การกินเพื่อสุขภาพ

วิตามินบี1 (ไทอะมีน) และ วิตามินบี2 (ไรโบฟลาวิน)

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 4 นาที
Istock 622291268 %281%29

วิตามินบี1 (ไทอะมีน) และ วิตามินบี2 (ไรโบฟลาวิน)

อ่านข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับวิตามิน “เสริมขวัญและกำลังใจ” หรือ วิตามินบี1 (ไทอะมีน) และ วิตามินจี หรือวิตามินบี2 (ไรโบฟลาวิน) ประโยชน์และโรคหากขาดวิตามินเหล่านี้ รวมถึงแหล่งจากธรรมชาติ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ที่สำคัญคืออาการเป็นพิษและสัญญาณเตือนว่ารับประทานมากไป ตลอดจนรวมทั้งคำแนะนำที่น่าสนใจต่างๆมากมาย สามารถอ่านต่อได้ที่นี่

วิตามินบี 1 (ไทอะมีน)

ข้อเท็จจริง

เป็นวิตามินที่ละลายได้ในน้ำ เช่นเดียวกับวิตามินบีตัวอื่นๆ หากมีอยู่ในร่างกายมากเกินไปจะถูกขับออกแล้วร่างกายไม่สามารถเก็บสะสมไว้ได้จึงจำเป็นต้องได้รับชดเชยทุกวัน มีหน่วยวัดเป็นมิลลิกรัม (มก.)

วิตามินบีรวมทำงานเสริมการหากรับประทานร่วมกันจะมีประสิทธิภาพมากกว่ารับประทานแยก ควรรับประทานบี 1 บี2 บี6 ในปริมาณเท่าๆกัน (เช่นบีหนึ่งเท่ากับ 50 มิลลิกรัม บี 2 = 50 มิลลิกรัม และบี 6 = 50 มิลลิกรัม) เพื่อการทำงานที่มีประสิทธิภาพ

ปริมาณที่แนะนำให้รับประทานต่อวันสำหรับผู้ใหญ่คือหนึ่ง-1.5 เมริกาม (1.5-1.6 มิลลิกรัมสำหรับหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร)
ร่างกายต้องการมากขึ้นในภาวะเจ็บป่วย เครียดและผ่าตัด มีสมญานามว่าวิตามิน “เสริมขวัญและกำลังใจ” เพราะเป็นวิตามินที่บำรุงระบบประสาทส่งผลต่อความคิดและการทำงานของสมอง
มีคุณสมบัติในการขับปัสสาวะอย่างอ่อน

วิตามินนี้ดีต่อร่างกายคุณอย่างไร

  • ส่งเสริมการเจริญเติบโต
  • ช่วยระบบการย่อยอาหารโดยเฉพาะอาหารประเภทแป้ง
  • บำรุงความคิดสติปัญญาให้ดีขึ้น
  • ช่วยให้ระบบประสาท กล้ามเนื้อ และหัวใจทำงานเป็นปกติ
  • ช่วยบรรเทาอาการเมาเรือหรือเมาเครื่องบิน
  • บรรเทาอาการเจ็บปวดหลังผ่าตัดทำฟัน
  • ช่วยในการรักษาโลกงูสวัด

โรคจากการขาดวิตามิน
โรคเหน็บชา (Beriberi)

แหล่งจากธรรมชาติที่ดีที่สุด
บริวเวอร์ยีสต์ เปลือกข้าว เมล็ดที่ไม่ผ่านการขัดสี โฮลวีต ถั่วเหลือง ไข่แดง ปลา ข้าวโอ๊ต ถั่วลิสง เนื้อออร์แกนิก หมูไม่ติดมัน ผักส่วนใหญ่ รำข้าว นม

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
มีวางจำหน่ายหลากหลายขนาด โดยทั่วไปคือขนาด 50 มิลลิกรัม 100 มิลลิกรัมและ 500 มิลลิกรัม มีประสิทธิภาพที่สุดในรูปแบบวิตามินบีรวม คือรับประทานร่วมกับบี2 และบี6 และจะยิ่งมีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกหากในสูตรนั้นประกอบด้วยวิตามินที่มีคุณสมบัติในการต่อสู้กับภาวะเครียดอย่างโกรธแพนโทเทนิก กรดโฟลิกและบี 12 ขนาดยาที่แนะนำให้รับประทานตามปกติคือ 100-300 มิลลิกรัม

อาการเป็นพิษและสัญญาณเตือนว่ารับประทานมากไป
ไม่พบมีอาการเป็นพิษจากการรับประทานวิตามินที่สามารถอะไรน้ำได้ชนิดนี้เพราะเมื่อใดก็ตามที่มีปริมาณมากเกินก็จะถูกขับออกมาทางปัสสาวะและไม่มีการสะสมที่เนื้อเยื่อหรืออวัยวะใดๆ
อาการที่บ่งชี้ว่ามีปริมาณในร่างกายมากไปซึ่งพบได้น้อยมาก (เมื่อรับประทานมากกว่า  5 ถึง 10 กรัมต่อวัน) คือสั่น โรคเริมกำเริบ ตัวบวม กระวนกระวาย ใจเต้นเร็วและภูมิแพ้

ศัตรู
ความร้อนจากการทำอาหารทำลายวิตามินบีนี้ได้ง่ายๆ ศัตรูอื่นของวิตามินบี1 ได้แก่ กาเฟอีน แอลกอฮอล์ วิธีการปรุงอาหาร อากาศ น้ำ ฮอร์โมนเอสโตรเจน ยาลดกรดในกระเพาะ ยาในกลุ่มซัลฟา

เทคนิคเพิ่มเติม
หากคุณเป็นสิงห์อมควัน นักดื่ม หรือคนที่รับประทานอาหารหวานจัดเป็นประจำ คุณต้องการวิตามินบี 1 มากขึ้น
หากคุณกำลังตั้งครรภ์ให้นมบุตรหรือรับประทานยาคุมกำเนิด คุณต้องการวิตามินบี1 มากกว่าปกติ
หากคุณรับประทานยาลดกรดในกระเพาะหลังอาหารเย็นเป็นประจำคุณอาจไม่ได้รับไทอะมีนที่ควรได้จากอาหารมื้อเย็น
สำหรับในสภาวะเครียดทุกสถานการณ์ไม่ว่าจะเป็นการเจ็บป่วยความวิตกกังวลการบาดเจ็บหรือหลังการผ่าตัดคุณควรรับประทานวิตามินบีรวมซึ่งรวม ซึ่งรวมถึงไทอะมีนเพิ่มมากขึ้น
วิตามินบี2 (ไรโบฟลาวิน) ข้อเท็จจริง
เป็นวิตามินที่ละลายในน้ำถูกดูดซึมได้ง่ายปริมาณที่ถูกขับออกขึ้นกับความต้องการของร่างกายและอาจเกิดขึ้นพร้อมๆ กับการสูญเสียโปรตีนเช่นเดียวกับวิตามินบีตัวนี้อื่นร่างกายไม่เก็บสะสมบี2 เราจึงควรได้รับบี2 อย่างสม่ำเสมอไม่ว่าจะเป็นทางอาหารหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
มีชื่อหนึ่งว่าวิตามินจี
มีหน่วยวัดเป็นมิลลิกรัม (มก.)
ข้อแตกต่างจากไทอะมีน คือ ไรโบฟลาวินไม่ถูกทำลายโดยความร้อน ปฏิกิริยาออกซิเดชัน หรือกรด แต่ถูกแสงสว่างทำลายได้โดยง่าย
สำหรับผู้ใหญ่ปกติ ปริมาณที่แนะนำให้รับประทานต่อวันคือ 1.2-1.7 มิลลิกรัมหญิงตั้งครรภ์แนะนำขนาด 1.6 มิลลิกรัม สำหรับหญิงให้นมบุตรแนะนำขนาด 1.8 มิลลิกรัมสำหรับหกเดือนแรกและ 1.7 มิลลิกรัมสำหรับหกเดือนหลัง
ในสภาวะเครียดร่างกายจะต้องการเพิ่มเติมขึ้น
วิตามินที่พบว่าชาวอเมริกันขาดมากที่สุดคือ ไรโบฟลาวิน

วิตามินนี้ดีต่อร่างกายคุณอย่างไร

  • ช่วยในกระบวนการเจริญเติบโตและสืบพันธุ์
  • ส่งเสริมสุขภาพผิวพรรณ เล็บและเส้นผม
  • ช่วยกำจัดอาการเจ็บแสบในปากริมฝีปากและลิ้น
  • ช่วยเสริมประสิทธิภาพการมองเห็นและบรรเทาอาการอ่อนล้าของสายตา
  • ทำงานร่วมกับสารอื่นๆในการเผาผลาญอาหารประเภทแป้งไขมันและโปรตีน
  • ช่วยลดความเจ็บปวดจากอาการปวดศีรษะจากไมเกรน

โรคจากการขาดวิตามิน
โรคปากนกกระจอกหรือโรคขาดวิตามินบีหนึ่งและบีสองพบรอยโรคที่มุมปาก
ริมฝีปาก ผิวหนังและอวัยวะสืบพันธุ์

แหล่งจากธรรมชาติที่ดีที่สุด
นม ตับ ไต ชีส ผักใบเขียว ปลา ไข่ โยเกิร์ต ถั่ว
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
มีวางจำหน่ายทั้งแบบปริมาณสูงและต่ำ ขนาดที่ใช้กันโดยทั่วไปคือ 100 มิลลิกรัมเช่นเดียวกับวิตามินบีอื่นๆบีสองจะทำงานได้ดีที่สุดเมื่อรับประทานสุดที่ร่วมกับวิตามินบีตัวอื่นอย่างสมดุล ขนาดที่ใช้รับประทานโดยทั่วไปคือ 100 ถึง 300 มิลลิกรัมต่อวัน
อาการเป็นพิษและสัญญาณเตือนว่ารับประทานมากไป
ยังไม่พบอาการเป็นพิษจากวิตามินชนิดนี้อาการของการมีระดับวิตามินในร่างกาย สูงเกินไปที่อาจมีได้การคือคันรู้สึกชาหรืออาการแสบยิบยิบ

ศัตรู

แสงโดยเฉพาะแสงแดดหรือแสงยูวีและความเป็นด่างจะทำรายได้ไรโบฟลาวินได้ (ขวดบรรจุนมแบบทึบที่ใช้ในปัจจุบันช่วยป้องกันไม่ให้ไรโบฟาวินถูกทำลายแบบที่เกิดกับนมที่บรรจุในขวดแก้วใส) ศัตรูตามธรรมชาติอื่นๆได้แก่น้ำ (บี2 จะถูกเจือจางในน้ำที่ประกอบอาหาร) ยาในกลุ่มซัลฟา ฮอร์โมนเอสโตรเจน แอลกอฮอล์

คำแนะนำส่วนตัว

  • หากคุณกำลังรับประทานยาคุมกำเนิดตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรคุณจะต้องการวิจามินบี2 เพิ่มขึ้น
  • หากคุณรับประทานเนื้อแดงหรือผลิตภัณฑ์จากนมวัวเพียงเล็กน้อยคุณควรพยายามรับประทานบีสองให้มากขึ้นมีความเป็นไปได้สูงที่คุณจะขาดวิตามินบีสองหาคุณจำกัดอาหารเป็นเวลานานเพื่อรักษาแผลหรือเบาหวาน (หากคุณกำลังรับการรักษาโรคใดใดอยู่ก็ตามปรึกษาแพทย์ประจำตัวก่อนที่จะปรับเปลี่ยนแนวทางการรับประทานอาหารหรือลองอะไรใหม่)
  • สภาวะเครียดทุกประเภททำให้ร่างกายต้องการวิตามินบีรวมเพิ่ม
  • วิตามินชนิดนี้ทำงานร่วมกับวิตามินบีหกวิตามินซีและไนอะซิน ได้ดีที่สุด
  • หากคุณกำลังรับประทานยาต้านมะเร็งเช่น เมโทเทร็กเซต การรับประทานวิตามินบีสองมากเกินไปอาจลดประสิทธิภาพของยา
  • หากคุณกำลังรับประทานยาปฏิชีวนะ ร่างกายคุณอาจจะไม่ได้รับบี 2 อย่างที่ต้องการ
  • นักดื่มต้องการชนิดนี้เพิ่มขึ้นเพราะแอลกอฮอล์ขัดขวางการดูดซึมของวิตามิน

ผลการศึกษาจากศูนย์โรคปวดศีรษะแห่งนิวอิงเเลนด์ (New England Center for Headache) ในเมืองสแตมฟอร์ด รัฐคอนเนตทิคัต พบว่าผู้ป่วยที่รับประทานบี2 ทุกวัน วันละ 400 มิลลิกรัมจะมีความถี่ระยะเวลาและความรุนแรงของโรคไมเกรนลดลงถึงร้อยละ 50 แต่ต้องรับประทานอย่างต่อเนื่อง3 – 4 เดือนจึงจะเห็นผล

หากคุณเห็นว่าบทความนี้มีประโยชน์และอยากอ่านเกี่ยวกับหัวข้อนี้เพิ่มเติม สามารถสนับสนุน ดร.เอิร์ล มินเดลล์ (ผู้แต่ง) พญ. ธิดากานต์ รุจิพัฒนกุล (แปล) ได้โดยการซื้อหนังสือวิตามินไบเบิล

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามฟรี ได้คำตอบภายใน 24 ชม.

ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

ตอบโดยแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง (คุณจะได้รับอีเมลเมื่อแพทย์ตอบคำถามของคุณ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

การันตีคำตอบจากคุณหมอภายใน 60 นาที หรือรับค่าดำเนินการคำถามด่วน 200 บาทคืนไปเลย

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน เพื่อที่คุณจะสามารถรับความคิดเห็นจากคุณหมอหลายๆท่านในคำถามของคุณ

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่