มะเร็งและโรคร้าย

ประโยชน์สี่อย่างที่ผู้ป่วยโรคมะเร็งอาจได้รับจากการฝังเข็ม

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 2 นาที
ประโยชน์สี่อย่างที่ผู้ป่วยโรคมะเร็งอาจได้รับจากการฝังเข็ม

การฝังเข็มเป็นศาสตร์การรักษาแบบจีนโบราณ ซึ่งประกอบไปด้วยการฝังเข็มที่เล็กบางมากๆ ไปยังจุดเฉพาะของร่างกาย จุดเหล่านี้อยู่ตามแนวเส้นที่มองไม่เห็นที่เรียกว่าเส้นลมปราณ (meridian) ซึ่งเชื่อว่าแต่ละเส้นจะสัมพันธ์กับระบบอวัยวะของร่างกายที่ต่างกันออกไป แพทย์ฝังเข็มกระตุ้นจุดเหล่านี้โดยหวังว่าจะปลดปล่อยกระแสพลังชี่หรือพลังจักรวาล (qi) ผ่านทางเส้นลมปราณเหล่านี้ และทำให้สุขภาพของร่างกายฟื้นคืน

ประโยชน์ของการฝังเข็ม

โฆษณาจาก HonestDocs
เราจัดส่งยาถึงบ้านคุณ!

ส่งด่วนภายใน 1 วันในกรุงเทพ หรือส่งธรรมดาด้วย EMS ใน 2-3 วันทั่วประเทศ

คลิก

การฝังเข็มถูกใช้ในการแพทย์แผนจีนโบราณ (รูปแบบหนึ่งของการแพทย์ทางเลือกที่เกิดขึ้นในประเทศจีน) มามากว่าห้าพันปีแล้ว และมักถูกใช้เพื่อกระตุ้นการฟื้นตัวจากภาวะเช่นอาการปวดหลัง ไมเกรน อาการปวดร้าวลงขาจากการกดทับเส้นประสาทไซอาติก (sciatica) ข้อเสื่อม และโรคปวดกล้ามเนื้อ (fibromyalgia) เช่นเดียวกับการใช้เพื่อช่วยในการเลิกบุหรี่ หรือการตั้งครรภ์ด้วย

ถึงแม้ว่านักวิทยาศาสตร์จะยังไม่ทราบแน่ว่ากลไกของการฝังเข็มเป็นอย่างไร แต่ก็คาดว่าการรักษาดังกล่าวอาจช่วยกระตุ้นการปลดปล่อยสารเคมีที่ช่วยระงับความเจ็บปวดจากสมอง หรืออาจมีผลต่อระบบประสาทอัตโนมัติ หรืออาจกระตุ้นการไหลเวียนเลือด

การฝังเข็มและโรคมะเร็ง

ในขณะที่การฝังเข็มนั้นไม่สามารถใช้รักษาโรคมะเร็งได้ แต่การฝังเข็มอาจช่วยให้ผู้ป่วยหายจากอาการเจ็บปวดจากมะเร็ง และอาการอ่อนเพลียได้ (ซึ่งเป็นผลข้างเคียงจากการรักษามะเร็งตามมาตรฐาน) ต่อไปนี้เป็นสิ่งที่การฝังเข็มอาจเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่กำลังเป็นมะเร็งได้

1. บรรเทาอาการเจ็บปวดจากมะเร็ง

จากการศึกษาในปี พ.ศ. 2546 ผู้วิจัยพบว่าการฝังเข็มช่วยลดระดับความเจ็บปวดจากมะเร็งในผู้ป่วย 90 คนที่ใช้ยาระงับปวดแล้วไม่ได้ผล

2. ลดอาการอ่อนเพลียหลังได้ยาเคมีบำบัด

อ้างอิงจากการศึกษาในปีพ.ศ. 2550 ซึ่งประกอบไปด้วยผู้ป่วย 47 คน การฝังเข็มแสดงให้เห็นว่าสามารถจัดการกับอาการอ่อนเพลียหลังได้ยาเคมีบำบัดได้ดี ผู้เข้าร่วมวิจัยรู้สึกว่าอาการอ่อนเพลียโดยทั่วไปๆดีขึ้น อาการอ่อนเพลียทางกายดีขึ้น และมีแรงกระตุ้นมากขึ้น หลังจากได้รับการฝังเข็มเป็นเวลา 20 นาทีต่อครั้ง รวมหกครั้ง เป็นเวลาสองสัปดาห์

ผลการศึกษายังบ่งชี้ว่าผู้เข้าร่วมวิจัยที่ทำการกดจุด (acupressure) ด้วยตนเองก็มีอาการอ่อนเพลียลดลงเช่นกัน

3. รักษาอาการคลื่นไส้อาเจียนที่เกิดจากการได้รับยาเคมีบำบัด

จากการศึกษาที่ตีพิมพ์ในปี พ.ศ. 2548 ซึ่งผู้วิจัยได้ทบทวนการศึกษาแบบทดลอง (clinical trial) 11 การศึกษา พบว่าการฝังเข็มลดอาการอาเจียนหลังจากได้รับยาเคมีบำบัดได้ การทบทวนงานวิจัยดังกล่าวยังพบว่าการฝังเข็มช่วยลดระดับอาการคลื่นไส้หลังได้รับยาเคมีบำบัดได้ด้วย

4. ลดผลข้างเคียงจากการฉายแสง

จากการศึกษาชนิดนำร่อง (pilot study) ทีตีพิมพ์ในปี พ.ศ. 2551 พบว่าการฝังเข็มมีประสิทธิภาพในการลดอาการน้ำลายแห้ง (xerostomia) จากการฉายแสงได้ โดยผู้วิจัยก่อนหน้านี้แนะนำว่าการฝังเข็มอาจช่วยลดอาการนอนไม่หลับ และวิตกกังวล ที่เกี่ยวข้องกับการฉายแสงได้อีกด้วย

คำเตือนเรื่องความปลอดภัยของการฝังเข็ม

การฝังเข็มอาจทำให้เกิดอาการวิงเวียน มีเลือดออกเฉพาะจุด ผิวหนังอักเสบ เส้นประสาทถูกทำลาย และอาจจะเพิ่มอาการเจ็บปวดได้ด้วย โดยเฉพาะหากผู้ทำการฝังเข็มไม่ได้ฝึกมาดีพอ หากคุณกำลังพิจารณาการฝังเข็มสำหรับเป็นทางเลือกในการบรรเทาปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับโรคมะเร็งแล้ว คุณควรปรึกษาแพทย์ของคุณเสียก่อนเพื่อตัดสินใจเรื่องข้อดีข้อเสียที่อาจเป็นไปได้

เขาหรือเธออาจช่วยส่งตัวคุณต่อให้กับผู้ทำการรักษาที่มีความชำนาญและมีประสบการณ์การทำงานกับผู้ป่วยโรคมะเร็งมาก่อน และคอยเตือนตัวเองอยู่เสมอว่าการรักษาด้วยตัวเองและหลีกเลี่ยงหรือรักษาด้วยวิธีตามมาตรฐานช้าเกินไปอาจทำให้เกิดผลเสียร้ายแรงตามมาได

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่

บทความต่อไป
เป็นไปได้ไหมที่การอ่อนเพลียจะเป็นอาการเริ่มต้นของมะเร็ง? เราควรรู้อะไรบ้าง?
เป็นไปได้ไหมที่การอ่อนเพลียจะเป็นอาการเริ่มต้นของมะเร็ง? เราควรรู้อะไรบ้าง?

อาการอ่อนเพลียกลายเป็นอาการของมะเร็งตั้งแต่เมื่อไหร่ และมีความแตกต่างจากอาการอ่อนเพลียทั่วไปอย่างไร