ยา

ประเภทของยาลดความอ้วน ผลข้างเคียงและอันตราย

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 7 นาที
ประเภทของยาลดความอ้วน ผลข้างเคียงและอันตราย

ผู้หญิงกับความสวย เป็นของคู่กันมาตลอด หรือแม้แต่ผู้ชายบางคน ก็เริ่มที่จะใส่ใจในรูปร่างหน้าตาของตัวเอง ก็ย่อมต้องสรรหาสิ่งดี ๆ เพื่อเป็นการเสริมความสวยหล่อของตัวเองด้วยกันทั้งนั้น โดยเฉพาะในผู้หญิง ที่ต้องการมีหุ่นที่ผอมเพรียวสวยงาม เพราะความเชื่อที่ผิด ๆ คิดว่าคนผอมเท่านั้นถึงจะสวย จึงทำให้สาว ๆ หลายคน คิดค้นสารพัดวิธีที่จะทำให้รูปร่างผอมบาง โดยที่บางคนก็คิดวิธีลัดที่ไม่เหมาะสม และผิดทาง อย่างการรับประทาน "ยาลดความอ้วน" ที่ตอนนี้มีขายกันเกลื่อน ทั้งทางสื่อสังคมออนไลน์ และแม้แต่แผงตลาดใกล้บ้าน โดยไม่รู้ที่มาที่ไปของตัวยา และผลของการใช้ที่อาจทำให้ถึงขั้นเสียชีวิตได้

แค่ไหนถึงเรียกว่าอ้วน

ในทางการแพทย์ มีการวัดมวลกายเพื่อหาว่าร่างกายอ้วนจริงหรือไม่ (Body Mass Index; BMI) แล้วนำเอาค่ามวลกายที่หาได้มาแปลผล ดังนี้

  1. ผอม ค่าคำนวนที่ได้ต่ำกว่า 18.5
  2. ปกติ ค่าคำนวนที่ได้ 18.5 - 23
  3. น้ำหนักเกิน ค่าคำนวนที่ได้ 23 – 27.5
  4. อ้วน ค่าคำนวนที่ได้ 27.5 ขึ้นไป

นอกจากนี้ ยังมีวิธีการวัดความอ้วน จากการวัดรอบเอว (Waist circumference) ซึ่งมาตรฐานรอบเอวของคนไทยอยู่ที่ ผู้ชายไม่ควรเกิน 36 นิ้ว หรือ 90 ซม., ผู้หญิงไม่ควรเกิน 32 นิ้ว หรือ 80 ซม. วิธีนี้ควรทำในตอนเช้า ก่อนการรับประทานอาหารเช้า ในขณะที่วัดไม่ควรสวมเสื้อผ้า โดยต้องอยู่ในท่ายืน, วัดรอบเอวผ่านสะดือ และวัดตอนหายใจออก (ท้องแฟ่บ) ให้สายวัดแนบกับลำตัว แต่อย่ารัดแน่นจนเกินไป

ยาลดความอ้วนส่วนใหญ่ ในตอนนี้ที่สาวหลาย ๆ คนยอมเสี่ยงตาย เพื่อแลกกับความผอมเพรียวนั้น ได้มีการตรวจสอบว่า มีการใช้สาร "ไซบูทามีน" ผสมกับตัวยา "แอมฟีปาโมน และเฟเทอร์มัน" ที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท สามารถกระตุ้นต่อมประสาท ให้ลดความอยากอาหารลง แต่จะมีผลข้างเคียงต่อร่างกายค่อนข้างมาก คืออาการนอนไม่หลับ, กระวนกระวาย, หงุดหงิดง่าย และหัวใจเต้นเร็วกว่าปกติ ซึ่งถ้าใช้ยานี้ต่อเนื่องไปนาน ๆ อาจทำให้กลายเป็นโรคจิตประสาท และมีอาการติดยาเพิ่มขึ้น จนอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้

ยาลดความอ้วน แยกออกเป็น 2 ประเภท

1. ยาลดความอ้วนจากสารเคมี

ยาลดความอ้วนบางประเภทจะจัดเป็นยาชุด ที่มีลักษณะการจ่ายมาจากแพทย์ของคลีนิกความงาม หรือซื้อมาใช้เอง โดยแบบหลังนี้ค่อนข้างอันตรายอย่างมาก เพราะยาชุดลดน้ำหนักส่วนใหญ่ จะมีตัวยาลดความอยากอาหาร ชื่อ เฟนเทอร์มีน (phentermine), ยาธัยรอยด์ฮอร์โมน จะเข้าไปเผาผลาญพลังงานในร่างกาย แต่ถ้าได้รับในปริมาณที่มากไป ก็จะเข้าไปทำลายโปรตีนของกล้ามเนื้อ ทำให้เกิดอาการใจสั่นได้

ยาขับปัสสาวะ และยาระบาย

โดยที่ยาขับปัสสาวะจะออกฤทธิ์ เข้าไปขับน้ำในร่างกายให้ลดลง เพื่อที่จะให้น้ำหนักลด แต่กลับทำให้แร่ธาตุในร่างกายลดลงไปด้วย ซึ่งเมื่อรับยาตัวนี้นานเข้า จะส่งผลเสียต่อหัวใจ และสมองที่จะทำงานผิดปกติ จนอาจจะถึงขั้นหัวใจวายได้

ยาที่กล่าวมาทั้งหมดจัดเป็นยาอันตราย เมื่อนำมาใช้เป็นยาลดน้ำหนัก และไม่ควรรับประทานเกิน 3 – 6 เดือน เพราะถ้ารับยานานมากกว่านี้ จะส่งผลให้เกิดอาการ มึนงง, เห็นภาพหลอน, หงุดหงิด และติดยาไปในที่สุด

เมื่อไม่นานมานี้กระทรวงสาธารณสุข ได้มีการออกมาประกาศว่า ในยาบางตัวมีสาร แอมเฟตตามีน ที่เป็นส่วนผสมของยาบ้าร่วมด้วย ซึ่งสารตัวนี้จะทำให้ฉี่ม่วง ซึ่งถือว่าอันตรายมาก ๆ
ลักษณะอาการของผู้ที่ทานยานี้คือ ปากแห้ง, ไม่อยากอาหารแม้แต่น้ำ, ปวดศีรษะบ่อย และนอนไม่หลับ ที่น่ากลัวที่สุดคือ อาการทางจิตประสาท โดยเฉพาะกับคนที่เป็นโรคซึมเศร้า ถ้าได้รับยาที่มีเฟนทามีนเข้าไปมาก ๆ ก็อาจให้เกิดอาการไม่อยากอาหาร และกลายเป็นคนขาดสารอาหารไปในที่สุด

2. กลุ่มยาที่เป็นยาสมุนไพร

อีกหนึ่งทางเลือกของคนอยากผอม แต่กลัวสารเคมี คือการใช้ยาสมุนไพรเป็นตัวช่วย ไม่ว่าจะเป็นส้มแขก, มะขามป้อม, มะนาว เป็นต้น แต่ในยาสมุนไพรนั้น จะใช้ได้ก็อาจต้องได้รับคำแนะนำ จากแพทย์สมุนไพรร่วมด้วย

ในปัจจุบันถึงแม้ว่ายาสมุนไพร จะเริ่มแพร่หลายในคนที่ลดความอ้วนบ้างแล้วก็ตาม แต่ก็ยังไม่เป็นที่นิยมเท่ากับยาที่เป็นสารเคมี เพราะยาสมุนไพรต้องใช้เวลาเพื่อรักษาอาการ แต่สาว ๆ บางคนก็รู้สึกไม่ทันใจ จึงมีคนหันมาพึ่งยาแบบสารเคมีที่เร็วและแรงกว่า แต่ยาสมุนไพรก็สร้างปัญหา ได้น้อยกว่ายาทางเคมีมากนัก


ผลข้างเคียงในการใช้ยาลดความอ้วน

อาจมีอาการทางประสาทอ่อน ๆ และอาการที่เป็นกันมากคือ "การโยโย่" หรือพฤติกรรมการทานอาหารที่เพิ่มมากขึ้น หลังจากหยุดยาลดน้ำหนัก ซึ่งร่างกายต้องการรับอาหาร เข้าไปทดแทนส่วนที่หายไป เพราะในขณะที่ทานยาลดนั้นร่างกายไม่ได้รับสารอาหารใด และเมื่อหยุดยาลง ร่างกายจึงหลั่งสารเข้าไปกระตุ้นสมอง ให้มีความอยากอาหารมากขึ้นเป็น 2 เท่า ทำให้เกิดการโยโย่ หรืออ้วนมากกว่าปกติ น้ำหนักในบางราย อาจมากขึ้นกว่าเดิมถึง 2 เท่าอีกด้วย เมื่อน้ำหนักเดิมเพิ่ม จึงทำให้เกิดอาการเครียด และด้วยผลของยาที่ยังคงค้างในร่างกาย จึงยิ่งเพิ่มความวิตกกังวล จนอาจจะรู้สึกไม่อยากออกไปเจอใคร กลายเป็นโรคกลัวสังคม และกลับไปทานยาอีกครั้ง แต่ก็อาจจะเกิดการดื้อยา ที่ทำให้ทานยาตัวเดิมก็ไม่ได้ผล ต้องทานยาที่แรงขึ้นกว่าเดิม และอันตรายต่อร่างกายมากกว่าเดิมอีกด้วย

ในปัจจุบันยาสารเคมีเหล่านี้ มีการขายกันอย่างมากมาย และเป็นที่นิยมในหมู่สาววัยรุ่นและสาววัยทำงาน ผ่านทางเว็บไซต์ต่าง ๆ มากกว่า 3 แสนรายการ โดยส่วนใหญ่จะนิยมขายกันที่ 30 เม็ด ในราคา 1,500 – 3,000 บาท แล้วแต่ยี่ห้อ ในบางรายมีการขายแบ่งเป็นชุด ชุดละ 7 วัน ในราคา 500 – 1,000 บาท หรือมีการขายเหมา 100 เม็ดขึ้นไป เหลือเม็ดละ 35 บาท

เมื่อใช้ยาสารเคมมีลดความอ้วนมากจนเกินไป อาจก่อให้เกิดโรคเหล่านี้

  1. โรคความดันโลหิตสูง
  2. โรคหลอดเลือดหัวใจ
  3. โรคหลอดเลือดอุดตัน
  4. โรคจิตประสาท
  5. โรคซึมเศร้า
  6. มีภาวะต่อมธัยรอยด์ทำงานผิดปกติ
  7. มีอาการติดยาอย่างรุนแรง

ตัวยาเฟนทามีน จะใช้ได้อย่างถูกต้องก็ต่อเมื่อ มีใบสั่งยาจากแพทย์เท่านั้น จะไม่มีขายตามร้านยาทั่วไป

เพราะการที่จะสั่งจ่ายยาได้ แพทย์ต้องประเมินว่าผู้นั้นอ้วนถึงขนาดต้องทานยาหรือไม่ โดยอ้างอิงตามเกณฑ์ที่ค่า BMI ต้องมากกว่าหรือเท่ากับ 30 กก/ม^2 (ม^2 คือ ส่วนสูงเป็นเมตร) หรือ BMI มากกว่าหรือเท่ากับ 27 กก/ม^2 แต่มีสภาวะเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน หรือไขมันในเส้นเลือดสูงร่วมด้วย และต้องเริ่มใช้ยาในขนาดต่ำ ๆ ก่อน คือ 7.5 mg ในตอนเช้า และต้องไม่เกิน 9 mg ในตอนกลางวัน แล้วค่อย ๆ เพิ่มปริมาณเป็น 15 mg เรื่อย ๆ และแพทย์ต้องติดตามอาการของผู้ที่รับยานี้ ตลอดระยะการรักษา และไม่ทานยานี้ติดต่อกันนานเกิน 3 เดือน ในการทานยาที่มีส่วนผสมของเฟนทามีน ต้องมีการระมัดระวังการทานยาร่วมบางตัว เพราะอาจมีอาการ "ยาตีกัน" ส่งผลให้ยาเป็นพิษ จนเป็นอันตรายต่อตัวเราได้


การลดความอ้วนที่ถูกต้อง

1. ดูแลเรื่องอาหารการกินให้ถูกต้อง ทานให้ครบ 5 หมู่ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง เน้นรับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์เยอะ ๆ อย่างเช่น ผักและผลไม้ เพื่อให้อิ่มท้องได้นานขึ้น และถ่ายคล่อง ไม่อดอาหาร แต่เปลี่ยนเป็นการทานอาหารให้ถูกหลัก และการะจายไปเป็นมื้อเล็ก ๆ 5 มื้อต่อวัน ลดอาหารจุกจิก, ขนมหวาน, ขนมกรุบกรอบ ที่มีส่วนผสมของผงชูรส เป็นต้น

2. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จัดตารางว่าง ๆ ให้ตัวเองได้มีเวลาออกกำลังกายให้มากขึ้น โดยเริ่มจาก 10 นาที เป็น 30 นาที และ 1 ชม. ไปเรื่อย ๆ และเริ่มในท่าออกกำลังแบบง่าย ๆ ไปก่อน แล้วค่อยเริ่มท่าที่ยากขึ้น การออกกำลังกาย ยังมีรูปแบบที่หลากหลายให้เราเลือก ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังที่สนุกสนาน อย่างการเต้นแอโรบิค ที่ได้ทั้งออกกำลังและอาจได้เพื่อนเพิ่ม หรือการออกกำลังแบบเรียบง่าย, สงบ อย่างโยคะ หรือออกกำลังหนัก ๆ อย่างฟิตเนส แต่ถ้ารักธรรมชาติ ก็อาจจะเลือกไปวิ่งตามสวนสาธารณะ ที่ทางแต่ละเขตในกรุงเทพฯ จัดไว้ให้ก็ได้

3. ไม่กดดันตัวเอง เมื่อเริ่มที่จะลดความอ้วน เชื่อว่าทุกคนต้องอยากเห็นผลในทันที แต่เมื่อตั้งใจที่จะลด โดยปราศจากยาแล้ว ก็ต้องเข้าใจว่าผลก็อาจจะช้ากว่า จึงไม่สมควรที่จะกดดันตัวเอง จนเกิดอาการเครียด ที่จะยิ่งทำให้เราอ้วนขึ้น และหันกลับไปใช้ยาลดได้อีกครั้ง ลองใช้วิธีการทำสมาธิเพื่อลดอาการเครียด ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ก็สามารถทำได้ทุกครั้งที่รู้สึกเครียด หรือวิตกกังวล โดยการนั่งนิ่ง ๆ แล้วหลับตาลง หายใจเข้าลึก ๆ หายใจออกยาว ๆ ประมาณ 5 ครั้ง แค่นี้อารมณ์ของเราจะเริ่มสงบลง และเริ่มกลับมามีสติอีกครั้ง แต่ถ้าใครเครียดจัดก็ให้ทำแบบที่กล่าวมาไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะสงบ หรืออีกทางก็อาจจะหาอะไรทำ เพื่อไม่ให้สมองยึดติด อยู่แต่กับเรื่องเครียด เช่นการฟังเพลง, การเล่นเกมส์, การดูคลิปหรือดูหนังที่สนุกสนาน เป็นต้น

4. เลิกทานน้ำอัดลม, ชา, กาแฟ (ใส่นม) เพราะในเครื่องดื่มเหล่านี้ล้วนแต่มีแครอลลี่ร้าย เพียงแค่ดื่มนิดหน่อยน้ำหนักก็เพิ่มขึ้นได้หลายเปอร์เซ็นต์ และในคนที่มีปัญหาความอ้วนหลายราย มักเป็นคนที่ชอบดื่มเครื่องดื่มเหล่านี้เป็นประจำทุกวัน แนะนำให้ลดการดื่มน้ำอัดลมลงเรื่อย ๆ บางคนอาจดื่มได้ถึงวันละ 3-4 ครั้ง ก็ลดลงเหลือแค่วันละ 2 ครั้ง แล้วลดลงเหลือ 1 ครั้ง หรือไม่ก็งดไปเลยจะยิ่งดี ส่วนชากับกาแฟ ก็ให้เปลี่ยนมาเป็นกาแฟดำแทน ไม่ว่าจะร้อนหรือเย็น หรือไม่ก็เปลี่ยนเป็นน้ำผลไม้ที่แครอลลี่ต่ำ แต่ความสดชื่นเต็ม 100 ทั้งนี้น้ำผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว ยังสามารถลดอาการง่วง และซึมเศร้าลงได้ดีกว่ากาแฟด้วยซ้ำไป

5. ไม่อดนอนเด็ดขาด เพราะการพักผ่อนไม่เพียงพอ ทำให้ร่างกายต้องสูญเสียน้ำหล่อเลี้ยงร่างกาย ไปอย่างมากมายในแต่ละวัน และถ้าเรานอนดึก ตื่นเช้าเข้ามาก ๆ ก็จะยิ่งทำให้สุขภาพแย่ลง ไปพร้อมกับความอ้วนที่เพิ่มขึ้นไปด้วย ยิ่งดึกมากเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งทานเยอะมากเท่านั้น เพราะร่างกายต้องการอาหาร เข้าไปทดแทนสารอาหารที่ใช้ไปทั้งวัน โดยเฉพาะหลังเวลา 5 ทุ่มเป็นต้นไป เพราะการนอน เป็นการเข้าไปตัดความอยากอาหาร จากการที่ร่างกายหยุดการทำงานทุกอย่างลง แต่ถ้าเกินเวลาออกไป ร่างกายไม่ได้หยุดพัก ก็ย่อมต้องการอาหาร เข้ามาเป็นพลังงานตมปกติ แต่ผิดปกติตรงที่อาหารนั้นจะไม่ย่อยอีกแล้ว ไขมันจึงไม่ได้ย่อยไป และไปค้างอยู่ในลำไส้กลายเป็นของเสีย จนอาจทำให้เกิดโรคอื่น ๆ ตามมาอีกมากมาย

6. สร้างแรงบันดาลใจ ให้ตัวเองตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นหุ่นที่ชื่นชอบ หรือดาราที่เป็นไอดอล หามาดูไว้เพื่อเป็นแรงผลักดันในการลด ลองหาดูว่าเราต้องการหุ่นแค่ไหน แล้วใช้วิธีการออกกำลังแบบใด ถึงได้หุ่นแบบนั้นแล้วทำตามอย่างมีความสุข แต่อย่าเครียดจนเกินไป หรือเอามากดดันตัวเองเด็ดขาด

7. ทำให้เป็นนิสัย เมื่อทำได้ครบทุกข้อที่ว่ามาแล้ว ก็ควรที่จะทำต่อไปจนกลายเป็นหน้าที่ เป็นนิสัยส่วนตัว เพื่อที่จะทำให้เราสามารถมีน้ำหนัก และสุขภาพที่ดีจริง โดยไม่ต้องพึ่งยาอีกต่อไป และทำให้น้ำหนักและรูปร่างนั้นคงที่ไปได้ตลอด

ทุกส่วนที่เราตั้งใจทำล้วนแล้วแต่ดีต่อรูปร่าง และสุขภาพของเราในอนาคต อยู่ที่ตัวเราว่าจะเลือกมีรูปร่างที่สวยงาม, สมส่วน อย่างเป็นธรรมชาติ พร้อมสุขภาพที่แข็งแรงยาวนาน หรือเลือกที่จะมีรูปร่างที่ผอมแห้ง ไร้เรี่ยวแรง เนื้อย้อยไม่มีความกระชับ และเสียสุขภาพไปจนตาย ก็ล้วนแล้วแต่อยู่ที่เราเลือกทั้งสิ้น

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่