เซ็กส์อย่างถูกวิธี

รวมวิธีการป้องกันโรคติดต่อทางเพศ

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 4 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 755,934 คน

รวมวิธีการป้องกันโรคติดต่อทางเพศ

หากพูดถึงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เชื่อว่าร้อยละ 90 รู้จักเป็นอย่างดี แต่เชื่อหรือไม่ว่ายังมีการเกิดโรคเหล่านี้อยู่ทุกวันเพราะหลายคนมักขาดความตระหนักถึงปัญหาที่อาจเกิดขึ้น เพราะคิดว่าดูแลตนเองเป็นอย่างดี หรือเพราะเชื่อใจคู่รักจึงขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการป้องกัน แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็มักจะสายเกินแก้ ส่งผลกระทบมากมายทั้งต่อร่างกายและจิตใจ แต่หากเราตระหนักที่จะเรียนรู้ป้องเอาไว้บ้างก็จะสามารถป้องกันโรคติดต่อได้

โรคติดต่อทางเพศคืออะไร

โฆษณาจาก HonestDocs
ส่งยาคุมถึงบ้าน ไม่เขิน ไม่เสียเวลา

กินยาคุมอย่างถูกต้อง ไม่ต้องกังวลเรื่องท้อง

คลิก

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อจากการมีเพศสัมพันธ์ โดยอาจเกิดจากการที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีเชื้อมาก่อนเมื่อมีเพศสัมพันธ์จึงแพร่เชื้อไปสู่อีกคน โรคที่เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์อันตรายกว่าที่คิด ไม่เพียงแต่ส่งผลเสียต่อตนเองและคู่นอนเท่านั้น หากมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีเพศสัมพันธ์กับหลายคนจะทำให้โรคต่าง ๆ แพร่ไปสู่บุคคลอื่นได้ และถ้าคนใหม่ที่ติดเชื่อไปมีเพศสัมพันธ์กับคู่รักตนเองหรือกับคนอื่นอีก ก็จะทำให้เชื่อถูกแพร่ออกไปไม่รู้จบ ทำให้กระทบต่อครอบครัวอื่นอีกมากมาย สุดท้ายจนเป็นปัญหาระดับสังคม และเศรษฐกิจ

สาเหตุของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มีอะไรบ้าง

การมีกิจกรรมทางเพศเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้เกิดการแพร่เชื้อต่อกัน ไม่เพียงเท่านั้น การให้เลือดหรือการใช้เข็มฉีดยาร่วมกันก็มีส่วนทำให้แพร่เชื้อได้ด้วยเพราะเชื้อโรคบางประเภทสามารถแพร่ผ่านวิธีเหล่านี้ได้โดยไม่มีกิจกรรมทางเพศ เช่น  ไวรัสตับอักเสบ เอ, ไวรัสตับอักเสบ บี  เป็นต้น ส่วนเชื้อโรคที่ก่อให้เกิดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มีดังนี้

  1. เชื้อไวรัส ตัวการที่สำคัญคือ Human papillomavirus/HPV/เป็นเชื้อที่นำพาโรคร้ายแรงมากมาย เช่น เอชพีวี, เชื้อเอดส์
  2.  แบคทีเรีย ได้แก่กลุ่ม โกโนเรีย, ซิฟิลิส, คลามัยเดีย (Chlamydia infection) เป็นที่มาของกลุ่มโรคหนองใน ทั้ง หนองในแท้และหนองในเทียม
  3. เกิดจากเชื้ออื่น ๆ เช่นพยาธิชนิดทริโคโมแนส (Trichomonas vaginalis)

10 โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่มักพบบ่อย 

  1. โรคเอดส์ (AIDS)

โรคเอดส์เกิดจากการรับเชื้อ Human immunodeficiency virus หรือ HIV เข้าไปทำลายเม็ดเลือดขาวที่เป็นแหล่งสร้างภูมิคุ้มกันโรค ทำให้ภูมิคุ้มกันโรคลดน้อยลง จึงทำให้เชื้อโรคฉวยโอกาสแทรกซ้อนเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้น เช่น มะเร็ง วัณโรค และสาเหตุการเสียชีวิตก็มักเกิดขึ้นจากโรคติดเชื้อฉวยโอกาสต่าง ๆ เหล่านี้ ที่จะทำให้อาการรุนแรง และเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว

  1. เริมที่อวัยวะเพศ (Genita Herpes Simplex Virus Infection)

เกิดจากเชื้อไวรัส herpes simplex virus อาการที่มักพบคือปวดแสบบริเวณขา ก้นหรืออวัยวะเพศ มีผื่นผื่นเป็นตุ่มน้ำใส แผลหายได้เองใน 23 สัปดาห์ แต่เชื้อไวรัส herpes simplex virus จะยังอยู่ในร่างกายพร้อมจะกลับเป็นใหม่เมื่อร่างกายอ่อนแอ

  1. แผลริมอ่อน (Chancroid)

เกิดจากเชื้อ Haemophilus Ducreyi อาการที่พบคือเกิดแผลที่อวัยวะเพศ บวมและเจ็บ มักมีหลายแผล มีหนองที่ก้นแผล มีเลือดออกง่าย เวลาสัมผัสเจ็บปวดมาก บางรายต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบจะบวม และเป็นฝี เมื่อฝีแตกจะเป็นแผล บางคนมีต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบหรือที่ชาวบ้านเรียกไข่ดันบวม หากไม่รักษาหนองจะแตกออกจากต่อมน้ำเหลือง

  1. หนองใน (Gonorrhoea)

โรคนี้เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชื่อ Neisseria gonorrhoeae สำหรับโรคหนองใน สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย

  • เพศชาย มักจะพบอาการแสบเวลาปัสสาวะ ปัสสาวะขัด มีหนองไหลออกมาจากท่อปัสสาวะ ในระยะแรกจะพบเป็นมูกใส ๆ แต่หลังจากนั้นจะเป็นหนองสีเหลืองข้น และมีอาการปวดและบวมที่อัณฑะ มีอาการอัณฑะอักเสบ
  • สำหรับเพศหญิง จะพบอาการตกขาวผิดปกติ เช่นตกขาวมาก มีหนองสีเหลือง มีกลิ่นเหม็น มีอาการขัดเบา และแสบเวลาปัสสาวะ ปวดท้องน้อย ปัสสาวะขุ่น มีเลือกะปริบกะปรอยในระหว่างรอบเดือน เป็นต้น
  1. หูดข้าวสุก (Molluscum contagiosum)

          หูดขาวสุกคือการเกิดตุ่มนูนบนผิวหนัง จะพบมากขึ้นในรายที่มีการติดเชื้อ HIV จำนวนตุ่มที่เกิดขึ้นอาจมีมากหรือน้อยขึ้นกับสภาพร่างกายของผู้ป่วย เกิดจากเชื้อไวรัส Molluscum contagiosum virus (MCV) ถ้าใช้เข็มสะกิดตรงกลางแล้วบีบดูจะเป็นหูดสีขาวคล้ายข้าวสุกจึงเรียกว่าโรคหูดข้าวสุกนั่นเอง

  1. หูดหงอนไก่ (Condyloma Acuminata)

ส่วนหูดหงอนไก้นั้นมีละกษณะเป็นติ่งเนื้ออ่อน ๆ สีชมพูคล้ายหงอนไก่ มักจะขึ้นตามอับชื้น เช่นบริเวณใต้หนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชาย, ท่อปัสสาวะ และอัณฑะ ส่วนผู้หญิงจะพบที่ปากช่องคลอด, ปากมดลูก ปากทวารหนัก เป็นต้น เกิดจากไวรัส Human papilloma virus เป็นอันตรายมากหากผู้หญิงเป็นเวลาตั้งครรภ์เพราะจะทำให้หูดโตเร็วกว่าปกติ ถ้าไม่รีบรักษาทารกอาจติดเชื้อได้ขณะคลอด

  1. หิด (Scabies)

โรคหิดเป็นอีกหนึ่งโรคที่มักพบบ่อยสำหรับการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ป้องกัน ลักษณะจะมีตุ่มน้ำใสและตุ่มหนองคันขึ้นกระจายตามร่างกาย มักมีอาการคันมาก ซึ่งเกิดจากตัวไร Sarcoptes scabei สามารถติดต่อได้จากการสัมผัสหรืออยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วย มักพบตามง่ามนิ้วมือ ข้อศอก รักแร้ รอบหัวนม รอบสะดือ อวัยวะสืบพันธุ์ ข้อเท้า หลังเท้า ก้น

  1. ซิฟิลิส (Syphilis)

โรคนี้ถือว่าเป็นโรคที่อันตรายเพราะสามารถติดต่อยาวนานกว่า 2 ปี เกิดจากการติดเชื้อ Treponema pallidum ถ้าทิ้งไว้นานจะทำให้เกิดโรคต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นซิฟิลิสระบบหัวใจและหลอดเลือด ซิฟิลิสระบบประสาท เป็นต้น นอกจากนี้หากมีเชื้อซิฟิลิสระหว่างตั้งครรภ์ยังสามารถ่ายทอดสู่ลูกได้ หรือที่เรียกว่า ซิฟิลิสแต่กำเนิด (congenital syphilis)

  1. โลน (Pediculosis Pubis)

โรคนี้เกิดจากแมลงตัวเล็กที่เรียกว่า pediculosis pubis มักทำให้มีอาการคัน เมื่อเกาจะทำให้เจ้าตัวเชื้อแพร่ไปยังบริเวณอื่นได้ ติดต่อได้จากการสัมผัสทางเพศกับผู้ป่วย หรือใช้กางเกงในร่วมกัน เพราะเจ้าแมลงตัวนี้สามารถไปเกาะตามที่อื่นได้ การรักษาสามารถซื้อยาทาได้ตามร้านขายยา สำหรับคนท้องหรือเด็กควรจะปรึกษาแพทย์

  1. พยาธิช่องคลอด (Vaginal Trichomoniasis)

เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อโปรโตซัว Trichomonas vaginalis ผู้ป่วยจะมีอาการตกขาวผิดปกติ มีสีเขียวขุ่นหรือเหลืองเข้ม มีฟองอากาศและมีกลิ่นเหม็น เกิดการระคายเคืองบริเวณอวัยวะเพศ เจ็บปวดขณะมีเพศสัมพันธ์ คันและแสบปากช่องคลอด

รวมวิธีการป้องกันโรคติดต่อทางเพศ

คงไม่มีการรักษาใดที่ดีไปกว่าการป้องกัน เพราะโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์นั้นไม่ได้ส่งผลกระทบต่อร่างกาย แต่ยังส่งผลกระทบต่อจิตใจอย่างมาก หลายคนอายจนกลายเป็นคนไม่มั่นใจในตัวเอง และที่แย่กว่านั้นคือทำให้

  • อันดับแรกคือการมีสามีหรือภรรยาคนเดียวหมายถึงการไม่เปลี่ยนคู่นอน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของการป้องกันไม่ให้เกิดโรคติดต่อทางเพศ
  • อย่ามองข้ามถุงยางอนามัย เพราะการใส่ถุงยางอนามัยจะช่วยป้องกันการติดเชื้อได้มากมาย
  • อย่าคิดว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องไกลตัว ควรเรียนรู้อาการของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เอาไว้บ้าง
  • หลีกเลี่ยงการร่วมเพศขณะมีประจำเดือน เพราะจะทำให้เกิดโรคติดต่อได้ง่ายกว่าปกติ
  • ไม่ควรมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักเพราะเสี่ยงต่อการติดเชื้อเร็วกว่าปกติ หากจำเป็นให้สวมถุงยางอนามัย
  • ให้ตรวจประจำปีเป็นประจำ

หลายคนนิยามโรคที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์นี้ว่า “โรคฉาบฉวย” เพราะมักเกิดขึ้นกับคนที่ไม่ระวัง เปลี่ยนคู่นอนไปเรื่อย ๆ หรือคนที่คึกคะนอง โดยเฉพาะในหมู่วันรุ่นไปจนถึงวัยทำงาน ด้วยความสนุกจนไม่ทันระวังแต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วมักรักษายากบางโรคเป็นนานหลายปี บางโรคไม่หายขาดด้วยซ้ำไป และหลายรายที่มักจะเสียใจทีหลังเพราะแก้ไขอะไรไม่ได้ อย่างไรก็ตามเรื่องเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวและสามารถป้องกันได้หากรู้จักยับยั้งชั่งใจ และป้องกันให้ถูกวิธี ก็จะช่วยลดการเกิดโรคสัมพันธ์ทางเพศได้

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่

บทความต่อไป
สาเหตุที่พบบ่อย 8 ข้อของการมีเลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์
สาเหตุที่พบบ่อย 8 ข้อของการมีเลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์

สาเหตุของการมีเลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์คืออะไร?