การดูแลอาหาร

โภชนาการบำบัดสำหรับผู้ป่วยโรคไวรัสตับอักเสบชนิดเฉียบพลัน

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 12 นาที
โภชนาการบำบัดสำหรับผู้ป่วยโรคไวรัสตับอักเสบชนิดเฉียบพลัน

วิธีโภชนาการบำบัดสำหรับชนิดเรื้อรังนั้น เป็นเพราะไม่อาจทราบได้ต้องว่าตนมีอาการของโรคนี้ ดังนั้นเรื่องสำคัญอันดับแรกคือต้องกินอาหารให้มากพอกับความต้องการของร่างกาย สารอาหารต่าง ๆ ที่ควรได้รับก็เช่นเดียวกับคนทั่วไปเป็นหลัก

แต่สำหรับชนิดเฉียบพลัน มีอาการเด่นชัด วิธีโภชนาการบำบัดสำหรับตับอักเสบชนิดเฉียบพลันจึงมีจุดประสงค์เพื่อฟื้นฟูเซลล์ตับที่เสียหายจากอาการอักเสบ และชดเชยสารอาหารที่จำเป็นต่าง ๆ ให้กับตับอีกด้วย เพื่อให้ตับกลับมามีหน้าที่การทำงานเหมือนเดิม

โดยเฉพาะช่วงที่กำลังเป็นดีซ่าน คือ กำลังอักเสบ ผู้ป่วยมีอาการตัวเหลือง ปวดเมื่อยอ่อนเพลียทั้งตัว ค่า GOT GPT เกิน 300 KU และเบื่ออาหารกินไม่ลง จึงต้องปรับอาหารให้เหมาะสมกับสภาพที่เป็นอยู่ ดังนี้

หลักโภชนาการบำบัดสำหรับไวรัสตับอักเสบเฉียบพลัน

อาหารต้องมีคาร์โบไฮเดรตมากพอและมีโปรตีนสูงเป็นชนิดย่อยง่าย (เช่น เนื้อปลา)

ต้องจำกัดไขมันเป็นหลัก ไม่ให้เกิน 20-30 g / วัน เนื่องจากกำลังเป็นดีซ่าน

ตัวอย่างของอาหารที่มีไขมันมากได้แก่ ไอศกรีม ช็อกโกแล็ต อาหาร ชุบแป้งทอด สเต็ก เนยสด มายองเนส หมูสามชั้น และอาหารฟาสต์ฟู้ดต่าง ๆ แม้แต่ผลไม้บางอย่างเช่น อะโวคาโด ก็มีไขมันสูง ต้องระวัง

มีวิตามินและเกลือแร่ต่าง ๆ มากพอ

วิตามินและเกลือแร่ต่าง ๆ นับว่ามีความสำคัญกับตับมาก เพราะการทำหน้าที่ต่าง ๆ ของตับต้องใช้เกลือแร่และวิตามินต่าง ๆ เข้ามาช่วย นอกจากนี้ตับเองก็ต้องใช้เพื่อเป็นการป้องกันเซลล์แก่ตัวลง ป้องกันตับฝ่อตัว สนับสนุนการสร้างเซลล์ใหม่

ตัวอย่างของวิตามินและเกลือแร่ที่ให้ประโยชน์ต่อตับ ดังนี้

วิตามินเอ       คุ้มครองเยื่อบุเซลล์ตับให้แข็งแรงทนทาน

 วิตามินซี          ทำหน้าที่ช่วยฟื้นฟูการทำงานของตับ ช่วยตับคลายพิษต่าง ๆ ในอาหาร

วิตามินอี        ป้องกันเซลล์ตับจากอนุมูลอิสระ

ซีลีเนียม        ป้องกันเซลล์ตับที่ถูกอนุมูลอิสระโจมตีไม่ให้เสียหายไป

โดยเฉพาะสังกะสี เป็นสารจำเป็นสำหรับใช้ฟื้นฟูเซลล์ที่เสียหาย จึงจำเป็นต้องได้รับตัวนี้เป็นอย่างยิ่ง (สังกะสีควรใช้ในรูปของข้าวกล้อง ตับสัตว์ ถั่วต่าง ๆ)

ปริมาณสังกะสีที่ควรได้รับ คือ ประมาณ 9-12 mg/วัน แหล่งของสังกะสีมีดังนี้

ตารางแสดงปริมาณสังกะสีในอาหารต่าง ๆ โดยประมาณ

รายการ

ปริมาณ mg / อาหาร 100 g

หอยนางรม

13

พริกหวาน

10

ตับหมู

7

เนื้อวัว

6.5

งา

5.4

ไข่แดง

4

ข้าวเจ้า

1.5

โกโก้ 100%

7.2

ปลาหมึก

5.5

น่องไก่

3

ถ้าพูดถึงแหล่งอาหารที่ให้สังกะสีมาก ต่างก็ต้องนึกถึงหอยนางรม แต่จากตารางจะเห็นว่า พริกหวานมีปริมาณสังกะสีพอ ๆ กับหอยนางรม แต่ราคาต่างกันมาก

คำแนะนำในช่วงที่เบื่ออาหาร

ช่วงที่มีอาการอักเสบเฉียบพลันระยะแรกจนกว่าจะทุเลา จะมีอาการเบื่ออาหาร ดังนั้นควรเลือกอาหารที่ผู้ป่วยชอบและวิธีต่าง ๆ ต่อไปนี้เพื่อให้ผู้ป่วยกินได้มากขึ้น เช่น

อาหารที่เป็นอาหารหลักของมื้อ ควรเปลี่ยนสลับกันบ้างอย่าเหมือนกันทุกครั้ง เช่น มื้อเช้าเป็นโจ๊กหรือข้าวต้ม กลางวันเป็นเส้นก๋วยเตี๋ยว เย็นเป็นแซนด์วิช เป็นต้น

ควรเป็นรสอ่อน ช่วงนี้ถ้าเป็นอาหารรสเผ็ดหรือรสจัด จะทำให้กระเพาะเกิดความระคายเคืองง่าย ใช้ส่วนประกอบสดใหม่ ช่วยให้อาหารที่ปรุงได้รสอร่อยขึ้นแม้ไม่เค็ม ใช้น้ำผักต้มเป็นน้ำซุป เติมใส่ในข้าวต้ม เลี่ยงน้ำซุปมัน ๆ

อาหารที่ต้องกินร้อน ๆ ก็ควรอุ่นให้ร้อนอย่าปล่อยให้เย็นชืด เช่น ซุป ข้าว ผัด ขนมที่ต้องกินเย็น ๆ ก็ควรใส่ตู้เย็นให้เย็นได้ที่ก่อนกิน เช่น เยลลี่ เต้าฮวยเย็น

จัดแต่งหน้าอาหารให้ดูน่ากิน จัดให้ดูมีสีสันน่ากิน กินขนมที่มีส่วนผสมของนมและแป้ง เช่น บิสกิต คัสตาร์ด เพื่อให้ได้รับพลังงานเพิ่มขึ้น

สารอาหารจำพวกไขมัน ควรใช้เป็นชนิดเหลว เช่น ใช้ในรูปของเนยสด มายองเนสแบ่งกินทีละน้อย ประมาณ 4-5 ครั้ง/วัน ควรเป็นอาหารที่เคยอยากกินหรือชอบกินเป็นประจำ เพื่อกระตุ้นความอยากอาหาร หาเคล็ดลับปรุงให้อร่อยยิ่งขึ้น แต่ถ้ากลืนไม่ลงจริง ๆ ก็ต้องปรึกษานักโภชนาการหรือบุคลากรในโรงพยาบาล

หลังจากอาการดีขึ้น เริ่มมีความอยากอาหาร คราวนี้ก็ต้องเป็นอาหารที่มีโปรตีน พลังงาน และวิตามินสูง โดยเฉพาะวิตามินเอ บี ซี และอี

วิตามิน

พบมากในอาหาร

A

ไข่แดง ปลาไหล ตับสัตว์ กุยช่าย ปวยเล้ง แครอท ฟักทอง

B1

เนื้อหมู ถั่วต่าง ๆ ข้าวกล้อง

B2

ผลิตภัณฑ์นม ไข่ไก่ ปลาไหล เนื้อหมู นมผงขาดมันเนย

C

ผลไม้รสเปรี้ยวต่าง ๆ กีวี ดอกกะหล่ำ มะเขือเทศ บร็อกโคลี่ ปวยเล้ง มันฝรั่ง พริกหวานแดง

E

น้ำมันพืชต่าง ๆ เช่น น้ำมันดอกทานตะวัน ถั่วต่าง ๆ ฟักทอง ปวยเล้ง ปลาไหล

เรื่องของโภชนาการบำบัดสำหรับทั้ง 2 ชนิดนี้ มีรายละเอียดเพียงเท่านี้ อย่างไรก็ตาม ไวรัสตับอักเสบซียังมีข้อห้ามในเรื่องของธาตุเหล็ก ดังนั้น ต่อไปนี้จึงขอเข้าเรื่องของวิธีโภชนาการบำบัดสำหรับไวรัสตับอักเสบซี ชนิดเรื้อรัง

โภชนาการบำบัด สำหรับไวรัสตับอักเสบซี ชนิดเรื้อรัง

แต่เดิมวิธีโภชนาการบำบัดสำหรับไวรัสตับอักเสบซีก็ใช้หลัก (โปรตีนสูง + พลังงานสูง) แต่วิธีนี้กลับทำให้ผู้ป่วยมีธาตุเหล็กสะสมอยู่ในตับมากเกินไปจนส่งผลเสียต่อสุขภาพ

ดังนั้นจึงมีการปรับปรุงเรื่องของอาหารการกิน โดยใช้วิธีจำกัดปริมาณธาตุเหล็กในอาหารเป็นหลัก เรียกว่าแนวทางจำกัดธาตุเหล็กในอาหาร วิธีนี้มีจุดประสงค์เพื่อชะลออาการไม่ให้ลุกลามไปเป็นโรคที่ร้ายแรงกว่านี้ เช่น โรคตับแข็งหรือมะเร็งตับออกไปให้ได้นานที่สุด

เอาเป็นว่าก่อนเข้าสู่เรื่องอาหารจำกัดธาตุเหล็ก มาดูกันก่อนว่า ธาตุเหล็กเกี่ยวข้องกับตับอย่างไรบ้าง

ธาตุเหล็กกับตับ

ธาตุเหล็กมีสูตรทางเคมีว่า (Fe) เป็นส่วนประกอบของเฮโมโกลบิน ส่วนเฮโมโกลบินก็เป็นส่วนประกอบของเม็ดเลือดแดง การที่เลือดเป็นสีแดงก็เพราะเฮโมโกลบิน

เม็ดเลือดแดงมีหน้าที่สำคัญคือ ทำหน้าที่พาออกซิเจนไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ถ้าขาดธาตุเหล็กก็เท่ากับว่าร่างกายพลอยขาดเลือดไปด้วย หรือก็คือ เป็นโรคโลหิตจาง

การได้รับธาตุเหล็กเพียงพอจึงจะช่วยให้มีสุขภาพดี ปัญหาอยู่ที่ถ้าได้รับน้อยเกินไปก็จะทำให้เกิดโรคโลหิตจาง แต่ถ้าได้รับมากเกินไปก็เสี่ยงเป็นมะเร็งตับ ยิ่งเป็นโรคไวรัสตับอักเสบซีก็ยิ่งเสี่ยงมากขึ้น

สารอาหารตัวนี้ร่างกายได้รับธาตุเหล็กจากอาหารเท่านั้น สร้างขึ้นเองไม่ได้ ซึ่งต่างจากคอเลสเตอรอล เพราะนอกจากได้รับจากอาหารแล้ว ร่างกายยังสามารถสร้างขึ้นเองได้

ตรงกันข้าม เม็ดเลือดแดงมีอายุแค่ 120 วันเท่านั้น จึงต้องมีการสร้างใหม่ทดแทน แต่ธาตุเหล็กในนั้นสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้อีก

ตามหลักแล้วถ้ามีธาตุเหล็กมากจนมีเหลือใช้ ก็จะถูกเก็บสะสมไว้ที่ตับม้าม และอื่น ๆ โดยเฉพาะที่ตับนับเป็นแหล่งสะสมธาตุเหล็กที่สำคัญที่สุดในร่างกาย

การที่ตับเก็บสะสมธาตุเหล็กได้ เพราะตับมีกลไกในการเก็บสะสมธาตุเหล็ก กลไกดังกล่าวคือ ฮอร์โมนเฮพซีดีน ฮอร์โมนตัวนี้ทำหน้าที่ควบคุมปริมาณธาตุเหล็ก ถ้ามีเพียงพอแล้วก็จะไม่เก็บเข้ามาไว้อีก

แต่เมื่อตับไวรัสชนิดซี ก็จะทำให้ฮอร์โมนนี้ลดน้อยลง ส่งผลให้ตับสะสมธาตุเหล็กมากเกินไปธาตุเหล็กนี้ว่าไปแล้วก็เหมือน ๆ กับเหล็กทั่วไป คือ เมื่อปล่อยทิ้งไว้นาน ๆ ก็จะเกิดสนิมจับ ทำให้เหล็กผุกร่อน เหล็กในตับก็ทำนองเดียวกัน คือ เหล็กในตับจะช่วยสร้างอนุมูลอิสระ ยิ่งมีธาตุเหล็กมากก็ยิ่ง

มีมากขึ้น อนุมูลอิสระที่เกิดก็จะโจมตีเซลล์ตับตายลง ทำให้ตับทำงานด้อยลง เกิดเซลล์มะเร็งขึ้นที่นี่

ด้วยเหตุนี้ ผู้ป่วยโรคไวรัสตับอักเสบซีชนิดเรื้อรังจึงต้องใช้วิธีต้องใช้โภชนาการบำบัดด้วนการจำกัดปริมาณธาตุเป็นหลัก เพื่อลดความเสี่ยงไวรัสตับอักเสบเรื้อรังชนิด c เนื่องจากไขมันในตับสูงชนิดไม่ใช่เกิดจากแอลกอฮอล์

นอกจากจะทำให้เสี่ยงต่อการเกิดเซลล์มะเร็งแล้ว ยังเสี่ยงต่อการเป็นตับแข็ง ตับนับว่าเป็นอวัยวะที่มีความในการฟื้นตัวสูง แม้ตับบางส่วนเสียหาย เซลล์บริเวณนั้นล้มตาย ก็จะสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมาทดแทน

ถ้าเป็นตับปกติ ตับจะสร้างใหม่ทดแทนที่เดิมไม่มีปัญหา แต่เมื่อถูกไวรัสโจมตี เซลล์ตับเสียเสียหายสร้างใหม่ไม่ จึงเกิดเป็นช่องว่างตับตับต้องใช้วิธีสร้างเส้นใยอุดตันช่องว่างแทน

ยิ่งมีเส้นใยมากตับก็ยิ่งสูญเสียความอ่อน เสียหน้าที่หน้าที่การทำงาน เมื่อมีเส้นใยกระจายทั่วตับ ก็เรียกว่าตับแข็ง ตามชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าตับแข็ง ไม่นิ่มเหมือนตัวปกติที่มีความมันเรียบ ผิวนอกขรุขระ ผิดจากตัวที่มีความมันเรียบ และมีขนาดใหญ่ขึ้น

เรื่องของการมีธาตุเหล็กที่ตับมากเกินไป จึงส่งผลเสียดังกล่าว ผู้ป่วยจึงต้องใช้วิธีจำกัดธาตุเหล็กเพื่อลดความเสี่ยง

เรื่องต่อมาจึงเป็นเรื่องแนวทางจำกัดปริมาณธาตุเหล็กในอาหารแม้จะเรียกว่า จำกัดธาตุเหล็กในอาหาร แต่ก็ไม่ใช่ว่างดกินตับ เนื้อสัตว์ รวมทั้งเครื่องใน ก็น่าจะเป็นอันใช้ได้ ความจริงแล้วยังแล้วต้องมีความความเข้าใจก่อนใช้วิธีดังกล่าว เพื่อให้การใช้ได้ผลดีต่อตนเอง

เริ่มจากความรู้ความเข้าใจพื้นฐานก่อนปฏิบัติจริง

  1. วิธีนี้เป็นต้องปรึกษานักโภชนาการเป็นหลัก ทั้งนี้เพื่อให้ได้แนวทางที่เหมาะกับตนเองมากที่สุด
  2. เป็นวิธีที่ต้องใช้เวลา อีกทั้งไม่ใช่ว่าใช้แต่เมนูแค่ 2 – 3 อย่าง แต่ต้องใช้ให้หลากหลายเมนู และใช้ เป็นเวลาหลายเดือน จากนั้นโภชนาการ หรือผู้เกี่ยวข้องประเมินเพื่อดูผลว่ายังคงในแนวนี้ต่อไป  หรือว่าต้องมีการปรับเปลี่ยนเมนูบางอย่าง
  3. ต้องปฏิบัติตามแนวทางที่ได้มาอย่างถูกต้อง เพราะการทำตามใจตนเองก็ย่อมทำให้ผลที่ได้นั้น  ไม่ได้ผลดีพอ
  4. เข้มงวดมากเกิน พลอยทำให้ขาดสารอาหารอื่น ๆ เพราะอาหารที่มีธาตุธาตุเหล็กมาก ก็มีเหลือแร่อย่างอื่นรวมอยู่ด้วย เช่น แมกนีเซียม สังกะสี ทองแดง แมงกานีส เป็นต้น ดังนั้นถ้าใจจดใจจ่อแต่จำกัดธาตุเหล็กจากอาหาร ก็อาจทำให้ร่างกายได้รับโปรตีน พลังงาน และสารอาหารจำเป็นต่าง ๆไม่พอด้วยทำร่างกายขาดสารอาหาร ก่อปัญหาต่าง ๆ ตามมาเป็นลูกโซ่
  5. วิธีนี้การจำกัดปริมาณธาตุในอาหารให้ร่างกายได้รับให้ได้น้อยกว่า 6 mg / วัน แต่ร่างกายยังคงได้รับสารอาหารจำเป็นต่าง ๆ เหมือนปกติ ถ้าคุณเป็นคนที่กินได้ทุกอย่าง ไม่เลือกกินเป็นบางอย่าง คุณก็จะได้รับธาตุเหล็กในอาหารวันละประมาณ 10 mg แต่เป็นเป็นโรคไวรัสชนิดนี้ ต้องลดลง 6 – 7 mg คือให้เหลือแค่ไม่เกิน 3 mg

ต่อมาทำความรู้จักกับธาตุเหล็กในอาหารกันก่อน

ชนิดของธาตุเหล็กในอาหาร

ธาตุเหล็กในอาหารแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ ฮีมไอรอน (heme iron) และ นอนฮีมไอรอน (non - heme iron)

non - heme คือาตุเหล็กในสัตว์ ส่วน non – heme iron คือ ธาตเหล็กในพืช และสาหร่ายต่าง ๆ

ชนิด Heme iron จัดเป็นธาตุเหล็กที่ร่างกายต้องการดูดซึมได้ง่ายกว่า non – heme iron กล่าวได้ว่าระบบย่อยและดูดซึมสามารถดูดซึม Heme iron ได้เกือบ 25 % ส่วน non – heme iron แค่ประมาณ 5% เท่านั้น

อาหารที่มีธาตุเหล็กสูง

โดยทั่วโลกแล้ว ถ้าให้นึกถึงอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง ก็ต้องยกให้เครื่องในสัตว์ โดยเฉพาะตับ จริง ๆ แล้วยังมีอีกหลายอย่างที่มีธาตุเหล็กมาก ทั้งธัญพืช ผักต่าง ๆ หรือแม้แต่เครื่องดื่มโกโก้

ชนิดของอาหารที่มีธาตุเหล็ก

 

ธัญพืชต่าง ๆ

 

ข้าวสาลีมีมากกว่าข้าวเจ้า ธัญพืชชนิดปรุงสำเร็จ พร้อมชงดื่ม ข้าวกล้อง อาหารจำพวกเส้นต่าง ๆ จมูกข้าวสาลี งา เม็ดมะม่วงหิมพานต์

ผัก

สีใบยิ่งเข้มยิ่งมีธาตุเหล็กมาก สียิ่งอ่อนยิ่งมีธาตุเหล็กน้อย ผักใบสีเข้ม ได้แก่ ผักชีฝรั่ง ปวยเล้ง คะน้า กวางตุ้งไตหวัน บร็อกโคลี โดยเฉพาะผักชีฝรั่งให้มากกว่าปวยเล้งถึง 3 เท่า

เห็ดและสาหร่าย ต่าง ๆ

เห็ดหูหนู เห็ดหอมแห้ง เห็ดเข็มทอง สาหร่ายแผ่น

ล้วนมีแต่ธาตุเหล็กมาก

เนื้อต่างๆ

เนื้อสัตว์สี่ยิ่งแดง (ตามธรรมชาติ) ก็ยิ่งแสดงว่ามีธาตุเหล็กมาก ตับสัตว์จึงนับว่ามีธาตุเหล็กมากกว่าส่วนเนื้อต่อน้ำหนักที่เท่ากัน ตับหมูมีมาก ตามมาคือตับไก่ ส่วยตับวัวน้อยกว่าตับไก่ แต่สำหรับเนื้อหมูและเนื้อไก่ มีธาตุเหล็กค่อนข้างน้อย

สัตว์จำพวกปลา

เนื้อปลายิ่งมีสีแดงก็ยิ่งมีธาตุเหล็กมากเช่นกัน เช่น ปลาโอ ปลาทูน่า ปลาซาร์ดีน ปลาซาบะ ไข่ปลา และเครื่องในปลา ลูกปลาชนิดที่กินทั้งตัว สัตว์ทะเลต่าง ๆ ที่สามารถกินได้ทั้งตัว ทำให้กินเครื่องในเข้าไปด้วยก็ถือว่าเป็นปริมาณธาตุเหล็กสูง เช่น หอยต่าง ๆ เพราะต้องกินทั้งตัว รวมถึงเครื่องในของมัน เช่น หอยลาย หอยนางรม

ไข่ไก่

ไข่ ถือว่าให้โปรตีนสูง ราคาถูกกว่าเนื้อสัตว์ ไข่แดงมีธาตุเหล็ก แต่ไข่ขาวแทบไม่มีเลย

เครื่องดื่ม และขนม

โกโก้จัดเป็นเครื่องดื่มที่มีแร่ธาตุเหล็กมาก น้ำตาลทรายแดง ผงแกงขมิ้น ลูกพรุน ขนมต่าง ๆ ที่ใช่ใส่ไส้ถั่งแดง

ถั่วต่าง ๆ

ถั่วต่าง ๆ ล้วนแต่มีธาตุเหล็กมาก ยิ่งถ้าได้รับการปรุงแต่งเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆก็ยิ่งมีแนวโน้มยิ่งขึ้น

 จะเห็นว่าอาหารเหล่านี้ เป็นอาการที่หากินได้ทั่วไป นอกจากมีธาตุเหล็กแล้วยังมีวิตามิน เกลือแร่ และสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายต่าง ๆ อีกมาก ดังนั้นถ้าไม่กินของเหล่านี้เลย ก็จะกลับจะทำให้ขาดสารอาหารต่าง ๆ ตามมา จึงต้องมีแนวทางจำกัดธาตุเหล็กในอาหารอย่างถูกต้อง เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารอื่น ๆ ด้วย

แนวทางจำกัดธาตุเหล็กในอาหาร และโภชนาการการบำบัดสำหรับไวรัสตับอักเสบซีชนิดเรื้อรัง

มีจุดประสงค์เพื่อจำกัดธาตุเหล็ก แต่ได้รับสารอาหารอื่น ๆ รวมทั้งโปรตีน และพลังงานในปริมาณพอเหมาะในแต่ละวัน ดังนี้

ธาตุเหล็ก  6.0 mg

ปริมาณพลังงานที่ควรได้รับ 30 kcal+1 นำหนักปริมาณ+2 (kg)

ปริมาณโปรตีน 1.1 – 1.2g x น้ำหนักตัวมาตรฐาน+2 (kg)

ปริมาณไขมัน 20% ของพลังงานควรที่จะได้รับหรือต้องระวังอย่าให้ได้รับมากเกินไป

*1 : 30 kcal ตัวเลขนี้คือพลังงานที่จำเป็นต้องได้รับ / น้ำหนักตัว 1 kg (อาจมากน้อยต่างกันไปบ้างแล้วแต่กิจกรรมในแต่ละวัน)

*2 : น้ำหนักมาตรฐาน (kg) = ส่วนสูง (m) x ส่วนสูง (m) x 22

ตัวอย่าง : เพศชาย สูง 170 cm = (1.7 x 1.7 x 22) x 30 kacl = 1907 คือตกประมาณ 1,900 kcal

เลี่ยงอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง แต่ไม่ใช่งดทั้งหมด เพราะแม้ต้องเลี่ยงแต่ก็ไม่ได้หมายความหมายว่า ห้ามกินเด็ดขาด เพียงแต่ต้องกินในปริมาณน้อยลงต่อมื้อ กินอาหารต่าง ๆ ร่วมกัน โดยแต่ละอย่างรวมแล้วได้รับธาตุเหล็กน้อย แบบนี้จะช่วยให้ยังได้รับสารอาหารตัวอื่นได้

ผักต่าง ๆจัดได้ว่ามีธาตุเหล็กที่ร่างกายดูดซึมได้ยาก ดังนั้นควรกินผักหลายอย่างในคราวเดียวกัน ก็จะช่วยให้ได้รับวิตามิน และเกลือแร่ต่าง ๆ แถมยังอิ่มท้องได้ ถ้าจำกัดธาตุเหล็กให้อยู่ในวันละ 6 mg ไม่ได้ ก็ควรกินปริมาณ 2 – 3 วัน ให้ได้เฉลี่ยไม่เกินวันละ 6 mg ก็ยังดี

ว่าแต่ทราบไหมว่า 6 mg คือแค่ไหน คำตอบคือ 1 g มี 1,000 mg นึกง่าย ๆ ว่าเอาเนื้อสัตว์น้ำหนัก 1 g มาหั่นเป็น 1,000 ชิ้น ทุกชิ้นมีขนาดเท่ากันหมด 6 mg ก็คือ 6 ชิ้น

เลี่ยงกินอาหารที่มาตุเหล็กจากพืช และสัตว์ทั้ง 2 ชนิดร่วมกัน เพราะแม้ non - heme iron จะถูกดูดซึมได้ยากกว่า แต่ถ้ากินร่วมกับอาหารที่มี heme iron ก็จะช่วยให้การดูดซึมดีขึ้น ตัวอย่างอาหารที่เห็นได้ง่ายคือ ตับหมูผัดกุยช่าย อาหารแบบนี้จึงไม่เหมาะกับคนเป็นโรคนี้ แต่เหมาะกับคนเป็นโลหิตจางมากกว่า

หอยต่างๆ และควรเลี่ยงปลาเนื้อแดง รวมทั้งส่วนที่เป็นไขมัน ควรกินเป็นปลาเนื้อขาวแทน เช่น ปลาหมึก กุ้ง เพราะมีโปรตีน แต่ธาตุเหล็ก

อย่ากินจุเกินเหตุ

เพราะผู้ป่วยมีโอกาสเป็นโรคแทรกช้อนอย่างเช่น เบาหวานและไขมันในตับสูงได้ง่ายขึ้น จึงต้องระวังไม่กินมากเกินไปจนมีพลังงานเหลือ ต้องเป็นอาหารที่มีพลังงานพอเหมาะและมีสารอาหารต่างๆ ในสัดส่วนสมดุล

เรื่องของโปรตีน

โรคนี้เป็นโรคที่ทำให้เซลล์ตับเสียหาย จึงต้องช่วยตับฟื้นฟูเซลล์ตับขึ้นมาใหม่ โดยต้องกินโปรตีนให้มากพอที่จะใช้ในการสร้างและซ่อมแซมเซลล์ที่สึกหรอ ดังนั้นต้องบริโภคโปรตีนคุณภาพดี เช่น ไข่ไก่ นม และผลิตภัณฑ์นม

นมและผลิตภัณฑ์จากนมรวมทั้งโยเกิร์ต จัดว่ามีธาตุเหล็กน้อย แต่เป็นแหล่งให้แคลเซียม ช่วยบำรุงกระดูก แต่ปัญหาเรื่องไขมันนม ควรใช้เป็นชนิดพร่องมันเนย และไม่ดื่มบ่อยถึงขนาดดื่มแทนน้ำเปล่าทุกครั้ง ควรดื่มไม่เกินวันละ 1 แก้ว

ส่วนไข่ ควรใช่วิธีกินครึ่งใบหรือกินเฉพาะไข่ขาว เลี่ยงเนื้อวัวและตับสัตว์ ควรกินเป็นเนื้อไก่ เพราะมีธาตุเหล็กน้อยกว่า

เลี่ยงการบริโภคโปรตีนร่วมกับผลไม้รสเปรี้ยว

เพราะผลไม้รสเปรี้ยวมีวิตามินชี ช่วยให้ร่ายกายดูดซึมธาตุเหล็กชนิดจากพืชและสัตว์ได้ง่ายขึ้น

สำหรับผลไม้พวกนี้ ควรกินต่างหากเป็นของว่างหลังจากกินข้าวไปแล้ว 2-3 ช.ม. ก็จะช่วยให้ได้รับวิตามินชีและสารอาหารอื่นๆ เพิ่มขึ้น

ตัวอย่างผักและผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง

รายการ g

ปริมาณวิตามินซี mg

บร็อกโคลี 80

128

กะหล่ำปลี 100

44

พริกหยวก 40

32

สตรอว์เบอร์รี 100

80

เลี่ยงบริโภคแอปเปิลร่วมกับเนื้อสัตว์ เพราะแอปเปิลมีกรด malic acid ซึ่งก็จะช่วยทำให้ร่างกายดุดซึมธาตุเหล็กได้มากขึ้นเช่นกัน

ข้าวสวยมีธาตุเหล็กน้อยกว่าขนมปังหรืออื่นๆ ที่ทำจากข้าวสาลี ดั้งนั้นควรกินข้าวเป็นอาหารหลัก และเปลี่ยนเป็นขนมปัง อาหารเส้นเป็นบางครั้ง ถ้าเป็นข้าวสารขาวก็จะมีธาตุเหล็กน้อยกว่าข้าวกล้อง

เลี่ยงของทอด รสจัด ผักดอง ของเข็มต่างๆ ถ้าจะกินควรเป็นแค่ครั้งเดียวต่อวันเท่านั้น และไม่กินทุกวัน

กินผักต่างๆ ร่วมกันให้มากพอ โดยเฉพาะผักสีอ่อนและผักสีเหลืองเพราะมีธาตุเหล็กน้อย แต่มีเกลือแร่และวิตามินต่างๆ รวมทั้งเส้นใยอาหารช่วยป้องกันท้องผูก ส่วยผักใบเขียวเข้ม  สาหร่าย เต้าหู้ ควรกินบ้างเป็นบางครั้งแต่ไม่ควรบ่อยจนเกินไป

ผลไม้และหัวเผือกหัวมัน นับว่ามีธาตุเหล็กน้อย แต่มีเกลือแร่ วิตามินและเส้นใยมากเช่นกัน

ควรดื่มชาเขียวขณะกินอาหารหรือหลังกินเสร็จใหม่ๆ เพราะสารแทนนินในชาเขียว กาแฟ และชาฝรั่ง มีคุณสมบัติช่วยขัดขวางการดูดซึมธาตุเหล็ก

ห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด เพื่อรักษาสุขภาพตับ เพราะตอนนี้เป็นที่ทราบแน่ชัดว่า แอลกอฮอล์เสี่ยงต่อการเป็นตับแข็งหรือมะเร็งตับเร็วขึ้นและยังทำให้วัคชินอินเตอร์ฟีรอนมีฤทธิ์ด้อยลง ดั้งนั้น ขณะใช้ยาฉีดตัวนี้ ต้องงดแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะไวน์ นับว่ามีธาตุเหล็กมากกว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชนิดอื่น

งดบุหรี่

บุหรี่ นอกจากเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปอดแล้ว ยังเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งตับด้วย

การปรับจำนวนพลังงานที่ควรได้รับในแต่ละวัน ควรปรับจากการปริมาณข้าวสวย อย่าใช่เมนูเดิมตลอด ควรเปลี่ยนวิธีปรุงไม่ให้ซ้ำกันทุกมื้อ และปรับแต่งอาหารให้ดูน่ากิน เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยกินได้เยอะขึ้น เพราะช่วงอักเสบนี้ จะมีอาการเบื่ออาหารมาก

เครื่องปรุงรส ควรเลี่ยงซีอิ๊ว  เพราะทำจากถั่งเหลือง และยังมีเกลือมากควรใช้รสชาติอื่นแทนรสเค็ม

เมื่อกินอาหารเสร็จแล้ว ควรเอนหลังนั่งสักพัก 10 – 30 นาที เพราะช่วงนี้ระบบทางเดินอาหารกำลังทำงานหนัก ทำให้เลือดที่ต้องหล่อเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ทั่วตัวนั้นไหลมาเลี้ยงอวัยวะเหล่านั้น เพื่อช่วยให้ทำงานได้ดีขึ้น

ทราบไหมว่า แค่เปลี่ยนท่านอนเป็นท่าลุกขึ้นยืน เลือดจะไหลไปยังตับลดลง 30 % ถ้าเปลี่ยนจากท่านอนเป็นการเดินหรือออกกำลัง  ก็มีผลทำให้เลือดบางส่วนต้องไปเลี้ยงให้ถึงปลายมือปลายเท้า แบบนี้จึงส่งผลให้เลือดไปยังตับลดลงจากเดิมถึง 50 % ย่อมส่งผลเสียต่อตับของผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบซี ด้วยเหตุนี้ถ้าเป็นไปได้ควรเอนหลังหรืออย่างน้อยก็นั่งนิ่ง ๆ สักตรู่

มีสุขนิสัยการกินที่ถูกต้องเช่น กิน 3 มื้อตรงเวลา ไม่ควรกินก่อนนอน เป็นต้น

นอกจากอาหารแล้ว ยังต้องระวังได้รับจากทางอื่นด้วย เช่น ภาชนะหรือเครื่องครัวที่ทำด้วยเหล็กก็สามารถละลายด้วยเหล็กเข้ามาปนกับอาหารได้บ้างไม่มากก็น้อย ทำให้ได้รับเพิ่มควรเลี่ยงเครื่องครัวไม่ว่าจะเป็นกะทะ หม้อ จานที่จากเหล็กหรือสเตนเลส แต่ควรใช้เป็นภาชนะอย่างอื่น เช่น แก้วทนไฟ กระเบื้อง หรือไม้แทนจะดีกว่า

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารต้องระวัง เพราะส่วนมากแล้วมีสำหรับคนเป็นโลหิตจาง ช่วยบำรุงโลหิตจาง จึงมีสรรพคุณช่วยให้ร่างกายได้รับธาตุเหล็กมากขึ้น วิธีที่แนะนำมานี้ใช้ได้กับผู้ป่วยเรื้อรังจนกระทั่งเริ่มเป็นตับแข็ง แต่ถ้าเป็นโรคตับแข็งแล้ว ก็ต้องใช้วิธีเฉพาะต่างไปจากนี้

แต่สำหรับหนุ่มสาวที่เป็นวัยรุ่น (อายุยังไม่ถึง 20 ปี) หญิงตั้งครรภ์จำเป็นต้องได้รับธาตุเหล็กมากพอ จึงนับว่าเป็นช่วงสำคัญกว่าคนกลุ่มอื่น ดังนั้นถ้าไม่ได้มีปัญหาเรื่องตับอักเสบชนิดซี หรือรักษาแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องกินอาหารชนิดจำกัดปริมาณธาตุเหล็ก

ข้อควรระวังเมื่อต้องกินข้าวนอกบ้าน

ที่แน่ ๆ ถ้ากินนอกบ้าน มีโอกาสได้รับธาตุเหล็กมากกว่า 3 mg เพราะลักษณะของอาหารที่ขายกันโดยทั่วไป สรุปได้ว่า มีน้ำมันหรือไขมันสูง รสเค็ม หรือเข้มข้น มีผักน้อย ถ้ากินนอกบ้าน จึงต้องมีข้อควรระวัง ดังนี้

เลี่ยงรายการอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง อาหารที่แนวโน้มว่ามีธาตุเหล็กสูง ให้ใช้ในการอ้างอิงจากตารางที่ให้ไว้ก่อน

เลี่ยงรสเค็ม หรือใช้น้ำมันมาก เลี่ยงรายกรที่มีโปรตีน และพลังงานสูงเน้นผักเป็นหลัก

เลือกอาหารที่มีคาร์ไฮเดรตเป็นอาหารหลัก เช่น ข้าวสวย ก๋วยเตี๋ยว ขนมปัง ถ้าอาหารมีปริมาณมากก็ต้องเหลือทิ้งไว้ อย่ากินจนหมดด้วยความเสียดาย แม้แต่น้ำก๋วยเตี๋ยวอร่อย ๆ ก็ต้องเหลือทิ้งไว้ เพราะล้วนแต่ทำให้ได้รับพลังงานเกิน อีกทั้งน้ำก๋วยเตี๋ยวยังมีเกลือเป็นส่วนมาก

ถ้าต้องไปกินเลี้ยงต่าง ๆ ต้องตักกินแต่น้อย และไม่ตักเพิ่มอีก เอาเวลาส่วนใหญ่คุยใหญ่คุยกับคนข้าง ๆ ให้มากจะดีกว่า

ขนม ควรเลี่ยงขนมเค้ก เพราะมีเนย ครีม น้ำตาล แป้ง ล้วนแต่ให้พลังงานสูง ขนมที่ประกอบด้วยงา และโกโก้ก็ควรกินแต่น้อย

 บุคคลกลุ่มต่อไปนี้ ไม่ควรใช้วิธีจำกัดธาตุเหล็กในอาหาร

 บุคคลกลุ่มต่อไปนี้ ไม่ควรใช้วิธีจำกัดธาตุเหล็ก เนื่องจากจะทำให้ร่างกายเกิดภาวะขาดธาตุเหล็ก ส่งผลเสียต่อสุขภาพในด้านต่าง ๆ

  • ผู้ป่วยโรคตับแข็งในระยะลุกลาม มีค่า อัลบูมิน (albumen) น้อยกว่า 3.5 g/dL
  • หญิงตั้งครรภ์ โดยเฉพาะหญิงตั้งระยะให้นมบุตร ควรได้ประมาณ 40 mg
  • หนุ่มสาววัยรุ่น (อายุยังไม่ถึง 20 ปี)
  • คนที่ไม่ได้ติเชื้อไวรัสตับอักเสบซี
  • คนที่ป่วยด้วยโรคนี้ แต่ได้รับการรักษาจนเป็นปกติ

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่