Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
ความรู้สุขภาพ

ฝี สาเหตุ อาการ วิธีรักษาป้องกันและการดูแลตนเองเมื่อเป็นโรค

ฝี โรคติดเชื้อที่ผิวหนัง รักษาและป้องได้
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 5 มิ.ย. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 4 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,123,273 คน

ฝี สาเหตุ อาการ วิธีรักษาป้องกันและการดูแลตนเองเมื่อเป็นโรค

ฝี โรคผิวหนังชนิดหนึ่งที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ก่อให้เกิดความเจ็บปวดทรมานบริเวณแผลที่เป็น สามารถเกิดได้บนทุกส่วนของร่างกาย มีลักษณะคล้ายกับสิว แต่อาการรุนแรงกว่า และไม่อาจปล่อยให้หายได้เองแบบสิวด้วย

ฝี คืออะไร?

ฝี (Abscess) คือ ส่วนของเนื้อเยื่อที่มีการติดเชื้อ ซึ่งประกอบด้วยเซลล์เม็ดเลือดขาว และเนื้อเยื่อที่ตาย โดยเชื้อที่ทำให้เกิดฝี คือ เชื้อสแตฟิโลค็อคคัส ออเรียส และเชื้ออื่นๆ ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรีย 

เมื่อติดเชื้อแล้ว เชื้อแบคทีเรียจะทำให้เกิดต่อมบวมขึ้นกลัดหนองข้างใน โดยอาการอักเสบนี้จะเกิดขึ้นที่บริเวณต่อมไขมันและรูขุมขนของผิวหนังเป็นหลัก ฝีสามารถเกิดขึ้นได้ทุกส่วนของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นอวัยวะภายนอกและอวัยวะภายใน 

ส่วนใหญ่แล้ว เราจะสามารถพบฝีบนผิวหนังภายนอกเป็นส่วนมาก ซึ่งจะมีขนาดเล็กและสามารถรักษาอาการให้ดีขึ้นได้ง่าย แต่สำหรับฝีภายในผู้ป่วยจำเป็นที่จะต้องเข้ารับการรักษากับแพทย์อย่างถูกต้อง 

ฝีนั้นเป็นโรคที่สามารถพบได้ทุกเทศทุกวัย โดยเฉพาะผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานหรือผู้ที่รับประทานยาสเตียรอยด์เป็นประจำ ย่อมมีความเสี่ยงสูงที่จะทำให้ตรวจพบฝีได้มากกว่ากลุ่มบุคคลอื่นๆ

ผู้ที่เสี่ยงต่อการเกิดฝี มีใครบ้าง?

สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงในการเกิดฝีได้ง่าย มักเป็นผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันร่างกายอ่อนแอ ซึ่งได้แก่บุคคลเหล่านี้

  • ผู้ป่วยเอดส์
  • ผู้ป่วยมะเร็ง
  • ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน
  • ผู้ที่ได้รับยาเคมีบำบัด
  • ผู้ที่เป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว
  • ผู้ที่ได้รับแผลไฟไหม้ หรือน้ำร้อนลวก
  • ผู้ที่ร่างกายได้รับการบาดเจ็บอย่างรุนแรง
  • ผู้ที่ผ่านการใช้ยากลุ่มสเตียรอยด์มาเป็นเวลานาน

ตำแหน่งที่เกิดฝี

ฝีเกิดได้หลายตำแหน่ง ตัวอย่างเช่น

  • โพรงหนองที่ฟัน โดยเกิดบริเวณเนื้อใต้ฟัน หรือบริเวณเหงือกและกระดูกกรามใต้ฟัน
  • ฝีทอนซิล เป็นฝีที่เกิดบริเวณต่อมทอนซิลในช่องปากและผนังด้านในลำคอ
  • ฝีต่อมบาร์โธลิน เป็นฝีที่เกิดในต่อมบาร์โธลินบริเวณผิวหนังที่แคมอวัยวะเพศหญิง
  • ฝีที่ก้น จะเกิดบริเวณผิวหนังที่มีรอยแยกหรือร่องก้น
  • ฝีบริเวณทวารหนัก เป็นฝีที่เกิดขึ้นบริเวณลำไส้ตรงและทวารหนัก
  • ฝีไขสันหลัง เกิดบริเวณโดยรอบไขสันหลัง
  • ฝีในสมอง เป็นฝีที่เกิดภายในเนื้อสมองใต้กะโหลกศีรษะ ซึ่งถือว่าอันตรายต่อร่างกาย หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและปลอดภัย

สาเหตุของการเกิดฝี

สำหรับสาเหตุของการเกิดฝีที่พบเจอได้บ่อยที่สุด คือ การอุดตันของต่อมน้ำมันหรือต่อมเหงื่อใต้ผิวหนัง การอักเสบของรูขุมขน และเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้ว จนทำให้เชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อโรคอื่นๆ สะสมเข้าไปภายในต่อม ทำให้เกิดการต่อต้านกับระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย โดยฝีจะมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ตามอาการอักเสบในบริเวณนั้น

สำหรับฝีที่เกิดขึ้นภายในร่างกาย มักจะเกิดจากภาวะแทรกซ้อนและการติดเชื้อของอวัยวะภายใน เช่น ไส้ติ่งอักเสบและแตกภายในช่องท้อง จนเป็นสาเหตุให้เชื้อแบคทีเรียกระจายเข้าสู่เนื้อเยื่ออวัยวะต่างๆ ภายในช่องท้อง กระทั่งก่อให้เกิดการติดเชื้อและอักเสบจนกลายเป็นฝีอย่างที่ทราบกันมา หรือเกิดจากการได้รับการบาดเจ็บภายนอก หรือเป็นหลังจากได้รับการผ่าตัดทางช่องท้อง

อาการของฝี

อาการโดยทั่วไปของฝีมักจะมีลักษณะเป็นก้อนสีออกแดงๆ ผู้ป่วยจะรู้สึกปวด และเมื่อสัมผัสดูก็จะรู้สึกร้อน กดแล้วเจ็บ หากฝีเริ่มมีขนาดใหญ่ขึ้นจนถึงระดับหนึ่ง จะสามารถคลำพบหัวฝี จากนั้นไม่นานฝีจะสามารถแตกเองได้ ซึ่งผู้ป่วยควรพบแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษา เพราะไม่เช่นนั้นอาจจะทำให้อาการแย่ลงได้ 

โดยจะส่งผลทำให้เชื้อโรคแพร่กระจายไปสู่กระแสเลือดจนเกิดการติดเชื้อขึ้นในกระแสเลือด ซึ่งเมื่อเชื้อเข้าสู่กระแสเลือดแล้ว จะทำให้ผู้ป่วยเป็นไข้ รู้สึกไม่สบายเนื้อไม่สบายตัวหรือป่วยได้ง่ายนั่นเอง

การวินิจฉัย

การวินิจฉัยฝีนั้น สามารถทำการตรวจสอบจากภายนอกของรอยโรค  สอบถามอาการเจ็บปวดว่ามากน้อยเพียงใด สังเกตอาการบวมแดง ร้อน ของเนื้อเยื่อบริเวณใกล้เคียง วัดขนาดของตุ่มว่ามีขนาดใหญ่กว่า 1 เซนติเมตรหรือครึ่งนิ้วหรือไม่ และมีอาการไข้ในระหว่างการติดเชื้อหรือไม่ 

หากพบอาการดังกล่าวให้รีบพบแพทย์โดยเร็วที่สุด เพื่อให้แพทย์ทำการวินิจฉัยอาการต่อ โดยแพทย์จะทำการสอบถามอาการต่างๆ ประวัติทางการแพทย์ และตรวจร่างกายในบริเวณที่เกิดฝีอย่างละเอียด เช่น ตรวจด้วยวิธีอัลตราซาวด์, เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) และสร้างภาพจำลองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) สำหรับฝีที่อวัยวะภายใน

วิธีรักษาฝี

ฝี เป็นโรคชนิดหนึ่งที่สามารถรักษาได้ โดยเมื่อผู้ป่วยเข้ารับการวินิจฉัยฝีกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแล้ว หากพบว่าฝีมีขนาดเล็กและมีอาการปวดไม่มาก ผู้ป่วยสามารถรักษาอาการฝีได้ด้วยการดูแลตนเอง เช่น ไม่สัมผัสกับฝีโดยตรง ไม่ทำการเจาะหรือบีบให้ของเหลวในฝีไหลออกมาอย่างเด็ดขาด เพราะเชื้อจากฝีจะส่งผลโดยตรงกับเส้นเลือดที่อยู่ใกล้เคียงกับฝี 

แต่หากพบว่าผีมีขนาดใหญ่ร่วมกับมีอาการปวดอย่างรุนแรง ผู้ป่วยจะต้องได้รับการรักษาจากแพทย์ผิวหนัง ด้วยการให้ยาปฏิชีวนะเพื่อทำการฆ่าเชื้อที่บริเวณฝี หรือใช้วิธีผ่าตัดเพื่อระบายหนองในฝีออกจนหมด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของแพทย์เป็นสำคัญ

วิธีป้องกันฝี

สำหรับวิธีป้องกันฝีที่ดีที่สุด คือ การดูแลสุขภาพทั้งจากภายในและภายนอก เริ่มต้นด้วยการสร้างภูมิต้านทานที่ดีให้กับร่างกาย ด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เพื่อให้ร่างกายรับสารอาหารที่ครบถ้วน ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ และหมั่นดูแลรักษาความสะอาดของร่างกายอยู่เป็นประจำ จะทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันที่ดีและไม่ทำให้เชื้อแบคทีเรียเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย หากหมั่นดูสุขภาพทั้งตัวคุณเองและคนในครอบครัวอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเป็นฝีได้ตามนี้แล้ว โอกาสในการเกิดผีก็ย่อมลดน้อยลงแน่นอน

ฝี ถือเป็นโรคที่สามารถพบได้บ่อยกับผู้ที่มักจะมองข้ามการดูแลสุขภาพ และที่สำคัญหากตรวจพบว่าเป็นฝีก็ยิ่งไม่ควรปล่อยปละละเลยจนทำให้อาการของฝีลุกลาม อีกทั้งควรตรวจสุขภาพอย่างต่อเนื่องในทุกๆ ปี เพื่อจะได้รับมือให้เท่าทันโรค นอกจากนี้ ในกรณีที่เป็นฝีแล้ว ก็ยิ่งไม่ควรบีบ แกะ แคะหรือเกาฝีเป็นเด็ดขาด เพราะอาจจะทำให้อาการของฝีเกิดการติดเชื้อลุกลามหนักขึ้นได้

ที่มาของข้อมูล

Cynthia Cobb, APRN, What Causes Skin Abscess, 19 December  2017

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่