มะเร็งและโรคร้าย

10 ข้อที่คุณควรรู้เกี่ยวกับโรคเกาต์เทียม (Pseudogout)

โรคเกาต์เทียมแตกต่างจากโรคเกาต์อย่างไร เกิดจากสาเหตุเดียวกันใช่หรือไม่
เผยแพร่ครั้งแรก 30 ธ.ค. 2016 อัปเดตล่าสุด 11 ก.พ. 2020 เวลาอ่านประมาณ 3 นาที
10 ข้อที่คุณควรรู้เกี่ยวกับโรคเกาต์เทียม (Pseudogout)

โรคเกาต์เทียม (Pseudogout) เป็นโรคที่มักเกิดความสับสนกับโรคเกาต์ และโรคข้ออื่นๆ ดังนั้น การวินิจฉัยโรคที่เหมาะสมจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะผู้ป่วยโรคเกาต์เทียมที่ไม่ได้รับการรักษา อาจส่งผลให้เกิดอาการข้อเสื่อมรุนแรง อักเสบเรื้อรัง และนำไปสู่การพิการได้ 

10 ประเด็นสำคัญของโรคเกาต์เทียมที่ควรรู้ 

1.โรคเกาต์เทียมมีความคล้ายคลึงกับโรคเกาต์ แต่ทั้งสองโรคนี้เกิดขึ้นจากการสะสมผลึกที่ต่างกัน

โรคเกาต์เทียม คือภาวะที่เกิดขึ้นจากการที่มีผลึกแคลเซียมไพโรฟอสเฟต (Calcium Pyrophosphate) สะสมภายในข้อ และเนื้อเยื่อรอบข้อ ในขณะที่โรคเกาต์เกิดจากการสะสมของผลึกยูริก (Uric) ภายในข้อ

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่วันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 424 บาท ลดสูงสุด 57%

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

H27

2.โรคเกาต์เทียม หรือที่เรียกว่า CPPD (Calcium pyrophosphate dihydrate) อาจมีอาการเหมือนโรคข้อเสื่อม และข้ออักเสบรูห์มาติกเช่นเดียวกับโรคเกาต์

ผู้ป่วยที่มีการสะสมของผลึกแคลเซียมไพโรฟอสเฟตประมาณ 25% จะป่วยเป็นโรคเกาต์เทียม ผู้ป่วยโรคเกาต์เทียมไม่จำเป็นต้องมีอาการทุกคน แต่ประมาณ 5% อาจมีอาการที่คล้ายโรคข้ออักเสบรูห์มาติก และอีกประมาณ 50% เกิดอาการที่คล้ายกับโรคข้อเสื่อมได้

3.โรคเกาต์เทียมมักเกิดขึ้นที่ข้อเดียว โดยเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน และรุนแรง

ถึงแม้ว่าเวลาที่อาการโรคเกาต์เทียมกำเริบอาจรุนแรงคล้ายกับโรคเกาต์ แต่ก็มักจะปวดน้อยกว่า โดยมีลักษณะอาการ ดังนี้

  • มีอาการปวด ตั้งแต่หลายวันจนถึง 2 สัปดาห์
  • อาจมีไข้ตามมาได้
  • มักเกิดขึ้นได้เอง หลังการเจ็บป่วยรุนแรง การผ่าตัด หรือการได้รับอุบัติเหตุ
  • ทำให้กระดูกอ่อน และข้อต่อถูกทำลาย อาการจะแย่ลงเรื่อยๆ หลังจากที่อาการกำเริบได้หลายปี

4.เกือบครึ่งของโรคเกาต์เทียมกำเริบเกิดขึ้นที่ข้อเข่า

โรคเกาต์เทียมมักจะเกิดที่เข่า ในขณะที่โรคเกาต์มักจะเกิดที่นิ้วโป้งเท้า อย่างไรก็ตาม โรคเกาต์เทียมสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกข้อ รวมถึงนิ้วโป้งเท้า

5.ทุกคนมีโอกาสเป็นโรคเกาต์เทียม แต่ความเสี่ยงนี้จะเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนเมื่ออายุมากขึ้น

การเกิดผลึกสะสมในข้อที่ทำให้เกิดโรคเกาต์เทียมนี้ เกิดขึ้นในประชากรประมาณ 3% ของผู้ที่มีอายุประมาณ 60 ปี โดยสัดส่วนของจำนวนผู้ป่วยจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนถึง 50% ในผู้ที่มีอายุ 90 ปี และมีโอกาสเกิดขึ้นได้เท่ากันทั้งผู้ชาย และผู้หญิง

6.ผู้ป่วยโรคเกาต์เทียมบางส่วนมีปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคมาก่อน

นอกจากปัจจัยเสี่ยงทางพันธุกรรมต่อโรคเกาต์เทียมแล้วนั้น ปัจจัยอื่นที่ทำให้เพิ่มโอกาสในการเกิดโรค ประกอบด้วย

  • ต่อมพาราไทรอยด์ทำงานมากไป (Hyperparathyroidism)
  • ภาวะเหล็กเกิน (Hemochromatosis)
  • ต่อมพาราไทรอยด์ทำงานน้อยไป (Hypothyroidism)
  • ภาวะ Amyloidosis (แอมีลอยโดซิส)
  • ภาวะพร่องแมกนีเซียมในเลือด  (Hypomagnesemia)
  • ภาวะฟอสเฟตต่ำ (Hypophosphatasia)

7.การส่งตรวจที่ช่วยในการวินิจฉัยโรคเกาต์เทียม คือการส่งตรวจน้ำในข้อ

ทำได้โดยการดูดน้ำจากข้อที่มีอาการ และนำมาส่องหาผลึกลักษณะรูปแท่ง หรือรูปสี่เหลี่ยมคางหมู ซึ่งจะทำให้สามารถยืนยันการวินิจฉัยโรคได้ นอกจากนั้นหากตรวจพบว่า มีแคลเซียมสะสมที่กระดูกอ่อน และภายในข้อ (Chondrocalcinosis) ภายใต้การมองด้วยรังสีเอกซเรย์ก็สามารถช่วยยืนยันการวินิจฉัยได้เช่นกัน และอาจพิจารณาส่งการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติมเพื่อพิสูจน์ว่า ไม่ได้เป็นโรคข้ออักเสบจากสาเหตุอื่น

8.ยังไม่มีการรักษาโรคเกาต์เทียมให้หายขาด แต่มีวิธีการรักษาที่สามารถควบคุมอาการได้

  • โรคเกาต์เทียมสามารถควบคุมได้โดยการใช้ยา ซึ่งแพทย์มักจ่ายยาแก้อักเสบชนิดที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (Non-Steroidal Anti-Inflammatory Drugs: NSAIDs) เพื่อควบคุมอาการปวด และการอักเสบ เมื่ออาการกำเริบ 
  • ใช้ Colchicine (โคลชิซิน) ร่วมกับ NSAIDs ปริมาณน้อย เพื่อป้องกันไม่ให้อาการกำเริบในครั้งหน้า 
  • อาจฉีด Cortisone (คอร์ติโซน) เข้าในข้อที่อักเสบ เพื่อควบคุมอาการปวด และการอักเสบได้เช่นกัน โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่ไม่สามารถใช้ยาอื่นได้ 
  • การผ่าตัดเป็นทางเลือกหนึ่งในการรักษาของผู้ป่วยที่มีการทำลายของข้ออย่างรุนแรง

9.เนื่องจากโรคเกาต์เทียมมักเกิดการเข้าใจสับสนกับโรคข้ออักเสบอื่นๆ จึงควรได้รับการตรวจโดยผู้เชี่ยวชาญ

เนื่องจากลักษณะของโรคเกาต์เทียมคล้ายคลึงกับโรคข้ออักเสบชนิดอื่น ดังนั้น จึงควรพบผู้เชี่ยวชาญด้านโรคข้อ (Rheumatologist) เพื่อทำการวินิจฉัยโรค เพราะการวินิจฉัยที่ถูกต้องแม่นยำ และรวดเร็ว จะทำให้มีโอกาสป้องกันไม่ให้เกิดการทำลายข้ออย่างรุนแรงได้

10.อาหารไม่มีส่วนต่อการทำให้เกิดโรคเกาต์เทียม และการเปลี่ยนอาหารไม่ได้ช่วยควบคุมอาการของโรค

ถึงแม้ว่าผลึกที่มีการสะสมในโรคเกาต์เทียม จะมีส่วนประกอบของแคลเซียม แต่การกินอาหารที่มีแคลเซียมจำนวนมากก็ไม่เกี่ยวข้องกับการกระตุ้นให้เกิดโรคเกาต์เทียม


5 แหล่งข้อมูล
กองบรรณาธิการ HD มุ่งมั่นตั้งใจให้ผู้อ่านได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง โดยทำงานร่วมกับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงเลือกใช้ข้อมูลอ้างอิงที่น่าเชื่อถือจากสถาบันต่างๆ คุณสามารถอ่านหลักการทำงานของกองบรรณาธิการ HD ได้ที่นี่

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HD พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ผู้เขียนและผู้รีวิวบทความไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการที่นำเสนอแต่อย่างใด เว้นแต่จะระบุในเนื้อหา การแนะนำสินค้าและบริการแสดงขึ้นอัตโนมัติจากระบบของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าบทความนี้มีประโยชน์มากแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลส่วนตัวของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวิดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รอยโรค (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่ดูไฟล์ได้
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เข้าถึงได้

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
บทความต่อไป
มีอาหารใดที่จะช่วยควบคุมโรคเกาท์เทียมได้หรือไม่?
มีอาหารใดที่จะช่วยควบคุมโรคเกาท์เทียมได้หรือไม่?

อาหารที่ช่วยลดโรคเกาท์สามารถช่วยโรคเกาท์เทียมได้หรือไม่

โรคเกาต์เกิดขึ้นได้อย่างไร อาหารอะไรที่ควรงด
โรคเกาต์เกิดขึ้นได้อย่างไร อาหารอะไรที่ควรงด

รู้จักโรคที่มาพร้อมกับความเจ็บปวดและการอักเสบตามข้อ เพียงปรับพฤติกรรมการรับประทานและการใช้ชีวิตก็ห่างไกลจากโรคนี้ได้

ดูในแอป