เวชศาสตร์การกีฬา

วัดมวลไขมันอย่างไรได้บ้าง?

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 3 นาที
วัดมวลไขมันอย่างไรได้บ้าง?

เรื่องของมวลไขมัน อาจจะเป็นเรื่องที่คนทั่วไปไม่ค่อยให้ความสนใจเท่าไรนัก เนื่องจากคนทั่วไปมักจะใช้การวัดความอ้วนของตัวเองด้วย "กระจก" และ "เครื่องชั่งน้ำหนัก" มากกว่าวิธีที่ถูกต้องตามหลักทางการแพทย์ และหลักการทางสุขภาพ บางคนผอมเพรียวประเภทที่เป็นนายแบบและนางแบบได้ แต่เมื่อชั่งน้ำหนักแล้วพบว่าตัวเองมีน้ำหนัก 50 ขึ้นไป ก็ตีความหมายไปแล้วว่า "อ้วน" แล้วก็ไปหาวิธีการลดเพื่อที่จะให้น้ำหนักลงมากไปอีก ในขณะที่อีกส่วนหนึ่งมีสัดส่วนที่ค่อนไปในคำว่าเจ้าเนื้อแล้ว แต่เมื่อชั่งน้ำหนักออกมายังอยู่ที่เลข 5 นำหน้า ก็เข้าใจว่าตัวเองยังไม่อ้วนเท่าไรนัก ไม่จำเป็นที่จะต้องทำการลดน้ำหนักอย่างที่เข้าใจ การคิดในลักษณะนี้ เป็นค่านิยมที่ผิด ๆ ของคนไทยที่พบเห็นได้มากในปัจจุบัน จึงทำให้การใส่ใจเรื่องของสุขภาพเป็นไปไม่ดีเท่าที่ควร

ประเภทของไขมัน

ถึงแม้ไขมันจะเป็นบ่อเกิดแห่งความอ้วน แต่ร่างกายก็มีความต้องการไขมันอยู่มาก แพทย์จึงได้มีการแบ่งไขมันออกเป็น 2 ประเภท คือไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย และไขมันที่ไม่จำเป็นต่อร่างกาย โดยมีรายละเอียดคือ

1.ไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย เป็นไขมันที่ร่างกายนำมาใช้เพื่อการสลายวิตามินบางชนิด เช่น วิตามินเอ อี ดี และเค เป็นต้น โดยใช้เพื่อควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย และมีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างฮอร์โมนเพศ รวมถึงช่วยรับแรงกระแทกกรณีที่เกิดอุบัติเหตุต่าง ๆ เพื่อไม่ให้อวัยวะภายในได้รับอันตราย

2.ไขมันที่ไม่จำเป็นต่อร่างกาย หรือไขมันส่วนเกิน เมื่อร่างกายได้นำไขมันส่วนที่จำเป็นไปใช้ตามส่วนต่าง ๆ รวมถึงเผาผลาญออกไปบางส่วนแล้ว ในส่วนของไขมันที่ยังเหลืออยู่ ก็จะเข้าไปอยู่ตามจุดต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น ในช่องท้อง ใต้ผิวหนัง ตามอวัยวะต่าง ๆ เป็นต้น ซึ่งก็ส่งผลให้เราอ้วนขึ้น รวมถึงมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคร้ายต่าง ๆ

วิธีวัดมวลไขมันในร่างกาย

ตัวเลขที่แสดงบนหน้าจอของเครื่องวัดน้ำหนัก ไม่สามารถระบุได้ว่าเรา "อ้วน" หรือ "ไม่อ้วน" เนื่องจากน้ำหนักของกล้ามเนื้อนั้นมากกว่าไขมันเนื่องจากมีความหนาแน่นมากกว่า ในปัจจุบันนี้มีการเปรียบเทียบให้เห็นบ่อย ๆ ถึงการนำคน 2 คนมายืนข้างกัน โดยกำหนดส่วนสูงให้เท่ากัน และกำหนดให้เท่ากัน แต่ความแตกต่างอยู่ที่คนหนึ่งออกกำลังกาย และอีกคนไม่ได้ออกกำลังกาย ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก ที่เราได้เห็นคน 2 คนที่มีส่วนสูงและน้ำหนักเท่ากัน แต่มีรูปร่างไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นถ้าหากต้องการจะวัดผลจริง ๆ ว่าเรา "อ้วน" หรือ "ไม่อ้วน" ก็ควรจะวัดจากมวลไขมันในร่างกายจะเป็นวิธีการที่ดีที่สุด ซึ่งการวัดมวลไขมันในร่างกายนั้น สามารถทำได้หลายวิธี คือ

การวัดด้วย Fat Caliper

สำหรับวิธีนี้เราจะต้องหา Fat Caliper ที่มีขายกันตามฟิตเนส หรืออุปกรณ์กีฬาก่อน ซึ่งก็มีตั้งแต่ราคา 80 - 500 บาท แล้วแต่จะเลือก เมื่อได้มาแล้ว ก็ให้วัดเมื่อตอนที่ตื่นเช้าแล้วยังไม่ได้ทานอาหารอะไรเลย ในส่วนของวิธีการวัด ก็คือการหยิกเนื้อ (เอาแต่ไขมัน ไม่เอากล้ามเนื้อ) บริเวณที่ต้องการขึ้นมา แล้วใช้ Fat Caliper ทำการวัด โดยจะมีการแสดงค่าเป็นมิลลิเมตร เมื่อวัดแล้ว ก็ให้เอาค่าที่ได้ไปเทียบกับตารางที่แถมมากับอุปกรณ์ ก็จะรู้แล้วว่าคุณกำลังมีมวลไขมันที่มากเกินไปหรือไม่ โดยจุดที่นิยมวัดมากที่สุด คือบริเวณกึ่งกลางต้นแขน ระหว่างข้อศอกกับหัวไหล่ เหนือกระดูกชิงกราน 1 นิ้ว ตรงกลางระหว่างเข่ากับเอว

การวัดด้วยเครื่องชั่งน้ำหนักแบบ Body Composition

เครื่องชั่งนี้สามารถพบได้ตามฟิตเนสใหญ่ ๆ หรือจะซื้อมาไว้ที่บ้านเองก็ได้ตามร้านขายอุปกรณ์กีฬาชั้นนำ การที่เครื่องจะสามารถให้ผลลัพธ์ที่แม่นยำได้ จะต้องมีการกรอกรายละเอียดเกี่ยวกับตัวคุณลงไปก่อน เช่น ส่วนสูง เพศ รอบเอว งานที่ทำประจำ (เรียนหนังสือ ออฟฟิศ นักกีฬา เป็นต้น) หลังจากใส่ข้อมูลแล้ว ก็ขึ้นไปชั่งน้ำหนักตามปกติ เครื่องก็จะได้นำค่าน้ำหนักที่ได้ ไปประมวลผลกับข้อมูลที่คุณได้กรอกมาในข้างต้น และจะปริ้นออกมาเพื่อให้คุณได้ดูค่าน้ำหนัก ค่ามวลไขมัน ค่ากล้ามเนื้อ และค่าอื่น ๆ ตามที่เครื่องสามารถระบุได้ ในเครื่องที่มีประสิทธิภาพดี ๆ ก็อาจจะมีการระบุเรื่องของแคลอรี่ที่จำเป็นในแต่ละวันได้อีกด้วย

การวัดด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปแบบอัตโนมัติ

ถ้าหากไม่สามารถหาทั้ง Fat Caliper และ เครื่องชั่งน้ำหนักแบบ Body Composition ได้ ก็ให้ไปหาสายวัดมา 1 เส้น วัดที่รอบข้อมือ รอบเอว รอบสะโพก รอบต้นแขนบริเวณที่ใหญ่ที่สุด พร้อมกับไปชั่งน้ำหนักมา แล้วเอากรอกลงตามเว็บไซต์ต่าง ๆ ที่มีการคำนวณแบบอัตโนมัติ คุณก็จะทราบมวลไขมันของตัวเองแล้ว ว่าเกิน หรือไม่เกินมาตรฐาน เพื่อที่คุณจะได้วางแผนในการลดมวลไขมันต่อไปด้วยวิธีการต่าง ๆ ตามความถนัดของคุณ

บอกลาเรื่องของน้ำหนัก แล้วหันมาใส่ใจในรูปร่างของเราจะดีกว่า เพราะไม่มีอะไรที่จะบอกเราได้อย่างแม่นยำมากที่สุดเท่ากับมวลไขมันในร่างกายของเราอีกแล้ว ดังนั้น จึงควรหมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ พร้อมกับทานอาหารที่มีประโยชน์ แม้ว่าน้ำหนักจะขึ้น ก็ขึ้นเพราะกล้ามเนื้อที่แข็งแรง เพราะหากคุณมีหุ่นที่ดูดี ฟิตแอนด์เฟิร์มมากกว่าเดิม อย่างไรก็ต้องคุ้มกว่าการมีน้ำหนักน้อย แต่มีหุ่นที่อ้วนเผละซึ่งประกอบไปด้วยไขมันล้วนๆ อย่างแน่นอน

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่