โรคเบาหวาน

โภชนาการบำบัดสำหรับผู้ป่วยเป็นโรคไวรัสตับอักเสบชนิดเรื้อรัง

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 6 นาที
โภชนาการบำบัดสำหรับผู้ป่วยเป็นโรคไวรัสตับอักเสบชนิดเรื้อรัง

วิธีโภชนาการบำบัดสำหรับโรคตับอักเสบไม่ว่าจะเป็นชนิดไหน ก็ต้องใช้เวลานานจึงจะได้ผล ไม่ใช่เพียงไม่กี่วันหรือกี่สัปดาห์ก็จะเห็นผลทันตาทันใด

โภชนาการบำบัดสำหรับชนิดเรื้อรัง และระยะฟื้นไข้ก็ใช้หลักการเดียวกัน คือ ใช้วิธีกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพตับเป็นหลัก เพื่อไม่ให้อาการของโรคลุกลามเร็ว หรือก็คือเป็นหลักการกินอาหารที่ดีสำหรับคนทั่วไป ดังนี้

  1. กินครบ 3 มื้อ แต่ละมื้อกินอิ่มท้องพอเหมาะ
  2. ต้องประกอบด้วย 3 ส่วนหลักคือ มีคาร์โบไฮเดรต (ข้าวสวย เส้นก๋วยเตี๋ยว ขนมปัง) เป็นอาหารหลัก มีโปรตีน (เนื้อสัตว์ ไข่ ถั่ว และผลิตภัณฑ์จากถั่ว) เป็นกับข้าวหลัก มีผักอย่างน้อย 2 อย่าง เป็นกับข้าวเสริมเพราะแม้มีโรคตับอักเสบอยู่ แต่การทำงานของตับก็ยังคงทำหน้าที่ตามปกติเหมือนคนแข็งแรงทั่วไป
  3. กับข้าวควรมีส่วนประกอบหลายอย่าง เพื่อให้รับสารอาหารต่าง ๆ ครบถ้วน
  4. กินผัก – ผลไม้สดทุกวันเพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามิน เกลือแร่ และเส้นใยอาหาร
  5. สาหร่ายและเห็ดต่าง ๆ ก็ควรกิน ช่วยให้ร่างกายได้สารอาหาร และเส้นใยมากพอยิ่งขึ้น
  6. ไม่ต้องจำกัดสารอาหารตัวใดตัวหนึ่งเป็นพิเศษ ยกเว้นไขมันต้องระวังอย่าให้ได้รับมากเกินไป แต่ก็ไม่จำเป็นต้องงดไขมันสัตว์ทุกมื้อ หรือถึงกับเลี่ยงจนร่ายกายขาดสารอาหารตัวนี้ (เว้นแต่ได้รับคำแนะนำจากนักโภชนาการบำบัด)
  7. ควรดื่มนมวัววันละแก้ว เครื่องดื่มต่าง ๆ เช่น ชา กาแฟ ไม่ควรดื่มมากเกินไป งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด
  8. อาหารแต่ละวันต้องมีพลังงานมากพอ ๆ กับพลังงานที่ควรได้รับในแต่ละวัน

    ว่าแต่จะทราบได้อย่างไรว่า พลังงานพอเหมาะและสำหรับตนคือเท่าไหร่ ต้องอาศัยสูตรคำนวณ ดังนี้

    วิธีคำนวณหาพลังงานพอเหมาะที่ควรได้รับต่อวัน

    ร่างกายควรได้รับพลังงานพอเหมาะสำหรับแต่ละวัน ก็เพื่อให้มีใช้พอเหมาะและไม่ทำให้เหลือสะสมไว้ในตับและส่วนอื่น ๆ แต่ปริมาณพอเหมาะสำหรับแต่ละคนก็ต่างกันไปบ้างตามกิจกรรมต่าง ๆ ที่มักมีรูปแบบเหมือนเดิมทุกวัน

    การหาว่าตนเองควรได้รับพลังงานเท่าไรจึงจะเหมาะสม ต้องใช้ 2 เงื่อนไขหลัก คือ ปริมาณพลังงานที่จำเป็นต้องได้รับน้ำหนักตัว 1 kg และ น้ำหนักตัวที่เหมาะสมกับส่วนสูง

    ถ้าอย่างนั้นมาดูกันก่อนว่า ตนเองมีรูปแบบกิจกรรมในแต่ละวันอยู่ในระดับใดเสียก่อน เพื่อหาปริมาณพลังงานที่จำเป็นต้องได้รับน้ำหนักตัว 1 kg

    รูปแบบกิจกรรมในแต่ละวัน

    ถ้าชีวิตในแต่ละวันของคุณ อยู่กับที่เกิน 12 ช.ม. เช่น นั่งขายของอยู่หน้าบ้านทั้งวัน นั่ง ๆ นอน ๆ อยู่ในบ้าน นั่งทำงานอยู่ในสำนักงาน ตั้งแต่ 9.00 น. – 17.00 น. มีโอกาสเดินก็เพียงเดินซื้อของหรือเดินไปมาในที่จำกัด

    สรุปว่าวันทั้งวันมีแต่นั่ง ๆ นอน ๆ มีโอกาสเดินไม่ถึง 1 ช.ม. จัดว่าใช้แรงงานอยู่ในระดับเบา ปริมาณพลังงานที่จำเป็นต้องได้รับในแต่ละวัน คือ 25 – 30 kcal/น้ำหนักตัว 1 kg

    คราวนี้ใช้แรงมากขึ้นอีกหน่อย เพราะเป็นงานที่ต้องยืนนาน เช่น พนักงานเคาน์เตอร์ พนักงานยืนขายของตามห้างสรรพสินค้า แต่ละวันมีโอกาสเดินประมาณ 2 ช.ม. ขึ้นไป รูปแบบชีวิตอยู่กับการไปทำงานประจำที่ต้องเช้าไปเย็นกลับ ต้องยืนโหนรถโดยสารนาน ใช้ระยะเวลาเดินทางทั้งเดินและใช้รถส่วนใหญ่จะยืนอยู่ในรถ) ประมาณวันละ 2 ชั่วโมง

    คนส่วนมากจัดอยู่ในกลุ่มนี้ จัดว่าอยู่ในระดับปกติ ประมาณพลังงานที่จำเป็นต้องได้รับในแต่ละวัน คือ 30 – 35 kcal/น้ำหนักตัว 1 kg

    แต่ถ้าออกแรงกายมากกว่าวันละ 2 ช.ม. อาชีพของคนกลุ่มนี้เป็นงานที่ต้องแบกของ ออกแรงทำงาน ทำการเกษตร ประมง จัดว่าอยู่ในระดับใช้แรงงานหนัก ปริมาณพลังงานที่จำเป็นต้องได้รับในแต่ละวัน คือ 35 – 40 kcal/น้ำหนักตัว 1 kg

    เมื่อได้ปริมาณตัวเลขที่เหมาะสมกับตนแล้ว เรื่องต่อมาคือ ต้องหาน้ำหนักที่เหมาะสมกับส่วนของตน เพื่อให้ได้ค่าเฉลี่ยใกล้เคียงความจริงยิ่งขึ้น เพราะ

    แน่นอนว่า คนเตี้ย ผอม ย่อมต้องการพลังงานน้อยกว่าคนรูร่างสูงใหญ่ แม้จะมีรูปแบบกิจกรรมแต่ละวันเหมือน ๆ กัน

    วิธีหาน้ำหนักตัวที่เหมาะสมกับส่วนสูงของตน

    น้ำหนักตัวที่เหมาะสม (kg) = ส่วนสูง (m) x ส่วนสูง (m) x 22

    ตัวอย่างการคำนวณ

    นาก ก. มีส่วนสูง 170 ซ.ม. น้ำหนักตัวที่เหมาะสม = 1.7 x 1.7 x 22 = 63.6 kgs

    เมื่อได้น้ำหนักตัวที่เหมาะสมแล้ว นำมา x กับปริมาณพลังงานที่จำเป็นต้องได้รับในแต่ละวัน เพื่อหาพลังงานที่ควรได้รับต่อวัน

    พลังงานที่ควรได้รับในแต่ละวัน (kcal) = น้ำหนักตัวที่เหมาะสม (kgs)? ปริมาณพลังงานที่จำเป็นต้องได้รับในแต่ละวัน

    ตัวอย่าง การหาค่าพลังงานที่ควรได้รับในแต่ละวันของนาย ก

    นาย ก สูง 170 ซ.ม. มีอาชีพทำงานแคชเชียร์ (จัดว่าทำงานระดับเบา) = 63.6 x (25 – 30) = 1,590 – 1,900 kcal

    คนรูปร่างท้วมควรใช้ค่าให้ใกล้ 1,590 kcal คนผอมก็ควรใช้ค่าใกล้เคียง 1,900 kcal แต่ส่วนคนที่มีโรคเบาหวานร่วมด้วย ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาปริมาณที่เหมาะยิ่งขึ้น

  9. ควรได้รับโปรตีนพอเหมาะ ทั้งโปรตีนจากพืชและสัตว์ ปริมาณที่ควรได้รับ คือ น้ำหนักตัวที่เหมาะสม x 1 – 1.2 g
  10. กินแล้วควรเอนหลังนอน วิธีนี้ช่วยให้เลือดสามารถพาเอาสารอาหารต่าง ๆ ไหลเวียนมายังตับได้ดีขึ้น ช่วยให้ตับได้รับสารอาหารที่จำเป็นง่ายขึ้นเช่นกัน

คำแนะนำ

เมนูอาหารที่ปรุงขึ้นมา ไม่จำเป็นต้องเลือกใช้ส่วนประกอบหายากอะไรไม่จำเป็นต้องใช้ของแพง แค่ขอให้มีส่วนประกอบหลากหลาย เพื่อให้ร่างกายมีโอกาสได้รับสารอาหารต่าง ๆ ครบถ้วน เป็นแค่อาหารกินประจำวันทั่วไปก็ได้ เช่น ข้าวผัดรวมมิตร ต้มจืดต่าง ๆ เป็นต้น และไม่จำเป็นต้องนำผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมาใช้ (กรณีที่ไม่ได้ขาดสารอาหารอะไร)

เนื่องจากต้องดูแลเรื่องอาหารการกินเป็นระยะเวลานาน จึงต้องระวังเรื่องพลังงานให้ดี ต้องควบคุมอย่าให้น้ำหนักตัวเกินขึ้นเรื่อย ๆ เป็นสำคัญ ทางที่ดีต้องออกกำลังให้น้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานเข้าไว้

แม้เป็นชนิดเรื้อรัง หากเมื่อถึงเวลาที่มีอาการปรากฏ แน่นอนว่าย่อมมีอาการไม่สบายตัวต่าง ๆ รวมทั้งเบื่ออาหาร ถ้าเป็นช่วงเพื่ออาหารก็ต้องใช้หลักตามแบบของชนิดเฉียบพลัน (ซึ่งจะกล่าวต่อภายหลัง)

แต่เมื่อผ่านมาช่วงระยะฟื้นไข้ คือ ระยะที่มีค่า GOT GPT ลดน้อยกว่า 150 KU ช่วงนี้ผู้ป่วยจะมีความรู้สึกอยากอาหารมากขึ้น ดังนั้นในส่วนของช่วงฟื้นไข้จากโรค ก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดบ้างเพื่อความเหมาะสมกับสภาพร่างกาย

อาหารระยะฟื้นไข้

ต้องเน้นโปรตีนมากขึ้น ควรกิจโปรตีนให้มากกว่าคนปกติ เพื่อให้ตับได้นำไปใช้ฟื้นฟูตัวเองได้มากพอคือ วันลละประมาณ 2 g. น้ำหนักตัว 1 kg หรือตกวันละ 70 – 120 g

ตัวอย่างอาหารที่มีโปรตีนสูง แต่พลังงานต่ำ

รายการ

น้ำหนัก

ปริมาณพลังงาน (kcal) โดยเฉลี่ย

ปริมาณโปรตีน (g) โดยเฉลี่ย

เนื้อวัว

100 g

150

20

ตัววัว

100 g

130

18

เนื้อหมู

100 g

135

22

ตับหมู

100 g

130

22

เนื้อไก่

100 g

120

20

ตับไก่

100 g

110

18

ไข่

1 ฟอง

80

6

แฮม

100 g

125

155

หอยแครง

100 g

90

15

นม

200 c.c.

125

5.8

น้ำเต้าหู้

200 c.c.

90

7

โยเกิร์ต

100 g

60

3

เนยแข็ง

1 แผ่น 18 g

60 kcal

4 g

เต้าหู้ขาว

100 g

75

6

ในส่วนของไขมัน

ถ้ากินของมัน ๆ ลงก็กินได้ ก็ควรกินพอเหมาะ เพราะไขมันนับว่ามีประโยชน์ต่อสุขภาพเช่นกัน เป็นต้นว่า ช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน รวมทั้งรักษาสุขภาพเส้นผม

ควรได้รับประมาณ 20 – 25% ของพลังงานที่ควรได้รับในแต่ละวัน หรือตกประมาณ 50 – 70 g

ไขมันควรเป็นไขมันจากอาหารหลากหลาย ไม่ใช่จากไขมันสัตว์เท่านั้น ควรได้รับจากไขมันปลา น้ำมันพืช ถั่วต่าง ๆ เป็นต้น

แต่ถ้าเลี่ยงไขมันสุด ๆ หรือเลี่ยงผิดวิธีจนได้รับไม่พอ จะทำให้หลอดเลือดอ่อนแอลง เกิดโรคเส้นเลือดในสมองและอื่น ๆ ทำให้วิตามินชนิดละลายในน้ำมัน คือ เอ ดี อี พลอยได้รับน้อยลงตามไปด้วย จนมีแนวโน้มขาดวิตามินเหล่านี้ง่ายขึ้น ส่งผลเกิดโรคที่เกิดจากการขาดวิตามินเหล่านี้ตามมา เช่น โรคกระดูกพรุน ผิวแห้ง ตาฟาง เป็นต้น

ส่วนของคาร์โบไฮเดรต

ควรกินให้มากพอเพื่อให้ตับมีแรงต้านทานทนต่อโรค ปริมาณที่ควรได้รับใช้สูตรตามหลักโภชนาการดังนี้

ปริมาณคาร์โบไฮเดรตที่ควรได้รับในแต่ละวัน (g) = ปริมาณพลังงานที่ต้องได้รับในแต่ละวัน (kcal) x0.6x4

ตัวอย่าง ถ้าปริมาณพลังงานที่ต้องได้รับในแต่ละวัน = 2,000 kcal

2,000 kcal x 0.6 ¸ 4 = 300 g

ว่าแต่ 300 g นี้ ควรเป็นคาร์โบไฮเดรตจากอะไรบ้าง ถ้าเป็นข้าวสวย 1 จาน มีน้ำหนักประมาณ 130 g จะได้คาร์โบไฮเดรตประมาณ 40 g. ดังนั้นถ้าจะกินข้าวเพื่อให้ได้คาร์โบไฮเดรตประมารนี้ต้องกินเกิน 7 จาน

แต่ในความเป็นจริง อาหารอย่างอื่นก็มีคาร์โบไฮเดรต เช่น นม 1 แก้ว หนมหวาน 1 ชิ้นเล็ก ผลไม้ 1 ผล ก็มีคาร์โบไฮเดรตมากพอ ๆ กับข้าวสวย 1 จาน และอย่าลืมว่า เครื่องดื่มรสหวาน ๆ หรือแม้แต่อาหารบางอย่างก็ใส่น้ำตาลมากต้องระวังด้วย

ตารางแสดงปริมาณ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมัน ในอาหารทั่วไป

อาหาร

ปริมาณต่อ 1 มื้อ

ปริมาณคาร์โบไฮเดรต

ปริมาณโปรตีน

ปริมาณไขมัน

เนื้อสัตว์

100 g

0 g

20 – 22 g

9 – 10 g

ปลา

100 g

0 g

20 – 22 g

10 – 10.3 g

นม

200 g

10 – 10.2 g

6 – 6.2 g

7 – 7.3 g

ไข่ไก่

1 ฟอง

0 g

6 – 6.2 g

6 – 6.2 g

ขนมปังกะโหลก

 แผ่น

4 – 4.5 g

7 – 7.2 g

4 – 4.3 g

ข้าวสวย

1 จาน (130 g)

40 g

3 – 3.1 g

1 – 1.2 g

นอกจากนี้แม้แต่เกลือ ก็ต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะเกลือก็ไม่ดีต่อสุขภาพตับ และเป็นต้นเหตุทำให้ตัวบวม แต่ละวันควรได้รับไม่เกิน 3 กรัม

คำแนะนำวิธีเลี่ยงเกลือในอาหาร

เลี่ยงอาหารรสเค็ม รสจัด รสเข้มข้น ผักดอง ปลาเค็ม ต้องงด เพราะล้วนแต่มีเกลือมาก ควรกินรสอ่อน

เลี่ยงการใช้น้ำปลา ซีอิ๊ว เกลือ เน้นรสชาติจากอาหาร ถ้าปรุงกินเองได้ยิ่งดี โดยใช้รสอื่นช่วย เช่น รสเปรี้ยว รสเผ็ด

อาหารเนื้อแช่แข็งต่าง ๆ ทั้งแฮม ไส้กรอก ล้วนมีเกลือเป็นส่วนผสมมากต้องเลี่ยง ก่อนซื้อควรดูปริมาณเกลือที่ฉลาก

น้ำก๋วยเตี๋ยวก็ใส่เกลือมาก ควรกินแต่เส้นกับเนื้อ ส่วนน้ำก๋วยเตี๋ยวต้องทิ้งไว้อย่างนั้น หรือไม่ก็สั่งเป็นก๋วยเตี๋ยวแห้งแทน

ถ้าเป็นอาหารสำเร็จรูป ควรเลือกชนิดที่ไม่ใส่เกลือหรือชนิดเค็มน้อย เป็นต้น

ของทอดบางอย่าง เช่น ไก่ทอด นอกจากมีน้ำมันมากแล้ว ผู้ขายยังหมักไก่ด้วยเครื่องปรุงรสต่าง ๆ รวมทั้งเกลือในปริมาณสูง การเลี่ยงของทอดจึงเป็นการเลี่ยงเกลือได้ทางหนึ่งด้วย

คำแนะนำในการปรุงอาหาร

  1. ควรเปลี่ยนส่วนประกอบและวิธีปรุง (ต้ม ผัด นึ่ง) ไม่ให้ซ้ำกันอยู่เรื่อย ๆ ใช้ส่วนประกอบตามฤดูกาล เพื่อช่วยให้เกิดความอยากอาหาร ไม่ควรทำวนอยู่เพียงไม่กี่อย่าง
  2. ใช้เครื่องเทศต่าง ๆ เพื่อช่วยเรียกน้ำย่อย ทำให้กินได้มากขึ้น
  3. เนื่องจากเป็นวิธีที่ต้องทำทุกวัน จึงควรค้นหาว่ารสชาติแบบไหนที่จะช่วยให้กินได้มาก เปลี่ยนรสชาติอาหารให้หลากหลาย เช่น เปรี้ยว เผ็ด รสอ่อน อย่าให้มีรสเดิมตลอด ป้องกันการเบื่ออาหาร ช่วยให้การใช้วิธีโภชนาการบำบัดนี้ทำให้นานต่อเนื่อง

อนึ่ง วิธีโภชนาการสำหรับโรคนี้ ก็ใช่ว่าใช้เหมือนกันหมด จริง ๆ แล้วยังต้องปรับให้เข้ากับสภาพร่างกายและเงื่อนไขอื่น ๆ ของแต่ละคนตามความเหมาะสมด้วย

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่