สุขภาพฟัน

เลือดออกตามไรฟัน

สัญญาณเตือนสุขภาพที่เกิดได้ทุกเพศทุกวัย อย่าชะล่าใจโดยเด็ดขาด
เผยแพร่ครั้งแรก 20 เม.ย. 2018 อัปเดตล่าสุด 11 ก.พ. 2020 ตรวจสอบความถูกต้อง 16 ส.ค. 2019 เวลาอ่านประมาณ 2 นาที
เลือดออกตามไรฟัน

โรคเลือดออกตามไรฟัน หรือที่เรียกอีกชื่อว่า โรคลักปิดลักเปิด เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ แม้ว่าจะไม่ใช่โรคร้ายแรงจนถึงอันตรายแก่ชีวิต แต่เมื่อเป็นแล้วก็มักจะสร้างความวิตกกังวลให้กับผู้ป่วย หรือเกิดความรำคาญใจ อีกทั้งยังอาจทำให้เสียบุคลิกภาพได้เพราะคนภายนอกจะเห็นร่องรอยสีแดงเวลายิ้ม ซ้ำร้ายยังอาจถูกมองว่าไม่รู้จักรักษาสุขภาพฟันให้ดี ปล่อยให้มีปัญหา จนกระทั่งปรากฏอาการออกมาให้เห็นได้ชัดแบบนี้

สาเหตุของโรคเลือดออกตามไรฟัน

ปัญหาเลือดออกตามไรฟันเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น 

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่วันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 474 บาท ลดสูงสุด 1010 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

195
  • การแปรงฟัน หรือใช้ไหมขัดฟันอย่างรุนแรง จนทำให้เหงือกเป็นแผลและมีเลือดออก 
  • ปัญหาภายในช่องปาก เช่น คราบพลัค เหงือกบวมอักเสบ 
  • อาการติดเชื้อที่เหงือกและฟัน ทำให้มีเลือดออกตามไรฟันได้ง่าย 
  • ภาวะร่างกายขาดวิตามินซีและวิตามินเค
  • การใส่ฟันปลอม หรือการจัดฟันที่ไม่พอดีกับฟัน 
  • เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนระหว่างตั้งครรภ์ 
  • การใช้ยาบางชนิด เช่น กลุ่มยาต้านทานการแข็งตัวของเลือด 
  • สัญญาณเตือนของโรคภัย เช่น โรคฮีโมฟีเลีย (โรคไหลไม่หยุด) โรคลูคีเมีย (มะเร็งเม็ดเลือดขาว) โรคไข้เลือดออก หรือโรคอื่นๆ ที่เป็นแล้วมีผลให้เกล็ดเลือดต่ำ เช่นไขกระดูกฝ่อ เป็นต้น
  • หากสาเหตุที่ทำให้เลือดออกตามไรฟันไม่ได้เกิดจากพวกวัสดุใส่ฟันและหาสาเหตุไม่ได้ รวมถึงมีอาการรุนแรงขึ้นเรื่อยๆควรไปพบแพทย์เพื่อให้ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

การวินิจฉัยโรคเลือดออกตามไรฟัน

  • ซักประวัติ สอบถามพฤติกรรมการดูแลช่องปาก การเลือกใช้แปรงสีฟันกับยาสีฟัน พฤติกรรมการรับประทานอาหาร เนื่องจากบางครั้งอาจเกิดจากการขาดวิตามินซี หรืออยู่ระหว่างตั้งครรภ์
  • ตรวจฟัน เหงือก และช่องปากเพื่อหาข้อสันนิษฐานของโรคว่าเกิดจากสาเหตุอะไร เช่น กรณีที่เกิดจากบริเวณคอฟันมีหินปูนและคราบพลัคเกาะอย่างหนาแน่น สามารถรักษาได้ด้วยการขูดหินปูน กรณีเกิดจากปรับเปลี่ยนฟันปลอม หรือจัดฟัน หากตรวจว่า โรคเกิดจากสาเหตุนี้ ทันตแพทย์อาจให้มีการจัดฟันใหม่ หรือเปลี่ยนฟันปลอมชุดใหม่อีกครั้ง
  • เอกซเรย์ช่องปากเพื่อดูฟันและเหงือก
  • ตรวจเลือดดูความสมบูรณ์และปริมาณของเม็ดเลือดขาวเพื่อหาค่าการอักเสบ  ตรวจดูเกล็ดเลือด

วิธีรักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน

  • แนะนำวิธีดูแลรักษาความสะอาดที่ถูกวิธี รวมถึงแก้ไขตามอาการของผู้ป่วยแต่ละคน
  • ติดตามอาการหลังปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและลดสาเหตุแล้ว 
  • กรณีที่ผู้ป่วยยังไม่หายจากโรค ต้องมีการตรวจอาการอย่างละเอียดอีกครั้งเพราะอาจมีโรคที่ต้องรักษาอย่างต่อเนื่องเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เช่น โรคที่เกี่ยวกับความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด โรคมะเร็งในช่องปาก และโรคมะเร็งเหงือก เป็นต้น

วิธีป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน

  • แปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง และต้องเลือกแปรงสีฟันที่ขนแปรงไม่แข็ง หรือนุ่มเกินไป
  • เลือกใช้ยาสีฟันที่มีฟลูออไรด์
  • ใช้ไหมขัดฟันหลังรับประทานอาหารทุกครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้มีคราบพลัค และควรใช้ไหมขัดฟันให้ถูกวิธีด้วย
  • พบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพฟันประจำปี ปีละ 2 ครั้ง หรือทุก 6 เดือน เพื่อขูดหินปูน ซึ่งเป็นวิธีป้องกันการสะสมพลัคที่อาจทำให้เหงือกอักเสบได้
  • รับประทานผักผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินซีและวิตามินเคให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย วิตามินซีพบมากในผลไม้รสเปรี้ยว เช่น ส้ม มะนาว แต่ก็มีผักผลไม้บางประเภทที่มีวิตามินซีสูงเช่นกัน เช่น ฝรั่ง มะเขือเทศ ผักบล็อกโคลี่ เป็นต้น ส่วนวิตามินเคจะพบมากในผักใบเขียว ข้าวโพด เนื้อสัตว์ นม เนย น้ำมันมะะกอก น้ำมันถั่วเหลือง
  • ไม่รับประทานคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลมากเกินไป ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการสะสมของคราบพลัคได้
  • กรณีที่จัดฟันจะต้องใส่ใจการดูแลรักษาความสะอาดให้ดี หากมีอาการผิดปกติควรรีบไปพบทันตแพทย์ทันที
  • ใช้ฟันปลอมที่พอดีกับขนาดของปาก เพราะฟันปลอมที่มีขนาดไม่พอดีจะมีผลเสียในระยะยาว นอกจากทำให้มีเลือดออกตามไรฟันแล้ว อาจทำให้มีปัญหาเรื่องระบบทางเดินอาหารตามมาด้วย
  • ควรงดสูบบุหรี่และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด โดยเฉพาะในช่วงระยะที่มีอาการเลือดออกตามไรฟัน แม้แต่การบ้วนปากด้วยน้ำยาที่มีแอลกอฮอล์ผสมอยู่ก็ทำให้อาการหายช้าลงได้

ปัญหาเลือดออกตามไรฟันอาจจะดูเหมือนเป็นปัญหาเล็กๆ ที่ไม่ใหญ่โต แต่เพื่อความมั่นใจในสุขภาพช่องปาก จึงควรรักษาให้หายดี หมั่นดูแลสุขอนามัยภายในช่องปากอย่างสม่ำเสมอ และรักษาสุขภาพให้แข็งแรงเก็เพียงพอแล้ว


2 แหล่งข้อมูล
กองบรรณาธิการ HD มุ่งมั่นตั้งใจให้ผู้อ่านได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง โดยทำงานร่วมกับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงเลือกใช้ข้อมูลอ้างอิงที่น่าเชื่อถือจากสถาบันต่างๆ คุณสามารถอ่านหลักการทำงานของกองบรรณาธิการ HD ได้ที่นี่
Tada A, Miura H. The relationship between Vitamin C and periodontal diseases : A systematic review. Int. J. Environ. Res. Public health 2019, 16(4), 2472.
Carranza FA, et al. Carranza’s Clinical periodontology (10ed). Elsevier, 2016.

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HD พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ผู้เขียนและผู้รีวิวบทความไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการที่นำเสนอแต่อย่างใด เว้นแต่จะระบุในเนื้อหา การแนะนำสินค้าและบริการแสดงขึ้นอัตโนมัติจากระบบของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าบทความนี้มีประโยชน์มากแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลส่วนตัวของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวิดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รอยโรค (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่ดูไฟล์ได้
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เข้าถึงได้

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
บทความต่อไป
5 อาหารที่น่าตกใจสำหรับการมีสุขภาพฟันที่ดี
5 อาหารที่น่าตกใจสำหรับการมีสุขภาพฟันที่ดี

อาหารที่สามารส่งเสริมสุขภาพของช่องปากได้อย่างน่ามหัศจรรย์

ดูในแอป