Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
Doctor men
รีวิวโดย
ทีมแพทย์ HONESTDOCS
ความรู้สุขภาพ

เลือดกำเดาไหล เป็นเรื่องน่ากังวลใจหรือเปล่า?

เลือดกำเดาไหลอาจเกิดอันตรายได้ หากเลือดออกมาจากโพรงจมูกส่วนหลัง มีวิธีรักษาอย่างไร อ่านเลย!
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 16 ต.ค. 2019 รีวิวเมื่อวันที่ 16 ต.ค. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 3 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 2,352,254 คน

เลือดกำเดาไหล เป็นเรื่องน่ากังวลใจหรือเปล่า?

เลือดกำเดาไหล (Nosebleed) คือ การที่มีเลือดไหลออกมาจากรูจมูก เกิดจากเส้นเลือดฝอยในโพรงจมูกแตก หรือฉีกขาด เลือดกำเดาไหลนั้นพบได้บ่อยในคนทุกเพศทุกวัย อาจมีเลือดไหลออกมาจากโพรงจมูกเพียงข้างเดียว หรือทั้งสองข้างก็ได้ ปริมาณเลือดที่ออกมาจะมาก หรือน้อยก็ได้ ขึ้นอยู่กับเส้นเลือดที่แตก 

เลือดกำเดาไหล แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ 

  • โพรงจมูกส่วนหน้า 
    ส่วนใหญ่มากกว่า 90% ของคนที่มีเลือดกำเดาไหล จะมีเลือดออกมาจากโพรงจมูกส่วนหน้า ซึ่งเป็นจุดที่มีหลอดเลือดฝอยมารวมกันอยู่มาก เลือดกำเดาไหลในลักษณะนี้มักไม่อันตราย และเลือดจะหยุดไหลได้เองเมื่อผ่านไป 10-15 นาที 
  • โพรงจมูกส่วนหลัง
    พบได้น้อยกว่า เลือดออกจากโพรงจมูกส่วนหลัง เกิดจากเส้นเลือดที่อยู่ลึกเข้าไปฉีกขาดทำให้เลือดไหลออกมาทางจมูกและเข้าไปในคอ เลือดกำเดาไหลลักษณะนี้มักหยุดช้า หลายครั้งก็เกิดจากสาเหตุที่อันตราย เช่น ศีรษะถูกกระทบกระเทือน 

สาเหตุของเลือดกำเดาไหล

การที่หลอดเลือดฝอยในโพรงจมูกแตก มักมีสาเหตุมาจากการระคายเคืองภายในโพรงจมูกซึ่งปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดการระคายเคือง ได้แก่

  • การแคะจมูก หรือใช้ของแข็งแหย่รูจมูก
  • การจามบ่อยๆ หรือสั่งน้ำมูกแรงๆ
  • ได้รับบาดเจ็บจนจมูกกระทบกระเทือน
  • อยู่ในสภาพอากาศที่หนาวเย็น และแห้ง
  • เป็นผลข้างเคียงจากยาบางชนิด เช่น ยาแก้หวัด ยาแก้ภูมิแพ้ ซึ่งทำให้จมูกแห้ง
  • การรับประทานยาแอสไพรินปริมาณมาก ทำให้มีเลือดออกง่าย

สาเหตุอื่นๆ ที่ทำให้เลือดกำเดาไหล

  • อาจเกิดจากการได้รับอุบัติเหตุที่ศีรษะและใบหน้า โดยเฉพาะบริเวณจมูก หรือโพรงไซนัส
  • ความผิดปกติในช่องจมูก เช่น ผนังกั้นช่องจมูกคด แคบ หรือโค้งงอเป็นสันแหลม 
  • การอักเสบในช่องจมูก เช่น การติดเชื้อ โรคแพ้อากาศ 
  • เนื้องอกในช่องจมูก หรือโพรงอากาศข้างจมูก 
  • โรคเกี่ยวกับเลือด เช่น ภาวะเกล็ดเลือดต่ำ การแข็งตัวของเลือดผิดปกติ 

สำหรับผู้ที่มีเลือดกำเดาไหลบ่อยๆ หรือมีเลือดไหลมาก และหยุดไหลยาก อาจมีสาเหตุมาจากความผิดปกติ เช่น

  • เป็นโรคภูมิแพ้ และได้รับสิ่งกระตุ้นอาการแพ้เป็นประจำ
  • เป็นโรคความดันโลหิตสูง
  • เป้นโรคเบาหวาน
  • มีภาวะเลือดออกผิดปกติ หรือการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ เช่น โรคฮีโมฟีเลีย
  • มีการติดเชื้อในทางเดินหายใจส่วนบน
  • เป็นมะเร็งโพรงจมูก

อันตรายจากเลือดกำเดาไหล

หากเลือดออกเพียงนิดๆ หน่อยๆ และสามารถหยุดได้เอง ถือว่าไม่มีอันตรายรุนแรง แต่หากเลือดกำเดาออกบ่อย หยุดไหลยาก หรือเกิดจากเลือดออกที่โพรงจมูกส่วนหลัง ก็อาจก่อให้เกิดอันตรายตามมา เช่น

  • เกิดอาการสำลักเลือดจากการที่เลือดไหลลงคอไปยังกระเพาะอาหาร บางครั้งอาจทำให้อาเจียนออกมาเป็นเลือดด้วย
  • เกิดปอดอักเสบจากการที่เลือดออกมาก และไหลไปคั่งค้างที่ปอด
  • เกิดภาวะโลหิตจางจากการเสียเลือดมากเกินไป

การปฐมพยาบาลเมื่อเลือดกำเดาไหล

  • นั่งหลังตรง ก้มหน้าลงเล็กน้อย ใช้นิ้วโป้งและนิ้วชี้บีบจมูกเข้าหากัน เพื่อห้ามเลือดที่ไหลจากด้านหน้าโพรงจมูก ทำค้างไว้ 5-10 นาที โดยระหว่างนั้น ให้หายใจทางปากแทน และพยายามอย่าขยับร่างกายมาก
  • หลีกเลี่ยงการแหงนหน้า หรือการนอนราบ เพราะจะทำให้เลือดไหลเข้าไปในคอจนสำลัก หรือเกิดปอดอักเสบได้
  • หากใช้วิธีบีบจมูกแล้วเลือดยังไม่หยุดไหล อาจใช้ผ้าเย็น หรือผ้าห่อน้ำแข็งมาวางบริเวณสันจมูก เพื่อช่วยให้หลอดเลือดหดตัว รวมถึงอาจวางแผ่นประคบเย็นไว้ที่หน้าผาก เพื่อช่วยลดอุณหภูมิร่างกายก็ได้เช่นกัน
  • ใช้ผ้าก๊อซอัดเป็นชั้นๆ ในใส่โพรงจมูก 
  • ถ้าเลือดออกไม่หยุด หรือยังออกมามาก ควรรีบไปพบแพทย์ทันที

การดูแลตัวเองหลังเลือดหยุดไหล

  • ทำความสะอาดจมูกด้วยน้ำอุ่น และอาจประคบเย็นต่อไปก็ได้
  • นอนพักผ่อนโดยการนอนยกหัวสูง และหลีกเลี่ยงการออกแรงมาก เช่น การยกของหนัก
  • หลีกเลี่ยงการอยู่ในจุดที่อากาศเย็นและแห้ง เช่น ห้องที่เปิดแอร์จนหนาว
  • หลีกเลี่ยงการสั่งน้ำมูกและแคะจมูกระหว่างที่เลือดไหล รวมถึงภายใน 24-48ชั่วโมง หลังเลือดหยุดไหล
  • งดดื่มแอลกอฮอล์ และของร้อนทุกชนิด
  • หลังเลือดหยุดให้นอนพักยกศีรษะให้สูง 

การรักษาเลือดกำเดาไหล

สำหรับผู้ที่มีเลือดกำเดาไหลบ่อย หรือเลือดออกมากจนผิดปกติ อาจต้องพบแพทย์เพื่อรับการรักษาด้วยแนวทางต่อไปนี้

  • ในกรณีที่เลือดไหลไม่หยุด แพทย์จะให้วัสดุอุดจมูกเพื่อห้ามเลือด เช่น ก็อซเคลือบวาสลีน โดยต้องใส่วัสดุไว้ในโพรงจมูก 2-3 วัน
  • หากแพทย์มองเห็นจุดที่เลือดออกได้ชัดเจน จะรักษาด้วยวิธี "จี้จุดเลือดออก (Cauterization)" โดยใช้สารซิลเวอร์ ไนเตรท (Silver nitrate) และอาจใช้ไฟฟ้า หรือเลเซอร์ร่วมด้วย เพื่ออุดหลอดเลือดบริเวณนั้น
  • ใช้ยาหยอดจมูกเพื่อให้หลอดเลือดหดตัวเฉพาะที่ เช่น 1–3% เอฟิดรีน (Ephedrine) แต่ฤทธิ์ยาอาจทำให้เยื่อบุโพรงจมูกอักเสบได้ 
  •  หากเลือดออกที่โพรงจมูกส่วนหลัง แพทย์จะใช้วัสดุกดห้ามเลือดที่หลังโพรงจมูก เช่น ใช้บอลลูนสายสวนปัสสาวะห้ามเลือด ซึ่งอาจทำให้รู้สึกเจ็บ จึงจำเป็นต้องใช้ยาชา หรือให้ดมยาสลบ และต้องพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลด้วย
  • บางรายหากมีอาการมาก และอยุ่ในกลุ่มต่อไปนี้ คือ ผู้สูงอายุ เป็นโรคหัวใจ ใช้วิธีมาตรฐานแล้วรักษาไม่ได้ผล  แพทย์อาจพิจารณาผ่าตัดโดยการส่องกล้อง เพื่อผู้เส้นเลือดที่มีเลือดออกจะทำให้เลือดหยุดไหลได้ทันที 

การป้องกันเลือดกำเดาไหล

  • หลีกเลี่ยงการสั่งน้ำมูกแรงๆ และการแคะจมูก
  • หลีกเลี่ยงการอยู่ในสภาพอากาศที่แห้งและหนาวเย็น หากจำเป็นควรใช้ปิโตรเลียมเจลทารอบจมูก เพื่อป้องกันโพรงจมูกแห้ง
  • งดการดื่มแอลกอฮอล์ และการสูบบุหรี่
  • หากสาเหตุมาจากยาบางชนิด ให้งดรับประทานยาดังกล่าว เช่น ยาแอสไพริน และยาแก้แพ้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการกระทบกระเทือนที่โพรงจมูก และศีรษะ

เลือดกำเดาไหลอาจไม่ได้มีสาเหตุจากการระคายเคืองในโพรงจมูกเสมอไป หมั่นสังเกตตนเองและคนรอบข้างเพื่อหาวิธีแก้ไขที่ถูกต้องและทันท่วงที  


ที่มาของข้อมูล

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HonestDocs พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
ดูในแอป