Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
Doctor men
รีวิวโดย
ทีมแพทย์ HD
เซ็กส์อย่างถูกวิธี

มีตุ่มขึ้นที่อวัยวะเพศชาย เพราะอะไร? อันตรายไหม รักษาอย่างไร?

มีตุ่มขึ้นที่อวัยวะเพศชาย อันตรายไหม รักษาอย่างไรดี บทความนี้มีคำตอบ
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ: 13 ก.พ. 2018 อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 11 ก.พ. 2020 รีวิวเมื่อวันที่ 3 พ.ค. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 3 นาที
มีตุ่มขึ้นที่อวัยวะเพศชาย เพราะอะไร? อันตรายไหม รักษาอย่างไร?

มีตุ่มขึ้นที่อวัยวะเพศชาย เชื่อว่าคงเป็นปัญหาหนักใจของคุณผู้ชายหลายๆ คน เกิดความกังวลว่าจะเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หรือไม่ อันตรายมากน้อยแค่ไหน รักษาอย่างไรดี 

อยากให้ลองอ่านบทความนี้กันก่อน อย่าเพิ่งกังวลกันมากจนเกินไป เพราะตุ่มเหล่านั้นเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ซึ่งบทความนี้เราจะมาไขข้อข้องใจกันว่า ตุ่มเหล่านั้นเกิดจากอะไร และจะมีวิธีดูแลรักษาอย่างไรได้บ้าง 

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
รู้ตัวว่าเสี่ยงอย่ามัวกังวล ตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ให้รู้ผลกันไปเลย

ตรวจความเสี่ยงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น HIV ไวรัสตับอักเสบบี ซิฟิลิส เริ่มต้นที่ 518 บาท

Istock 500358904

ตุ่มขึ้นอวัยวะเพศชายที่ไม่ได้เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์?

ตุ่มที่อวัยวะเพศชายที่ไม่ได้เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ เกิดได้จาก 2 สาเหตุหลักๆ ดังต่อไปนี้

1. เป็นตุ่มที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ

ในเพศชายจะมีตุ่มเล็กๆ ที่เกิดขึ้นรอบๆ บริเวณส่วนหัวของอวัยวะเพศ อาจจะเป็นตุ่มที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ที่เรียกว่า Pearly Penile Papules  

บางคนมีตุ่มขนาดเล็กมากจนไม่อาจสังเกตเห็นได้ ในขณะที่บางคนก็มีขนาดใหญ่และอาจจะมีตั้งแต่ 1 – 3 แถว คล้ายกับหูดหงอนไก่ได้ 

ตุ่มเหล่านี้จัดว่าเป็นเรื่องปกติที่สามารถเกิดขึ้นได้ แต่ถ้ารู้สึกกังวลใจก็สามารถใช้เลเซอร์ลบให้เล็กลง แต่ก็จะมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำใหม่ได้อีก 

2. เป็นตุ่มไขมันหรือตุ่มอื่นๆ

ตุ่มสีขาวที่เรามักมองเห็นนั้น อาจจะไม่ใช่โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เสมอไป แต่เป็นต่อมไขมันที่เรียกกันว่า Fordyce spot ซึ่งเกิดจากต่อมไขมัน (sebaceous glands) ที่ปกติมักจะอยู่ในรูขุมขน 

แต่กรณีนี้จะอยู่ที่ผิวหนังหรือด้านนอกของรูขุมขน หรือเป็นต่อมที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติอย่างเช่น Tyson gland โดยไม่เป็นอันตรายแต่อย่างใดและยังสามารถจางลงได้เอง หรืออาจจะเป็นอยู่นานเป็นเดือนเป็นปี 

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
รู้ตัวว่าเสี่ยงอย่ามัวกังวล ตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ให้รู้ผลกันไปเลย

ตรวจความเสี่ยงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น HIV ไวรัสตับอักเสบบี ซิฟิลิส เริ่มต้นที่ 518 บาท

Istock 500358904

ทั้งนี้หากเป็นมากขึ้นก็สามารถใช้วิธีเลเซอร์ให้จางลงได้ แต่ก็จะกลับมาเป็นซ้ำได้อีก

ตุ่มขึ้นอวัยวะเพศชายที่เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์?

ตุ่มที่อวัยวะเพศที่เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ เกิดได้จาก 2 โรคหลักๆ ดังนี้

1. โรคหูดหงอนไก่

เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่เกิดจากเชื้อไวรัส HPV หรือ Human papilloma virus โดยติดจากการมีคู่นอนหลายคน หรือมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัยป้องกัน 

ลักษณะเป็นติ่งเนื้อสีชมพู คล้ายกับดอกกะหล่ำหรือหงอนไก่ ซึ่งมีวิธีรักษาหลายวิธี ขึ้นอยู่กับขนาดและตำแหน่งของรอยโรค และรักษาหายแล้วก็มีโอกาสที่จะกลับมาเป็นซ้ำได้อีก

วิธีการรักษาหูดหงอนไก่
  1. การรักษาด้วยวิธีจี้ไฟฟ้าหรือเลเซอร์ เป็นการตัดรอยโรคออกไป ลดอาการเจ็บด้วยการฉีดยาชาเฉพาะที่เสียก่อน

    แต่วิธีนี้จะมีข้อเสียตรงที่ควันจากการจี้รักษาจะมีเชื้อไวรัส HPV ถ้าสูดดมเข้าไปมากๆ อาจจะทำให้เกิดการติดเชื้อ HPV ในระบบทางเดินหายใจได้ และยังมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำ 5 – 50%

  2. การรักษาด้วยวิธีจี้ด้วยความเย็น เป็นการใช้ไม้พันสำลีชุบกับไนโตรเจนเหลวแล้วป้ายที่รอยโรค หรือใช้วิธีพ่นสเปรย์ลงบริเวณที่รอยโรค เพื่อให้ความเย็นสัมผัสกับรอยโรคนั้นเป็นระยะเวลาประมาณ 10 – 15 นาที ซึ่งอาจจะทำให้รู้สึกเจ็บปวดบ้างและทิ้งรอยดำไว้

    โดยสามารถทำซ้ำได้ทุก 2 สัปดาห์หรือจนกว่าจะหายดี แต่ขึ้นอยู่กับขนาดของรอยโรคด้วยเช่นกัน และยังมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำ 20 – 40%

  3. การตัดออกด้วยวิธีผ่าตัด โดยใช้ยาชาฉีดเฉพาะที่เพื่อลดความเจ็บปวด และยังเป็นวิธีที่สามารถช่วยลดโอกาสหรือความเสี่ยงในการกลับมาเป็นซ้ำได้มากที่สุด เพียงแค่ 20% เท่านั้น เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยวิธีอื่นๆ

  4. ใช้ยา Imiquimod 5% ทาหรือป้ายที่รอยโรค เป็นการกระตุ้นภูมิต้านทานโรคเพื่อให้ร่างกายกำจัดเชื้อ HPV เหมาะสำหรับหูดหงอนไก่ที่อยู่ในบริเวณที่ราบและไม่ได้อยู่บริเวณเยื่อเมือกต่างๆ ของร่างกาย และยังมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำ 20%

  5. ใช้ยา Podophyllin 5% ทาหรือป้ายที่รอยโรค แพทย์จะแต้มยาชนิดนี้ทิ้งไว้ประมาณ 4 ชั่วโมง แล้วล้างออก

    โดยใช้รักษาเป็นระยะเวลา 3 – 4 สัปดาห์ หรือจนกว่ารอยโรคจะหาย ซึ่งขึ้นอยู่กับขนาดของรอยโรค แต่อาจจะรู้สึกแสบหรือระคายเคืองบริเวณที่แต้มยาไว้ และยังมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำ 20 – 35%

  6. ใช้ยา Trichloroacetic acid 50 – 70% ทาหรือป้ายที่รอยโรค โดยไม่ต้องล้างออก และใช้รักษาซ้ำทุก 2 สัปดาห์ หรือจนกว่ารอยโรคจะหาย แต่อาจจะรู้สึกแสบหรือระคายเคืองบริเวณที่แต้มยาไว้ และยังมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำ 35%

2.โรคหูดข้าวสุก

เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เกิดจากเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า Molluscum contagiosum จะเป็นตุ่มที่มีลักษณะเป็นรอยบุ๋มตรงกลาง เมื่อบีบแล้วจะมีน้ำสีขาวขุ่นคล้ายกับข้าวสุก 

โดยแพทย์จะทำการรักษาด้วยวิธีดังต่อไปนี้

  1. รอเวลาให้หายเอง ใช้เวลาประมาณ 2 – 3 เดือน ซึ่งมักจะใช้กับเด็กที่มีรอยโรคไม่มากนัก เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงความรู้สึกเจ็บจากการรักษาด้วยวิธีอื่น

  2. การขูดออก เป็นการขูดรอยโรคที่เรียกว่า Molluscum bodies ด้วยอุปกรณ์ที่เรียกว่า Curette โดยสามารถใช้ยาชาชนิดแปะ เพื่อลดอาการเจ็บปวดลงได้ และแพทย์จะทำการรักษาซ้ำทุก 2 – 3 สัปดาห์ จนกว่ารอยโรคจะหายไป

  3. การจี้เย็น เป็นการใช้ไม้พันสำลีชุบกับไนโตรเจนเหลวแล้วป้ายที่รอยโรค เพื่อให้ความเย็นสัมผัสกับรอยโรคนั้นเป็นระยะเวลาประมาณ 10 – 15 นาที ซึ่งอาจจะทำให้รู้สึกเจ็บปวดบ้างและทิ้งรอยดำไว้ โดยสามารถทำซ้ำได้ทุก 2 สัปดาห์หรือจนกว่าจะหายดี แต่ขึ้นอยู่กับขนาดของรอยโรคด้วยเช่นกัน

  4. การใช้ยา แพทย์จะใช้ยา Podophyllin เป็นยาชนิดเดียวกันกับที่รักษาโรคหูดหงอนไก่ เพื่อทำลายเซลล์ผิวหนังที่มีการติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ เหมาะสำหรับรอยโรคที่อยู่บริเวณเนื้อเยื่อเมือกของอวัยวะเพศ และแพทย์จะทำการจี้ซ้ำทุกสัปดาห์ประมาณ 4 – 6 สัปดาห์ จนกว่ารอยโรคจะหายไป

จากข้อมูลที่กล่าวข้างต้น เราก็พอจะทราบกันแล้วว่า การมีตุ่มขึ้นที่อวัยวะเพศชายนั้น ไม่ได้มีสาเหตุจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เสมอไป 

แต่เราก็ไม่ควรนิ่งนอนใจเช่นกัน หากไม่มั่นใจว่าเกิดจากสาเหตุอะไร ก็ควรปรึกษาแพทย์เพื่อยืนยันว่าไม่ได้เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ 

อย่างไรก็ตาม ทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์จะต้องใช้ถุงยางอนามัยเสมอ รวมถึงรักษาความสะอาด และหมั่นสังเกตตัวเองด้วยนั่นเอง


2 การอ้างอิง
กองบรรณาธิการ HD มุ่งมั่นตั้งใจให้ผู้อ่านได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง โดยทำงานร่วมกับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงเลือกใช้ข้อมูลอ้างอิงที่น่าเชื่อถือจากสถาบันต่างๆ คุณสามารถอ่านหลักการทำงานของกองบรรณาธิการ HD ได้ที่นี่
HPV Infection in Men (https://www.webmd.com/sexual-c...)
Delaram Ghadishah, Condyloma Acuminatum (Genital Warts) (https://emedicine.medscape.com/article/781735-overview), 22 October 2018

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HD พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ผู้เขียนและผู้รีวิวบทความไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการที่นำเสนอแต่อย่างใด เว้นแต่จะระบุในเนื้อหา การแนะนำสินค้าและบริการแสดงขึ้นอัตโนมัติจากระบบของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
ดูในแอป