การกินเพื่อสุขภาพ

เรื่องราวของวิตามิน 2

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 6, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 7 นาที
Istock 497439314 %281%29

เรื่องราวของวิตามิน 2

อ่านข้อมูลที่สำคัญ ไขข้อข้องใจเกี่ยวกับวิตามินที่เรารับประทานในทุกวันว่ามาจากไหน

วิตามินมาจากไหน? รูปแบบของวิตามินแต่ละอย่างแตกต่างกันอย่างไร วิตามินสังเคราะห์กับธรรมชาติให้ประโยชน์แตกต่างกันหรือไม่ มีสารอะไรอื่นอีกบ้างในเม็ดวิตามิน การเก็บรักษาและความคงทนของวิตามิน

รวมทั้งจะรับประทานวิตามินเสริมอาหารเมื่อใดและอย่างไร สามารถอ่านต่อได้ที่นี่

เพราะว่าวิตามินเป็นสารธรรมชาติที่พบได้ในอาหารผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่คุณรับประทาน ไม่ว่าจะเป็นแบบแคปซูล เม็ดอัด ผง หรือน้ำจึงมาจากอาหารเช่นกันถึงแม้ว่าเราจะสามารถสังเคราะห์วิตามินได้หลายตัวแต่ส่วนใหญ่แล้วจะใช้วิธีการสกัดจากแหล่งธรรมชาติมากกว่า

ตัวอย่างเช่น วิตามินเอมักมาจากน้ำมันตับปลาวิตามินบีรวมได้มาจากยีสต์หรือตับ วิตามินซีจะดีที่สุดหากสกัดมาจากโรสทิพย์ ซึ่งเป็นเบอร์รี่ที่พบในผลของกุหลาบชนิดหนึ่ง พบได้หลังจากที่กลีบร่วงโรยแล้ว หรืออาจสกัดจากแป้งมัน และสำหรับวิตามินอีส่วนใหญ่แล้วจะสกัดจากถั่วเหลือง จมูกข้าวสาลี หรือข้าวโพด

ทำไมวิตามินจึงมีหลายรูปแบบนัก

ความต้องการของแต่ละคนต่างกันไปด้วยเหตุนี้เองผู้ผลิตจึงนำเสนอวิตามินในรูปแบบที่หลากหลาย

เม็ดอัด เป็นรูปพี่เจอได้บ่อยและสะดวกที่สุดง่ายต่อการพกพาเก็บรักษาไว้ได้นานกว่าแบบผงหรือแบบน้ำและไม่สามารถใส่สารอื่นเจือปนได้

แคปเลต เป็นเม็ดอัดในรูปทรงเหมือนแคปซูลอาจมีการเคลือบด้านนอกอีกชั้นหนึ่งเพื่อให้มันแตกตัวในลำไส้เล็กไม่แตกตัวในกระเพาะ (ซึ่งมีความเป็นกรด)

แคปซูลเช่นเดียวกับเม็ดอัด สะดวกและเก็บรักสาง่ายเป็นโรคที่พบได้บ่อยสำหรับวิตามินที่ละลายในไขมันเช่นเอดีอีมีสารปรุงแต่งยาผสมอยู่น้อยกว่าแบบเม็ดอัด

แคปซูลเจลาตินทำมาจากเจลาตินซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์จากสัตว์ ควรเก็บให้พ้นแสง ในที่เย็นและแห้งเพื่อป้องกันการเกิดออกซิเดชัน

แคปซูลมังสวิรัติปราศจากส่วนประกอบที่เป็นผลิตภัณฑ์จากสัตว์แป้งน้ำตาลและสารที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ทำมาจากเซลลูโลสและเส้นใหญ่อาหารจากพืชซึ่งมีความทนทานต่อปัญหาการติดเชื้อราและแบคทีเรียสามารถเก็บในห้องที่มีอุณหภูมิสูงได้โดยไม่ละลายหรือเกาะติดกันไม่มีผลกระทบจากอากาศเย็นและแห้งซึ่งส่งผลให้แคปซูลแบบจะละตินเปลาะแต่โชคร้ายหน่อยที่มันอาจทำปฏิกิริยากลับสารที่อยู่ในแคปซูลเองจึงไม่เป็นที่นิยมเท่ากับแคปซูลเจละตินและมีราคาแพงกว่าแคปซูลปกติมาก

ซอฟต์เจล (หรือเจลแคป) เป็นแคปซูลจะละตินแบบนุ่มซึ่งทำให้หลายคนรู้สึกว่ากลืนง่ายกว่าแคปซูลปกติเช่นเดียวกับแบบเม็ดอัด หรือแคปซูลซอฟต์เจล ต้องผ่านกระบวนการในระบบย่อยอาหารซึ่งออกฤทธิ์ได้ช้ากว่าแบบน้ำหรือแบบผง

ผงมีข้อได้เปรียบตรงที่มีประสิทธิภาพที่เหนือกว่า (1 ช้อนชาของวิตามินซีแบบผงหลายยี่ห้อมีปริมาณวิตามินซีถึง 4000 มิลลิกรัม) และข้อได้เปรียบในแงของการปราศจากสารปรุงแต่งตัวนำยาและสารอื่นๆที่อาจทำให้เกิดการแพ้ได้

แบบเหลวใช้สำหรับชงผสมกับเครื่องดื่มต่างๆและเหมาะสำหรับผู้ที่ไม่สามารถกลืนเม็ดแคปซูลหรือเม็ดยาได้

สเปรย์ในปากส่งผ่านสารอาหารความเข้มข้นต่ำเข้าสู่ช่องปากส่วนใต้ลิ้นโดยตรงสารอาหารจะไม่ต้องผ่านระบบย่อยอาหารและถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดผ่านทางเยื่อบุภายในเวลาประมาณ 15 นาที

เม็ดอมใต้ลิ้นเป็นแบบเม็ดละลายใต้ลิ้น (สำหรับวิตามินบี 12 รูปแบบนี้เป็น แบบที่ผมขอแนะนำเพราะมันจะดูดซึมเข้าร่างกายได้ดีกว่า)

แผ่นปิดและแบบฝังใต้ผิวหนัง จะให้สารอาหารในปริมาณที่เหมาะสมอย่างต่อเนื่องแต่ในขณะที่เขียนอยู่นี้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในรูปแบบนี้ยังมีจำกัดและได้รับการพิจารณาให้เป็นระบบที่ใช้สำหรับการนำยาเข้าสู่ร่างกายในประเทศสหรัฐอเมริกา

แบบละลายในไขมัน vs. แบบแห้งหรือแบบละลายน้ำ

สำหรับวิตามินที่ละลายในไขมันเช่น เอ ดี อี และเค จะมีรูปแบบ “แห้ง” หรือแบบละลายน้ำซึ่งเป็นรูปแบบที่แนะนำสำหรับคนที่มักมีอาการเสียดท้องเมื่อต้องรับประทานน้ำมันรวมทั้งผู้เป็นสิวง่ายหรือเป็นโรคผิวหนังที่ไม่แนะนำให้รับประทาน น้ำมันและสำหรับผู้ที่พยายามลดน้ำหนักโดยรับประทานอาหารในกลุ่มไขมันให้น้อยที่สุด (วิตามินที่ละลายในไขมันต้องใช้ไขมันในการนำอาหารไปเสริมสร้างเนื้อเยื่อหากคุณรับประทานอาหารไขมันต่ำและต้องการรับประทานวิตามินเอ ดี อี ผมแนะนำให้ใช้เป็นแบบแห้ง)

วิตามินสังเคราะห์กับธรรมชาติให้ประโยชน์แตกต่างกันหรือไม่

เมื่อมีผู้ถามผมว่าวิตามินสังเคราะห์และวิตามินธรรมชาติมีข้อแตกต่างกันไหมผมมักจะตอบว่าข้อแตกต่างมีเพียงข้อเดียวนั่นคืออยู่ที่คุณถึงแม้ว่าวิตามินและแร่ธาตุสังเคราะห์จะให้ผลดีเช่นเดียวกับวิตามินธรรมชาติแต่ประโยชน์ที่หลากหลายจากวิตามินธรรมชาตินั้นเหนือกว่าโครงสร้างทางเคมีของวิตามินทั้งสองประเภทอาจเหมือนกันแต่วิตามินธรรมชาติให้อะไรกับคุณได้มากกว่าเพราะมีสารต่างๆรวมอยู่ด้วยมากกว่า

วิตามินซีสังเคราะห์มีเพียงกรดแอสคอร์บิก เท่านั้นแต่วิตามินซีธรรมชาติมีไบโอฟลาโวนอยด์ ซีคอมเพล็กซ์ ทางกลุ่มจึงส่งผลให้วิตามินซีทำงานได้มีประสิทธิภาพกว่า

วิตามินอีธรรมชาติมีโทรโคฟีรอลทุกชนิดทั้งแอลฟา บีต้า (เบต้า) แกมมาและเดลตา ไม่ได้มีเพียงแต่แอลฟา จึงมีประสิทธิภาพและถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ดีกว่าวิตามินสังเคราะห์ที่มีเพียงดีแอล-แอลฟาโทรอโคฟีรอล

นายแพทย์เธรอน จี. แรนดอล์ฟ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิแพ้ให้ความเห็นว่า “สารที่สังเคราะห์อาจทำให้เกิดปฏิกิริยาแพ้ในคนที่มีแนวโน้มว่าจะแพ้ง่ายถึงแม้ว่าสารที่มีโครงสร้างทางเคมีแบบเดียวกันจากธรรมชาติจะไม่ทำให้เกิดการแพ้แต่อย่างใด”

ในอีกแง่หนึ่งผู้ที่มีประวัติแพ้ละอองเกสรอาจจะมีอาการแพ้เมื่อรับประทานวิตามินซีจากธรรมชาติที่มีละอองเกสรเจือปน

กระนั้นก็ตามหลายคนที่เคยรับประทานวิตามินทั้งสองประเภทอาจจะเห็นด้วยว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากธรรมชาติทำให้ท้องไส้ปั่นป่วนน้อยกว่าและมีอาการไม่พึงประสงค์น้อยกว่าแบบสังเคราะห์เมื่อรับประทานในปริมาณที่สูงกว่าคำแนะนำ

มีสารอะไรอื่นอีกบ้างในเม็ดวิตามิน

มีอะไรในเม็ดวิตามินเสริมอาหารมากกว่าที่เราเห็นและบางครั้งก็มากกว่าที่ระบุไว้บนฉลาก สารเพิ่มเนื้อ สารยึดเกาะ สารหล่อลื่นและสารอื่นๆที่ไม่ได้มีกฎให้ต้องระบุไว้บนฉลากจึงพบได้บ่อยครั้งที่ไม่มีการระบุใดใด แต่หากคุณสงสัยใคร่รู้ว่าคุณกลืนอะไรลงไปบ้างรายชื่อสารต่อไปนี้น่าจะช่วยบอกคุณได้

สารเจือจาง (Diluent) หรือสารเพิ่มเนื้อ (Filler) เป็นสารที่ไม่ทำปฏิกิริยาทางเคมีกับสารอื่นแต่ถูกเติมลงไปในเม็ดยาเพื่อเพิ่มขนาดของเม็ดให้สามารถผ่านกระบวนการอัดเม็ดได้ อย่างเช่น ไดแคลเซียมฟอตเฟตซึ่งเป็นแหล่งของแคลเซี่ยมและฟอสฟอรัสที่ดีมักใช้ในยี่ห้อที่มีคุณภาพ เป็นสารที่สกัดจากหินได้บริสุทธิ์ มีลักษณะเป็นผงสีขาว แต่บางครั้งก็อาจนำเอาซอร์บิทอลและเซลลูโลส (เส้นใยจากพืช) มาใช้แทน

สารยึดเกาะ (Binder) สารในกลุ่มนี้ช่วยเพิ่มการเกาะตัวของวัตถุดิบที่เป็นผง หรืออีกนัยหนึ่งคือสารยึดเกาะเป็นสารที่ทำให้วัตถุดิบต่างๆเป็นผงร่วมกันเป็นเม็ดได้ สารที่มีการใช้บ่อยที่สุด คือเซลลูโลสและเอทิลเซลลูโลส เซลลูโลสเป็นส่วนประกอบหลักของเส้นใยในพืชบางครั้งอาจมีการใช้เลซิทิน หรือ ซอร์บิทอลแทน ศาลยึดเกาะอีกตัวที่อาจมีการนำมาใช้แต่คุณควรดูให้ดีและหลีกเลี่ยงคือ อะเคเซีย (acacia หรือ gum arabic) ซึ่งเป็นยางจากพืชที่ผ่านมาตรฐานว่าปลอดภัยระดับหนึ่งหรือจีอาร์เอเอส (GRAS: Generally Recognized As Safe) จากองค์กรอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา แต่อาจทำให้เกิดอาการหอบหืดกำเริบและผื่นแพ้ในผู้ที่เป็นหืด หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่มีแนวโน้มจะแพ้ได้ง่าย

สารหล่อลื่น (Lubricant) สารที่มีความมันส์ที่ถูกเติมเข้าไปในเม็ดยาเพื่อไม่ให้ติดกับเครื่องจักรที่ผลิต แคลเซียมสเตียเรตและซิลิกา เป็นสารที่ใช้กันบ่อยที่สุด  แคลเซียมสเตียเรตดัดแปลงมาจากน้ำมันพืชส่วนซิลิกามีลักษณะเป็นผงสีขาวมีอยู่ตามธรรมชาติบางครั้งอาจใช้เป็นแมกนีเซียมสเตอเรตได้เช่นกัน

สารช่วยการแตกตัว (Disintegrator) เช่นสารกัมอราบิก อัลจินและอัลจิเนตซึ่งถูกเติมลงไปในเม็ดยาเพื่อทำให้เกิดการแต่งตัวหลังจากรับประทานอาหาร

สี (Color) ช่วยให้เม็ดยาดูสวยงามน่ารับประทานขึ้น สีจากแหล่งธรรมชาติเช่น โคโรฟิลล์ ถือว่าดีที่สุด

สารแต่งรสและสารให้ความหวานใช้เฉพาะในเม็ดแบบเคี้ยว สารให้ความหวานที่ใช้มักเป็นฟรักโทส (น้ำตาลจากผลไม้) มอลต์เดกซ์ทริน ซอร์บิทอล หรือมอลโทส ส่วนซูโครส (น้ำตาลทราย) ไม่ค่อยมีการนำมาใช้โดยเฉพาะในยี่ห้อที่มีคุณภาพ

สารเคลือบผิว (Coating material) เป็นสารที่ใช้เพื่อป้องกันเม็ดยาจากความชื้นช่วยกลบรสชาติหรือกลิ่นอันไม่พึงประสงค์และยังทำให้เม็ดยากลืนง่ายขึ้นด้วย ซีน(Zein) เป็นสารตัวหนึ่งที่มีการนำมาใช้เป็นสารธรรมชาติสกัดจากโปรตีนข้าวโพดมีลักษณะเป็นฟิล์มใสเครื่อภายนอกสารอีกตัวที่มีการนำมาใช้บ่อยคือ บราซิลแว็กซ์ เป็นสารธรรมชาติที่สกัดจากต้นปาล์ม

สารทำให้แห้ง (Drying agent) เป็นสารที่ช่วยป้องกันไม่ให้วัตถุดิบในวิตามินที่ถูกดูดซึมน้ำได้ดูดซับความชื้นในขณะผลิต ซิลิกาเจลเป็นสารที่มีการนำมาใช้กันบ่อยที่สุด

การเก็บรักษาและความคงทน

ผลิตภัณฑ์วิตามินและแร่ธาตุเสริม อาหารควรเก็บรักษาในที่แห้งเลยมืดห่างไกลจากแสงแดดบรรจุในภาชนะที่ทึบและปิดมิดชิดไม่จำเป็นต้องเก็บไว้ในตู้เย็นนอกเสียจากว่าคุณอยู่ในสภาพพูมิอากาศแบบทะเลทรายเพื่อป้องกันความชื้นให้ใส่ข้าว 5- 10 เมล็ดลงไปที่ก้นกระปุกวิตามิน ข้าวจะเป็นตัวดูดซับความชื้นตามธรรมชาติได้

วิตามินที่เก็บในที่เย็นผลจากแสงและปิดไว้อย่างดีจะมีประสิทธิภาพคงอยู่ได้ 2-3 ปีแต่เพื่อรับประกันความสดใหม่คุณควรเลือกซื้อยี่ห้อที่ระบุวันหมดอายุไว้ที่ฉลากและเมื่อคุณเปิดกระปุกแล้วจะมีประสิทธิภาพคงอยู่ได้ประมาณหกเดือน

ร่างกายของเรามีแนวโน้มที่จะขับสารต่างๆที่เรารับประทานออกมาทางปัสสาวะในเวลาประมาณสี่ชั่วโมงโดยเฉพาะบรรดาวิตามินที่ละลายน้ำมักเป็นไปตามกฎนี้เป็นส่วนมาก เช่นวิตามินบีและซีโดยเฉพาะหากรับประทานตอนท้องว่างวิตามินบีและซีอาจถูกขับออกจากร่างกายอย่างรวดเร็วในเวลาเพียง 2 ชั่วโมงหลังรับประทาน

วิตามินที่ละลายในไขมันเช่น วิตามินเอ ดี อีและเค จะอยู่ในร่างกายเราประมาณ 24 ชั่วโมงปริมาณที่มากเกินความจำเป็นจะถูกนำไปเก็บไว้ที่ตับได้นานขึ้นแต่วิตามินเอและอีแบบแห้งจะไม่สามารถอยู่ในร่างกายได้นานเท่า

จะรับประทานวิตามินเสริมอาหารเมื่อใดและอย่างไร

ร่างกายมนุษย์ทำงานเป็นวัฎจักรตลอด 24 ชั่วโมงเซลล์ของคุณไม่ได้นอนหลับไปด้วยในขณะที่คุณหลับและเซลล์ก็ไม่สามารถมีชีวิตได้หากปราศจากออกซิเจนและสารอาหารหล่อเลี้ยงอย่างต่อเนื่องดังนั้นเพื่อให้ได้ผลดีกับร่างกายที่สุดผมแนะนำให้แบ่งวิตามินเสริมอาหารของคุณเป็นมื้อมื้อรับประทานตลอดทั้งวัน

ช่วงเวลาหลักในการรับประทานวิตามินคือพร้อมมืออาหารหรือหลังอาหารเพื่อเนื่องจากวิตามินเป็นสารอินทรีย์จึงควรรับประทานพร้อมอาหารและแร่ธาตุอื่นเพื่อการดูดซึมที่ดีที่สุดเนื่องจากวิตามินที่ละลายได้ในน้ำ โดยเฉพาะวิตามินบีรวมและซีจะถูกขับออกทางปัสสาวะอย่างรวดเร็ว หากคุณสามารถรับประทานพร้อมอาหารเช้าอาหารกลางวันและอาหารเย็นได้จะช่วยให้ร่างกายคุณมีวิตามินในระดับสูงตลอดทั้งวันแต่ถ้าไม่สะดวกที่จะรับประทานหลังอาหารทุกมื้อ รับประทานเครื่องหนึ่งหลังอาหารเช้าและอีกครึ่งหนึ่งหลังอาหารเย็นแทนก็ได้

หากคุณต้องรับประทานวิตามินทั้งหมดภายในมื้อเดียวควรเลือกรับประทานหลังอาหารมื้อใหญ่สุดของวัน

และอย่าลืมว่าแร่ธาตุสำคัญอย่างยิ่งต่อการดูดซึมวิตามินคุณจึงควรรับประทานวิตามินและแร่ธาตุไปพร้อมพร้อมกัน

หากคุณเห็นว่าบทความนี้มีประโยชน์และอยากอ่านเกี่ยวกับหัวข้อนี้เพิ่มเติม สามารถสนับสนุนดร.เอิร์ล มินเดลล์ (ผู้แต่ง) พญ. ธิดากานต์ รุจิพัฒนกุล (แปล) ได้โดยการซื้อหนังสือวิตามินไบเบิล

 

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่