Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
ความรู้สุขภาพ

งูสวัดในวัยรุ่น

งูสวัดในวัยรุ่น: สาเหตุ ความเสี่ยง อาการป่วย รวมทั้งวิธีดูแลในเบื้องต้น
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 20 พ.ย. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 4 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,330,035 คน

งูสวัดในวัยรุ่น

งูสวัด วัยรุ่นก็เป็นได้ หากเครียด หรือนอนไม่พอ

หลายคนเข้าใจว่างูสวัดเป็นโรคของผู้สูงอายุ โดยไม่รู้เลยว่าโรคนี้เกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย ไม่ว่าจะเด็ก ผู้ใหญ่ หรือแม้แต่วัยรุ่น เพียงมีปัจจัยที่ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เช่น พักผ่อนน้อย เครียด หรือได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน คุณก็มีโอกาสเป็นโรคนี้ได้

โรคงูสวัดเกิดจากอะไร ?

งูสวัดไม่ติดต่อจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง แต่เกิดจากเชื้อไวรัสอีสุกอีใสที่ซ่อนตัวอยู่ตามปมประสาทในร่างกายตั้งแต่ครั้งที่คุณติดเชื้ออีสุกอีใส ดังนั้น ทุกคนที่เคยเป็นโรคอีสุกอีใสมาก่อนจึงล้วนมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคงูสวัดได้

เชื้อไวรัสงูสวัดมักกลับมาเล่นงานคุณเมื่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายอ่อนแอลง โรคนี้จึงพบได้มากในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นช่วงอายุที่ภูมิคุ้มกันเริ่มเสื่อมถอย ทำให้มีอาการรุนแรงและเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนได้มาก เราจึงเห็นว่ามีการเตือนให้ระวังโรคงูสวัดในผู้สูงอายุมากกว่าในวัยอื่นๆ นั่นเอง

นอกจากนี้ สิ่งที่ต้องระวังก็คือ คนที่เป็นงูสวัดจะสามารถแพร่เชื้อไปสู่ผู้ที่ไม่เคยเป็นอีสุกอีใสหรือไม่เคยได้รับวัคซีนอีสุกอีใสมาก่อน จนทำให้บุคคลนั้นป่วยเป็นโรคอีสุกอีใสขึ้น ซึ่งหลังจากหายดีแล้วก็จะมีความเสี่ยงเกิดโรคงูสวัดและแพร่เชื้อไปสู่คนอื่นต่อไป

หญิงตั้งครรภ์ เด็กแรกเกิด และผู้มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ควรอยู่ให้ห่างจากผู้ป่วยทั้ง 2 โรคนี้ เพราะเสี่ยงได้รับอันตรายจากโรคอีสุกอีใสมากกว่าคนอื่นๆ

ใครบ้างที่เสี่ยงเป็นโรคงูสวัด?

เมื่อร่างกายอ่อนแอลง ไวรัสที่ซ่อนอยู่จึงกลับมาทำร้ายคุณและทำให้เกิดโรคงูสวัด ปัจจัยที่สามารถกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายอ่อนแอ ได้แก่

  • อายุมากขึ้น ผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปจะเสี่ยงเป็นโรคงูสวัดมากขึ้น และพบว่ากว่าครึ่งของผู้อายุ 80 ปีขึ้นไป มักป่วยเป็นโรคงูสวัด
  • โรคที่ส่งผลให้ภูมิต้านทานโรคต่ำลง อย่างโรคเอดส์ มะเร็ง เป็นต้น
  • การรักษาโรคมะเร็ง ได้แก่ การทำเคมีบำบัด
  • การใช้ยาบางชนิด เช่น ยาสเตียรอยด์ ยากดภูมิคุ้มกันเพื่อป้องกันการต่อต้านอวัยวะที่ปลูกถ่าย
  • พักผ่อนน้อยและเครียด เป็น 2 ปัจจัยที่ส่งผลให้ร่างกายอ่อนแอ และเสี่ยงเจ็บป่วยได้มาก ไม่ว่าจะเป็นการเผชิญความเครียดทั่วไป หรือเหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดความตึงเครียดในระยะยาว เช่น การสอบแข่งขัน การสูญเสียบุคคลที่รัก ปัญหาทางการเงิน ปัญหาในครอบครัว เป็นต้น
  • การรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสม อาหารที่ไม่ถูกหลักโภชนาการหรือไม่มีสารอาหารเพียงพอ จะทำให้ร่างกายไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคได้อย่างเต็มที่

จะเห็นได้ว่า อายุที่มากขึ้นไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่กระตุ้นให้เกิดโรคงูสวัดเท่านั้น แต่พฤติกรรมบางอย่างก็ส่งผลต่อความแข็งแรงของภูมิคุ้มกันร่างกายเช่นกัน วัยรุ่นที่มีพฤติกรรมเสี่ยงดังกล่าว จึงไม่ควรมองข้ามอันตรายของโรคนี้ และควรหันกลับมาดูแลตัวเองให้มากขึ้น

อาการของโรคงูสวัดในวัยรุ่น

อาการของงูสวัดในเด็กและวัยรุ่นมักไม่ร้ายแรง และเสี่ยงเกิดภาวะแทรกซ้อนน้อยกว่าเมื่อเทียบกับงูสวัดในผู้สูงอายุ บางรายอาจไม่รู้สึกเจ็บปวด มีเพียงผื่นขึ้น ทำให้บางคนไม่รู้ตัวว่าเป็นโรคนี้ด้วยซ้ำ

อาการทั่วไปของโรค ได้แก่

  • รู้สึกปวด คัน หรือปวดแสบปวดร้อนตามใบหน้าและลำตัวข้างใดข้างหนึ่ง อาจมีอาการปวดศีรษะ คลื่นไส้ อ่อนเพลีย มีไข้ร่วมด้วย
  • 2-3 วันต่อมาเริ่มสังเกตเห็นผื่น ซึ่งจะกลายเป็นตุ่มพุพองที่มีหนองภายใน 2-3 วันต่อมา
  • ผื่นพุพองเริ่มแตกตัวและค่อยๆ แห้งจนตกสะเก็ดในหลายสัปดาห์ต่อมา
  • บางคนอาจยังคงรู้สึกเจ็บปวดตามบริเวณที่เคยเกิดผื่น แม้ผื่นจะหายไปแล้วก็ตาม

นอกจากนี้ งูสวัดสามารถทำให้เกิดอาการแทรกซ้อนอย่างการติดเชื้อที่ผิวหนัง งูสวัดขึ้นตาจนตาบอด หรือส่งผลต่อเส้นประสาทจนทำให้สมองอักเสบ เป็นอัมพาตที่ใบหน้า ทำให้หน้าเบี้ยว หรือสูญเสียการทรงตัวและการได้ยิน แต่อาการเหล่านี้ก็พบได้น้อยมากในผู้ป่วยกลุ่มเด็กและวัยรุ่น

วิธีการดูแลรักษาโรคงูสวัด

แพทย์มักให้การรักษาโรคงูสวัดโดยใช้ยาต้านไวรัสเป็นหลัก ได้แก่ อะไซโคลเวียร์ (Acyclovir) แฟมไซโคลเวียร์ (Famciclovir) และวาลาไซโคลเวียร์ (Valacyclovir) ยิ่งใช้เร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งส่งผลดีเท่านั้น โดยตัวยาจะออกฤทธิ์ช่วยลดความรุนแรงของโรคและบรรเทาอาการให้ดีขึ้น

นอกจากนี้การดูแลและบรรเทาอาการด้วยตัวเองก็สำคัญ โดยแนะนำให้ประคบเย็นที่ตุ่มผื่น และรับประทานยาพาราเซตามอลเพื่อบรรเทาอาการปวดได้ หากมีอาการคันอาจรับประทานยาแก้แพ้หรือทาโลชั่นคาลามายน์ ที่สำคัญอย่าลืมป้องกันการแพร่เชื้อโดยพยายามปิดตุ่มพุพองไว้ตลอด รวมทั้งหยุดเรียนหรือหยุดงานไปก่อน และงดกิจกรรมหรือกีฬาที่ต้องสัมผัสตัวผู้อื่น จนกว่าผื่นจะตกสะเก็ดจนแห้งสนิท

ป้องกันตัวเองจากงูสวัดได้อย่างไร

การดูแลรักษาสุขภาพและภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคงูสวัดได้มาก เช่น ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และครบถ้วนตามหลักโภชนาการ พักผ่อนให้เพียงพอ และหมั่นผ่อนคลายจากความเครียด จะหางานอดิเรกทำ ฟังเพลง ดูหนัง อ่านหนังสือ หรือไปเที่ยวกับเพื่อนๆ

สำหรับใครที่ไม่เคยเป็นโรคอีสุกอีใสและไม่เคยฉีดวัคซีน ควรอยู่ให้ห่างจากผู้ป่วยโรคอีสุกอีใสและโรคงูสวัด และควรเข้ารับการฉีดวัคซีนอีสุกอีใสเพื่อป้องกันการติดเชื้อ ส่วนวัคซีนป้องกันงูสวัดนั้นมักจะให้ฉีดในผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป เนื่องจากเมื่อเป็นแล้วจะมีความเสี่ยงเกิดภาวะแทรกซ้อนสูง

สรุป วัยรุ่นวัยเรียนทั้งหลายที่มักพักผ่อนน้อยและเครียดโดยไม่รู้ตัว ไม่ควรละเลยการดูแลตัวเอง เพราะแม้จะอยู่ในวัยที่ร่างกายยังแข็งแรงและต่อสู้กับโรคได้ แต่หากเกิดการแพร่เชื้อไปสู่เพื่อนหรือคนในครอบครัว ก็อาจทำให้ติดเชื้อกันไปตามๆ กัน และเป็นอันตรายต่อผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงได้

ที่มาข้อมูล

Holly Kanavy, Young People Can’t Get Shingles, Right? Wrong (https://health.usnews.com/health-news/patient-advice/articles/2016-03-15/young-people-cant-get-shingles-right-wrong), 15 March 2016.

Corey Whelan, Can Stress Trigger Shingles? (https://www.healthline.com/health/shingles-and-stress), 25 May 2016.

Shingles (https://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/shingles/symptoms-causes/syc-20353054), 16 May 2018.


บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HonestDocs พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
ดูในแอป