ความรู้สุขภาพ

CBC คืออะไร เหตุใดจึงสำคัญ

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 7 นาที
CBC คืออะไร เหตุใดจึงสำคัญ

ความสมบูรณ์ทั้งรูปร่าง ขนาด และจำนวนของเซลล์เม็ดเลือดมักจะเป็นข้อมูลแรกที่ สำคัญมากซึ่งแพทย์ท่านมักอยากทราบด้วยวิธีการสอนเลือดออกมาพิสูจน์ให้แน่ชัด

ในแบบฟอร์มการร้องขอการเจาะเลือด จะเรียกการเจาะเลือดชนิดนี้ว่า “complete blood count” เขียนย่อๆ ว่า “CBC” โดยมักจะพิมพ์ไว้ว่า “CBC” หรือเรียกกันสั้นๆ ว่าการเจาะเลือดหา CBC แต่บางแห่งก็เรียกว่า “Full blood count” (FBC) หรือ “Hemogram” ก็ขอให้เป็นที่เข้าใจว่าเป็นการเจาะเลือดตรวจ “นับจำนวนความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด” ประเภทเดียวกับทุกประการนั่นเอง

ความสำคัญของการเจาะเลือดหา CBC

  • ความผิดปกติหรือความบกพร่องใดใดซึ่งเกี่ยวข้องกับรูปร่างขนาดและจำนวนของเซลล์เม็ดเลือดเพียงชนิดใดชนิดหนึ่งซึ่งติดตัวมาจากกรรมพันธุ์ก็เพียงพอต่อการก่อ อาการของโรคที่ร้ายแรงได้เช่น Thalassemia Sickle cells disease ฯลฯ การตรวจหา CBC ย่อมทำให้ทราบก่อนวิธีอื่น
  • หากเดิมเซลล์ของเม็ดเลือดทุกชนิดก็เป็นปกติดีทุกประการแต่ต่อมากลับค่อยๆ เปลี่ยนไปในทางเลวร้ายลง เช่น คนที่ถูกสารกัมมันตรังสีหรือได้รับสารประกอบของปิโตรเลียมโดยต่อเนื่องจากการหายใจกรณีนี้เซลล์เลือดขาวอาจค่อยๆ เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนจนนำไปสู่โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว (leukemia) ก็ได้

การตรวจหา CBC ย่อมจะแสดงผลให้ทราบถึงความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

  • ในกรณีร่างกายได้รับเชื้อโรคจากภายนอกร่างกายก็จะมีผลทำให้จำนวนและชนิดของเซลล์เม็ดเลือดมีการเปลี่ยนแปลงผิดไปจากเดิม
  • ในกรณีร่างกายได้รับยารักษา เช่น เคโม หรือวิธีเคมีบำบัด (chemotherapy) เพื่อรักษาโรคมะเร็งย่อมมีผลอาจทำให้เซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์ (lymphocytes) ลดจำนวนลงต่ำกว่าระดับปกติก็ได้
  • สรุปว่าเซลล์เม็ดเลือดอาจใช้เป็นตัวบ่งชี้ถึงความมีสุขภาพ ที่เป็นปกติของเจ้าของร่างกายได้ส่วนหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตามแม้สภาวะโดยทั่วไปของเซลล์เม็ดเลือดทุกชนิดจะดีแต่หากมีสารชีวเคมีที่ปะปนมาในน้ำเลือดมันไม่อยู่ในระดับเหมาะสมก็อาจบ่งชี้ว่าเจ้าของร่างกายกำลังเริ่มมีสุขภาพย่ำแย่ก็ได้

องค์ประกอบของเลือด

น้ำเลือดที่เห็นเป็นสีแดงนั้นจะมีอยู่ในร่างกายประมาณร้อยละ 7.7 ของน้ำหนักตัวโดยขนาดส่วนเฉลี่ยของคนไทยที่มีน้ำหนัก 70 กิโลกรัมก็จะมีน้ำเลือดทั้งหมดประมาณ 5 ลิตร

หากหลอดเลือดดำที่แขนจะถูกดูดด้วยเข็มเจาะเอาเลือดออกจากร่างกายมนุษย์มาใส่หลอดแล้วปั่นด้วยเครื่องปั่นใช้แรงเหวี่ยงนี้ศูนย์กลางก็จะทำให้สามารถแยกองค์ประกอบเห็นสัดส่วนชัดเจนปรากฏในหลอดแก้ว (หน้า 51 รูปที่ 2 แสดงองค์ประกอบของเลือด)

ส่วนบน จะเป็นน้ำสีเหลืองใสเรียกว่าน้ำเหลืองหรือพลาสมา (plasma) มีสัดส่วนประมาณ 55% ประกอบด้วย สารโปรตีน ไขมัน น้ำตาล แร่ธาตุฮอร์โมน ฯลฯ

ส่วนล่าง จะเป็นของเหลวคนสีแดงเข้มเป็นส่วนที่เรียกว่าเซลล์เม็ดเลือดแดง (red blood cells, RBC) ศัพท์แพทย์ท่านจะเรียกว่า "อีริทโธรไซต์" (erythrocytes, erythro = แดง, cyte = เซลล์)

ท่านผู้อ่านกรุณาจำศัพท์ "RBC" และ "erythrocytes"ไว้ให้ได้ก็จะดีเนื่องจากในบางรายงานค่าผลเลือดมักใช้คำทั้งสองคำนี้เสมอมาหากพบเจอที่ใดก็ให้เข้าใจว่าหมายถึง เซลล์เม็ดเลือดแดง ก็เป็นอันว่าใช้ได้

ในส่วนล่างนอกจากจะมีเซลล์เม็ดเลือดแดงแล้วยังมีองค์ประกอบสำคัญของเลือดอีกตัวหนึ่งคือเกล็ดเลือด (blood platelets) แต่ถ้าทางการแพทย์ท่านจะนับว่าเป็นเซลล์ของเลือดที่เรียกว่า "เซลล์อุดรอยรั่ว" (thrombocytes, thrombo = อุด, กั้น, cyte = เซลล์) ทั้งนี้หน้าที่โดยสรุปของเกล็ดเลือดก็คือการห้ามเลือด เช่น กรณีร่างกายถูกของมีคมจนเกิดบาดแผลที่ไม่ใหญ่กว้างเกินไปนักเกล็ดเลือดก็จะแสดงบทบาทปิดปากแผลอันเป็นการห้ามเลือด

ส่วนกลาง ซึ่งเป็นชั้นบางๆ ปรากฏเป็นสีเหลืองซีดและมีปริมาณไม่ถึง 1% ของน้ำเลือดทั้งหมดในหลอดทั้งนี้องค์ประกอบส่วนนี้ของเลือดก็คือส่วนที่เป็นเซลล์เม็ดเลือดขาว (white blood cells,WBC) ทางการแพทย์ท่านมักจะเรียกว่า "ลูโคไซต์" (leukocytes, leuko = ขาว, cyte = เซลล์)

คำว่า "WBC" ก็ดีหรือ "leukocytes" ก็ดีสมควรจะได้จำไว้ว่าหมายถึงเซลล์เม็ดเลือดขาวเสมอไป

เซลล์เม็ดเลือดแดง

เม็ดเลือดแดงมีรูปร่างกลมแบนมีลักษณะคล้ายจาน (biconcava disk) ตรงกลางเว้าเข้าหากันไม่มีนิวเคลียส มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 7.8 ไมครอน มีความหนาตรงสวนริมเซลล์ประมาณ 2.6 ไมครอนและมีความหนาตรงกลางเพียง 0.8 ไมครอน

การที่เซลล์เม็ดเลือดแดงมีลักษณะเช่นนี้ก็เพื่อให้พื้นที่ผิวโดยรอบเซลล์มีเนื้อที่มากที่สุดทั้งนี้เพื่อเพิ่มโอกาสให้สามารถจับออกซิเจนจากปอดเอาไปส่งให้ทุกเซลล์ทั่วร่างกายได้มากที่สุดและในทางกลับกันก็สามารถจับคาร์บอนไดออกไซด์ที่เที่ยวกลับมาส่งคืนให้ปอด ทิ้งออกไปนอกร่างกายได้อย่างมากที่สุดและหมดจดด้วยเช่นกัน

ข้อความสังเกต

  • เซลล์เม็ดเลือดแดงเมื่อโตเต็มที่แล้วจะไม่มีนิวเคลียสฉะนั้นจึงขาดองค์ประกอบที่สำคัญที่จะเรียกว่า "เซลล์" การเรียกว่าเซลล์เม็ดเลือดแดงใน ณ ที่นี้ที่ใดก็ตามซึ่งเป็นการเรียกโดยอนุโลม
  • พื้นที่ผิวของเยื่อผนังเซลล์เม็ดเลือดแดง ซึ่งอาจสังเกตุเห็นด้วยกล้องจุลทรรศน์ว่าคล้ายเป็นผิวเรียบๆ นั้นมันยังเคลือบด้วย "สารพิเศษแบ่งหมู่ (เลือด)" ซึ่งเรียกตามศัพท์แพทย์ว่า "group specific antigen" หรือ "blood group antigen" ทำให้เลือดบางชนิดเข้ากันได้แต่บางชนิดจะเข้ากันไม่ได้

หมู่เลือด

นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกันที่เกิดในประเทศออสเตรียผู้ซึ่งรับรางวัลโนเบล ท่านชื่อ คาร์ล แลนด์สไตเนอร์ (Karl Landsteiner 1868-1943) ได้ค้นพบในปีค.ศ. 1901 ว่าเลื่อนมนุษย์โดยทั่วไปนั้นอาจแบ่งหมูเลือดออกได้เป็นสี่หมู่คือ 1) หมู่ A 2) หมู่ B 3) หมู่ AB และ 4) หมู่ O

การค้นพบครั้งนั้นได้ทำให้วงการแพทย์สามารถช่วยชีวิตมนุษย์ด้วยวิธีการถ่ายเลือดหรือการบริจาคเลือดจากคนคนหนึ่งให้แก่ผู้ที่เสียเลือดหรือต้องการเลือดโดยรีบด่วนได้โดยมีหลักการพิจารณาหมูเลือดของผู้บริจาคและผู้รับบริจาคว่าจะต้องมีความสัมพันธ์ต่อกันโดยตามเกณฑ์โดยทั่วไปดังนี้

หมู่เลือดผู้รับบริจาค

แม้หมู่เลือดที่จะให้นั้น ถูกต้องตามแบบแผนข้างต้นแต่ในความเป็นจริงก็ยังอาจเกิดอันตรายต่อร่างกายผู้รับบริจาคได้หากสาร "Rh" เข้ากันไม่ได้ระหว่างเลือดของผู้บริจาคและผู้รับบริจาค

ทั้งนี้ในปี 1940 ท่านแลนด์สไตเนอร์ยังค้นพบเพิ่มเติมอีกว่าความแตกต่างของเลือดนอกจากโดยหมู่เลือดดังกล่าวแล้ว ยังมีสารอีกตัวหนึ่งที่มีความสำคัญต่อการถ่ายเลือด(ให้เลือด) จากบุคคลหนึ่งไปยังอีกบุคคลหนึ่งสารที่ว่านั้นก็คือ "Rhesus antigen" เรียกย่อๆ ว่า "Rh" (อาร์ เอช) โดยคำว่า Rhesus นั้นได้ชื่อมาจาก "ลิงวอก" ซึ่งเป็นลิงอินเดียพันธุ์หนึ่งเรียกในภาษาอังกฤษว่า "rhesus monkeys"

ความแตกต่างของ Rh มีเพียงว่ามนุษย์พวกหนึ่งมีค่าเป็นบวก (+) และพวกหนึ่งมีค่าเป็นลบ (-) สำหรับเลือดทุกหมู่ที่กล่าวถึงมาแล้วนั้นนั่นคือจะทำให้เกิดการแยกเลือดออกเป็นกลุ่มย่อยได้จำนวน 8 หมู่ เนื่องจากมีค่า Rh เข้าไปเกี่ยวข้องกับทุกหมู่เลือด ดังนี้

                        A+                    B+                    AB+                 O+

                        A-                    B-                     AB-                  O-

การให้เลือดนอกจากจำเป็นต้องให้หมู่เลือดเข้ากันได้ (cross matching) กับผู้รับแล้วยังจะต้องระลึกว่าระบบ Rh ของเลือดก็จะต้องสอดคล้องกันด้วยโดยมีหลักการทั่วไปว่า

ก. ผู้ที่ร่างกายมีเลือดเป็น Rh(+) จะสามารถรับเลือดRh(+) ก็ได้หรือRh(-) ก็ได้

ข. ผู้ที่ร่างกายมีเลือด Rh(-) เป็นจะสามารถรับเลือดได้เฉพาะRh(-) เท่านั้นหากเกิดการพลั้งเผลอให้เลือดที่เป็น Rh(+)ก็จะทำให้ร่างกายค่อยๆ สร้าง antibody เรียกว่า "anti-Rh" อันเป็นปฏิกิริยาต่อต้านและอาจรุนแรงถึงขั้นเกิดโรคเม็ดเลือดแดงแตกง่าย (hemolytic disease)ขึ้นได้

ค. สตรีที่มีเลือดเป็น Rh(-) และตั้งครรภ์กับสามีที่มีเลือดเป็นRh(+) ย่อมมีผลทำให้ลูกในครรภ์อาจจะเป็น Rh(+) หรือ Rh(-) ก็ได้ซึ่งอาจมีผลต่อมาดังนี้

  • กรณีลูกในครรภ์ มีเลือดเป็นRh(-) เหมือนแม่ก็หมดปัญหาไป
  • กรณีลูกในครรภ์มีเลือดเป็น Rh(+)ก็ย่อมมีโอกาสทำให้เม็ดเลือดแดงจากลูกวิ่งผ่านสายรก หลุดเข้าสู่กระแสเลือดของแม่มีผลต่อเนื่องทำให้ร่างกายของผู้เป็นแม่จะค่อยค่อยเริ่มสร้างสาร หลุดเข้าสู่กระแสเลือดของแม่มีผลต่อเนื่องทำให้ร่างกายของผู้เป็นแม่จะค่อยค่อยเริ่มสร้างสารanti-Rh ขึ้นมาแต่ลูกคนแรกนี้อาจยังไม่เกิดความร้ายแรงต่อการต่อต้านมากนัก
  • กรณีมีลูกคนที่สองหรือสามหากมี Rh(+) เช่นเดียวกันคราวนี้แม่จะมี anti-Rh ที่รุนแรงมากขึ้นและอาจวิ่งผ่านสายรกเข้าไปทำลายเม็ดเลือดแดงในร่างกายลูกขณะยังอยู่ในครรภ์จนเกิดภาวะเลือดจาง ดีซ่านและอาจทำให้ทารกตายตั้งแต่อยู่ในครรภ์

ง. โดยเหตุนี้จึงอาจกล่าวได้ว่า ผู้ที่มีเลือดเป็น Rh(-) นั้นนับว่ามีจุดอ่อนในร่างกายที่จะต้องระมัดระวังตัวเป็นอย่างยิ่งจากการรับบริจาคเลือดจากผู้อื่นหรือมีครรภ์กับสามีที่มี Rh(+) โดยประการสำคัญที่สุด เจ้าของร่างกายหรือตนเองจะต้องทราบความจริงในข้อนี้เพื่อแจ้งเตือนบุคลากรทางการแพทย์

ในวงการแพทย์ทหารของประเทศตะวันตกบางประเทศจึงแนะนำให้ผู้มี Rh(-) ซึ่งเป็นทหารให้สักร่างกายแสดงหมูเลือดพร้อมด้วยRh(-) ให้เห็นโดยง่ายเนื่องจากในยามสงครามเจ้าของร่างกายอาจได้รับบัตรเจ็บจากการรบในสภาพหมดสติหรือสลบไม่อาจบอกความต้องการได้

จ. โดยสถิติจำนวนประชากรชาวตะวันตกจะมีเลือดที่เป็น Rh(-) ไม่มากนักกล่าวคือ

                        ชาวอเมริกัน                   ประมาณ            16%

                        ชาวอังกฤษ                    ประมาณ            17%

                        ชาวออสเตรเลีย               ประมาณ             19%

สำหรับชาวไทยเรานั้นนับว่าโชคดีกว่าฝรั่งเนื่องจากตำราทางการแพทย์ท่านบอกสถิติว่าพบคนไทยที่มีเลือดชนิด Rh(-) เพียง 0.1 - 0.3% เท่านั้น

ฉ. เพื่อให้สะดวกต่อการจำและพิจารณาเกี่ยวกับการให้และรับเลือดโดยมีประเด็นในด้านหมู่เลือดและ Rh ที่ถูกต้องอาจสรุปเป็นตารางให้เห็นง่าย ๆ ดังนี้

หมู่เลือดผู้รับ

ผู้ให้ต้องมีหมู่เลือด

AB+

ทุกหมู่เลือด

AB-

O-         A-         B-         AB-

A+

O-         O+         A-         A+

A-

O-         A-

B+

O-         O+         B-         B+

B-

O-         B+

O+

O-         O+

O-

O-

 

ช. จากตารางในข้อ ฉ. มีข้อน่าสังเกตสมควรจดจำดังนี้

  • ผู้มีหมู่เลือด O Rh(-) หรือ O(-) นับว่าใจบุญที่สุดเพราะอาจบริจาคให้แก่ทุกคนได้โดยไร้ข้อจำกัดแต่ตนเองกลับเหมือนเป็นผู้มีกรรมในยามจำเป็นจะรับบริจาคเลือดก็ได้แต่เฉพาะหมู่เลือด O(-) ด้วยกันเท่านั้นฝรั่งเรียกผู้มีหมู่เลือดชนิด O(-) อย่างนี้ว่า "ผู้บริจาคสากล" (universal donors)
  • ผู้มีหมูเลือดชนิด AB(+) นับว่าเป็นคนโชคดีที่สุดเพราะในยามจำเป็นที่ร่างกายต้องการเลือดในกรณีฉุกเฉินใดใดก็สามารถรับการบริจาคได้จากทุกคนจากทุกหมู่เลือด Rh และทุกชนิดเลือดฝรั่งจึงเรียกผู้มีหมู่เลือดชนิด AB(+) ว่า "ผู้รับบริจาคสากล" (universal recipients)

ซ. ในทางปฏิบัติก่อนการให้เลือดกับผู้ใดผู้เชี่ยวชาญเทคนิคทางการแพทย์เกี่ยวกับเลือดจะทดลองผสมเลือดผู้ให้กับผู้รับ (cross matching) เพื่อให้แน่ใจว่าเลือดนั้นสามารถเข้ากันได้ดีโดยไม่เกิดปฏิกิริยาต่อต้านใดๆ แต่ในกรณีฉุกเฉินจริงๆเช่นในยามที่ผู้รับต้องบาดเจ็บสาหัสเสียเลือดไปมากไม่อาจคอยเวลาใดๆได้แล้วมิเช่นนั้นอาจจะถึงแก่เสียชีวิตในกรณีเช่นนี้สถานพยาบาลก็จะให้เลือดหมู่ O ชนิด Rh(-) หรือ O(-) แก่ผู้ป่วย

สรุปว่าในใบรายงาน ผลเลือดจะเขียนว่า

Blood Group........................................

ก็หมายถึงว่า ผลแล็บจะระบุหมู่เลือดของท่านชัดเจนว่า A, B, AB, หรือ O ตัวใดตัวหนึ่งเท่านั้น

Rh Grouping....................................

ก็หมายถึงชนิดเลือด Rh เป็น positive (คือ บวก) หรือ negative (คือ ลบ) อย่างใดอย่างหนึ่งลงในช่องว่างนั้น

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่

บทความต่อไป
วิตามิน (Vitamins) คืออะไร?
วิตามิน (Vitamins) คืออะไร?

ร่างกายของคุณต้องการวิตามินที่สำคัญถึง 13 ชนิดในการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ