Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
Doctor men
รีวิวโดย
ทีมแพทย์ HONESTDOCS
มะเร็งและโรคร้าย

โรคเกาต์ เกิดขึ้นได้อย่างไร อาหารอะไรที่ควรงด

โรคเกาต์เกิดจากสาเหตุอะไร เมื่อมีอาการปวดต้องรักษาอย่างไร และอาหารที่ผู้ป่วยโรคเกาต์ควรหลีกเลี่ยง
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 12 ก.ย. 2019 รีวิวเมื่อวันที่ 12 ก.ย. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 9 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,581,432 คน

โรคเกาต์ เกิดขึ้นได้อย่างไร อาหารอะไรที่ควรงด

โรคเกาต์ (Gout) เป็นโรคข้ออักเสบชนิดหนึ่งที่พบได้บ่อยในเพศชาย ผู้ป่วยจะมีอาการปวดข้อฉับพลัน ข้อแข็ง และบวม ส่วนมากมักเป็นบริเวณนิ้วหัวแม่เท้า ถ้าผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม อาการของโรคเกาต์ก็จะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น และอาจเป็นอันตรายต่อข้อต่อ เส้นเอ็น และเนื้อเยื่ออื่นๆ ได้

สาเหตุของโรคเกาต์

โรคเกาต์เกิดจากร่างกายมีกรดยูริก (uric acid) ในเลือดสูงกว่าปกติ เรียกว่าภาวะยูริกในเลือดสูง (hyperuricemia) ร่างกายขจัดออกไม่หมด เมื่อระยะเวลาผ่านไป กรดยูริกจะเกิดการตกตะกอนสะสมอยู่ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ซึ่งจะกระตุ้นกระบวนการในระบบภูมิคุ้มกัน และก่อให้เกิดการอักเสบได้

โฆษณาจาก HonestDocs
ทำรีเทนเนอร์วันนี้ ลดสูงสุด 50% ถึงวันที่ 17 ก.ย. นี้เท่านั้น

จองคิววันนี้ได้เลย คลีนิกดีมีคุณภาพ ไม่ต้องรอหมอนาน เริ่มต้นเพียง 600 บาท เท่านั้น

Internal ad retainer

ตัวอย่างผลกระทบเมื่อกรดยูริกสะสมในอวัยวะต่างๆ  

  • ถ้ากรดยูริกสะสมมากที่ข้อต่อก็จะเกิดอาการข้อต่ออักเสบ ปวด แดง และร้อนบริเวณข้อต่อ
  • ถ้ากรดยูริกสะสมอยู่ตามผิวหนังจะส่งผลให้เกิดปุ่มนูนขึ้นตามผิวหนัง
  • ถ้ากรดยูริกสะสมที่ไตจะเกิดเป็นโรคนิ่วในใตและเกิดอาการไตเสื่อม

ปัจจุบัน สาเหตุของภาวะกรดยูริกในเลือดสูงยังไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจน แต่มีความเชื่อว่ามีสาเหตุมาจากปัจจัยทางด้านพันธุกรรม นอกจากนี้ยังพบปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการเพิ่มขึ้นของกรดยูริกโดยตรง ได้แก่

  • น้ำหนักเกินกว่ามาตรฐาน
  • รับประทานอาหารที่มีพิวรีน (purine) สูง เช่น เนื้อสัตว์ปีก อาหารทะเล เนื่องจากพิวรีนสามารถเปลี่ยนเป็นกรดยูริกได้ภายในร่างกาย
  • ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป
  • ยาบางชนิดที่อาจเพิ่มระดับของกรดยูริก เช่น แอสไพริน (aspirin) ไนอาซิน (niacin) หรือการใช้ยาขับปัสสาวะ (diuretics)
  • ความเจ็บป่วย หรือสภาวะทางการแพทย์บางประการ เช่น การลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว หรือโรคความดันโลหิตสูง

กรดยูริกคืออะไร

กรดยูริกเป็นสารที่เกิดจากร่างกาย  สามารถสร้างขึ้นได้เองถึง 80% ส่วนอีก 20% ที่เหลือ ได้มาจากการรับประทานอาหารที่มีสารพิวรีนเข้าไป โดยสารพิวรีนสามารถพบได้ในอาหารจำพวกสัตว์ปีก เครื่องในสัตว์ พืชผักบางชนิด และอาหารทะเลบางอย่าง

กรณีที่ร่างกายมีกรดยูริกมากเกินไป

ร่างกายจะขับกรดยูริกที่เกินความจำเป็นทางปัสสาวะ แต่ในร่างกายของบางคนไม่สามารถขับกรดยูริกออกไปได้หมด จึงเกิดกรดยูริกสะสมในร่างกาย โดยเฉพาะบริเวณของกระดูก ผนังหลอดเลือด และไต (ที่เป็นตัวฟอกเลือดและขับกรดยูริกไปทางปัสสาวะ) ดังนั้น การขับกรดยูริกออกไปไม่หมดจนทำให้เกิดการตกตะกอนมากๆ จึงกลายเป็นสาเหตุหลักของโรคเกาต์

อาการของโรคเกาต์

อาการของโรคระยะเริ่มแรก

  • อาการปวดแดงเฉียบพลัน โดยในช่วงวันแรกจะเป็นช่วงที่ปวดมากที่สุด และไม่มีอาการเตือนล่วงหน้า
  • จุดที่จะแสดงอาการก่อนส่วนอื่นๆ ของร่างกาย ได้แก่ นิ้วโป้งเท้า ข้อเท้า และข้อเข่า
  • หลังจากเวลาผ่านไปในวันที่สอง อาการปวดก็จะเบาบางลง
  • ปกติแล้ว จะหายปวดภายใน 5-7 วันหลังเกิดอาการ

อาการที่เด่นชัดของโรคเกาต์

“โพดากร้า (podagra) คือ อาการอักเสบของข้อที่นิ้วหัวแม่เท้า ผู้ป่วยจะรู้สึกปวด รวมถึงสังเกตได้ว่าข้อเท้ามีอาการบวมแดงและร้อน อาการปวดมักจะเริ่มต้นในช่วงกลางคืน ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการปวดเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็วภายใน 1 ชั่วโมง

ผลข้างเคียงของโรคเกาต์ 

  • โรคเกาต์เรื้อรัง
  • โรคนิ่วในไต จากการตกผลึกของกรดยูริก
  • โรคไตวาย เนื่องจากผลึกกรดยูริกฉุดกั้นการกรองปัสสาวะ

การวินิจฉัยโรคเกาต์

โรคเกาต์เป็นโรคที่วินิจฉัยได้ยาก เนื่องจากอาการปวดข้อของโรคเกาต์มีลักษณะคล้ายกับโรคอื่นหลายๆ โรค หากอยู่ดีๆ เกิดการปวดกำเริบขึ้นอย่างฉับพลันโดยไม่มีสาเหตุ โดยมีวิธีการวินิจฉัยโรคเก๊าต์ ดังนี้

โฆษณาจาก HonestDocs
ทำรีเทนเนอร์วันนี้ ลดสูงสุด 50% ถึงวันที่ 17 ก.ย. นี้เท่านั้น

จองคิววันนี้ได้เลย คลีนิกดีมีคุณภาพ ไม่ต้องรอหมอนาน เริ่มต้นเพียง 600 บาท เท่านั้น

Internal ad retainer
  • การตรวจน้ำไขข้อ ถือเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการวินิจฉัยโรคเกาต์ น้ำไขข้อเป็นสารที่มีลักษณะข้น สีใส อยู่ภายในข้อ อาจมีการฉีดยาชาเข้าสู่บริเวณที่ต้องการก่อนตรวจ หัตถการนี้มักใช้เวลาเพียง 1-2 นาที
    วิธีตรวจ แพทย์จะแทงเข็มเข้าไปที่ช่องว่างภายในข้อเพื่อดูดน้ำไขข้อบางส่วนออกมา ก่อนจะนำตัวอย่างไปตรวจทางห้องปฏิบัติการ นักเทคนิคการแพทย์จะตรวจสอบน้ำไขข้อเพื่อหาสัญญาณของโรค เช่น การตรวจว่ามีระดับกรดยูริกสูงหรือไม่ หรือตรวจว่ามีกรดยูริกตกผลึกอยู่หรือไม่
  • การตรวจกรดยูริกในเลือด เป็นวิธีที่แพทย์แนะนำเพื่อช่วยในการวินิจฉัยโรคเกาต์ เนื่องจากกรดยูริกเป็นสารเคมีที่พบได้ในกระแสเลือด จากการย่อยสลายอาหารบางชนิด ผู้ที่เป็นโรคเกาต์โดยส่วนมากมักมีกรดยูริกในกระแสเลือดมากเกินไป
    แม้การตรวจระดับกรดยูริกในเลือดจะเป็นการวินิจฉัยโรคเกาต์ที่ดี แต่การที่ไม่พบว่ากรดยูริกสูงก็ไม่ได้ยืนยันว่าปลอดภัยจากโรคเกาต์ ในทางกลับกันการที่กรดยูริกสูงก็ไม่ได้แปลว่าต้องเป็นโรคเกาต์เสมอไป อย่างไรก็ตาม หากตรวจแล้วพบว่ามีกรดยูริกต่ำ ก็ขอให้ผู้ป่วยสบายใจได้ เนื่องจากโดยส่วนมากแล้วแปลว่าไม่ได้เป็นโรคเกาต์
  • การตรวจกรดยูริกในปัสสาวะ หากคุณได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเกาต์ แพทย์อาจแนะนำให้ตรวจกรดยูริกในปัสสาวะ เพื่อติดตามการเกิดนิ่วในไต ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนของโรคเก๊าต์ในผู้ป่วยบางราย

การรักษาโรคเกาต์

เป้าหมายของการรักษาโรคเกาต์ คือ การบรรเทาอาการปวดให้หายไปอย่างรวดเร็ว ป้องกันการเกิดเป็นซ้ำ รวมถึงการป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น เช่น ความเสียหายของข้อต่อและไต การรักษาด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม รวมถึงการใช้ยาสามารถป้องกันการกำเริบของโรคเก๊าต์ได้ในอนาคต

การรักษาโรคเกาต์ในระยะแรก

  • ผู้ป่วยกินยาแก้ปวดเพื่อบรรเทาอาการ
  • งดรับประทานอาหารที่ทำให้เกิดกรดยูริกสูงในกระแสเลือด
  • งดดื่มแอลกอฮอล์
  • ดื่มน้ำสะอาดเยอะๆ เพื่อช่วยให้ร่างกายขับกรดยูริกออกมาพร้อมกับปัสสาวะได้มากขึ้น
  • การดื่มนมสดสามารถช่วยลดกรดยูริกในร่างกายได้

ในกรณีที่ผู้ป่วยรักษาและดูแลตัวเองในเบื้องต้นแล้ว แต่ยังมีอาการกำเริบมากกว่า 2-3 ครั้งต่อปี อาจต้องเข้ารักษากับแพทย์เฉพาะทางเพื่อรับยาลดกรดยูริกเป็นกรณีพิเศษ

การรักษาโรคเกาต์แบบเฉียบพลัน

  • พักการใช้ข้อที่มีภาวะอักเสบ
  • ใช้น้ำแข็งประคบเพื่อลดอาการบวม
  • ใช้ยาแก้ปวดในทันทีที่อาการของเกาต์กำเริบ ได้แก่ ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) ยาโคลชิซีน (colchicine) รวมถึงยาสเตียรอยด์แบบรับประทาน (oral corticosteroids)

อาหารที่คนเป็นโรคเกาต์ควรงด

อาหารที่ผู้ป่วยโรคเกาต์ควรหลีกเลี่ยง คือ อาหารที่มีสารพิวรีนสูง ได้แก่

  • เห็ด
  • เนื้อสัตว์ปีกทุกชนิด
  • เครื่องในสัตว์ทุกชนิด
  • ไข่ปลา
  • ปลาดุก ปลาไส้ตัน ปลาซาร์ดีน
  • กุ้ง
  • ผักชะอม ผักกระถิน ผักสะเดา
  • กะปิ
  • น้ำต้มกระดูก
  • ซุปก้อน

ยาที่ใช้รักษาโรคเกาต์ 

มียาหลายชนิดที่สามารถใช้รักษาโรคเกาต์เมื่ออาการกำเริบ และส่วนใหญ่เป็นยาแก้อักเสบ ซึ่งจะช่วยลดอาการปวด บวม และลดการอักเสบ

ยาแก้อักเสบชนิดที่ใช้บ่อยในโรคเกาต์ คือยาในกลุ่ม Nonsteroidal anti-inflammatory drugs (NSAIDs) ซึ่งบางตัวต้องใช้ใบสั่งยา

ยารักษาโรคเกาต์ที่สามารถซื้อได้ตามร้านค้าทั่วไป

โฆษณาจาก HonestDocs
ทำรีเทนเนอร์วันนี้ ลดสูงสุด 50% ถึงวันที่ 17 ก.ย. นี้เท่านั้น

จองคิววันนี้ได้เลย คลีนิกดีมีคุณภาพ ไม่ต้องรอหมอนาน เริ่มต้นเพียง 600 บาท เท่านั้น

Internal ad retainer
  • Advil หรือ Motrin (ibuprofen)
  • Aleve (naproxen)
  • Indocin (indomethacin)
  • celebrex (celecoxib) Colchicine

ยากลุ่ม Corticosteroids

ยากลุ่มนี้สามารถใช้ได้ทั้งในรูปแบบกินหรือใช้ฉีดเข้าข้อ ประกอบด้วย

  • Deltasone (prednisone)
  • Omnipred หรือ Millipred (prednisolone)
  • Medrol หรือ Solu-Medrol (methylprednisolone)

ยารักษาโรคเกาต์บางตัวสามารถลดระดับกรดยูริกในกระแสเลือดได้ แพทย์อาจแนะนำให้ใช้ยาตัวใดตัวหนึ่งในกลุ่มต่อไปนี้ในระยะยาวหากโรคเกาต์กำเริบ 

ยาที่สามารถลดระดับกรดยูริกได้

  • Probalan (probenecid)
  • Cozaar (losartan)
  • Aloprim หรือ Zyloprim (allopurinol)
  • Uloric (febuxostat)
  • Zurampic (lesinurad)
  • Krystexxa (pegloticase)

การดูแลตนเองเพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำ

  • กินยาต่างๆ ตามที่แพทย์แนะนำให้ครบถ้วน โดยเฉพาะยาที่ช่วยลดกรดยูริก
  • ดูแล รักษา ควบคุมโรคที่เป็นสาเหตุ และปัจจัยเสี่ยง
  • หลีกเลี่ยงหรือจำกัดอาหารที่มีสารพิวรีนหรือกรดยูริกสูง
    อาหารที่มีสารพิวรีนหรือกรดยูริกน้อย ได้แก่ ธัญพืชชนิดเต็มเมล็ด ซีเรียล นม (ควรดื่มนมพร่องมันเนยเพื่อลดโอกาสเกิดโรคไขมันในเลือดสูง) ไข่ขาว และปลาน้ำจืด
  • ดื่นน้ำสะอาดให้ได้มากๆ อย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว เพื่อขับกรดยูริกออกจากร่างกาย และช่วยไม่ให้กรดยูริกตกตะกอน เกิดเป็นนิ่วในไต
  • หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะเบียร์
  • ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
  • เมื่อปวดข้อมาก ให้ประคบเย็นในตำแหน่งที่ปวดร่วมกับกินยาบรรเทาปวด
  • หลีกเลี่ยงการใช้งานและการลงน้ำหนักข้อที่เกิดโรค
  • ระมัดระวังการกินยาต่างๆ โดยควรปรึกษาแพทย์ พยาบาล หรือเภสัชกรก่อน
  • พบแพทย์ตามนัดเสมอ และรีบพบแพทย์ก่อนนัดเมื่ออาการต่างๆ แย่ลง ผิดปกติไปจากเดิม หรือเมื่อมีความกังวลเกี่ยวกับอาการ
  • ปัจจุบันยังไม่มีการรองรับทางการแพทย์ว่า สมุนไพรสามารถใช้รักษาโรคเกาต์ให้หายขาดได้

โรคเกาต์เทียม (Pseudogout) แตกต่างจากโรคเกาต์อย่างไร

โรคเกาต์เทียมเป็นโรคที่มักทำให้เกิดความสับสนกับโรคเกาต์และโรคข้ออื่นๆ ดังนั้น การวินิจฉัยโรคที่เหมาะสมจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ โรคเก๊าต์เทียมที่ไม่ได้รักษาอาจส่งผลให้เกิดการเสื่อมของข้ออย่างรุนแรง มีการอักเสบเรื้อรังและนำไปสู่ความพิการได้ 

10 ประเด็นสำคัญของโรคเกาต์เทียมที่ควรรู้ 

1. โรคเกาต์เทียมมีความคล้ายคลึงกับโรคเกาต์ แต่ทั้งสองโรคนี้เกิดขึ้นจากการสะสมผลึกที่ต่างกัน 
โรคเกาต์เทียม คือภาวะที่เกิดขึ้นจากการที่มีผลึก calcium pyrophosphate สะสมภายในข้อและเนื้อเยื่อรอบข้อ ในขณะที่โรคเกาต์เกิดจากการสะสมของผลึกยูริกภายในข้อ

2. โรคเกาต์เทียมหรือที่เรียกว่า Calcium Pyrophosphate Dihydrate (CPPD) อาจมีอาการเหมือนโรคข้อเสื่อม และข้ออักเสบรูห์มาติก เช่นเดียวกับโรคเกาต์
ผู้ป่วยที่มีการสะสมของผลึก Calcium Pyrophosphate ประมาณ 25% จะเกิดโรคที่เรียกว่าโรคเกาต์เทียม ผู้ป่วยโรคเกาต์เทียมไม่จำเป็นต้องมีอาการทุกคน แต่ผู้ป่วยประมาณ 5% อาจมีอาการที่คล้ายกับที่เกิดในโรคข้ออักเสบรูห์มาติก และอีกประมาณ 50% เกิดอาการที่คล้ายคลึงกับโรคข้อเสื่อมได้

3. โรคเกาต์เทียมมักเกิดขึ้นที่ข้อเดียว โดยเกิดขึ้นอย่างฉับพลันและรุนแรง
ถึงแม้ว่าเวลาที่โรคเกาต์เทียมกำเริบอาจรุนแรงได้ คล้ายกับโรคเกาต์เมื่อมีอาการ แต่ก็มักจะปวดน้อยกว่า โดยมีอาการดังนี้ 

  • ปวดได้นานตั้งแต่หลายวันจนถึง 2 สัปดาห์
  • อาจมีไข้ตามมาได้
  • มักเกิดขึ้นได้เอง หรืออาจเกิดตามหลังการเจ็บป่วยรุนแรง การผ่าตัด หรือการได้รับอุบัติเหตุ
  • ทำให้กระดูกอ่อนและข้อต่อถูกทำลายและแย่ลงเรื่อย ๆ หลังจากมีอาการกำเริบได้หลายปี

4. เกือบครึ่งของโรคเกาต์เทียมเกิดขึ้นที่ข้อเข่า
โรคเกาต์เทียมมักจะเกิดที่เข่า ในขณะที่โรคเกาต์มักจะเกิดที่นิ้วโป้งเท้า แต่โรคเก๊าต์เทียมสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกข้อ รวมถึงนิ้วโป้งเท้าด้วยเช่นกัน

5. ทุกคนมีโอกาสเป็นโรคเกาต์เทียม แต่ความเสี่ยงนี้จะเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนเมื่ออายุมากขึ้น
การเกิดผลึกสะสมในข้อที่ทำให้เกิดโรคเกาต์เทียมนี้เกิดขึ้นในประชากรประมาณ 3% ของผู้ที่มีอายุประมาณ 60 ปี โดยสัดส่วนของจำนวนผู้ป่วยจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนถึง 50% ในผู้ที่มีอายุ 90 ปี และโรคนี้มีโอกาสเกิดขึ้นได้เท่ากันทั้งผู้ชายและผู้หญิง

6. ผู้ป่วยโรค CPPD บางส่วนมีปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคมาก่อน
นอกจากปัจจัยเสี่ยงทางพันธุกรรมแล้วนั้น ปัจจัยอื่นที่เพิ่มโอกาสในการเป็นโรคประกอบด้วย

  • ต่อมพาราไทรอยด์ทำงานมากไป (Hyperparathyroidism)
  • ภาวะ Hemochromatosis
  • ต่อมพาราไทรอยด์ทำงานน้อยไป (Hypothyroidism)
  • ภาวะ Amyloidosis
  • ภาวะพร่องแมกนีเซียมในเลือด  (Hypomagnesemia)
  • ภาวะฟอสเฟตต่ำ (Hypophosphatasia)

7. การส่งตรวจที่ช่วยในการวินิจฉัยโรคเกาต์เทียม คือ การส่งตรวจน้ำในข้อ

  • ทำได้โดยการดูดน้ำจากข้อที่มีอาการและนำมาส่องหาผลึกลักษณะรูปแท่งหรือรูปสี่เหลี่ยมคางหมู ซึ่งจะทำให้สามารถยืนยันการวินิจฉัยโรคได้ 
  • หากตรวจพบว่ามีแคลเซียมสะสมที่กระดูกอ่อนและภายในข้อ (Chondrocalcinosis) ภายใต้การมองด้วยรังสีเอกซเรย์ก็สามารถช่วยยืนยันการวินิจฉัยได้เช่นกัน 
  • อาจพิจารณาส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติมเพื่อพิสูจน์ว่าไม่ได้เป็นโรคข้ออักเสบจากสาเหตุอื่น

8. ยังไม่มีการรักษาโรคเกาต์เทียมให้หายขาด แต่มีวิธีการรักษาที่สามารถควบคุมอาการได้

  • โรคเกาต์เทียมสามารถควบคุมได้โดยการใช้ยา 
  • แพทย์มักจ่ายยาแก้อักเสบชนิดที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เพื่อควบคุมอาการปวดและการอักเสบเมื่อโรคเกาต์เทียมกำเริบ 
  • บางครั้ง แพทย์อาจใช้ Colchicine ร่วมกับ NSAID ปริมาณน้อย เพื่อป้องกันไม่ให้กำเริบในครั้งหน้า 
  • สามารถฉีด cortisone เข้าในข้อที่อักเสบเพื่อควบคุมอาการปวดและการอักเสบได้เช่นกัน โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่ไม่สามารถใช้ยาอื่นได้ 
  • การผ่าตัดก็เป็นทางเลือกหนึ่งในการรักษาของผู้ป่วยที่มีการทำลายของข้ออย่างรุนแรง

9. เนื่องจากโรคเกาต์เทียมมักเกิดการเข้าใจสับสนกับโรคข้ออักเสบอื่นๆ ดังนั้นจึงควรเข้ารับการตรวจโดยผู้เชี่ยวชาญ
เนื่องจากลักษณะของโรคเกาต์เทียมมีความคล้ายคลึงกับโรคข้ออักเสบชนิดอื่น ดังนั้น จึงควรพบผู้เชี่ยวชาญด้านโรคข้อ (Rheumatologist) เพื่อวินิจฉัย เพราะการวินิจฉัยที่ถูกต้อง แม่นยำ และรวดเร็วจะทำให้มีโอกาสในการป้องกันไม่ให้เกิดการทำลายข้ออย่างรุนแรงได้

10. อาหารไม่มีส่วนที่ทำให้เกิดโรคเกาต์เทียม และการเปลี่ยนอาหารก็ไม่ได้ช่วยควบคุมอาการของโรค
ถึงแม้ว่าผลึกที่มีการสะสมในโรคเกาต์เทียมจะมีส่วนประกอบของแคลเซียม แต่การกินอาหารที่มีแคลเซียมจำนวนมากก็ไม่เกี่ยวข้องกับการกระตุ้นให้เกิดโรคเกาต์เทียม

Q&A

อาการปวดเข่าแบบเวลาเดิน หรือนั่งพับเพียบแล้วเจ็บจี๊ดๆ เหมือนกระดูกจะลั่น เป็นอาการของโรคเกาต์หรือไม่

คำตอบ: จากอาการที่ผู้ป่วยเล่ามาลักษณะคล้ายกับโรคเข่าเสื่อมมากกว่า โรคเข่าเสื่อมเกิดจากการเสื่อมของกระดูกบริเวณข้อต่อ ทำให้ผิวข้อต่อขรุขระ เวลาเดินจึงรู้สึกปวด ร่างกายจึงสร้างกระดูกข้อมาใหม่เกิดเป็นกระดูกงอก ทำให้เวลาเดินจะรู้สึกขัดๆปวดๆ หรือมีเสียงดังลั่นในเข่า

มักจะมีอาการปวดตื้อหรือตุ๊บๆ แบบค่อยเป็นค่อยไป เมื่อเริ่มขยับใช้งานข้อ โดยเฉพาะข้อที่ต้องรับน้ำหนักตัว ในระยะท้ายๆ ของการดำเนินโรค อาการปวดจะคงอยู่แม้ในขณะพัก อาจมีข้อบวมเป็นพักๆ รู้สึกว่ากล้ามเนื้อต้นขาอ่อนแรงหรือมีอาการเข่าทรุดหรือเข่าผิดรูปได้ แนะนำให้ไปตรวจกับแพทย์ศัลยกรรมกระดูก

ตอบโดย Witchuda Onmee (พญ.)

อยากทราบว่าผู้ป่วยโรคเกาต์ซื้อยาจากร้านขายยามากินเอง โดยที่ไม่ไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลเลย เมื่อถึงเวลาที่โรคมีความรุนแรงขึ้น จะส่งผลเสียต่อร่างกายอย่างไร

คำตอบ: ถ้าคุณได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเกาต์แล้วซื้อยากินเองจะมีความเสี่ยงมาก เนื่องจากจะไม่ได้รับการตรวจติดตามอาการ เช่น ระดับกรดยูริกในเลือด ข้ออักเสบที่กำเริบหลายๆ ครั้ง จะทำให้มีการเสื่อมของข้อตามมาได้ในที่สุด

ตอบโดย กิตติศัพท์ สินน้อย (นพ.)

อาการปวดบริเวณข้อที่นิ้วเท้าเป็นอาการเริ่มต้นของโรคเกาต์ใช่ไหม

คำตอบ: โรคเกาต์มีอาการปวดบริเวณข้อที่เท้าได้ เป็นอาการที่พบบ่อย แต่จะเป็นอาการปวดมาก มีบวม แดง ร้อนบริเวณข้อที่เป็นเกาต์ แต่อาการปวดบริเวณที่ข้อนิ้วเท้าไม่ได้บ่งบอกแน่ชัดว่าเป็นเกาต์

ที่พบได้บ่อยกว่า คืออาการปวดจากข้อเสื่อมหรือมีการปวดจากการใส่รองเท้าไม่เหมาะสม อย่างไรก็ตามหากมีอาการปวดมากตลอด กินยาแก้ปวดไม่หาย ให้ไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย และให้การรักษาที่เหมาะสม

ตอบโดย Rattapon Amampai (Dr.)

เจ็บที่ข้อเท้า เป็นเพราะเส้นเอ็นอักเสบหรือโรคเกาต์คะ

คำตอบ: ถ้ามีอาการปวด บวม แดง ร้อนรอบๆ ข้อ อาจเกิดจากข้ออักเสบ ซึ่งมีได้หลายสาเหตุ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อการวินิจฉัยที่ถูกต้อง

ตอบโดย กิตติศัพท์ สินน้อย (นพ.)



ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล
บทความต่อไป
10 ข้อที่คุณควรรู้เกี่ยวกับโรคเกาต์เทียม (Pseudogout)
10 ข้อที่คุณควรรู้เกี่ยวกับโรคเกาต์เทียม (Pseudogout)

โรคเกาต์เทียมแตกต่างจากโรคเกาต์อย่างไร เกิดจากสาเหตุเดียวกันใช่หรือไม่

ดูในแอป