอุดตันของท่อน้ำดี ทำให้ไม่มีน้ำที่ไหลเข้าลำไส้ อุจจาระจึงมีสีซีดผิดปกติ (โดยปกติสีของอุจจาระจะเกิดจากสีของน้ำดี)
  • เมื่อโรคลุกลามมาก จะเกิดน้ำมะเร็งในช่องท้อง ทำให้ท้องบวม

ถาม : รู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคมะเร็งตับ ?

ตอบ : แพทย์วินิจฉัยโรคมะเร็งตับทั้งสองชนิดได้ด้วยวิธีการเดียวกัน คือการสอบถามประวัติอาการ ลักษณะการบริโภค การตรวจร่างกายการตรวจเลือดหาสารทูเมอร์มาร์กเกอร์ (tumor marker) การตรวจภาพตับด้วยอัลตราซาวนด์ และ/หรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ แต่ที่ให้ผลแน่ชัดคือการตัดชิ้นเนื้อจากก้อนเนื้อไปตรวจทางพยาธิวิทยา

ถาม : โรคมะเร็งตับมีกี่ระยะ ?

ตอบ : โรคมะเร็งตับมีการแบ่งระยะได้หลายวิธี แต่ในที่นี้เลือกใช้วิธีการของคณะกรรมการโรคมะเร็งแห่งสหรัฐอเมริกา (AJCc : American Joint Committee on Cancer) ซึ่งแบ่งโรคมะเร็งตับทั้งสองชนิดเป็น 4 ระยะ เช่นเดียวกับในโรคมะเร็งชนิดอื่น ๆ (บางระยะมีการแบ่งเป็นระยะย่อย ซึ่งแพทย์โรคมะเร็งใช้เป็นข้อบ่งชี้ทางการรักษา) ได้แก่

ระยะที่ 1 ก้อนมะเร็งมีก้อนเดียว ขนาดไม่เกิน 5 เซนติเมตร และยังไม่ลุกลามเข้าเส้นเลือด

ระยะที่ 2 ก้อนมะเร็งลุกลามเข้าเส้นเลือด หรือมีก้อนมะเร็งหลายก้อน แต่ละก้อนขนาดไม่เกิน 5 เซนติเมตร

ระยะที่ 3 ก้อนมะเร็งลุกลามเข้าเส้นเลือดใหญ่ และ/หรือเนื้อเยื่อ, อวัยวะข้างเคียง (เฉพาะในมะเร็งตับชนิดซีซีเอจัดเป็นโรคระยะที่ 4) และ/หรือมีขนาดใหญ่เกิน 5 เซนติเมตร

ระยะที่ โรคมะเร็งแพร่กระจายในช่องท้อง และ/หรือเข้าสู่ต่อมน้ำเหลือง และ/หรือเข้ากระแสเลือดไปสู่อวัยวะอื่นที่อยู่ไกลออกไป อวัยวะที่พบบ่อย คือ ปอด ตับ และกระดูก

ถาม : โรคมะเร็งตับมีวิธีรักษาอย่างไร ?

ตอบ : การรักษาหลักของโรคมะเร็งตับทั้งสองชนิดคือการผ่าตัดและรังสีร่วมรักษา ยังไม่มีการใช้รังสีรักษาและเคมีบำบัด เพราะโรคมะเร็งตับทั้งสองชนิดเป็นโรคที่ดื้อต่อทั้งรังสีรักษาและเคมีบำบัดที่ใช้เป็นประจำ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กำลังมีการศึกษาเกี่ยวกับการใช้ปริมาณรังสีสูงด้วยเทคนิคพิเศษ การใช้ยาเคมีบำบัดตัวใหม่ การใช้ยาชีวสารรักษา และการใช้ยารักษาตรงเป้า

ปัจจุบันมีการศึกษาในเรื่องการปลูกถ่ายตับ แต่ยังเป็นวิธีการที่ไม่สามารถนำมาใช้กับผู้ป่วยได้ทุกคน เพราะมีข้อจำกัดทางการรักษามาก หาตับปกติที่จะนำมาปลูกถ่ายได้ยาก ผลการรักษายังไม่ดีพอ และยังมีค่าใช้จ่ายในการรักษาสูงมาก

ถาม : โรคมะเร็งตับรักษาให้หายได้หรือไม่ ?

ตอบ : โรคมะเร็งตับทุกชนิดมีความรุนแรงของโรคสูงมาก โอกาสรักษาหายมีน้อยกว่าโรคมะเร็งชนิดอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม ยังมีโอกาสรักษาโดยขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพการทำงานของตัวตับเอง อายุ และสุขภาพของผู้ป่วย

ถาม : มีวิธีตรวจคัดกรองโรคมะเร็งตับหรือไม่ ?

ตอบ : ปัจจุบันยังไม่มีวิธีที่มีประสิทธิภาพในการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งตับทั้งสองชนิด แต่ในโรคมะเร็งตับชนิดที่เกิดจากเซลล์มะเร็งตับ (เอชซีซี) ในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง (กลุ่มที่เป็นไวรัสตับอักเสบบีและชนิดซี ชนิดเรื้อรัง รุนแรง) แพทย์จะใช้การตรวจภาพตับด้วยอัลตราซาวนด์ และการเจาะเลือด ตรวจหาค่าสารทูเมอร์มาร์กเกอร์เป็นระยะ ๆ

ถาม : มีวิธีป้องกันโรคมะเร็งตับหรือไม่ ?

ตอบ : วิธีป้องกันโรคมะเร็งตับทั้งสองชนิดที่ดีที่สุดในขณะนี้คือ การหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของโรคมะเร็งตับชนิดที่เกิดจากเซลล์ตับ คือ การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ เช่น จากการบริโภค การได้รับเลือด การสัมผัสสารคัดหลั่งหรือเลือดของผู้ที่ติดเชื้อ และการดื่มเหล้า นอกจากนี้กำลังมีการศึกษาในเรื่องการใช้ยาชีวสารรักษาเพื่อการป้องกัน ซึ่งวิธีการป้องกันที่สำคัญขณะนี้คือการฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี

ส่วนในโรคมะเร็งตับชนิดที่เกิดจากท่อน้ำดี การป้องกันที่ดีที่สุดในขณะนี้คือการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ซึ่งได้แก่ การบริโภคปลาน้ำจืดโดยไม่ปรุงสุก (ปลาที่มีพยาธิใบไม้ มักเป็นปลาน้ำจืด) และอาหารหมักดองด้วยสารก่อมะเร็ง (สารไนโตรซามีน) เช่น ปลาร้า

คุณสามารถอ่านข้อมูลดี ๆ มีประโยชน์แบบนี้ได้เพิ่มเติมที่หนังสือ "ถาม-ตอบมะเร็งร้าย สารพัดชนิด" โดยศาสตราจารย์เกียรติคุณ แพทย์หญิงพวงทอง ไกรพิบูลย์ สำนักพิมพ์ซีเอ็ด เพื่อสนับสนุนผู้แต่ง 


ดูคำถามและคำตอบอื่นๆที่เกี่ยวกับอาการนี้

ไวรัสตับ บี มีโอกาศหายมั้ยค่ะ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
ผู้ป่วยมะเร็งตับระยะสุดท้ายควรมีการปฎิบัติตัวอย่างไรคะ?
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
ผลตรวจ มะเร็งเม็ดเลือด มะเร็งลำใส้ มะเร็งตับ ผลมีความเสี่ยงมั้ยครับ ค่า Monocyte ที่ขีด - ถือว่าปกติมั้ยครับ (มีรอยช้ำที่ขาแถวน่าแข็ง 1 ที่ ไม่แน่ใจว่าเกิดจากการออกกำลังกายหรือเปล่า หรือชนอะไรมา และก็มีเลือดออกไรฟัน แต่ไม่บ่อยครับ (ส่วนตัวเลือดที่ออกตรง...
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

หากคุณยังมีคำถามเพิ่มเติม กรุณาเขียนถามคุณหมอที่นี่

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่