ภูมิแพ้

ผื่นแพ้ยามีแบบไหนบ้าง?

ความรู้เกี่ยวกับลักษณะผื่นแพ้ยาและอาการที่เกิดร่วมด้วย รวมถึงกลุ่มยาที่มักก่อให้เกิดอาการแพ้บ่อย
เผยแพร่ครั้งแรก 16 มิ.ย. 2019 อัปเดตล่าสุด 5 ส.ค. 2020 ตรวจสอบความถูกต้อง 25 มิ.ย. 2019 เวลาอ่านประมาณ 6 นาที
ผื่นแพ้ยามีแบบไหนบ้าง?

เรื่องควรรู้

ขยาย

ปิด

  • อาการแพ้ยา คือ อาการแพ้ที่เกิดจากภูมิต้านทานของร่างกายซึ่งเกิดปฏิกิริยาไวต่อยาที่ได้รับเข้าร่างกาย จนเกิดอาการแพ้แสดงออกมาซึ่งมีความร้ายแรงสูงถึงขั้นเสียชีวิตได้ หากไม่รีบนำตัวส่งโรงพยาบาลให้ทันเวลา
  • อาการแพ้ยาจะแบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ อาการแพ้แบบเฉียบพลัน คือ อาการจะแสดงออกมาภายใน 1 ชั่วโมง และอาการแพ้แบบไม่เฉียบพลัน คือ อาการจะแสดงออกมาช้า โดยนานกว่า 1 ชั่วโมงหลังจากรับยา หรืออาจยาวนานถึง 2 วัน – 2 เดือน
  • อาการผื่นขึ้นเป็นรูปแบบของอาการแพ้ที่เกิดจากการแพ้ยา ซึ่งจะอยู่หลายชนิด อีกทั้งมีลักษณะต่างกันไป ทั้งสี การลุกลาม ลักษณะแผลเป็นหลังจากหายดีแล้ว นอกจากนี้ ผื่นบางชนิดยังมาพร้อมกับอาการแทรกซ้อนที่อาจทำให้ผู้ป่วยอาการทรุดลงจนเสียชีวิตได้
  • ผู้ป่วยที่รับประทานยาแล้วเกิดอาการแพ้ ต้องหยุดรับประทานยาชนิดนั้นโดยทันที รวมถึงยาอื่นที่อยู่ในกลุ่มเดียวกับยาที่แพ้ด้วย และต้องจดบันทึกชื่อยานั้นไว้ เพื่อหลีกเลี่ยงไม่รับประทานอีกในภายหลัง
  • หากคุณไม่แน่ใจว่า ตนเองแพ้ยาหรือไม่ หรือผื่นที่ขึ้นตามร่างกายเป็นผื่นแพ้ยาหรือเปล่า คุณควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วน ก่อนที่อาการแพ้จะลุกลามรุนแรงไปมากกว่าเดิม (ดูแพ็กเกจตรวจภูมิแพ้ และภาวะแพ้ได้ที่นี่)

ความหมายของอาการแพ้ยา

อาการแพ้ยา (Drug Allergy) เกิดจากภูมิต้านทานร่างกายเกิดปฏิกิริยาที่ไวต่อยาที่ผู้ป่วยรับประทานเข้าไป จนเกิดอาการต่อต้านเคมีของยา และแสดงอาการแพ้ออกมา

อาการแพ้ยาเป็นสิ่งที่หลายคนกังวล หรืออาจเคยประสบปัญหานี้มาก่อน แม้ยาดังกล่าวจะถูกสั่งจ่ายโดยแพทย์ก็ตาม เนื่องจากร่างกายของแต่ละคนย่อมตองสยองต่อยาแตกต่างกัน จึงสามารถเกิดอาการแพ้ได้ ในขณะที่อีกคนรับประทานยาชนิดเดียวกัน ก็อาจไม่เกิดอาการแพ้ใดๆ ขึ้น

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจภูมิแพ้และภาวะแพ้วันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 855 บาท ลดสูงสุด 3150 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

Ads h 3

อาการแพ้ยาจะคล้ายกับอาการแพ้อาหาร หรือแพ้ถั่วซึ่งจะมีมีความอันตรายสูง และหากผู้ป่วยยังคงฝืนใช้ยาที่แพ้ต่อไป ก็อาจถึงแก่ชีวิตได้ หรืออาจต้องพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลเป็นเวลานาน

ประเภทของอาการแพ้ยา

การแพ้ยาแบ่งเป็น 2 ประเภท ดังนี้

1. ประเภทแพ้ยาแบบเฉียบพลัน (Immediate reaction)

เป็นอาการแพ้ที่อาการแสดงจะเกิดขึ้นภายใน 1 ชั่วโมงหลังจากได้รับยา โดยตัวอย่างอาการแสดงที่เกิดขึ้นจะได้แก่ ผื่นลมพิษ (Urticaria) อาการบวมใต้ผิวหนัง และเยื่อเมือก (Angioedema) หายใจไม่ออก ท้องเสีย เวียนหัว ความดันโลหิตตก

2. ประเภทแพ้ยาแบบไม่เฉียบพลัน (Nonimmediate reaction)

เป็นอาการแพ้ที่อาการแสดงจะเกิดขึ้นหลังได้รับยานานกว่า 1 ชั่วโมง และอาจนานถึง 2 วันจนถึง 2 เดือนหลังจากรับประทานยา ซึ่งอาการแสดงที่เกิดขึ้นจะมีได้หลากหลาย เช่น ผื่นลมพิษที่เกิดช้า (Delayed-Appearing Urticaria)

นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มอาการแสดงที่จำเพาะอีก เช่น ผื่นนูนแบน (Maculopapular rash) และหากผื่นแพ้ยายังคงดำเนินต่อไปโดยที่ผู้ป่วยยังไม่ยอมทำรักษา ก็อาจเกิดอาการแพ้ยาที่มีผื่นแบบรุนแรงขึ้นกว่าเดิม เช่น

  • กลุ่มอาการสตีเวนส์ จอห์นสัน (Stevens-Johnson syndrome: SJS)
  • โรคท็อกซิก อีพิเดอร์มัล เนโครไลซิส (Toxic Epidermal Necrolysis: TEN) ซึ่งเป็นโรคที่อาการภูมิแพ้จากยาทำให้หนังกำพร้าหลุดลอกจากหนังแท้ของร่างกาย

ตัวอย่างชนิดของผื่นจากอาการแพ้ยา

1. ผื่นนูนแบน (Maculopapular rash)

เป็นผื่นแพ้ยาที่พบได้บ่อยที่สุด มีลักษณะเป็นผื่นตุ่มนูน และมีรอยแดงผสมกัน ผื่นนูนแบนจะมีทั้งเป็นตุ่มบนผิวหนังแบบเดี่ยวๆ หรืออยู่ร่วมกันเป็นปื้นขนาดใหญ่ กระจายไปทั่วร่างกาย รวมถึงฝ่ามือ และฝ่าเท้า

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจภูมิแพ้และภาวะแพ้วันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 855 บาท ลดสูงสุด 3150 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

Ads h 3

ขอบของผื่นชนิดนี้จะไม่ชัดเจนนัก และจะกลมกลืนไปกับผิวหนังธรรมดา แต่จะทำให้ผู้ป่วยมีอาการคัน แต่ไม่ถึงขั้นปวด หรือแสบผิว

2. ผื่นลมพิษ (Urticaria)

สามารถเรียกได้อีกชื่อว่า “ผื่นแผนที่” เนื่องจากลักษณะของผื่นที่เกิดขึ้นนั้นขยายใหญ่คล้ายแผนที่ และมักจะเกิดขึ้นเร็วมาก ลักษณะผื่นจะมีขอบยกนูนเป็นหยักๆ ไม่เป็นวงกลม ตรงกลางมีสีซีดกว่าตรงขอบ และผิวหนังด้านบนจะไม่ลอกเป็นขุน

โดยปกติผิวชนิดนี้จะหายได้เองภายใน 24 ชั่วโมงโดยไม่ทิ้งรอยโรคเอาไว้ หากผู้ป่วยไม่ได้รับยาที่ทำให้เกิดอาการแพ้ซ้ำอีกครั้ง

3. ผื่นแองจีโออีดีมา (Angioedema)

เป็นผื่นที่จะเกิดขึ้นบริเวณเยื่อบุต่างๆ ของร่างกาย เช่น ริมฝีปาก รอบดวงตา หรืออวัยวะเพศ และจะมีอาการบวมนูน คัน และรู้สึกตึงบริเวณเยื่อบุมาก ต้องใช้เวลาหลายวันกว่าผื่นจะยุบ

ผู้ป่วยที่เกิดผื่นชนิดนี้จะมีโอกาสเกิดอาการแพ้เฉียบพลันรุนแรง (Anaphylaxis) ร่วมด้วยมากกว่าเกิดผื่นชนิดอื่น โดยอาการจะร้ายแรงถึงขั้นระบบหายใจทำงานผิดปกติ หลอดลมตีบ หายใจหอบเหนื่อย ความดันโลหิตต่ำ และอาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ หากไม่รีบไปพบแพทย์โดยด่วน

4. ผื่นผิวหนังอักเสบลุกลามจากการใช้ยา (Eczematous drug eruption)

เป็นผื่นแพ้ยาอีกชนิดที่พบได้บ่อย มีลักษณะเป็นตุ่มนูน และปื้นแดงคล้ายกับผื่นนูนแบน แต่มีความนูนหนามากกว่า อีกทั้งยังทำให้ผู้ป่วยรู้สึกคันมาก

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจภูมิแพ้และภาวะแพ้วันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 855 บาท ลดสูงสุด 3150 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

Ads h 3

นอกจากนี้ ส่วนมากผื่นชนิดนี้จะบวมเป็นตุ่มน้ำใส และอาจแตกออกจากนั้นก็จะตกสะเก็ดไป ผู้ป่วยที่ไม่เคยได้รับยาที่แพ้มาก่อน อาจไม่มีอาการผิดปกติในครั้งแรกเมื่อได้รับยา

แต่หลังจากนั้น หากผู้ป่วยได้รับยาอย่างต่อเนื่องเกินกว่า 2 สัปดาห์ หรือได้รับยานั้นอีกครั้งในภายหลัง ผู้ป่วยก็สามารถเกิดผื่นแพ้ยาชนิดนี้ได้ โดยผื่นจะขึ้นภายใน 1-2 วันหลังจากได้รับยาอีกครั้ง

5. ผื่น Fixed drug eruption

เป็นผื่นแพ้ยาที่อาการไม่รุนแรง โดยผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บๆ คันๆ เท่านั้น มักจะเกิดขึ้นหลังจากผู้ป่วยได้รับยาประมาณ 30 นาที หรืออาจนานกว่านั้น แต่ไม่เกิน 24 ชั่วโมง ลักษณะผื่นจะมีรูปร่างกลม หรือเป็นวงรี มีสีแดงจัด ตรงกลางของผื่นมักเป็นสีแดงคล้ำ หรืออมม่วง

ผื่นชนิดนี้มีจุดเด่นตรงที่หากอาการแพ้รุนแรงมากๆ ผื่นอาจพองจนกลายเป็นตุ่มน้ำได้ และจะเกิดขึ้นที่เดิมทุกครั้งเมื่อผู้ป่วยได้รับยาที่แพ้ แต่เมื่อหายแล้วก็จะทิ้งรอยดำคล้ำเอาไว้

6. ผื่น Erythema Multiforme

ผื่นชนิดนี้จะมีลักษณะคล้ายเป้ายิงธนู (Target Lesion) มีรูปร่างกลม เป็นวงสามชั้น ชั้นในสุดจะมีสีแดงเข้ม หรือเป็นตุ่มน้ำพอง ชั้นถัดมา และชั้นนอกจะมีสีแดงจาง มักพบบริเวณปลายมือ ปลายเท้า เหนือข้อศอก ข้อต่อต่างๆ และบริเวณใบหน้า

7. ผื่นชนิดสตีเวนส์ จอห์นสัน (Stevens-Johnson Syndrome: SJS)

เป็นผื่นแพ้ยาที่พบได้ไม่บ่อย แต่อาการจะรุนแรงมาก มักพบในผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสเอชไอวี (Human Immunodeficiency Virus: HIV) และยังทำให้เกิดอาการแทรกซ้อนถึงขั้นเสียชีวิตได้

ลักษณะผื่นที่เกิดขึ้นจะมีสีแดงเข้ม รูปทรงวงกลม ตรงกลางมักจะมีสีเทาหรือดำ หรือพองเป็นตุ่มน้ำ การวินิจฉัยผื่นชนิดสตีเวนส์ จอห์นสันจะต้องมีรอยโรคบริเวณเยื่อบุมากกว่า 1 แห่งขึ้นไป และมีความรุนแรงของผิวหนังที่เกิดจากการหลุดลอกน้อยกว่า 10%

8. ผื่นชนิดท็อกซิก อีพิเดอร์มัล เนโครไลซิส (Toxic Epidermal Necrolysis: TEN)

เป็นผื่นแพ้ยาชนิดรุนแรงสูง และมีลักษณะอาการหลายอย่างคล้ายกับผื่นแบบสตีเวนส์ จอห์นสัน แต่ผู้ป่วยจะมีอาการคล้ายไข้หวัด คลื่นไส้อาเจียน เจ็บคอ และปวดตามตัวร่วมด้วย รวมถึงมีอาการเจ็บตามผิวหนัง

เมื่อระยะเวลาผ่านไป การลุกลามของผื่นจะรวดเร็วมากขึ้นคล้ายผื่นชนิดนูนแบน ภายใน 3-4 วัน จากนั้นจะพองกลายเป็นตุ่มน้ำ และหลุดลอกออกมาเป็นแผ่นสีดำคล้ำ มีน้ำเหลือง หรือเลือดซึมๆ คล้ายน้ำร้อนลวกอย่างรุนแรง

นอกจากนี้ บริเวณเยื่อบุต่างๆ ก็จะมีการหลุดลอกร่วมด้วย จากนั้นผู้ป่วยจะอาการทรุดหนักลง มีโอกาสติดเชื้อแทรกซ้อนได้ง่ายขึ้นถึงขั้นเสี่ยงเป็นอันตรายต่อชีวิต โดยอัตราการตายจะมีความสัมพันธ์กับขนาดของผิวหนังที่หลุดลอก และอาการแทรกซ้อนที่เกิดกับอวัยวะภายใน

9. ผื่น Photosensitive drug eruption

เป็นผื่นที่จะเกิดขึ้นหากผู้ป่วยสัมผัสกับทั้งยา และแสงแดด โดยบริเวณที่ผื่นขึ้นจะอยู่บริเวณนอกร่มผ้าที่ถูกแสงแดด

กลุ่มยาที่พบอาการแพ้ได้บ่อย

1. ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics)

เป็นที่รู้จักกันดีในชื่อ “ยาฆ่าเชื้อ” ซึ่งหากลำดับยาที่มักส่งผลให้เกิดอาการแพ้เรียงจากมากไปน้อย จะมีรายชื่อดังต่อไปนี้

นอกจากนี้ ผู้ป่วยบางรายยังสามารถแพ้ยาที่มีโครงสร้างหลักเหมือนกันทั้งกลุ่มได้ โดยกลุ่มที่พบบ่อย คือ กลุ่มยาเพนนิซิลิน (Penicillin) เช่น อะม็อกซีซิลลิน แอมพิซิลลิน (Ampicillin

2. ยาแก้ปวดกลุ่มที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (Non-Steroidal Anti-Inflammatory Drugs: NSAIDs)

ที่พบบ่อยได้แก่ ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) ไดโคลฟีแน็ค (Diclofenac) นาโพรเซ่น (Naproxen) ผู้ป่วยที่แพ้ยาอาจแพ้แค่ยาบางตัวในกลุ่มนี้เท่านั้น หรือบางรายอาจแพ้ยาทุกตัวในกลุ่มนี้เลยก็ได้

3. ยาซัลโฟนาไมด์ (Sulfonamides) หรือยาซัลฟา (Sulfa Drugs)

เป็นยากลุ่มที่โครงสร้างซัลฟา ผู้ป่วยที่แพ้ยาชนิดนี้มักจะแพ้ยาทุกตัวที่มีโครงสร้างซัลฟามากกว่าแพ้แค่ยาบางตัวเท่านั้น เช่น 

  • ยาที่มีส่วนประกอบของซัลฟาเมทอกซาโซล (Sulfamethoxazole) กับไตรเมโธพริม (Trimethoprim
  • ซัลไฟไดอะซิน (Sulfadiazine) 
  • ซัลฟิซอกซาโซล (Sulfisoxazole)

4. ยากันชัก (Antiseizure drugs)

เช่น เฟนิโทอิน (Phenytoin) คาร์บามาเซพีน (Carbamazepine) ลาโมไตรจีน (Lamotrigine) โดยส่วนมาก ผู้ป่วยที่แพ้ยากันชักจะแพ้เพียงแค่ยาบางตัวเท่านั้น ซึ่งเมื่อเกิดอาการแพ้ แพทย์ก็จะพิจารณาเปลี่ยนเป็นยาตัวอื่นให้

5. ยาต้านเชื้อไวรัสเอชไอวี (Anti-HIV drugs)

เช่น Abacavir (Ziagen) หรือ Nevirapine (Viramune) แต่ส่วนมากผู้ป่วยจะแพ้เพียงแค่ยาบางตัวเท่านั้น ไม่ใช่ทั้งกลุ่ม

6. ยาพาราเซตามอล (Paracetamol)

แม้จะเป็นแค่ยาแก้ปวดลดไข้ทั่วที่คนส่วนมากรับประทานกัน แต่ก็พาราเซตามอลก็ถือเป็นยาอีกชนิดที่ทำให้เกิดอาการแพ้ค่อนข้างบ่อย

7. สารทึบรังสี (Contrast media)

เป็นสารที่ใช้ฉีดเข้าเส้นเลือดเพื่อใช้ตรวจวินิจฉัยโรคทางหลอดเลือด เป็นอีกอาการหนึ่งที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยที่ใช้สารทึบรังสีในระหว่างการตรวจทางรังสีวิทยา

สารทึบรังสีที่มีใช้กันอยู่ในปัจจุบันนั้น เป็นสารในกลุ่มไตร-ไอโอดีนเบนโซอิกแอซิด (Tri-iodine benzoic acid) ซึ่งมีแร่ธาตุไอโอดีน -131 (Iodine-131) เป็นส่วนประกอบอยู่ 

สำหรับสาเหตุที่สารทึบรังสีทำให้เกิดอาการแพ้ได้นั้น ยังไม่มีการศึกษาจนได้รับคำตอบที่แน่ชัด แต่คาดว่าแร่ธาตุไอโอดีนที่อยู่ข้างในสารทึบรังสีอาจเป็นสาเหตุของอาการแพ้ได้ ผ่านการเข้าไปจับตัวกับโปรตีนบางชนิดในร่างกาย

การรักษาอาการผื่นแพ้ยาเบื้องต้น

หากคุณพบความผิดปกติที่คาดว่า น่าจะเกิดจากการใช้ยา ให้คุณหยุดใช้ยาตัวดังกล่าวโดยทันที รวมถึงยาทั้งหมดที่อยู่ในกลุ่มเดียวกับยานั้นด้วยแล้วไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด 

นอกจากนี้ คุณยังต้องจำ หรือบันทึกประวัติการแพ้ยาของตนเองไว้ และระวังภาวะแทรกซ้อนต่อไปก่อน อย่าเพิ่งนิ่งนอนใจกับอาการที่เพิ่งเกิดในเบื้องต้น

การรักษาอาการผื่นแพ้ยาจะรักษาไปตามอาการ แพทย์อาจพิจารณาให้ยาต้านฮิสตามีนเพื่อลดอาการแพ้ และให้ยาสเตียรอยด์ (Steroid) เพื่อลดอาการอักเสบที่เกิดขึ้น

นอกจากนี้ แพทย์ยังอาจให้ออกซิเจน หรือยาฉุกเฉินสำหรับรักษาอาการแพ้เฉียบพลันรุนแรงอย่าง ยาอีพิเนปฟริน (Epinephrine) เพื่อพยุงอาการไม่ให้ร้ายแรงถึงชีวิต รวมถึงอาจให้ผู้ป่วยพักที่โรงพยาบาลอย่างน้อย 24 ชั่วโมง เพื่อสังเกตอาการว่า จะมีอาการแพ้เฉียบพลันรุนแรง (Anaphylaxis) หรือไม่

การป้องกันการเกิดอาการแพ้ยาซ้ำอีกครั้ง

  • จดบันทึก หรือพกบัตรที่ระบุชื่อยาที่แก้ และอาการแพ้ไว้ตลอดเวลา เพราะหากคุณเจ็บป่วย คุณจะต้องแจ้งแพทย์ เภสัชกร และบุคลากรทางการแพทย์ให้ทราบทุกครั้งที่ไปรับการรักษา รวมถึงแจ้งญาติ เพื่อนสนิท ผู้อยู่ใกล้ชิดของคุณให้ทราบด้วย
  • อย่ารับประทานยานั้นซ้ำอีก หากคุณรู้แล้วว่า ตนเองแพ้ยาชนิดใด ให้หลีกเลี่ยงไม่รับประทานยาชนิดนั้นอีก เนื่องจากอาการแพ้ที่เกิดขึ้นครั้งต่อไปมักจะรุนแรงกว่าเดิมเสมอ และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

อาการแพ้ยาที่เกิดขึ้น อาจไม่ได้มาจากเคมีของยาโดยตรงก็ได้ แต่อาจมาจากส่วนประกอบอื่นๆ ในเม็ดยา เช่น สารช่วยตอก สารช่วยไหล สารกันชื้น หรือสารกันเสีย หากผู้ป่วยแพ้ยาตัวใดตัวหนึ่งขึ้นมา การเปลี่ยนยี่ห้อยาอาจเป็นอีกทางเลือกที่จะช่วยให้สามารถรับประทานยาต่อไปได้

ดูแพ็กเกจตรวจภูมิแพ้ และภาวะแพ้ เปรียบเทียบราคา โปรโมชั่นล่าสุดจากโรงพยาบาลและคลินิกชั้นนำได้ที่นี่ หรือไม่พลาดทุกการอัพเดทแพ็กเกจต่างๆ เมื่อกดเป็นเพื่อนทางไลน์ @hdcoth และกดดาวน์โหลดแอป iOS และ Android


3 แหล่งข้อมูล
กองบรรณาธิการ HD มุ่งมั่นตั้งใจให้ผู้อ่านได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง โดยทำงานร่วมกับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงเลือกใช้ข้อมูลอ้างอิงที่น่าเชื่อถือจากสถาบันต่างๆ คุณสามารถอ่านหลักการทำงานของกองบรรณาธิการ HD ได้ที่นี่
ฝ่ายเภสัชกรรม โรงพยาบาลศิริราช, https://www.si.mahidol.ac.th/th/division/soqd/admin/news_files/641_18_2.pdf, 2559.
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, https://med.mahidol.ac.th/med/sites/default/files/public/pdf/medicinebook1/Patients%20with%20drug%20allergy%20and%20hypersensitivity.pdf, Access online: 10 June 2019.
ข้อมูลรายงานการแพ้ยาของโรงพยาบาลลำพูน,http://www.lpnh.go.th/drug/file/QRCode20-6-61/210661/4.3210661.pdf, Access online: 21 June 2018.

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HD พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ผู้เขียนและผู้รีวิวบทความไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการที่นำเสนอแต่อย่างใด เว้นแต่จะระบุในเนื้อหา การแนะนำสินค้าและบริการแสดงขึ้นอัตโนมัติจากระบบของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าบทความนี้มีประโยชน์มากแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ตั้งกระทู้ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลส่วนตัวของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวิดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รอยโรค (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่ดูไฟล์ได้
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เข้าถึงได้

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
บทความต่อไป