บกพร่องทางการเรียนรู้

การวินิจฉัยภาวะบกพร่องทางการเรียนรู้

วิธีการวินิจฉัยภาวะบกพร่องทางการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 3 นาที
การวินิจฉัยภาวะบกพร่องทางการเรียนรู้

พ่อแม่ที่กำลังเข้าสู่ช่วงการวินิจฉัยภาวะบกพร่องทางการเรียนรู้นั้นอาจจะพบกับเครื่องมือที่ใช้ในการทดสอบจำนวนมาก รวมทั้งทฤษฎีเกี่ยวกับการเรียนรู้และอีกหลายอย่าง ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีระบบในการวินิจฉัยภาวะนี้ที่แตกต่างกันอีกด้วย การวินิจฉัยภาวะบกพร่องทางการเรียนรู้นั้นไม่ได้ใช้วิทยาศาสตร์โดยตรง ผู้เชี่ยวชาญบางคนก็ไม่เห็นด้วยกับวิธีที่ดีที่สุดในการระบุว่ามีภาวะนี้จริงหรือไม่

ทำไมเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่ชวนให้สับสน ?

  • ประการแรก คือ มีระบบในการวินิจฉัยที่ใช้อยู่หลายระบบ วิธีการและมาตรฐานที่ใช้วินิจฉัยภาวะนี้ในโรงเรียนรัฐบาลนั้นแตกต่างจากที่ทำโดยผู้ประเมินในภาคเอกชน
  • ประการที่สอง มีความแตกต่างในการวินิจฉัยภาวะนี้ในโรงเรียนรัฐบาลและนอกโรงเรียน ผู้ประเมินในโรงเรียนและภาคเอกชนนั้นอยู่ภายใต้หน่วยงานของภาครัฐที่แตกต่างกัน มีผู้บริหารและกฎระเบียบที่ระบุถึงภาวะนี้ไว้แตกต่างกัน
  • กฎหมายว่าด้วยผู้ที่มีความบกพร่องทางการศึกษาได้ควบคุมการวินิจฉัยภาวะนี้และความผิดปกติอื่น ๆ ที่พบในโรงเรียนรัฐบาลโดยทั่วไป และในส่วนข้อกำหนดเฉพาะอื่น ๆ นั้นเป็นหน้าที่ของรัฐในการให้คำนิยาม ทำให้เกณฑ์ในการวินิจฉัยนั้นมีความแตกต่างกันในแต่ละรัฐ เด็กที่เข้าข่ายว่ามีภาวะนี้ในรัฐหนึ่งอาจไม่เข้าเกณฑ์ในอีกรัฐหนึ่งได้ ซึ่งส่งผลต่อครอบครัวที่มีการย้ายจากรัฐหนึ่งไปอีกรัฐหนึ่ง
  • ข้อกำหนดและระบบในการวินิจฉัยที่ควบคุมผู้ประเมินในภาคเอกชน เช่น นักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ที่ขึ้นทะเบียนนั้นระบุรายละเอียดน้อยกว่าทางภาครัฐด้วยซ้ำ ตัวอย่างเช่น คู่มือการวินิจฉัยและประเมินภาวะความผิดปกติทางจิต (The Diagnostic and Statistical Manual of Mental Disorders – DSM) นั้นก็มักใช้เกณฑ์เชิงคุณภาพมากกว่าวิธีทางสถิติ ทำให้ความเห็นของผู้ประเมินนั้นมีความสำคัญมากกว่าระบบในการวินิจฉัยภาวะนี้
  • โดยส่วนมาก ภาวะบกพร่องทางการเรียนที่ได้รับการประเมินจากภาครัฐนั้นใกล้เคียงกันเมื่อเปรียบเทียบกับแต่ละโรงเรียนภายในรัฐเดียวกัน แต่ก็อาจจะไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไป
  • แต่ละรัฐอาจมีมาตรฐานและการปฏิบัติในการวินิจฉัยภาวะนี้ที่แตกต่างกัน ทำให้มีโอกาสที่เด็กที่ผ่านเกณฑ์ในรัฐหนึ่งอาจไม่ผ่านเกณฑ์ในอีกรัฐได้ ระบบโรงเรียนรัฐบาลนั้นมักใช้เกณฑ์เหล่านี้ร่วมกัน
  • การประเมินอย่างเป็นทางการ โดยใช้ความแตกต่างระหว่างผลสำเร็จทางการเรียนเพื่อกำหนดว่ามีความบกพร่องทางการเรียนรู้หรือไม่ รวมทั้งความรุนแรงของภาวะนี้
  • วิธีในการตอบสนองต่อการแก้ไข หากภาวะนี้เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาในการเรียนของเด็ก
  • ผู้ประเมินในภาคเอกชนมักใช้คู่มือในการวินิจฉัยและสถิติ (Diagnostic and Statistical Manual – DSM-IV) หรือระบบ International Statistical Classifications of Diseases (ICD-10) เป็นเกณฑ์ในการวินิจฉัยภาวะนี้
  • ทั้งระบบ ICD และ DSM นั้นให้น้ำหนักกับความเห็นของผู้ประเมินอย่างมาก ซึ่งอาจมีความแตกต่างระหว่างผู้ประเมินแต่ละคน คำศัพท์ที่ใช้เรียกและอธิบายภาวะนี้ในระบบดังกล่าวก็มีความแตกต่างจากที่ใช้ในโรงเรียนรัฐบาล

จากความหลากหลายในระบบการวินิจฉัยทำให้พ่อแม่บางคนอาจสงสัยว่าระบบไหนจะเป็นระบบที่ดีและแม่นยำที่สุด นอกจากนั้นพวกเขาอาจจะสงสัยว่าพวกเขาควรจะมองหาผู้ประเมินที่นอกเหนือไปจากโรงเรียนหรือเข้ารับการประเมินกับผู้ประเมินในภาคเอกชนหรือไม่ คำตอบของคำถามเหล่านี้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของแต่ละบุคคล หากคุณต้องการรู้ว่าลูกของคุณจะเข้าเกณฑ์ที่จะได้รับการศึกษาพิเศษหรือไม่ การเข้ารับการประเมินผ่านโรงเรียนนั้นอาจจะดีกว่าเนื่องจากผลที่ได้นั้นจะรับรองได้ว่ามันเข้ากับกฎของโรงเรียน อย่างไรก็ตาม ผู้ประเมินภายนอกโรงเรียนอาจสงสัยว่ามีความบกพร่องเกิดขึ้นและอาจให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อเจ้าหน้าที่ผู้ประเมินของโรงเรียนซึ่งอาจไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้นได้ ตัวอย่างเช่น วิธี Augmentative Communication นั้นเป็นการประเมินแบบเฉพาะด้านซึ่งอาจต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญในด้านนั้น ๆ พ่อแม่ควรรู้ว่าโรงเรียนอาจจะพิจารณาข้อมูลที่มาจากการประเมินภายนอกเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจเช่นกัน

เมื่อไหร่จึงจะสามารถวินิจฉัยภาวะความบกพร่องทางการเรียนรู้ได้ ?

  • กฎหมายว่าด้วยผู้ที่มีความบกพร่องทางการศึกษา (IDEA) นั้นระบุว่าภาวะนี้ไม่สามารถวินิจฉัยได้อย่างแม่นยำจนกว่าเด็กนักเรียนจะได้รับการสอนในวิชาพื้นฐานอย่างเป็นทางการ
  • นักจิตวิทยาส่วนใหญ่แนะนำให้รอจนกระทั่งเด็กมีอายุอย่างน้อย 6 ปีก่อนที่จะประเมินความฉลาดทางสติปัญญาเพื่อให้ได้ผลการทดสอบที่แม่นยำ
  • เด็กนักเรียนจากชนกลุ่มน้อยที่มีความแตกต่างทางวัฒนธรรม เศรษฐกิจ และสังคมอาจได้รับประโยชน์จากการได้รับการศึกษาอย่างน้อย 2 ปีก่อนที่จะเข้ารับการทดสอบ นอกจากนั้นกฎนี้ยังอาจใช้ได้ในผู้ที่เพิ่งเริ่มเรียนภาษาอังกฤษอีกด้วย นี่จะช่วยลดผลของความแตกต่างที่เกิดจากวัฒนธรรมและภาษาที่มีความแตกต่างในการทดสอบ โรงเรียนมักจะให้พ่อแม่ของเด็กนักเรียนที่เพิ่งเรียนภาษาอังกฤษมีส่วนร่วมในกระบวนการดังกล่าวเพื่อให้ได้ผลที่เหมาะสมที่สุด
  • หากพ้นช่วงเวลาดังกล่าวไปแล้ว การทดสอบความสำเร็จทางการเรียนนั้นจะมีความน่าเชื่อถือมากกว่า

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่