ความรู้สุขภาพ

CBC คืออะไร เหตุใดจึงสำคัญ

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 7 นาที
Istock 802267268

ความสมบูรณ์ทั้งรูปร่าง ขนาด และจำนวนของเซลล์เม็ดเลือดมักจะเป็นข้อมูลแรกที่ สำคัญมากซึ่งแพทย์ท่านมักอยากทราบด้วยวิธีการสอนเลือดออกมาพิสูจน์ให้แน่ชัด

ในแบบฟอร์มการร้องขอการเจาะเลือด จะเรียกการเจาะเลือดชนิดนี้ว่า “complete blood count” เขียนย่อๆ ว่า “CBC” โดยมักจะพิมพ์ไว้ว่า “CBC” หรือเรียกกันสั้นๆ ว่าการเจาะเลือดหา CBC แต่บางแห่งก็เรียกว่า “Full blood count” (FBC) หรือ “Hemogram” ก็ขอให้เป็นที่เข้าใจว่าเป็นการเจาะเลือดตรวจ “นับจำนวนความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด” ประเภทเดียวกับทุกประการนั่นเอง

ความสำคัญของการเจาะเลือดหา CBC

  • ความผิดปกติหรือความบกพร่องใดใดซึ่งเกี่ยวข้องกับรูปร่างขนาดและจำนวนของเซลล์เม็ดเลือดเพียงชนิดใดชนิดหนึ่งซึ่งติดตัวมาจากกรรมพันธุ์ก็เพียงพอต่อการก่อ อาการของโรคที่ร้ายแรงได้เช่น Thalassemia Sickle cells disease ฯลฯ การตรวจหา CBC ย่อมทำให้ทราบก่อนวิธีอื่น
  • หากเดิมเซลล์ของเม็ดเลือดทุกชนิดก็เป็นปกติดีทุกประการแต่ต่อมากลับค่อยๆ เปลี่ยนไปในทางเลวร้ายลง เช่น คนที่ถูกสารกัมมันตรังสีหรือได้รับสารประกอบของปิโตรเลียมโดยต่อเนื่องจากการหายใจกรณีนี้เซลล์เลือดขาวอาจค่อยๆ เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนจนนำไปสู่โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว (leukemia) ก็ได้

การตรวจหา CBC ย่อมจะแสดงผลให้ทราบถึงความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

  • ในกรณีร่างกายได้รับเชื้อโรคจากภายนอกร่างกายก็จะมีผลทำให้จำนวนและชนิดของเซลล์เม็ดเลือดมีการเปลี่ยนแปลงผิดไปจากเดิม
  • ในกรณีร่างกายได้รับยารักษา เช่น เคโม หรือวิธีเคมีบำบัด (chemotherapy) เพื่อรักษาโรคมะเร็งย่อมมีผลอาจทำให้เซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์ (lymphocytes) ลดจำนวนลงต่ำกว่าระดับปกติก็ได้
  • สรุปว่าเซลล์เม็ดเลือดอาจใช้เป็นตัวบ่งชี้ถึงความมีสุขภาพ ที่เป็นปกติของเจ้าของร่างกายได้ส่วนหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตามแม้สภาวะโดยทั่วไปของเซลล์เม็ดเลือดทุกชนิดจะดีแต่หากมีสารชีวเคมีที่ปะปนมาในน้ำเลือดมันไม่อยู่ในระดับเหมาะสมก็อาจบ่งชี้ว่าเจ้าของร่างกายกำลังเริ่มมีสุขภาพย่ำแย่ก็ได้

องค์ประกอบของเลือด

น้ำเลือดที่เห็นเป็นสีแดงนั้นจะมีอยู่ในร่างกายประมาณร้อยละ 7.7 ของน้ำหนักตัวโดยขนาดส่วนเฉลี่ยของคนไทยที่มีน้ำหนัก 70 กิโลกรัมก็จะมีน้ำเลือดทั้งหมดประมาณ 5 ลิตร

หากหลอดเลือดดำที่แขนจะถูกดูดด้วยเข็มเจาะเอาเลือดออกจากร่างกายมนุษย์มาใส่หลอดแล้วปั่นด้วยเครื่องปั่นใช้แรงเหวี่ยงนี้ศูนย์กลางก็จะทำให้สามารถแยกองค์ประกอบเห็นสัดส่วนชัดเจนปรากฏในหลอดแก้ว (หน้า 51 รูปที่ 2 แสดงองค์ประกอบของเลือด)

ส่วนบน จะเป็นน้ำสีเหลืองใสเรียกว่าน้ำเหลืองหรือพลาสมา (plasma) มีสัดส่วนประมาณ 55% ประกอบด้วย สารโปรตีน ไขมัน น้ำตาล แร่ธาตุฮอร์โมน ฯลฯ

ส่วนล่าง จะเป็นของเหลวคนสีแดงเข้มเป็นส่วนที่เรียกว่าเซลล์เม็ดเลือดแดง (red blood cells, RBC) ศัพท์แพทย์ท่านจะเรียกว่า "อีริทโธรไซต์" (erythrocytes, erythro = แดง, cyte = เซลล์)

ท่านผู้อ่านกรุณาจำศัพท์ "RBC" และ "erythrocytes"ไว้ให้ได้ก็จะดีเนื่องจากในบางรายงานค่าผลเลือดมักใช้คำทั้งสองคำนี้เสมอมาหากพบเจอที่ใดก็ให้เข้าใจว่าหมายถึง เซลล์เม็ดเลือดแดง ก็เป็นอันว่าใช้ได้

ในส่วนล่างนอกจากจะมีเซลล์เม็ดเลือดแดงแล้วยังมีองค์ประกอบสำคัญของเลือดอีกตัวหนึ่งคือเกล็ดเลือด (blood platelets) แต่ถ้าทางการแพทย์ท่านจะนับว่าเป็นเซลล์ของเลือดที่เรียกว่า "เซลล์อุดรอยรั่ว" (thrombocytes, thrombo = อุด, กั้น, cyte = เซลล์) ทั้งนี้หน้าที่โดยสรุปของเกล็ดเลือดก็คือการห้ามเลือด เช่น กรณีร่างกายถูกของมีคมจนเกิดบาดแผลที่ไม่ใหญ่กว้างเกินไปนักเกล็ดเลือดก็จะแสดงบทบาทปิดปากแผลอันเป็นการห้ามเลือด

ส่วนกลาง ซึ่งเป็นชั้นบางๆ ปรากฏเป็นสีเหลืองซีดและมีปริมาณไม่ถึง 1% ของน้ำเลือดทั้งหมดในหลอดทั้งนี้องค์ประกอบส่วนนี้ของเลือดก็คือส่วนที่เป็นเซลล์เม็ดเลือดขาว (white blood cells,WBC) ทางการแพทย์ท่านมักจะเรียกว่า "ลูโคไซต์" (leukocytes, leuko = ขาว, cyte = เซลล์)

คำว่า "WBC" ก็ดีหรือ "leukocytes" ก็ดีสมควรจะได้จำไว้ว่าหมายถึงเซลล์เม็ดเลือดขาวเสมอไป

เซลล์เม็ดเลือดแดง

เม็ดเลือดแดงมีรูปร่างกลมแบนมีลักษณะคล้ายจาน (biconcava disk) ตรงกลางเว้าเข้าหากันไม่มีนิวเคลียส มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 7.8 ไมครอน มีความหนาตรงสวนริมเซลล์ประมาณ 2.6 ไมครอนและมีความหนาตรงกลางเพียง 0.8 ไมครอน

การที่เซลล์เม็ดเลือดแดงมีลักษณะเช่นนี้ก็เพื่อให้พื้นที่ผิวโดยรอบเซลล์มีเนื้อที่มากที่สุดทั้งนี้เพื่อเพิ่มโอกาสให้สามารถจับออกซิเจนจากปอดเอาไปส่งให้ทุกเซลล์ทั่วร่างกายได้มากที่สุดและในทางกลับกันก็สามารถจับคาร์บอนไดออกไซด์ที่เที่ยวกลับมาส่งคืนให้ปอด ทิ้งออกไปนอกร่างกายได้อย่างมากที่สุดและหมดจดด้วยเช่นกัน

ข้อความสังเกต

  • เซลล์เม็ดเลือดแดงเมื่อโตเต็มที่แล้วจะไม่มีนิวเคลียสฉะนั้นจึงขาดองค์ประกอบที่สำคัญที่จะเรียกว่า "เซลล์" การเรียกว่าเซลล์เม็ดเลือดแดงใน ณ ที่นี้ที่ใดก็ตามซึ่งเป็นการเรียกโดยอนุโลม
  • พื้นที่ผิวของเยื่อผนังเซลล์เม็ดเลือดแดง ซึ่งอาจสังเกตุเห็นด้วยกล้องจุลทรรศน์ว่าคล้ายเป็นผิวเรียบๆ นั้นมันยังเคลือบด้วย "สารพิเศษแบ่งหมู่ (เลือด)" ซึ่งเรียกตามศัพท์แพทย์ว่า "group specific antigen" หรือ "blood group antigen" ทำให้เลือดบางชนิดเข้ากันได้แต่บางชนิดจะเข้ากันไม่ได้

หมู่เลือด

นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกันที่เกิดในประเทศออสเตรียผู้ซึ่งรับรางวัลโนเบล ท่านชื่อ คาร์ล แลนด์สไตเนอร์ (Karl Landsteiner 1868-1943) ได้ค้นพบในปีค.ศ. 1901 ว่าเลื่อนมนุษย์โดยทั่วไปนั้นอาจแบ่งหมูเลือดออกได้เป็นสี่หมู่คือ 1) หมู่ A 2) หมู่ B 3) หมู่ AB และ 4) หมู่ O

การค้นพบครั้งนั้นได้ทำให้วงการแพทย์สามารถช่วยชีวิตมนุษย์ด้วยวิธีการถ่ายเลือดหรือการบริจาคเลือดจากคนคนหนึ่งให้แก่ผู้ที่เสียเลือดหรือต้องการเลือดโดยรีบด่วนได้โดยมีหลักการพิจารณาหมูเลือดของผู้บริจาคและผู้รับบริจาคว่าจะต้องมีความสัมพันธ์ต่อกันโดยตามเกณฑ์โดยทั่วไปดังนี้

หมู่เลือดผู้รับบริจาค

แม้หมู่เลือดที่จะให้นั้น ถูกต้องตามแบบแผนข้างต้นแต่ในความเป็นจริงก็ยังอาจเกิดอันตรายต่อร่างกายผู้รับบริจาคได้หากสาร "Rh" เข้ากันไม่ได้ระหว่างเลือดของผู้บริจาคและผู้รับบริจาค

ทั้งนี้ในปี 1940 ท่านแลนด์สไตเนอร์ยังค้นพบเพิ่มเติมอีกว่าความแตกต่างของเลือดนอกจากโดยหมู่เลือดดังกล่าวแล้ว ยังมีสารอีกตัวหนึ่งที่มีความสำคัญต่อการถ่ายเลือด(ให้เลือด) จากบุคคลหนึ่งไปยังอีกบุคคลหนึ่งสารที่ว่านั้นก็คือ "Rhesus antigen" เรียกย่อๆ ว่า "Rh" (อาร์ เอช) โดยคำว่า Rhesus นั้นได้ชื่อมาจาก "ลิงวอก" ซึ่งเป็นลิงอินเดียพันธุ์หนึ่งเรียกในภาษาอังกฤษว่า "rhesus monkeys"

ความแตกต่างของ Rh มีเพียงว่ามนุษย์พวกหนึ่งมีค่าเป็นบวก (+) และพวกหนึ่งมีค่าเป็นลบ (-) สำหรับเลือดทุกหมู่ที่กล่าวถึงมาแล้วนั้นนั่นคือจะทำให้เกิดการแยกเลือดออกเป็นกลุ่มย่อยได้จำนวน 8 หมู่ เนื่องจากมีค่า Rh เข้าไปเกี่ยวข้องกับทุกหมู่เลือด ดังนี้

                        A+                    B+                    AB+                 O+

                        A-                    B-                     AB-                  O-

การให้เลือดนอกจากจำเป็นต้องให้หมู่เลือดเข้ากันได้ (cross matching) กับผู้รับแล้วยังจะต้องระลึกว่าระบบ Rh ของเลือดก็จะต้องสอดคล้องกันด้วยโดยมีหลักการทั่วไปว่า

ก. ผู้ที่ร่างกายมีเลือดเป็น Rh(+) จะสามารถรับเลือดRh(+) ก็ได้หรือRh(-) ก็ได้

ข. ผู้ที่ร่างกายมีเลือด Rh(-) เป็นจะสามารถรับเลือดได้เฉพาะRh(-) เท่านั้นหากเกิดการพลั้งเผลอให้เลือดที่เป็น Rh(+)ก็จะทำให้ร่างกายค่อยๆ สร้าง antibody เรียกว่า "anti-Rh" อันเป็นปฏิกิริยาต่อต้านและอาจรุนแรงถึงขั้นเกิดโรคเม็ดเลือดแดงแตกง่าย (hemolytic disease)ขึ้นได้

ค. สตรีที่มีเลือดเป็น Rh(-) และตั้งครรภ์กับสามีที่มีเลือดเป็นRh(+) ย่อมมีผลทำให้ลูกในครรภ์อาจจะเป็น Rh(+) หรือ Rh(-) ก็ได้ซึ่งอาจมีผลต่อมาดังนี้

  • กรณีลูกในครรภ์ มีเลือดเป็นRh(-) เหมือนแม่ก็หมดปัญหาไป
  • กรณีลูกในครรภ์มีเลือดเป็น Rh(+)ก็ย่อมมีโอกาสทำให้เม็ดเลือดแดงจากลูกวิ่งผ่านสายรก หลุดเข้าสู่กระแสเลือดของแม่มีผลต่อเนื่องทำให้ร่างกายของผู้เป็นแม่จะค่อยค่อยเริ่มสร้างสาร หลุดเข้าสู่กระแสเลือดของแม่มีผลต่อเนื่องทำให้ร่างกายของผู้เป็นแม่จะค่อยค่อยเริ่มสร้างสารanti-Rh ขึ้นมาแต่ลูกคนแรกนี้อาจยังไม่เกิดความร้ายแรงต่อการต่อต้านมากนัก
  • กรณีมีลูกคนที่สองหรือสามหากมี Rh(+) เช่นเดียวกันคราวนี้แม่จะมี anti-Rh ที่รุนแรงมากขึ้นและอาจวิ่งผ่านสายรกเข้าไปทำลายเม็ดเลือดแดงในร่างกายลูกขณะยังอยู่ในครรภ์จนเกิดภาวะเลือดจาง ดีซ่านและอาจทำให้ทารกตายตั้งแต่อยู่ในครรภ์

ง. โดยเหตุนี้จึงอาจกล่าวได้ว่า ผู้ที่มีเลือดเป็น Rh(-) นั้นนับว่ามีจุดอ่อนในร่างกายที่จะต้องระมัดระวังตัวเป็นอย่างยิ่งจากการรับบริจาคเลือดจากผู้อื่นหรือมีครรภ์กับสามีที่มี Rh(+) โดยประการสำคัญที่สุด เจ้าของร่างกายหรือตนเองจะต้องทราบความจริงในข้อนี้เพื่อแจ้งเตือนบุคลากรทางการแพทย์

ในวงการแพทย์ทหารของประเทศตะวันตกบางประเทศจึงแนะนำให้ผู้มี Rh(-) ซึ่งเป็นทหารให้สักร่างกายแสดงหมูเลือดพร้อมด้วยRh(-) ให้เห็นโดยง่ายเนื่องจากในยามสงครามเจ้าของร่างกายอาจได้รับบัตรเจ็บจากการรบในสภาพหมดสติหรือสลบไม่อาจบอกความต้องการได้

จ. โดยสถิติจำนวนประชากรชาวตะวันตกจะมีเลือดที่เป็น Rh(-) ไม่มากนักกล่าวคือ

                        ชาวอเมริกัน                   ประมาณ            16%

                        ชาวอังกฤษ                    ประมาณ            17%

                        ชาวออสเตรเลีย               ประมาณ             19%

สำหรับชาวไทยเรานั้นนับว่าโชคดีกว่าฝรั่งเนื่องจากตำราทางการแพทย์ท่านบอกสถิติว่าพบคนไทยที่มีเลือดชนิด Rh(-) เพียง 0.1 - 0.3% เท่านั้น

ฉ. เพื่อให้สะดวกต่อการจำและพิจารณาเกี่ยวกับการให้และรับเลือดโดยมีประเด็นในด้านหมู่เลือดและ Rh ที่ถูกต้องอาจสรุปเป็นตารางให้เห็นง่าย ๆ ดังนี้

หมู่เลือดผู้รับ

ผู้ให้ต้องมีหมู่เลือด

AB+

ทุกหมู่เลือด

AB-

O-         A-         B-         AB-

A+

O-         O+         A-         A+

A-

O-         A-

B+

O-         O+         B-         B+

B-

O-         B+

O+

O-         O+

O-

O-

 

ช. จากตารางในข้อ ฉ. มีข้อน่าสังเกตสมควรจดจำดังนี้

  • ผู้มีหมู่เลือด O Rh(-) หรือ O(-) นับว่าใจบุญที่สุดเพราะอาจบริจาคให้แก่ทุกคนได้โดยไร้ข้อจำกัดแต่ตนเองกลับเหมือนเป็นผู้มีกรรมในยามจำเป็นจะรับบริจาคเลือดก็ได้แต่เฉพาะหมู่เลือด O(-) ด้วยกันเท่านั้นฝรั่งเรียกผู้มีหมู่เลือดชนิด O(-) อย่างนี้ว่า "ผู้บริจาคสากล" (universal donors)
  • ผู้มีหมูเลือดชนิด AB(+) นับว่าเป็นคนโชคดีที่สุดเพราะในยามจำเป็นที่ร่างกายต้องการเลือดในกรณีฉุกเฉินใดใดก็สามารถรับการบริจาคได้จากทุกคนจากทุกหมู่เลือด Rh และทุกชนิดเลือดฝรั่งจึงเรียกผู้มีหมู่เลือดชนิด AB(+) ว่า "ผู้รับบริจาคสากล" (universal recipients)

ซ. ในทางปฏิบัติก่อนการให้เลือดกับผู้ใดผู้เชี่ยวชาญเทคนิคทางการแพทย์เกี่ยวกับเลือดจะทดลองผสมเลือดผู้ให้กับผู้รับ (cross matching) เพื่อให้แน่ใจว่าเลือดนั้นสามารถเข้ากันได้ดีโดยไม่เกิดปฏิกิริยาต่อต้านใดๆ แต่ในกรณีฉุกเฉินจริงๆเช่นในยามที่ผู้รับต้องบาดเจ็บสาหัสเสียเลือดไปมากไม่อาจคอยเวลาใดๆได้แล้วมิเช่นนั้นอาจจะถึงแก่เสียชีวิตในกรณีเช่นนี้สถานพยาบาลก็จะให้เลือดหมู่ O ชนิด Rh(-) หรือ O(-) แก่ผู้ป่วย

สรุปว่าในใบรายงาน ผลเลือดจะเขียนว่า

Blood Group........................................

ก็หมายถึงว่า ผลแล็บจะระบุหมู่เลือดของท่านชัดเจนว่า A, B, AB, หรือ O ตัวใดตัวหนึ่งเท่านั้น

Rh Grouping....................................

ก็หมายถึงชนิดเลือด Rh เป็น positive (คือ บวก) หรือ negative (คือ ลบ) อย่างใดอย่างหนึ่งลงในช่องว่างนั้น

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามฟรี ได้คำตอบภายใน 24 ชม.

ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

ตอบโดยแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง (คุณจะได้รับอีเมลเมื่อแพทย์ตอบคำถามของคุณ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

การันตีคำตอบจากคุณหมอภายใน 60 นาที หรือรับค่าดำเนินการคำถามด่วน 200 บาทคืนไปเลย

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน เพื่อที่คุณจะสามารถรับความคิดเห็นจากคุณหมอหลายๆท่านในคำถามของคุณ

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่