Doctor men
เขียนโดย
"คุณหมอลูกเป็ด"
Doctor men
รีวิวโดย
ทีมแพทย์ HONESTDOCS
การเลี้ยงลูก

อาการแพ้เหงื่อในเด็ก อันตรายไหมนะ?

ทำความรู้จักกับอาการ แพ้เหงื่อ ซึ่งที่ทำให้เกิดผดผื่นขึ้นบนผิวหนังได้ โดยเฉพาะในช่วงอากาศร้อน
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 20 ม.ค. 2020 รีวิวเมื่อวันที่ 29 พ.ค. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 4 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,108,563 คน

อาการแพ้เหงื่อในเด็ก อันตรายไหมนะ?
  • ผื่นแพ้เหงื่อ หรือผื่นผดร้อน คือภาวะเดียวกัน มักเกิดในเด็กเล็กโดยเฉพาะวัยทารก โดยเกิดจากการที่ระบบระบายเหงื่อยังเจริญเติบโตไม่ดี ทำให้มีเหงื่อรั่วย้อนกลับไปอุดตันท่อระบายเหงื่อ หรือต่อมเหงื่อ
  • ลักษณะของผื่นเป็นได้ตั้งแต่คล้ายหยดน้ำขนาดเล็กจนถึงตุ่มแดงมีการอักเสบ หรือตุ่มหนอง
  • การรักษา และการป้องกันสามารถทำได้โดยการอยู่ในที่ที่อากาศเย็น ปลอดโปร่ง ถ่ายเทได้ดี หลีกเลี่ยงอากาศร้อนชื้น ใส่เสื้อผ้าที่โปร่งสบาย ถ้าหากมีไข้ให้เช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำอุณหภูมิห้อง
  • เมื่ออายุของเด็กเพิ่มขึ้น อาการผดร้อนจะค่อยๆ เป็นน้อยลง และหายไปในที่สุด (ดูแพ็กเกจตรวจภูมิแพ้ได้ที่นี่)

"โรคภูมิแพ้ในเด็ก" มีหลายชนิด หนึ่งในชนิดที่พบมากที่สุดรองมาจากโรคแพ้อาหาร คือโรคผิวหนังอักเสบจากภูมิแพ้ ซึ่งแบ่งย่อยอีกหลายชนิด โดยในเด็กเล็กมักจะมีผดผื่นขึ้นตามตัวอยู่บ่อยครั้ง เป็นผื่นที่พบได้บ่อยชนิดหนึ่งมีชื่อเรียกว่า “ผื่นแพ้เหงื่อ” หรือ “ผดร้อน”

จริงๆ แล้วผื่นแพ้เหงื่อคืออะไร เป็นอันตรายต่อเด็กหรือไม่ หาคำตอบได้จากบทความนี้

ทำความรู้จักผื่นแพ้เหงื่อ หรือผดร้อน

ผื่นแพ้เหงื่อ หรือผดร้อน มีชื่อภาษาอังกฤษหลายชื่อ เช่น Heat Rash, Prickly Heat และ Sweat Heat โดยมีชื่อทางการแพทย์เรียกว่า “Miliaria” มักพบบ่อยในเด็กทารก และเด็กเล็ก

ผื่นแพ้เหงื่อนั้นเกิดจากการที่ระบบการระบายเหงื่อยังเจริญเติบโตได้ไม่ดี ทำให้ไม่สามารถกำจัดขี้ไคล หรือเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนังได้เหมาะสม

กระบวนการเกิดผื่นแพ้เหงื่อ หรือผดร้อน

  • เกิดขึ้นเมื่อเด็กอยู่ในภาวะที่มีการผลิตเหงื่อที่มากเกินไป เช่น อากาศร้อน ความชื้นสูง ห่อตัวหนาเกินไป ใส่เสื้อผ้าที่หนาเกินไปไม่ระบายอากาศ หรือมีไข้
  • เหงื่อที่ผลิตออกมามากเกินไปจะรั่วย้อนกลับเข้าสู่ชั้นผิวหนังกำพร้า (Epidermis) หรือผิวหนังแท้ (Dermis) ทำให้เซลล์บริเวณท่อระบายเหงื่อ (Eccrine Sweat Duct) หรือต่อมเหงื่อ (Eccrine Sweat Gland) บวมขึ้น จนบางครั้งแตกออก และเกิดการอุดตันในที่สุด
  • บริเวณที่เส้นทางของระบบขนส่งเหงื่ออุดตันจะแสดงอาการออกมาเป็นผื่นให้เห็น

ชนิดของผื่นแผ่เหงื่อ หรือผดร้อน

ทางการแพทย์แบ่งผื่นแพ้เหงื่อ หรือผดร้อนออกเป็น 3 ชนิด ได้แก่

1. ผดร้อนแบบตุ่มน้ำใส (Miliaria Crystalina)

  • มักพบในเด็กทารกอายุน้อยกว่า 2 สัปดาห์
  • มีลักษณะเป็นผดเม็ดเล็กๆ ขนาดประมาณเล็กกว่า 2 มิลลิเมตร หากสังเกตใกล้ๆ จะเห็นว่า ประกอบด้วยตุ่มน้ำใสของหยดเหงื่ออยู่ด้านบนของผื่น (คล้ายกับการพ่นฝอยละอองน้ำลงบนผิว)
  • ผื่นชนิดนี้เกิดจากการอุดตันของท่อเหงื่อระดับตื้นที่สุด ทำให้ตุ่มน้ำแตกได้ง่ายเมื่อสัมผัส
  • ผื่นชนิดนี้มักอยู่บริเวณที่มีต่อมเหงื่อเยอะ ได้แก่ ศีรษะ ไรผม ซอกคอ หลังส่วนบนและส่วนล่าง รักแร้ ขาหนีบ ข้อพับแขนและขา

2. ผดร้อนแบบตุ่มแดง (Miliaria Rubra)

  • มักพบในเด็กทารกอายุ 1 ถึง 3 สัปดาห์แรก และ 30% ของผู้ใหญ่ที่อาศัยในสภาพภูมิอากาศร้อนชื้น
  • เป็นผดร้อนที่พบบ่อยที่สุด มีลักษณะเป็นผดเม็ดเล็กๆ แต่จะเห็นเป็นสีแดง อาจเห็นเป็นตุ่มน้ำขนาดเล็กบนผิวหนังสีแดงใต้ตุ่มน้ำ หรืออาจเห็นเป็นตุ่มหนองได้ และบางครั้งอาจมีอาการคันร่วมด้วย
  • เกิดจากการอุดตันของท่อเหงื่อในระดับลึกลงไป
  • ผื่นชนิดนี้มักขึ้นในบริเวณเดียวกันกับผดร้อนแบบตุ่มน้ำใส หรือขึ้นตามบริเวณที่เสียดสีกับเสื้อผ้า

3. ผดร้อนแบบลึก (Miliaria Profunda)

  • มักพบในเด็กที่เป็นผดร้อนแบบตุ่มแดงซ้ำๆ หลายๆ ครั้ง หรือพบในผู้ใหญ่ที่มีต้องย้ายเข้าสู่สภาพอากาศร้อนชื้นทันที เช่น ทหาร เป็นต้น
  • เป็นผื่นผดร้อนที่พบน้อยที่สุด มีลักษณะเป็นตุ่มแดงสด ขนาดใหญ่กว่า 2 ชนิดแรก อาจไม่มีอาการคันเลยจนถึงคันมากได้
  • เกิดจากการอุดตันของท่อเหงื่อในชั้นที่ลึกที่สุด ซึ่งเป็นส่วนเชื่อมต่อกันระหว่างชั้นผิวหนังกำพร้าและชั้นผิวหนังแท้

ผื่นทั้งสามรูปแบบที่กล่าวมาข้างต้นอาจมีมากกว่าหนึ่งรูปแบบในคนคนเดียวกัน ผื่นมักเป็นมากขณะมีเหงื่อออก และทุเลาหรือหายได้เองเมื่อไม่มีเหงื่อ

การวินิจฉัยผื่นแพ้เหงื่อ หรือผดร้อน

โดยทั่วไปแล้ว เพียงดูจากลักษณะของผื่นที่ได้กล่าวไปข้างต้น ร่วมกับประวัติเมื่อมีเหงื่อแล้วผื่นจะเห่อขึ้น และเมื่อเหงื่อหายไปผื่นจะลดลง แพทย์ก็สามารถให้การวินิจฉัยผื่นผดร้อนได้ ไม่มีความจำเป็นต้องส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม มีโรคจำนวนหนึ่งที่อาจแสดงอาการทางผิวหนังออกมาคล้ายผื่นผดร้อนได้ เช่น

  • ภาวะรูขุมขนอักเสบจากการติดเชื้อ (Folliculitis)
  • เชื้อราที่ผิวหนัง (Cutaneous Candidiasis)
  • ผื่นจากเชื้อไวรัส (Viral Exanthem)
  • สิวในเด็กทารก (Neonatal Acne)
  • ผื่นแพ้ยาแบบตุ่มหนอง (Acute Generalized Erythematous Pustulosis)
  • ผื่นอื่นๆ ที่มีลักษณะเป็นตุ่มแดงหรือตุ่มหนอง เช่น ภาวะมีตุ่มหนองที่ศีรษะ (Neonatal Cephalic Pustulosis)

ผื่นเหล่านี้บางครั้งอาจมีความจำเป็นต้องส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม เช่น 

  • ย้อมสีเพื่อหาเชื้อแบคทีเรีย (Gram Stain) 
  • ย้อมสีดูเชื้อรา (Potassium Hydroxide Smear)
  • ย้อมสีเพื่อดูชนิดของเซลล์ในตุ่ม (Wright’s Stain)

การป้องกันผื่นแพ้เหงื่อ หรือผดร้อน

  • เหงื่อ และอากาศร้อน เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อการเกิดผดร้อน โดยทั่วไปแล้วผื่นผดร้อนสามารถหายได้เองเมื่อหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงข้างต้น
  • การอยู่ในที่อากาศโปร่งสบาย สวมใส่เสื้อผ้าโปร่ง ไม่หนาจนเกินไป การใช้สารให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวที่เหมาะสม ไม่มีเนื้อที่เหนียวเหนอะหนะจนเกินไป การอาบน้ำอุณหภูมิห้อง และการเช็ดตัวลดไข้ให้ผิวหนังเย็นขึ้น สามารถทั้งป้องกัน และรักษาให้ผื่นหายเร็วขึ้นได้
  • หากมีอาการรุนแรงอาจใช้ยาทาสเตียรอยด์อ่อนๆ ซึ่งต้องอยู่ในดุลยพินิจ และการดูแลของแพทย์เท่านั้น ไม่ควรซื้อยาทาสเตียรอยด์มาใช้เอง เพราะอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงร้ายแรงแก่เด็กได้ แม้เป็นเพียงยาทาก็ตาม
  • หากผื่นมีการติดเชื้อร่วมด้วย อาจจำเป็นต้องใช้ยาฆ่าเชื้อตามแพทย์สั่งเท่านั้น
  • ทำความสะอาดที่นอนเพื่อป้องกันไรฝุ่น
  • โดยทั่วไปแล้วเมื่อเด็กโตขึ้น ระบบการระบายของเหงื่อจะดีขึ้นตามอายุที่เพิ่มขึ้น ทำให้อาการผื่นผดร้อนค่อยๆ หายไป

ดูแพ็กเกจตรวจภูมิแพ้ เปรียบเทียบราคา โปรโมชั่นล่าสุดจากโรงพยาบาลและคลินิกชั้นนำได้ที่นี่ หรือไม่พลาดทุกการอัปเดตแพ็กเกจเหล่านี้ เมื่อกดเป็นเพื่อนทางไลน์ @HonestDocs และกดดาวน์โหลดแอป iOS และ Android


ที่มาของข้อมูล

Guerra KC, et al. Miliaria. StatPearls. Treasure Isand (FL): StatPearls Publishing LLC.: 2019

Chadha A, et al. Common Neonatal Rashes. Pediatr Ann. 2019;48(1):e16-e22.

Rayala BZ, et al. Common Skin Conditions in Children: Neonatal Skin lesions. FP Essent. 2017;453:11-7.


บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HonestDocs พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
ดูในแอป