เทคโนโลยีด้านสุขภาพ

สาระน่ารู้จากการตรวจเลือด

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 10 นาที
สาระน่ารู้จากการตรวจเลือด

สาระน่ารู้จากการตรวจเลือด

Bleeding Time....min

วัตถุประสงค์

            เพื่อจะทราบว่าเมื่อผิวหนังของร่างกายเกิดบาดแผลจนมีเลือดไหลออกมาจะใช้เวลานานกี่นาทีเลือดจึงจะสร้างลิ่มเลือดจนทำให้หยุดไหล

คำอธิบายอย่างสรุป

            1. Bleeding Time ได้จากการทดสอบง่ายง่ายแต่ผู้ทำการทดสอบต้องเป็นผู้ทำงานในสายการแพทย์หรือการพยาบาลเท่านั้น โดยกรรมวิธีในการทดสอบอาจกระทำดังนี้

                        ก. ผู้ถูกทดสอบจะต้องถูก 1000 แขนด้วยแผ่นยางอัดลม (ที่ใช้วัดความดันเลือด) ณ บริเวณท่อนแขนส่วนบนตรงที่ใช้วัดความดันเลือดแล้วอัดลม จนมีความดันขึ้นไปที่ 40 มิลลิเมตรปรอท

                        ข. ภายหลังจากนั้นจึงเรื่อง. บริเวณที่จะเจาะเลือดที่แขน ท่อนล่างโดยทำความสะอาดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรคให้แน่ใจว่าแขนปลอดเชื้อเสียก่อน

                        ค. ใช้เข็มฉีดยาขนาดเล็กจอดลงใต้ผิวหนังลึกประมาณ 1 มิลลิเมตรเมื่อเลือดไหลจึงเริ่มจับเวลาพร้อมกับผ่อนลมแผ่นยางรัด

                        ง. เมื่อเลื่อนไหลออกจากผิวหนังก็ให้เช็ดด้วยผ้าหรือกระดาษกรองซับเลือดที่ปราศจากเชื้อโรคทุกๆ 30 วินาทีจนกว่าผ้าหรือกระดาษซับไม่ติดเลือดซึ่งแสดงว่าเลือดหยุดไหล

                        จ. เมื่อเลือดหยุดไหลเมื่อใดก็ตรวจดู เวลาว่าผ่านไปเป็นเวลากี่นาทีนับตั้งแต่ได้เริ่มจับเวลา

                        ฉ. จำเป็นต้องใช้เข็มเจาะกระทำซ้ำอีกหนึ่งแห่งเพื่อจับเวลาอย่างเดียวกัน

                        ช. นำเวลาที่เป็นนาทีทั้งสองครั้งมาคำนวณหาค่าเฉลี่ยทั้งนี้เวลาตามผลลัพธ์ที่คำนวณได้คือ Bleeding Time

            2. สรุปว่า Bleeding Time คือช่วงเวลาที่เลื่อนเริ่มไหลจากการถูกเจาะผิวหนังด้วยวิธีมาตรฐานจนกว่าจะหยุดไหลเอง

            3. องค์ประกอบที่จะทำให้เลือดหยุดไหลก็คือ จำนวนหรือค่าของเกล็ดเลือดในระดับปกติ

ค่าปกติ

            1. ให้ยึดถือตามข้าที่ระบุไว้ในใบรายงานแสดงผลเลือด (ถ้ามี)

            2. ค่าปกติทั่วไป

  Bleeding Time : 3 – 6 min

ค่าผิดปกติ

            1. ในทางน้อย อาจแสดงผลว่า ร่างกายมีเกล็ดเลือดมากเกินไป

            2. ในทางมาก อาจแสดงผลว่า

                        ก. ร่างกายมีเกล็ดเลือดต่ำเกินไป (thrombocytopenia)

                        ข. อาจขาดวิตามินซี

                        ค. ไขกระดูกอาจทำงานบกพร่อง ทำให้ผลิตเกล็ดเลือดออกในเกณฑ์ต่ำเกินไป

                        ง. อาจกำลังเกิดโรคมะเร็งในไขกระดูก

                        ฉ. อาจเกิดสภาวะม้ามทำงานเกิน (hypersplenism) หรือม้ามโตจึงทำลายเกล็ดเลือดมากกว่าปกติ

                        ช. อาจเกิดโรคตับอย่างร้ายแรง

Clotting Time...min

วัตถุประสงค์

            เพื่อจะทราบเวลาเป็นนาทีว่าเมื่อเลือดออกมาพ้นจากร่างกายแล้วจะเกิดสภาวะการแข็งตัว (clotting) ด้วยช่วงเวลานานเท่าใด

            ฉะนั้น Clotting Time จึงมีความหมายอย่างสรุปว่าช่วงเวลาที่เลือดแข็งตัว

คำอธิบายอย่างสรุป

            1. Clotting Time มักใช้ทดสอบร่วมกันกับ "Clot Retraction" (การยุบตัวของก้อนเลือดนับตั้งเเต่เริ่มเเข็งตัว)

            2. กรรมวิธีในการทดสอบก็กระทำคล้ายคลึงกับการใช้เลือดทั่วไป ด้วยการดูดจากหลอดเลือดดำ (เหมือนการตรวจผลเลือดอย่างอื่น) โดยนำเลือดใส่ลงในหลอดเลือดที่หล่อน้ำไว้ด้วยอุณหภูมิเท่าอุณหภูมิร่างกาย คือ 98.6 องศาฟาเรนไฮต์ (37 องศาเซนติเกรด) ก่อนที่จะรีบนำส่งห้องปฏิบัติการ

            3. เจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการ (laboratory) จะเอียงคว่ำหลอดเลือดกลับไปกลับมาทุกๆ 30 วินาที จนกว่าเลือดจะหมดสภาพจากการเป็นของเหลวทั้งนี้ โดยการเริ่มต้นจับเวลาจนกว่าเลือดจะแข็งตัวและจัดจับเวลาอีกครั้งนับตั้งแต่เลือดแข็งตัวไปจนกว่าจะยุบตัวลงประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ (เห็นได้จากข้างหลอดแก้ว)

ค่าปกติของ Clotting Time

 Clotting Time : 5 - 8 min

 

ในกรณีมีการทดสอบ Clot Retraction (การยุบตัวของก้อนเลือด) ด้วยค่าปกติทั่วไปของ Clot Retraction คือ

  50% Clot Retraction in 1 hour

 

ค่าผิดปกติ : Clotting Time นานมากกว่าค่าปกติ (8 นาที) อาจแสดงผลว่า

            1. ร่างกายอาจขาดองค์ประกอบที่ทำให้เลือดจับตัวเป็นก้อน (coagulation factors) อย่างร้ายแรง เช่น ค่าโปรตีนรวมในเลือดอาจต่ำเกินไปหรือค่าแคลเซียมในเลือดมีน้อยเกิน ไปทั้งนี้หากวิตามิน เค ในร่างกายมีต่ำเกินไป ก็ล้วนแต่จะทำให้ผลต่อการจับตัวของเลือดทั้งสิ้น

            2. อาจมียาละลายลิ่มเลือด (anticoagulants) ตกค้างอยู่ในกระแสเลือด เช่น ยาแอสไพริน หรือยาเเก้ปวด ชนิด "NSAID" (nonsteroidal antiinflammatory drugs)

Hb Typing

วัตถุประสงค์

            เพื่อจะทราบชนิดของเฮโมโกลบิน (Hb) ว่า ชนิดใดที่โดดเด่นเป็นหลักและอาจจะแสดง จำนวนของชนิดอื่นเป็นเปอร์เซ็นต์ให้เห็นโดยครบถ้วนด้วยก็ได้

จำนวนเปอร์เซ็นต์ของ Hb แต่ละชนิด อาจช่วยแสดงให้เห็นถึงความผิดปกติอันเป็นพยาธิสภาพของโรคเลือดโดยตรง

คำอธิบายอย่างสรุป

            1. โดยเครื่องมือวิทยาศาสตร์การแพทย์รุ่นใหม่ที่เรียกว่า "Hemoglobin Electrophoresis" ซึ่งสามารถวัดขนาดอนุภาคของสารที่แขวนลอยในของเหลวได้  จึงทำให้สามารถตรวจแยกให้เห็นความแตกต่างของเฮโมโกลบินแต่ละชนิดจากเลือดที่มีความไม่ปกติหลายประเภทซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากพันธุกรรมได้

            2. ชนิดของเฮโมโกลบิน (Hb) ที่สำคัญ ซึ่งอาจตรวจพบได้มี 6 ชนิดดังนี้

                        ก. Hb A1 เป็นเฮโมโกลบินส่วนใหญ่ที่แสดงคุณสมบัติให้เห็นถึงความเป็นปกติของเม็ดเลือดแดง (RBC)

                        ข. Hb A2 เป็นเฮโมโกลบิน ส่วนน้อย (2-3 %) ในกรณีที่แสดงค่าว่ามีจำนวนน้อยจริง ซึ่งอาจจะนำว่าเป็นความผิดปกติของเฮโมโกลบินทั้งหมดของเลือด

                        ค. Hb F เป็นเฮโมโกลบินของทารก (Fetus = ทารกที่ยังอยู่ในครรภ์) ซึ่ง จะยังคงมีในผู้ใหญ่ด้วยจำนวนที่ไม่มากนักแต่หากจำนวน Hb F มีมากกว่า 2 เปอร์เซ็นต์ในร่างกายผู้ใดที่อายุเกิน 3 ขวบจะได้รับการวินิจฉัยว่าเฮโมโกลบินในเลือดมีความผิดปกติ

                        ง. Hb S เป็นเฮโมโกลบินที่มีลักษณะไม่ปกติแสดงสภาวะเสี่ยงที่จะเกิดโรคโลหิตจางเนื่องจากเม็ดเลือดแดงเป็นรูปเคียว (sickle cell anemia) นับเป็นความผิดปกติที่เม็ดเลือดแดงควรจะมีรูปร่างเป็นจานกลมแบน (biconcave disk)

                        จ. Hb C เป็นเฮโมโกลบินที่ผิดรูปแบบอีกชนิดหนึ่งที่มักจะเกิดมีในบุคคลที่มีบรรพบุรุษข้ามสายพันธุ์ เช่น ชาวอเมริกันผิวดำในเม็ดเลือดแดงที่มี Hb C จะมีอายุสั้นกว่าปกติ (เม็ดเลือดแดงปกติจะมีอายุประมาณ 120 วัน) และเม็ดเลือดแดง Hb C ยังมีโอกาสแตกสลายง่ายกว่าเม็ดเลือดแดงปกติ

                        ฉ. Hb H เป็นเฮโมโกลบินที่ผิดปกติค่อนข้างร้ายแรงอีกชนิดหนึ่งเพราะมีอินชนิดแอลฟา 1 ตัวและชนิดบีตาจำนวน 3 ตัวแทนที่จะมีแอลฟา (α) 2 ตัว และบีตา (β) 2 ตัว ตามที่ควรจะมีปกติของ Hb A1 โดยทั่วไป ดังนั้น ผู้ที่มี Hb H โดดเด่น จึงเสี่ยงที่จะเป็นโรคโลหิตจางชนิด "H disease"

                        ช. ข้อความที่พ่วงต่อท้ายจากหัวข้อ Hb Typing ว่า "EDTA Blood จุกสีม่วง"

                        EDTA คือ น้ำยาที่ระบุให้เติมลงในเลือดเพื่อป้องกันมีให้เลือดแข็งตัว

                        จุกสีม่วง คือ ฝาครอบหลอดเลือดแสดงรหัสว่าจะตรวจสอบเลือดในเรื่องใด

ค่าปกติของเฮโมโกลบินแต่ละชนิด (ที่ควรตรวจพบ)

            ผู้ใหญ่/ผู้สูงอายุ มีตัวเลขโดยประมาณ ดังนี้

                                                Hb        A1        :           95         -          98        %

                                                Hb        A2        :           2           -            3        %

                                                Hb        F          :          0.8         -            2        %

                                                Hb        S          :                                    0         %

                                                Hb        C          :                                    0         %

            เด็ก (พิจารณาเฉพาะ Hb F)

                        แรกเกิด              Hb        F          :         50          -           80         %

                        < 6 เดือน           Hb        F          :                      <           8          %

                        > 6 เดือน           Hb        F          :          1           -            2          %

ค่าที่ผิดปกติ แต่ละชนิดของ Hb

            อาจแสดงผลว่าเกิดโรคเลือดชนิดต่างๆจากการพิเคราะห์ค่า Hb ของผลตรวจเลือดดังนี้

            1. โรค Sickle Cell Disease

                        ก. ในผลเลือดอาจแสดงค่า Hb ดังนี้

                                                Hb        S          80         -           100       %

                                                Hb        A1                                   0        %

                                                Hb        A2        2           -             3        %

                                                Hb        F                                     2        %

                        ข. คำอธิบายโดยย่อ

                                    1) เม็ดเลือดแดงมีรูปร่างคล้ายเคียว (เกี่ยวข้าว) ทำให้พาออกซิเจนไปได้น้อยกว่าปกติ จึงเกิดโรคโลหิตจางชนิดที่เรียกว่า "Sickle Cell Anemia"

                                    2) เม็ดเลือดแดงรูปร่างคล้ายเคียว (ไม่กลมแบน) จึงผ่านหลอดเลือดขนาดเล็กด้วยความขลุกขลักและอาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดการอุดตันทำให้เนื้อเยื่อบางแห่งขาดเลือดไปเลี้ยงหากเกิดที่จอดเลือดหัวใจหรือสมองอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

                                    3) อาจเกิดอาการเจ็บปวดมีแผลเน่าเปื่อย ขามีแผลเรื้อรัง ทุกสาเหตุเพราะเลือดไปไม่ถึง

                                    4) Sickle Cell Disease อ่าติดต่อผ่านทางพันธุกรรมโดยมีหลักการย่อๆ ว่า

                                        -หากบิดาหรือมารดาคนหนึ่งคนใดเป็น "Sickle Cell Anemia" และอีกคนหนึ่งก็เป็น "Sickle Cell Trait" กรณีอย่างนี้บุตรทุกคนที่เกิดมา 50 เปอร์เซ็นต์ (หรือ1 คนใน 2 คน) จะเกิดโรค Sickle Cell Anemia หรือ Sickle Cell Trait อย่างใดอย่างหนึ่ง

                                        -หากทั้งบิดาและมารดา ล้วนเป็น Sickle Cell Trait ด้วยกันทั้งคู่จะมีผลทำให้บุตรที่เกิดมาอีก 25 เปอร์เซ็นต์ (หรือ 1 คนใน 4 คน) มีโอกาสเป็น Sickle Cell Disease

            2. โรค Sickle Cell Trait

                        ก. ในผลเลือดอาจแสดงค่า Hb ดังนี้

                                    Hb        S          20          -           40         %

                                    Hb        A1        60          -           80         %

                                    Hb        A2         2           -            3          %

                                    Hb        F                                     2          %

                        ข. คำอธิบายโดยย่อ

                                    1) ต้นเองไม่เกิดอาการเจ็บป่วยใดๆ คงมีสุขภาพปกติเช่นคนทั่วไป

                                    2) แต่อาจถ่ายทอดทางพันธุกรรมให้แก่บุตรในลำดับถัดไป

            3. โรค Hemoglobin C Disease

                        ก. ในผลเลือดอ่ะแสดงค่า Hb ดังนี้

                                    Hb        C          90         -           100       %

                                    Hb        A1                                   0        %

                                    Hb        A2         2          -             3        %

                                    Hb        F                                     2        %

            ข. คำอธิบายโดยย่อ

                        1) Hb C Disease มีต้นกำเนิดมาจากชนเชื้อสายแอฟริกันตะวันตกปัจจุบันจึงมักปรากฏร่องรอยโรคนี้อยู่ในกลุ่มชาวอเมริกันผิวดำ

                        2) อาการทั่วไปของโรคมักไม่ร้ายแรงนักเพียงแต่เสนอให้เห็นโรคโลหิตจางอ่อนๆ (mild anemia) โดยมีจำนวนเม็ดเลือดแดงต่ำกว่าระดับปกติมีน้ำขนาดใหญ่และอาจมีนิ่วในถุงน้ำดี (gallstone)ร่วมด้วย

                        3) Hb C Disease อาจมีการถ่ายทอดทางพันธุกรรมคล้ายครึ่งกับ Hb S Disease

            4. โรค Hemoglobin H Disease

                        ก. ในผลเลือดอาจแสดงค่า Hb ดังนี้

                                    Hb        A1        65        -           90         %

                                    Hb        A2          2        -             3         %

                                    Hb        H           5        -           30          %

                        ข. คำอธิบายโดยย่อ

                                    1) อาจเกิดจากยีนของ Hb ที่ผิดปกติไปถึง 3 ตัวในจำนวน 4 ตัวจึงทำให้เกิดโรคโลหิตจางในระดับปานกลางไปจนถึงร้ายแรง

                                    2) มักมีอาการเหนื่อยอ่อนมากกว่าปกติ

                                    3) หากแอลฟายีนที่มีเหลือเพียงตัวเดียว มีโครงสร้างทางเคมีที่เกาะกันเป็นสายยาวกว่าปกติ ก็จะเรียกโรคนี้ว่า "Hemoglobin H-constant Spring Disease" ซึ่งจะแสดงอาการของโรคโลหิตจางที่หลายแรงมากขึ้น พร้อมๆ กับแสดงอาการดีซ่าน (jaundice) ผิวเหลือง ตาเหลือง มีม้ามโต อาจเกิดนิ่ว ในถุงน้ำดี (gallstone)

                                    4) สิ่งที่เป็นของแสลงหรือเป็นพิษสำหรับโรค Hb H disease ก็คือ ลูกเหม็น(mothball, ใช้ไล่แมลงสาบ) และถั่วฟาว่า (fava bean)

                                    5) กรดฟอลิก (folic acid) อาจใช้กินเพื่อเยียวยาโรคนี้ได้บ้าง

            5. โรค Thalassemia Major

                        ก. ในผลเลือดอาจแสดงค่า Hb ดังนี้

                                    Hb        A1        5          -           20        %

                                    Hb        A2         2         -             3        %

                                    Hb        F          65        -           100       %

                        ข. คำอธิบายโดยย่อ

                                    1) โดยธรรมดาในฮีโมโกลบินของเม็ดเลือดแดงจะปรากฏยีน (gene) ชนิดแอลฟา 2 ตัว และบีตา 2 ตัว ที่เป็นปกติอยู่ร่วมกันได้4 ตัวอย่างสมดุล

                                         ในบุคคลผู้ใดซึ่งมียีนชนิดใดก็ตามที่ผิดปกติไปถึง2 ตัวหรือมากกว่า จะมีผลทำให้เกิดโรค Thalassemia Major

                                    2) หากยีนที่ผิดปกติ 2 ตัวนั้นเป็นชนิดบีตายีนทั้งคู่ก็อาจจะได้ชื่อให้เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "Cooley's anemia"

                                    3) Thalassemia เป็นโรคที่ได้รับการสืบทอดจากทางพันธุกรรม

                                    4) Thalassemia Major ถือว่าเป็นโรคโลหิตจางชนิดร้ายแรงและจะปรากฏอาการภายหลังคลอดประมาณ 2 ปีอาการสำคัญที่อาจสังเกตเห็นด้วยตาโดยง่าย เช่น

                        ก) อาการดีซ่าน (jaundice) ผิวเหลือง ตัวเหลือง ตาเหลือง

                        ข) เหนื่อยหอบง่าย

                        ค) ม้ามโต

                        ง) เฉยเมย

                        จ) ฟันขึ้นไม่เป็นระเบียบ

                        ฉ) เจริญเติบโตช้า

                        ช) หายใจสั้นและถี่

                        ซ) มีปัญหาโรคตับ

                        ฌ) มีอาการของโรคหัวใจ

                                    ฯลฯ

                                    5) หนทางแก้ไขที่สำคัญอย่างหนึ่งซึ่งแพทย์มักช่วยผู้ป่วยก็คือการให้ (ถ่าย) เลือด (blood transfusion) แต่วิธีการนี้ก็อาจมีปัญหาที่ติดตามมาคือ การตกค้างสะสมของธาตุเหล็กในร่างกายซึ่งจะเป็นอันตรายต่อหัวใจและตับจำเป็นต้องได้รับยาขับธาตุเหล็กต่อไป

            6. โรค Thalassemia Minor

                        ก.  ในผลเลือดอาจแสดงค่า Hb ดังนี้

                                    Hb        A1        50         -           85         %

                                    Hb        A2         4          -           6           %

                                    Hb        F           1          -           3           %

                        ข. คำอธิบายโดยย่อ

                                    1) ในจำนวนยีนทั้ง 4 ตัวของเฮโมโกลบิน (แอลฟา2 ตัวและบีตา 2 ตัว) หากเกิดความผิดปกติที่ยีนตัวใดตัวหนึ่งเพียง 1 ตัวก็จะมีผลให้เกิดโรคที่เรียกว่า "Thalassemia Minor"

                                    2) หากยีนตัวที่ผิดปกติ 1 ตัวนั้น เป็นชนิดบีตาก็อาจปรากฏอาการของโรคโลหิตจางอย่างอ่อนและอาจถ่ายทอดทางพันธุกรรมไปสู่บุตรหลานได้เช่นเดียวกัน

เฉพาะกรณีนี้อาจเรียกชื่อโลกนี้ได้อีก 2 ชื่อหรือ โรค "beta thalassemia trait" หรือโรค "beta thalassemia minor"

หากคุณเห็นว่าบทความนี้มีประโยชน์และอยากอ่านเกี่ยวกับหัวข้อนี้เพิ่มเติมสามารถสนับสนุนผู้แต่ง (พลเอกประสาร เปรมะสกุล) ได้โดยการซื้อหนังสือ (คู่มือแปลผลการตรวจเลือด)

 

 

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่