Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
ความรู้สุขภาพ

อาการปวดแสบปวดร้อน มักเกิดจากปัญหาเส้นประสาท แต่ในหลายกรณีก็อาจพบได้จากสาเหตุอื่นๆ หากอาการไม่ดีขึ้นภายใน 1-3 วัน ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยหาสาเหตุที่ถูกต้อง

อาการปวดแสบปวดร้อน มักเกิดจากปัญหาเส้นประสาท แต่ในหลายกรณีก็อาจพบได้จากสาเหตุอื่นๆ หากอาการไม่ดีขึ้นภายใน 1-3 วัน ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยหาสาเหตุที่ถูกต้อง
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 28 ธ.ค. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 4 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,434,630 คน

อาการปวดแสบร้อน เป็นอาการปวดชนิดหนึ่ง ที่มักเกี่ยวข้องกับปัญหาที่เส้นประสาท แต่ก็สามารถเกิดจากสาเหตุอื่นๆ ได้เช่นกัน การบาดเจ็บ การติดเชื้อ โรคภูมิต้านตนเอง ซึ่งเป็นปัจจัยกระตุ้นให้มีอาการปวดเส้นประสาทได้ และในบางกรณีอาจทำให้เส้นประสาทได้รับความเสียหายอีกด้วย

สาเหตุของอาการปวดแสบร้อน

หนึ่งในสาเหตุที่พบบ่อยของอาการปวดแสบร้อน คือความเสียหายหรือการทำงานที่ผิดปกติในระบบประสาท ซึ่งเป็นระบบที่ประกอบด้วยระบบประสาทส่วนกลาง (Central Nervous System (CNS)) และระบบประสาทส่วนปลาย (Peripheral Nervous System (PNS)) เช่น

  • กลุ่มอาการปวดที่เกิดจากระบบประสาทส่วนกลาง (Central pain syndrome) : เป็นโรคที่เกิดขึ้นที่สมอง เกิดจากเส้นประสาทในระบบประสาทส่วนกลางได้รับความเสียหาย ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวด แสบร้อนเกิดขึ้น

  • กระดูกคอเสื่อม (Cervical spondylosis) : เป็นโรคที่เกิดขึ้นเนื่องจากอายุที่มากขึ้น การใช้งานและการฉีกขาดของกระดูกและกระดูกอ่อนบริเวณคอ ทำให้เกิดการกดทับของเส้นประสาท ผู้ป่วยจะมีอาการปวดที่คอเรื้อรังร่วมกับอาการแสบร้อน

  • หมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาท (Herniated Disk) : ภาวะที่หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนที่ออกจากตำแหน่งปกติ ทำให้เกิดการกดทับเส้นประสาทและทำให้มีอาการปวดแสบร้อนเกิดขึ้น และอาจมีอาการชา หรือกล้ามเนื้ออ่อนแรงด้วย

  • ความเสียหายที่เกิดกับเส้นประสาท 1 เส้น (Mononeuropathy) : กลุ่มของโรคที่สร้างความเสียหายกับเส้นประสาท 1 เส้น มักทำให้มีอาการเสียวซ่าน หรือแสบร้อนที่บริเวณที่มีอาการ ความเสียหายที่เกิดขึ้นนี้ยังแบ่งได้อีกหลายชนิด ได้แก่

    • โรคเส้นประสาทบริเวณข้อมือถูกกดทับ (Carpal Tunnel)

    • ความผิดปกติที่เกิดกับเส้นประสาทอัลน่า (Ulnar Nerve Palsy)

    • อาการปวดหลังร้าวไปขา (Sciatica) ซึ่งมีสาเหตุมาจากการกดทับเส้นประสาท Sciatic Nerve

  • โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (Multiple Sclerosis) : เป็นโรคที่ส่งผลกระทบต่อระบบประสาทส่วนกลาง นักวิจัยเชื่อว่าโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง มีสาเหตุมาจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายที่เข้าทำลายเยื่อไมอีลิน (Myelin) ซึ่งเป็นเยื่อหุ้มเส้นประสาท ทำให้การสื่อสารระหว่างเซลล์ประสาทในระบบประสาทส่วนกลางจะถูกขัดขวาง บางส่วนของร่างกายไม่สามารถรับคำสั่งจากสมองได้ ผู้ป่วยจะมีอาการหลากหลาย รวมถึงมีอาการปวดแสบร้อนและกล้ามเนื้อหดเกร็ง

  • อาการปวดตามเส้นประสาท (Neuralgia) : อาการปวดเหมือนถูกอะไรทิ่มแทง ปวดแสบร้อน เกิดขึ้นจากเส้นประสาทได้รับความเสียหายหรือมีการระคายเคือง อาจเกิดขึ้นได้ทุกบริเวณของร่างกาย แต่มักพบบ่อยที่บริเวณใบหน้าและลำคอ

  • ปลายประสาทอักเสบ (Peripheral Neuropathy) : โรคที่เกิดขึ้นจากเส้นประสาทส่วนปลายได้รับความเสียหาย ส่งผลต่อความสามารถในการทำงานของร่างกาย และอาจกระตุ้นให้มีอาการปวดแสบร้อนได้ หากความเสียหายนั้นเกิดขึ้นกับเส้นประสาทอย่างน้อย 2 เส้น หรือเกิดกับ 2 ตำแหน่งขึ้นไป เช่น โรคเรื้อน (Leprosy) สภาวะนี้จะเรียกว่า Mononeuritis Multiplex

  • โรครากประสาท (Radiculopathy) : เป็นโรคที่มีการกดเบียดของเส้นประสาทที่กระดูกสันหลัง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการแก่ลงตามวัย สภาวะนี้จะเกิดขึ้นกระดูก กระดูกอ่อน และกล้ามเนื้อรอบๆ มีการเสื่อมลงตามกาลเวลา

อุบัติเหตุ และการบาดเจ็บ ก็อาจเป็นสาเหตุหนึ่งของอาการปวดแสบร้อน เช่น

  • เนื้อเยื่อถูกทำลายเพราะความเย็นจัด (Frostbite) : ก่อนที่จะเกิดอาการชา ความเย็นจัดจะทำให้มีอาการปวดแสบก่อน

  • ถูกกัดและต่อย จากแมลงหรือสัตว์เป็นพิษ : เช่น งู จะทำให้มีอาการปวดแสบร้อนที่บริเวณที่ถูกกัดหรือต่อย

  • อาการเจ็บปวดกล้ามเนื้อ เส้นประสาท หรือข้อต่อบริเวณคอ (Whiplash) : คือความเสียหายที่เกิดขึ้นเมื่อมีการเคลื่อนไหวไปข้างหลังและมาข้างหน้าอย่างรวดเร็วด้วยแรงที่เยอะ มักเกิดภายหลังการเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ ทำให้มีอาการปวดแสบร้อนและอาการคอแข็งได้

สภาวะขาดสารอาหารบางชนิด อาจเป็นสาเหตุของอาการปวดแสบร้อนได้เช่นกัน ได้แก่

  • โรคเหน็บชา (Beriberi) : โรคที่เกิดจากการขาดวิตามินบี 1 (Thiamine)

  • ต่อมพาราไทรอยด์สร้างฮอร์โมนน้อยเกินไป (Hypoparathyroidism) : ผู้ป่วยจะมีปริมาณฮอร์โมนพาราไทรอยด์ต่ำ ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่สร้างจากต่อมพาราไทรอยด์ที่บริเวณลำคอ ทำให้เกิดการขาดแคลเซียม

  • โลหิตจางชนิด Megaloblastic Anemia : เป็นโลหิตจางที่อาจสัมพันธ์กับการขาดวิตามินบี 12 หรือการขาดกรดโฟลิก

  • โรคโลหิตจางจากการขาดวิตามินบี 12 (Pernicious Anemia)

สาเหตุอื่นๆ ที่ทำให้เกิดอาการปวดแสบร้อนที่บริเวณต่างๆ ของร่างกาย ได้แก่

  • แผลร้อนใน (Canker Sores) : คือแผลร้อนในที่เกิดจากเชื้อไวรัส มักมีอาการเจ็บปวดมาก

  • โรคกรดไหลย้อน (Gastroesophageal reflux disease (GERD)) : คือโรคที่มีการไหลย้อนของกรดอย่างเรื้อรัง เกิดขึ้นเมื่อกรดไหลย้อนจากกระเพาะอาหารขึ้นสู่หลอดอาหาร ผู้ป่วยจะมีอาการแสบร้อนยอดอก แสบที่หลอดอาหาร หรือที่กระเพาะอาหาร

  • เริม (Herpes Simplex) : เป็นการติดเชื้อไวรัสที่ติดต่อกันได้ ผู้ป่วยจะมีอาการปวด เสียวซ่าน ที่บริเวณต่างๆ ของร่างกาย มักเกิดขึ้นที่อวัยวะเพศหรือที่ปาก

  • โรคหลอดเลือดส่วนปลาย (Peripheral Vascular Disease) : คือโรคเกี่ยวกับการไหลเวียนของเลือด ซึ่งส่งผลกระทบต่อเส้นเลือดดำและเส้นเลือดแดงที่อยู่ภายนอกหัวใจและสมอง มักทำให้มีอาการปวดแสบร้อน

  • โรคโรซาเซีย (Rosacea) : โรคผิวหนังที่มีอาการหน้าแดง มีตุ่มแดง อักเสบ มีหนอง ซึ่งเกิดขึ้นที่บริเวณต่างๆ ของร่างกาย ในบางกรณีจะรู้สึกร้อนร่วมด้วย

  • โรคงูสวัด (Shingles) : หรือเรียกอีกอย่างว่า Herpes Zoster จะเกิดขึ้นในผู้ที่เคยติดเชื้ออีสุกอีใสมาก่อน ผู้ป่วยจะมีอาการแสบร้อน ปวด ที่ด้านใดด้านหนึ่งของร่างกาย

การวินิจฉัยสาเหตุของอาการปวดแสบร้อน

ถ้าคุณมีอาการปวดแสบร้อนเรื้อรังแล้วไม่ดีขึ้น ให้ไปพบแพทย์ ซึ่งแพทย์จะทำการตรวจร่างกายและซักประวัติอาการปวด ด้วยคำถามดังนี้

  • ตำแหน่งของอาการปวด

  • ความรุนแรงของอาการปวด

  • อาการปวดกลับมาเป็นอีกครั้งเมื่อใด

  • คุณมีอาการปวดบ่อยครั้งเพียงใด

  • มีอาการอื่นๆ ร่วมด้วยหรือไม่

แพทย์อาจให้คุณเข้ารับการตรวจเพิ่มเติมเพื่อวิเคราะห์หาสาเหตุของอาการปวดแสบร้อน เช่น

  • การตรวจเลือดหรือปัสสาวะ : เพื่อดูภาวะขาดสารอาหารและสภาวะโรคอื่นๆ

  • การถ่ายภาพด้วยการ X-Ray และ CT Scan : เพื่อดูกระดูกและกล้ามเนื้อที่กระดูกสันหลัง

  • การตรวจคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อ (Electromyography (EMG)) : เพื่อประเมินสุขภาพของกล้ามเนื้อและเส้นประสาท

  • การตรวจความเร็วในการนำสัญญาณประสาท (Nerve Conduction Velocity Test) : การประเมินความเร็วในการส่งสัญญาณประสาท โดยเฉพาะที่เส้นประสาทส่วนปลาย

  • การส่งตรวจชิ้นเนื้อเส้นประสาท (Nerve Biopsy) : คือการตรวจดูความเสียหายบริเวณที่สงสัยของร่างกาย

  • การส่งตรวจเนื้อเยื่อผิวหนัง : เพื่อประเมินผิวหนังบริเวณที่เกิดโรคโดยการส่องกล้องจุลทรรศน์ว่ามีเซลล์ผิดปกติหรือไม่

การรักษาอาการปวดแสบร้อน

การรักษาอาการปวดแสบร้อนจะขึ้นกับโรคที่เป็นสาเหตุ โดยการรักษาอาจได้แก่

  • การใช้ยา เช่น ยาต้านการอักเสบ (Anti-Inflammatory Medications) หรือยาแก้ปวด

  • การผ่าตัด

  • การทำกายภาพบำบัด

  • การปรับเปลี่ยนอาหารที่รับประทาน

  • การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต

ที่มาของข้อมูล

Mary Ellen Ellis, Burning Sensation (https://www.healthline.com/health/burning-sensation), April 21, 2016.


บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HonestDocs พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
ดูในแอป