Doctor men
เขียนโดย
ทีมแพทย์และเภสัชกร HONESTDOCS
Doctor men
รีวิวโดย
ทีมแพทย์ HONESTDOCS
ภูมิแพ้

ผื่นแพ้ยามีแบบไหนบ้าง?

ความรู้เกี่ยวกับลักษณะผื่นแพ้ยาและอาการที่เกิดร่วมด้วย รวมถึงกลุ่มยาที่มักก่อให้เกิดอาการแพ้บ่อย
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 19 พ.ย. 2019 รีวิวเมื่อวันที่ 19 พ.ย. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 6 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,351,176 คน

ผื่นแพ้ยามีแบบไหนบ้าง?

การแพ้ยา (Drug Allergy) เกิดจากปฏิกิริยาต่อต้านตัวยาของร่างกาย ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายคนกังวลหรือเคยประสบปัญหามาก่อน แม้ว่าจะใช้ยาโดยการสั่งจ่ายจากแพทย์ก็สามารถเกิดอาการแพ้ยาได้ เนื่องจากร่างกายของแต่ละคนมีการตอบสนองต่อยาต่างกัน จึงทำให้บางคนเกิดอาการแพ้ยาชนิดหนึ่งได้ ในขณะที่อีกคนหนึ่งใช้ยาชนิดเดียวกันแต่ไม่เกิดอาการแพ้ คล้ายกับการแพ้อาหารทะเลหรือถั่วนั่นเอง การแพ้ยานั้น หากผู้ป่วยมีอาการแพ้รุนแรงและฝืนใช้ต่อไป อาจทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิต หรือทำให้ต้องอยู่รักษาที่โรงพยาบาลนานขึ้นได้ อาการแสดงสำคัญอย่างหนึ่งของการแพ้ยาคือ การเกิดผื่น HonestDoc จึงจะพาไปทำความรู้จักว่าผื่นแพ้ยาว่าแต่ละชนิดเป็นอย่างไร มีวิธีสังเกตอย่างไรว่าคุณกำลังแพ้ยา รวมถึงแนวทางการป้องกันผื่นแพ้ยา

ประเภทของอาการแพ้ยา

การแพ้ยาแบ่งได้เป็น 2 ประเภท ดังนี้

  1. การแพ้ยาแบบเฉียบพลัน (Immediate reaction) ส่วนใหญ่มีอาการแสดงภายใน 1 ชั่วโมงหลังได้รับยา โดยมักมีอาการแสดง เช่น ผื่นลมพิษ (Urticaria) อาการบวมใต้ผิวหนังและเยื่อเมือก (Angioedema) หายใจลำบาก ท้องเสีย เวียนศีรษะ และความดันโลหิตตก
  2. การแพ้ยาแบบไม่เฉียบพลัน (Nonimmediate reaction) ส่วนใหญ่มีอาการแสดงหลังได้รับยานานกว่า 1 ชั่วโมง อาจเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ 2 วัน ถึง 2 เดือนหลังได้รับยา ซึ่งอาจมีอาการแสดงได้หลากหลาย เช่น ผื่นลมพิษที่เกิดช้า (Delayed-appearing urticaria) ส่วนกลุ่มอาการแสดงที่จำเพาะ เช่น ผื่นแดงแบบ Maculopapular exanthema หากผื่นแพ้ยาดำเนินต่อไปจะเกิดการแพ้ยาที่มีผื่นแบบรุนแรง เช่น Stevens-Johnson syndrome (SJS), Toxic epidermal necrolysis (TEN) เป็นต้น

อาการผื่นแต่ละแบบที่กล่าวถึงข้างต้น จะมีการอธิบายอย่างละเอียดด้านล่าง

ตัวอย่างชนิดของผื่นและอาการแพ้ยา

  1. ผื่นชนิด Maculopapular rash เป็นผื่นแพ้ยาที่พบได้บ่อยที่สุด ลักษณะผื่นเป็นตุ่มนูนและรอยแดงผสมกัน ผื่นมีทั้งอยู่เดี่ยวๆ หรือรวมกันเป็นปื้นขนาดใหญ่ กระจายไปทั่วร่างกาย รวมทั้งฝ่ามือและฝ่าเท้า ขอบของผื่นแยกจากผิวปกติได้ไม่ชัดเจน มีอาการคันมาก แต่ไม่ปวดหรือแสบ
  2. ผื่นชนิด Urticaria และ Angioedema
    1. ผื่นลมพิษ Urticaria หรือเรียกว่าผื่นแผนที่ เนื่องจากมีลักษณะของผื่นเกิดขึ้นขยายใหญ่คล้ายแผนที่ มักจะเกิดขึ้นเร็วมาก ขอบผื่น ยกนูนเป็นหยักๆ ไม่เป็นวงกลม ตรงกลางของผื่นมีสีดูซีดกว่าตรงขอบ ผิวหนังด้านบนของผื่นจะไม่ลอกเป็นขุย มักหายเองได้ภายใน 24 ชั่วโมงโดยไม่ทิ้งรอยโรคไว้ หากไม่ได้รับยาที่มีอาการแพ้ซ้ำ
    2. ผื่น Angioedema เป็นผื่นที่เกิดขึ้นบริเวณเยื่อบุต่างๆ ของร่างกาย เช่น ริมฝีปาก รอบดวงตา หรืออวัยวะเพศ และจะมีอาการบวมนูน คัน และรู้สึกตึงบริเวณเยื่อบุ ต้องใช้เวลาหลายวันกว่าจะยุบ มีโอกาสเกิดปฏิกิริยาแพ้รุนแรงอย่างเฉียบพลัน (Anaphylactic shock) ร่วมด้วยมากกว่าผื่นลมพิษชนิดอื่น โดยการแพ้รุนแรงนี้ทำให้ระบบหายใจทำงานผิดปกติ หลอดลมตีบ หายใจหอบเหนื่อย ความดันโลหิตต่ำลง และอาจทำใหผู้ป่วยเสียชีวิตได้ หากไม่หยุดยาที่แพ้หรือได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที
  3. ผื่นชนิด Eczematous drug eruption เป็นผื่นแพ้ยาอีกชนิดหนึ่งที่พบได้บ่อย มีอาการคันมาก รอยโรคเป็นตุ่มนูนและปื้นแดง คล้าย Maculopapular rash แต่มีความนูนหนามากกว่า ส่วนมากมักมีขนาดใหญ่ อาจมีการบวมเป็นตุ่มน้ำใสๆ อาจแตกออกและตกสะเก็ดได้ ผู้ป่วยที่ไม่เคยได้รับยาที่แพ้มาก่อนอาจไม่มีอาการผิดปกติในคร้ังแรกที่ได้รับยา แต่ถ้าได้รับยานานต่อเนื่องเกินกว่า 2 สัปดาห์ หรือได้รับยานั้นอีกในภายหลังก็จะเกิดผื่นแพ้ยาชนิดนี้ขึ้น โดยใช้เวลาประมาณ 1-2 วัน หลังจากได้รับยาคร้ังที่ 2
  4. ผื่นชนิด Fixed drug eruption ผื่นจะเกิดขึ้นหลังจากได้รับยาที่แพ้ประมาณ 30 นาที ส่วนใหญ่ไม่เกิน 24 ชั่วโมง ผื่นมีรูปร่างกลมหรือวงรี มีสีแดงจัด ตรงกลางของผื่นมักเป็นสีแดงคล้ำหรืออมม่วง หากรุนแรงอาจพองเป็นตุ่มน้ำ มักมีอาการเจ็บๆ คันๆ เมื่อหายแล้วจะทิ้งรอยดำคล้ำไว้
  5. ผื่นชนิด Erythema Multiforme ผื่นชนิดนี้จะมีรูปร่างคล้ายเป้ายิงธนู (Target lesion) โดยมีลักษณะรูปร่างกลม เป็นวงสามชั้น ชั้นในสุดจะมีสีแดงเข้มหรือเป็นตุ่มน้ำพอง ชั้นถัดมาจะมีสีแดงจางลง และชั้นนอกสุดจะมีสีแดงจางๆ ผื่นชนิดนี้มักพบบริเวณปลายมือปลายเท้า บริเวณเหนือข้อศอก ข้อต่อต่างๆ และบริเวณใบหน้า
  6. ผื่นชนิด Stevens-Johnson syndrome (SJS) เป็นผื่นแพ้ยาที่พบไม่บ่อย แต่หากเกิดขึ้นจะมีอาการรุนแรง มักพบในผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น การติดเชื้อไวรัสเอชไอวี ผื่นแพ้ยาชนิดนี้อาจทำให้ผู้ป่วยมีอาการแทรกซ้อนจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ ลักษณะผื่นที่เกิดขึ้นมีสีแดงเข้ม รูปทรงวงกลม แต่ไม่ครบสามชั้น ตรงกลางอาจเป็นสีเทาดำ หรือพองเป็นตุ่มน้ำ การวินิจฉัยว่าเป็น Stevens-Johnson syndrome จะต้องมีรอยโรคที่บริเวณเยื่อบุมากกว่าหนึ่งแห่งขึ้นไป และมีความรุนแรงของผิวหนังที่เกิดการหลุดลอกน้อยกว่า 10 %
  7. ผื่นชนิด Toxic epidermal necrolysis (TEN) เป็นผื่นแพ้ยาที่มีความรุนแรงมากที่สุด มีลักษณะอาการหลายอย่างคล้ายกับ Stevens-Johnson syndrome ผู้ป่วยจะมีอาการคล้ายเป็นไข้หวัด มีไข้ คลื่นไส้ อาเจียน เจ็บคอ ปวดตามตัว หรือมีอาการเจ็บตามผิวหนังทั่วไป ต่อมาจะมีผื่นขึ้นอย่างรวดเร็วคล้าย Maculopapular rash ภายใน 3-4 วัน จากนั้นจะพองกลายเป็นตุ่มน้ำ และหลุดลอกออกเป็นแผ่นสีดำคล้ำอย่างรวดเร็ว และมีน้ำเหลืองหรือเลือดซึมๆ คล้ายโดนน้ำร้อนลวกชนิดรุนแรง นอกจากนี้ บริเวณเยื่อบุต่างๆ ก็มีการหลุดลอกร่วมด้วย ผู้ป่วยมักมีอาการทรุดลงอย่างรวดเร็ว มีโอกาสติดเชื้อแทรกซ้อนได้ง่ายมาก โดยอัตราตายจะมีความสัมพันธ์กับขนาดของผิวหนังที่เกิดการหลุดลอกและอาการแทรกซ้อนที่เกิดกับอวัยวะภายในต่างๆ
  8. ผื่นชนิด Photosensitive drug eruption ผื่นชนิดนี้จะเกิดขึ้นเมื่อผู้ป่วยสัมผัสกับทั้งยาและแสงแดด โดยจะพบผื่นนเฉพาะบริเวณที่ถูกแสงแดด

กลุ่มยาที่พบอาการแพ้ได้บ่อย

  1. ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) หรือที่ทุกคนรู้จักกันดีในชื่อยาฆ่าเชื้อ พบการแพ้ได้บ่อยเรียงตามลำดับจากมากไปหาน้อย ดังนี้ เซฟไตรอะโซล (Ceftriaxone) อะม็อกซีซิลลิน (Amoxycillin) คลินดาไมซิน (Clindamycin) อะม็อกซีซิลลิน กับคลาวูลานิก แอซิด (Amoxycillin+Clavulanic acid) นอกจากนี้ ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการแพ้ยาที่มีโครงสร้างหลักของยาเหมือนกันทั้งกลุ่มได้ ที่พบบ่อย ได้แก่ กลุ่มยาเพนนิซิลิน (Penicillin) เช่น Amoxicillin, Ampicillin และ Penicillin เป็นต้น
  2. ยาลดอักเสบกลุ่มเอ็นเสด (NSAIDs; Nonsteroidal anti-inflammatory drugs) ที่พบบ่อย ได้แก่ ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) ไดโคลฟีแน็ค (Diclofenac) และนาโพรเซ่น (Naproxen) โดยผู้ป่วยอาจแพ้แค่ยาบางตัวในกลุ่ม หรือแพ้ยาทุกตัวในกลุ่มก็ได้
  3. ยาซัลโฟนาไมด์ (Sulfonamides) หรือยาซัลฟา (Sulfa Drugs) เป็นกลุ่มยาที่มีโครงสร้างซัลฟา ผู้ป่วยที่มีอาการแพ้มักแพ้ยาทุกตัวที่มีโครงสร้างซัลฟา เช่น Sulfamethoxazole+Trimethoprim (Bactrim®), Sulfadiazine, Sulfisoxazole ใช้สำหรับรักษาโรคติดเชื้อแบคทีเรีย Sulfasalazine ออกฤทธิ์ลดการอักเสบ  และ Furosemide ออกฤทธิ์ลดความดันโลหิต เป็นต้น
  4. ยากันชัก (Antiseizure drugs) เช่น Phenytoin, Carbamazepine (Tegretol®), Lamotrigine (Lamictal®) เป็นต้น ส่วนใหญ่ผู้ที่แพ้ยากันชักมักจะแพ้ยากันชักเพียงบางตัวเท่านั้น ดังนั้น หากผู้ป่วยแพ้ยาตัวใดตัวหนึ่ง แพทย์ก็จะพิจารณาเปลี่ยนไปใช้ยากันชักตัวอื่นได้
  5. ยาต้านเอชไอวี (Anti-HIV drugs) เช่น Abacavir (Ziagen), Nevirapine (Viramune) ส่วนใหญ่ผู้ที่แพ้ยาต้านเอชไอวีมักจะแพ้ยาเพียงบางตัวเท่านั้น
  6. ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) แม้ว่าจะเป็นเพียงยาแก้ปวดลดไข้ทั่วไปที่เรารับประทานกัน ก็พบว่ามีการเกิดการแพ้จากยาพาราเซตามอลได้ค่อนข้างบ่อยเช่นกัน
  7. สารทึบรังสี (Contrast media) เป็นสารที่ใช้ฉีดเข้าหลอดเลือดเพื่อการตรวจวินิจฉัยโรคทางหลอดเลือด อาการแพ้สารทึบรังสีเป็นอาการหนึ่งที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยที่มีการใช้สารทึบรังสีในระหว่างการตรวจทางรังสีวิทยา สารทึบรังสีที่มีใช้กันอยู่ในปัจจุบันนั้นเป็นสารในกลุ่มของไตร-ไอโอดีนเบนโซอิกแอซิด (Tri-iodine benzoic acid) ซึ่งมีไอโอดีนอยู่ โดยสาเหตุที่ทำให้เกิดการแพ้ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่คาดว่าอาจเกิดจากการที่สารไอโอดีนที่ฉีดเข้าไปจับกับโปรตีนบางชนิดในร่างกาย

การรักษาผื่นแพ้ยาเบื้องต้น

หากพบความผิดปกติที่คาดได้ว่ามีสาเหตุมาจากการใช้ยา ควรหยุดยากลุ่มที่สงสัยโดยทันที จากนั้นรีบนำตัวอย่างยาที่สงสัยกลับไปพบแพทย์เพื่อขอคำแนะนำและทำการรักษาตามอาการ รวมถึงการบันทึกประวัติการแพ้ยาและเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนต่อไป

การรักษาตามอาการ แพทย์อาจพิจารณาให้ยาต้านฮีสตามีนเพื่อลดอาการแพ้ ให้ยาสเตียรอยด์เพื่อลดอาการอักเสบที่เกิดขึ้น ให้ออกซิเจน (Oxygen) หรือให้ยาอีพิเนปฟริน (Epinephrine) เพื่อช่วยชีวิตตามความเหมาะสม รวมถึงสังเกตอาการผู้ป่วยในโรงพยาบาลอย่างน้อย 24 ชั่วโมงในกรณีที่เกิดปฏิกิริยาแพ้ยาอย่างรุนแรง (Anaphylactic)

การแพ้ยาแบบ SJS และ TEN เป็นการแพ้ยาที่รุนแรงและมีโอกาสเสียชีวิตมากที่สุด เนื่องจากมีการดำเนินของผื่นและการอักเสบของเยื่อเมือกอย่างรวดเร็ว  ดังนั้นหากสงสัยว่าผู้ป่วยมีอาการแพ้ยาประเภทนี้ ควรติดตามดูอาการอย่างใกล้ชิดภายใน 24-48 ชั่วโมง เพื่อให้การรักษาอาการทางผิวหนังและความผิดปกติของอวัยวะภายใน ก่อนที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ หรือการเสียชีวิตตามมา

การป้องกันการเกิดการแพ้ยาซ้ำ

  • พกบัตรแพ้ยาที่ระบุชื่อยาที่แพ้และอาการไว้ตลอดเวลา โดยต้องแจ้งแพทย์ เภสัชกร และบุคลากรทางการแพทย์ให้ทราบทุกครั้งที่ไปรับการรักษา รวมถึงแจ้งญาติที่ใกล้ชิดให้ทราบ หากเกิดกรณีฉุกเฉินที่ผู้ป่วยไม่สามารถสื่อสารได้ ญาติจะได้แจ้งแพทย์ที่ทำการรักษาให้ทราบต่อไป
  • หากทราบว่าแพ้ยาชนิดใด ไม่ควรรับประทานยาชนิดนั้นๆ อีก เนื่องจากหากเกิดการแพ้ อาการแพ้ที่เกิดขึ้นครั้งต่อไปจะมีความรุนแรงมากกว่าเดิม และอาจอันตรายถึงชีวิตได้

คำแนะนำอื่นๆ เกี่ยวกับการแพ้ยา

การแพ้ยาที่เกิดขึ้น ผู้ป่วยอาจแพ้ที่ตัวยาโดยตรงหรือส่วนประกอบอื่นๆ ในเม็ดยาก็ได้ เช่น สารช่วยตอก สารช่วยไหล สารกันชื้น สารกันเสีย เป็นต้น หากแพ้ที่ตัวยา ผู้ป่วยจะไม่สามารถรับประทานยาชนิดนั้นๆ ได้อีก ไม่ว่าจะเป็นยี่ห้อใดก็ตาม แต่หากแพ้ที่ส่วนประกอบอื่นๆ ในเม็ดยา การเปลี่ยนยี่ห้อก็จะทำให้ผู้ป่วยใช้ตัวยาชนิดนั้นๆ ต่อไปได้ โดยอาจขอข้อมูลจากเภสัชกรที่ทำการประเมินผื่นแพ้ยาเพิ่มเติม เพื่อให้ทราบว่าแท้จริงแล้วอาการแพ้ยาที่เกิดขึ้นน่าจะเกิดจากสาเหตุใด


ที่มาของข้อมูล

ข้อมูลรายงานการแพ้ยาของโรงพยาบาลลำพูน,http://www.lpnh.go.th/drug/file/QRCode20-6-61/210661/4.3210661.pdf, Access online: 21 June 2018.

คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, https://med.mahidol.ac.th/med/sites/default/files/public/pdf/medicinebook1/Patients%20with%20drug%20allergy%20and%20hypersensitivity.pdf, Access online: 10 June 2019.

ฝ่ายเภสัชกรรม โรงพยาบาลศิริราช, https://www.si.mahidol.ac.th/th/division/soqd/admin/news_files/641_18_2.pdf, 2559.


บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HonestDocs พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
ดูในแอป